เอาซากศพที่ไม่เน่าที่จิตเขายึดติดไปเผา เขาจะพยาบาทไหม.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.58 KB
วันที่แก้ไข22 เมษายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

เอาซากศพที่ไม่เน่าที่จิตเขายึดติดไปเผา เขาจะพยาบาทไหม _สว่างแสง ขวัญดาว · น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ พ่อครูคะ ลูกขอถามว่า คนที่ตายแต่เป็นพีชะ แต่ยังยึดถือร่างเป็นของตนอยู่ หากเราเอาร่างนี้ไปเผาแล้ว จิตเขาจะพยาบาทเพราะยึดอยู่ไหมคะ ...พ่อครูคะในสมัยพุทธกาลมีงานคล้ายๆงานปลุกเสกและงานตลาดอาริยะไหมคะ น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ พ่อครูว่า... ถามคนละ กาละ เทศะ ฐานะ ตอบอันนี้ก่อน ไม่มี ยุคโน้น ไม่มีงานปลุกเสกอย่างที่อาตมาพาทำ ยิ่งงานตลาดอาริยะยิ่งไม่มีใหญ่เลยในยุคโน้น สิกขามาตุกล้าข้ามฝันว่า… อินเดียเขามีโรงทาน นางวิสาขาก็ทำ พ่อครูว่า... ก็มีนัยยะที่สอดคล้องกันบ้าง แต่องค์ประกอบมันไม่สมบูรณ์ตรงกันทุกๆประเด็น ทุกๆนัยยะ ทีนี้ที่ถามว่า คนที่ตายแต่เป็นพีชะ ยังยึดถือร่างของตนอยู่ หากเอาร่างไปเผา จิตเขาจะพยาบาทหรือไม่ ถ้าจิตเขายึดว่าเป็นร่างของเขา เขาก็ต้องพยาบาทเพราะไปทำร้ายร่างของเขา เพราะเขาติดยึดว่า เขาจะต้องมีร่าง แล้วเอาร่างของเขาไปทำลายไปเผา เขาก็ต้องพยาบาท นี่ นัยยะของกิเลสต่างๆ มันมากมายก่ายกอง ที่ถามมาก็เป็นนัยยะหนึ่ง เป็นมุมเป็นแง่แต่ละเหลี่ยม แต่ละประเด็นเอามาถาม มันก็เป็นอย่างนั้นได้ คนที่จะไม่ยึดถือร่าง เฉพาะร่างนี้คือสรีระ Body ไม่มีจิตร่วม ถ้ามีจิตร่วมเมื่อไหร่เราเรียกว่า กาย กายะที่ไม่มีจิตร่วมมันเป็นมิจฉาทิฏฐิ คนที่เข้าใจกายะ หรือกาย ไม่มีจิตร่วมเลย คนนั้นมิจฉาทิฏฐิตั้งแต่ต้น คนที่มิจฉาทิฏฐิอันนี้คือคนที่ยังไม่พ้น สักกายทิฏฐิ สังโยชน์ข้อที่ 1 คนที่เข้าใจผิดว่ากายะไม่เกี่ยวกับจิตเลยกายะคือBody คือสรีระอย่างเดียว จิตก็แยกไปอีกอย่างหนึ่งไม่เกี่ยวกัน คนเข้าใจอย่างนี้ผิดตั้งแต่ต้น เรียนรู้ปฏิบัติธรรมให้ตายอย่างไรก็ไม่มีทาง

อ่านต่อ

บรรลุธรรม เพราะกระดุมเม็ดแรกคือ สักกายทิฏฐิ ที่เป็นสังโยชน์ข้อที่ 1 ไม่พ้น แล้วคนไทยนี่แหละ ภาษาคำว่า “กาย” มาเป็นภาษาไทยชัดหมดแล้ว ถ้าไปเปิดพจนานุกรมไทย กาย คือร่าง คือสรีระ คือเฉพาะBody ไม่มีจิตร่วม แต่พจนานุกรมบาลีไทยเขายังแปลอยู่ว่า กายคือองค์ประชุมของเจตสิก เวทนา สัญญา สังขาร ก็ยังใช้ได้ แต่ความรู้สึก ขนาดพจนานุกรมบาลีไทยเขายังแปลถูกอยู่ แต่คนไทยเข้าใจว่า กายคือสรีระอย่างเดียว body อย่างนั้นเลย แม้จะเรียนมาแล้วก็เผินมา เมื่อพูดถึงกายก็คืออันนั้นแหละ เพราะถ้าเข้าใจว่ากาย หนึ่งถูกต้องสัมมาทิฏฐิว่าต้องมีภายนอก ต้องมีสรีระให้เชื่อมต่อเป็นอายตนะอยู่กับภายใน ขาดกันไม่ได้ ถ้าขาดกันไม่มีกาย เพราะฉะนั้นคนที่ตายลง ทิ้ง เหลือแต่ซากศพ ซากศพไม่มีกาย คือซาก ศพคือซากของสรีระ ซากของดินน้ำไฟลม ไม่มีจิตเข้าไปร่วมเลย ประเด็นนี้ถามว่า คนที่ตาย ยังยึดร่างของตัวเองอยู่ยังไม่ออกไปไหน จิตวิญญาณยังเฝ้าอยู่กับร่าง แล้วร่างก็ไม่เน่า คนนี้โง่ดักดาน อย่างภาพที่เขา insert มา อึ้ง! ล้างป่าช้า เจอศพหลวงพ่อทองไม่เน่า แล้วก็กราบเคารพกันเพราะไม่เน่า ก็คือซากศพของคนอวิชชา หรือคนมิจฉาทิฏฐิคนหนึ่งที่เรียนผิดจากสัจธรรม ตายแล้วควรจะออกจากร่าง สามัญคนทั่วไปไม่ต้องเป็นนักปฏิบัติธรรมไม่ต้องเรียนรู้มากอะไร ตายแล้วก็ออกจากร่างไปทิ้งซากศพไป ก็ธรรมชาติถูกต้องเป็นธรรมดา แต่นี่รู้มากยากนานเลยกลายเป็นปู่โสมเฝ้าซาก มันก็ยิ่งเสียเวลาช้า แล้วตัวเองก็ยิ่งอวิชชา ไปยึดซากดินน้ำไฟลมว่าเป็นเรา ปัดโธ่เอ้ย.. เนื้อไม่ใช่เรา หนังไม่ใช่เรา พระพุทธเจ้าสอนเท่าไหร่ๆ ก็ยังโง่อยู่ดักดาน อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นความผิดพลาดพวกนี้ ซับซ้อนลึกซึ้งเยอะ อาตมาก็ตอบตามที่ประเด็นถามมา 660421 เกิดมาต้องรู้จักความเป็นคนกับสังคมจึงไม่เสียชาติเกิดพุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน