เกิดมาเป็นคนต้องรู้จักความเป็นคนและสังคมจึงไม่เสียชาติเกิด.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข22 เมษายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

เกิดมาเป็นคนต้องรู้จักความเป็นคนและสังคมจึงไม่เสียชาติเกิด พ่อครูว่า... อาตมาเคยพูดย้ำซ้ำซากมาตลอดว่า “คนเกิดมาเป็นคนแล้ว แล้วไม่รู้จักความเป็นคน และความเป็นสังคมคน ความเป็นสังคมที่เราจะต้องรู้เขารู้เรา ถ้าเกิดมาไม่รู้ 2 อย่างนี้คือคนอวิชชา” คุณจะจบด็อกเตอร์ทางแขนงไหนก็แล้วแต่ 100 อย่างเลย ความรู้ทางเทคนิควิชาการแบบไหนก็แล้วแต่ แต่คุณไม่รู้จักความเป็นคนและความเป็นสังคมที่เราอยู่ ที่คนเป็นกัน สังคมหมู่นั้นหมู่นี้เขาเป็นอย่างนี้ คุณเกิดมาชาติหนึ่งเสียชาติเปล่า ได้ความรู้ทางเทคนิคได้ความรู้ทางวิชาการเพื่อมาแลกกับ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข แล้วก็จบชาติไป ได้มากสุขมากแต่เป็นสุขโลกีย์ สุขเพราะได้ ลาภเยอะ ยศเยอะ สรรเสริญ และกิเลสก็ติดจิตวิญญาณไป ก็หลงกับสิ่งที่เราเคยได้ ถ้าไม่ได้ก็ทุกข์ พยาบาทจะต้องแย่งให้ได้ๆ ตกลงเกิดมามีชีวิตเป็นคนจมอยู่ในโลกียะแบบนี้ ตายแล้วตายเล่ามีแต่ความมากขึ้นน้อยลงนิดหน่อย ที่จริงก็มีแต่การเติมน้ำหนักความอยากได้โลกีย์ทรัพย์หรือโลกียเวทนา ความรู้สึกสุขความรู้สึกทุกข์ บางคนยุ่งยาก วุ่นวายนี่เขาชอบนะ รุนแรงก็ชอบอย่างนี้เป็นต้นพวกซาดิสม์ ยิ่งหนักเข้าไปเป็นมาโซคิสม์ ตัวเองเจ็บปวดนั่นแหละยิ่งมันยิ่งสุขยิ่งชอบ นั่นแหละคนพวกนี้เกิดมาจะสูญเปล่า ต่อให้zzzคุณไปเรียนรู้วิชาทางเทคนิควิชาการทางโลก จบมาอีกกี่ร้อยวิชา พันวิชาก็ตาม มันก็ใช้ในช่วงชีวิตที่คุณมีชีวิตอยู่แลกได้ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข แล้วคุณก็เสพ เสพติดด้วย ตายไปแล้วก็ได้ความเสพติดรสชาติที่คุณได้เสพโลกียทรัพย์ คุณก็ติดไปอีก เพราะฉะนั้นชีวิตเกิดมาแต่ละชาติ ถ้าไม่รู้จักโลกุตรธรรม ไม่รู้จักความเป็นคนและจะอยู่กับสังคมอย่างไร จนจบกิจ กตํ กรณียํ นารํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาติ คนมันก็มีสังคมศาสตร์อย่างนี้ ซึ

อ่านต่อ

่งมีเรื่องหลักๆคือ เศรษฐศาสตร์กับรัฐศาสตร์ 2 กิ่งใหญ่ เศรษฐศาสตร์ก็เสพ รัฐศาสตร์ก็แย่ง เท่านั้นเอง สรุปแล้ว แล้วก็หลงใหลอยู่กับการได้เสพกับการแย่ง ก็อวิชชาไปตลอดแต่ละชาติ ๆ ไม่สิ้นสุด ฝั่งเทวนิยมที่เป็นศาสนาพระเจ้า ที่คนไทยก็ยังฉลาดน้อย ไปเห็นว่าเป็นประเทศที่เขามีความรู้สูงสุด แล้วก็ไปดีอกดีใจได้ถึงขั้นปริญญาเอกมาจากเมืองนอก แล้วก็เอามาสอนกันแนะนำกัน ชีวิตของเขาก็จะวนเวียนอยู่อย่างนั้นตลอดไม่จบกิจ ศาสนาพระพุทธเจ้าและพระพุทธเจ้าเป็นผู้ค้นพบความจบกิจ อย่างเป็นอรหันต์ก็เป็นผู้จบกิจ จบกิจทุกอย่าง เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์สังคมศาสตร์ แม้จะไม่เป็นทางวิศวกรรมศาสตร์ ก็จบด้วย เพราะว่าเราไม่จำเป็นจะต้องไปเป็น ไม่ได้อยากเป็นหรือเห็นว่าก็อาศัยกันได้ มันก็มีสิ่งที่เรามี อย่างทุกวันนี้อาตมาจะทำธรรมศาสตร์ เป็นธรรมะโลกุตรศาสตร์ อาตมาก็อาศัยอย่างนี้ ชีวิตก็จบกิจ สิ่งที่จะกินจะอยู่อาศัยก็จบแล้ว สบาย กินวันละมื้อ ทำงานแลกกินไปวันๆ เหลือ ถ้าตีค่าตีราคาก็เกินที่กินที่ใช้ที่อาตมาทำงาน ตีราคาตามราคาที่ควรจะเป็นตามสัจจะนะ ไม่ใช่ตีราคาอย่างโลกสมมุติกัน โลกสมมุติกัน คนที่ไร้ค่าก็ให้ราคากันแพง ซึ่งสับสน มันไม่ใช่สัจจะที่ถูกต้อง คนที่มีราคาค่าตัวแพง อย่างพระพุทธเจ้านี้จะตีราคาคำสอนของท่าน ประโยคละเท่าไหร่ บรรทัดละเท่าไหร่ คำพูดแต่ละครั้งแต่ละคราว ค่าที่ท่านบรรยาย จะให้ครั้งละเท่าไหร่ มันหาค่าบ่มิได้ ผู้ที่มีความรู้อันเป็นโลกุตรธรรมที่รองลงมา ก็เป็นความรู้ที่หาค่าบ่มิได้ เทียบกับค่าแบบโลกๆแล้วเทียบกันไม่ได้ แต่พูดไปแล้วคนก็ยังเห็นค่าทางโลกตีราคากันอยู่นั่นแหละ เพราะฉะนั้นสังคมที่ไปสนใจในเรื่องราคา ค่าแรงงาน ค่าความรู้อะไรของเขาไป ไม่มาสนใจเรื่องพฤติกรรมจริง เขาก็จะสับสนอยู่อย่างนั้น เช่น เศรษฐกิจ เขาไปสนใจอะไร เรื่องเศรษฐกิจเขาก็ไปสนใจยอดเงินรวม ที่เรียกว่า รายได้ เรียกกันอย่างเท่ห์ๆว่า GDP ก็ไปแย่งชิงกับตัวเลขอันนี้ ถ้าเอาตัวเลข GDP มาเทียบ ชาวอโศก (พ่อครูไอตัดออกด้วย) มีรายได้องค์รวมของภายในกลุ่มอโศกเอง คือ Domestic แล้วก็จาก Product จากผลผลิตของพวกเรา นี่แหละเอาไปขาย ดันขายถูกต่ำกว่าราคาตลาด ดีไม่ดีแจก เพราะฉะนั้นตกลงชาวอโศก GDP นี้สูงหรือต่ำ (โยมว่าต่ำ) แล้วมันอยู่ได้ยังไง แล้วพวกคุณถือว่าเศรษฐกิจ ของพวกคุณดีหรือไม่ดี ดี อ้าวดียังไงแล้วมันต่ำ เพราะฉะนั้นในความเป็นจริงของคนทั้งกายและจิต กายกรรมของคุณก็ทำจริงอย่างที่ว่า แล้วคุณก็มีจิตที่เป็นวรรณะ 9 คือคลาสสิค คือคนชั้น 1 คนชั้นเอก คุณมีวรรณะ 9 เลี้ยงง่าย (สุภระ) อยู่อย่างนี้ เลี้ยงดูง่าย เลี้ยงดูยิ่งกว่าไก่ในบ้าน ให้มันจิกหากินเอง ว่างๆก็โปรยเมล็ดข้าวให้มันบ้างสบายๆ หากินเอง ที่จริงปลูกสร้างเองหรือแบ่งกันกินเหลือเฟือ แจกจ่ายข้างนอกได้ด้วย เลี้ยงง่าย บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) ทำให้พัฒนาเจริญทางความรู้ง่ายแล้วถูกต้องด้วย ทั้งโลกีย์จะให้เจริญเป็น สุโปสะ ยาก แล้วไม่ถูกต้องเพราะว่ากลายเป็นความฉลาดอย่างเฉโก เจริญอย่างโลกีย์ จะสร้างอาวุธแข่งกันไปแย่งรายได้เงินๆทองๆตัวเงินตัวทอง เขาไปแย่งจริงๆ ขออภัยเรียกเป็นตัวเงิน เดี๋ยวจะเข้าใจตัวเงินตัวทองเป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง เราไม่ได้แย่งกันเลยพวกเงินๆทองๆ เขาไม่สนใจในพฤติกรรมจริงของคน เขาทำอะไรมีสาระอะไร ชีวิตอาศัยใช้สอยหรือว่าจะไป ให้เงินๆทองๆหรือแบงค์โน้ต มันคือเศษกระดาษชำระ เป็นแต่เพียงว่าใช้หนี้ได้ตามกฎหมายเท่านั้นเอง มันเป็นกระดาษชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย มันเป็นเศษกระดาษชำระจริงๆ เพราะฉะนั้นพวกเราไม่สำคัญในแบงค์โน้ตไม่สำคัญในธนบัตร เห็นธนบัตรเป็นเรื่องขี้ผง มีก็ได้ไม่มีก็ได้ มีก็ใช้ได้ไม่ลำบากลำบน ไม่ใช่ใช้ไม่เป็นแต่ใช้เป็น แล้วก็ไม่ได้ไปแย่งไปชิงใคร พอมีสะสมก็รู้ว่าโลกเขาสมมุติเป็นค่าก็เก็บไว้ ไม่ทิ้งไม่ขว้างเท่านั้นเอง ซึ่งเป็นชีวิตที่ง่าย สุโปสะ เป็นความรู้ที่รู้ฉลาดโลกุตระ ไม่ใช่เป็นความรู้โลกียะที่พัฒนาให้รู้ยากเข้าใจยาก ให้มีฌาน ก็ได้โดยยากได้โดยลำบาก เพราะไม่เข้าใจในคำว่า ฌาน แต่เข้าใจฌานแบบโลกีย์ที่เรียนกันอยู่ในโลก ฌาน ของพระพุทธเจ้ากับฌานโลกียะ มันคนละโลกเลย ฌาน ของพระพุทธเจ้าเป็น ฌานวิสัย เป็น อจินไตย เป็นเรื่องที่เดาไม่ได้หรอก ฌาน คือ พลังงานของจิต ที่มีฤทธิ์ มีน้ำหนักถึงขั้น รู้จักอาการของกิเลสในจิต แล้วกำจัดกิเลสลงได้ ด้วยฌาน 1 ,2 ,3 ,4 จบเรียกว่าบุญ บุญคือเพชฌฆาตมือสุดท้ายของฌาน หั่นหัวกิเลสขาดแล้วตายไม่มีฟื้น บุญ ผู้ที่ทำบุญเสร็จ จบสิ้นอาสวะ คนนั้นก็หมดบุญ พระอรหันต์เป็นคนไม่มีบุญ หมดบุญ เป็นคนสิ้นบุญสิ้นบาป ปุญญปาปปริกขีโณ พระอรหันต์แต่ละองค์ ท่านบรรลุเสร็จท่านก็บอกว่า เราจบแล้วเราเป็นคนไม่มีบุญไม่มีบาปแล้ว พระพุทธเจ้าก็เช่นกัน ท่านก็ตรัสของท่าน ว่าท่านจบกิจของท่าน แต่อรหันต์ของท่านคืออรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ส่วนพระอรหันต์ธรรมดานั้นมีหลายขั้น ตั้งแต่อรหันต์ขั้นต้น ขั้นอนุโพธิสัตว์ อนิยตโพธิสัตว์ นิยตโพธิสัตว์ อะไรอย่างนี้เป็นต้นเขียนไว้แล้วมากมาย ซึ่งลึกซึ้งซับซ้อน เพราะฉะนั้นคนที่ไม่ศึกษาความเป็นคนหรือความเป็นสังคมที่คุณจะเกิดอีกกี่ชาติ ถ้าคุณวิบากไม่ดีก็ไปเวียนวนเป็นสัตว์นรกมาเป็นสัตว์เดรัจฉาน ก็รู้ได้ยาก จะวนเวียนไปถ้าไม่ได้เรียนรู้อันนี้มันจะวนเวียนนับไม่ถ้วนเลยชีวิต ชีวิตไม่มีจบกิจ จบกิจ คือ หยุดวนเวียน ชีวิตของอรหันต์ คือ ชีวิตของผู้ที่จะตายแล้วสามารถแยกธาตุจิตนิยามของตนเองออกเป็นอุตุนิยาม เป็นดินน้ำไฟลมไปได้เลย ไม่มาจับตัวกันเป็นจิตนิยามอีก อัตภาพเราก็สูญสิ้น สลายไม่เวียนตายเวียนเกิดในวัฏสงสาร ในภพชาติไหนๆอีกเลย หรือจะอยู่ก็อยู่อย่าง 1.ไม่มีตกต่ำ ไม่มีทำความชั่ว ไม่สุขไม่ทุกข์ มีแต่เป็น จะว่าจริงๆแล้วมีวิญญาณ แต่ยิ่งกว่าวิญญาณเพราะว่ายิ่งกว่าโรบอท ยิ่งกว่าหุ่นยนต์ ที่ไม่สุขไม่ทุกข์กับโลกนี้ แต่รู้ว่าสิ่งนี้ดีสิ่งไม่ดีไม่ทำจริงๆ ตามสมมุติของแต่ละกลุ่ม ซึ่งไม่เที่ยง สมมุติกันคนละอย่าง ชัดเจนหมด แล้วก็เป็นคนไม่มีโทษไม่มีภัย ถ้าจะอยู่ก็มีแต่ประโยชน์คุณค่าต่อโลก นี้เป็นความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าที่สอนและให้คนกระทำตนเป็นอย่างนี้ คุณจะอยู่ก็จบอรหันต์ แล้วคุณจะเวียนเกิดเวียนตายอยู่ก็อยู่ไปสิ เพราะมีแต่คุณค่าประโยชน์ให้แก่มวลมนุษยชาติกับโลก ถ้าไม่อยู่จะปรินิพพานเป็นปริโยสาน แยกธาตุเป็นดินน้ำไฟลมไปหมดสิ้น คุณก็หมดอัตภาพ นี่แหละคือจบกิจที่สมบูรณ์แบบของพระพุทธเจ้า ส่วนวิชาการทางเทคนิค วิชาการความรู้พวกนั้น มันก็คือโลกียะที่คุณจะเอามาไว้สำหรับแลก ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ไป 1 ชาติแล้วก็วนเวียนตกนรกขึ้นสวรรค์ ขึ้นสวรรค์ตกนรกไปอย่างนั้นอยู่ตลอดอีกนับชาติไม่ถ้วน คุณก็จะอยู่อย่างนั้น วิบากดีหน่อยได้สวรรค์หน่อย วิบากดีมากหน่อยก็ได้สวรรค์ ซึ่งเป็นของหลอก เป็นของลวงของมายาทั้งนั้น สุขก็เป็นมายา ทุกข์ก็เป็นมายา แล้วก็ไม่พ้นจากมายา มันน่าเสียดายชีวิต ผู้ที่ได้แล้ว ได้แล้วอย่างพวกเราเป็นอรหันต์ก็ดีค่อยยัง หรือยังไม่เป็นอรหันต์ก็เป็นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี ส่วนผู้ที่ไม่เข้ากระแสก็หัวหกก้นขวิด วนเวียนอยู่ตลอด คุณจะไปเรียนรู้วิชาการตรงรอบๆอีกกี่ชาติกี่วิชาเก่งเท่าไหร่ ก็รองรับได้ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข มาบำเรอกิเลสคุณเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นคนที่ไม่มาทางโลกุตระนี้คือปุถุชน ปุถุ แปลว่ามากแปลว่ามาก แปลว่าหนา แปลว่าใหญ่ แปลว่าโต อะไรใหญ่ มากและโตรู้ไหมก็คือกิเลส ไม่มีสิ้นสุดปุถุชน ฟังไว้สำหรับท่านผู้ไม่เคยได้ยินที่อาตมาบรรยายเลย หรือได้ยินแล้วก็ยังไม่ชัดฟังให้ชัดๆ ส่วนคนที่นี่ไม่มีปัญหาแล้ว เพราะสมัครใจจะไปเฮือนสุดชีวิตอยู่ที่นี่อยู่แล้ว เฮือนสุดชีวิตคือที่เผา ตายแล้วก็เผากันที่นี่ เพราะว่ามันสบายแล้ว ที่นี่เป็นสังคมชุมชนหมู่กลุ่มที่เป็น มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี ที่เป็นกลุ่มชุมชนที่พระพุทธเจ้าสรุปไว้ว่าเป็นกลุ่มชุมชนที่มี สาราณียธรรม 6 อยู่กันอย่าง สาราณียธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ทรัพย์สินผลผลิตได้มาก็เอามารวมกัน แล้วกินใช้ร่วมกัน ก็มารวมกันบริหารทรัพยากรพวกนี้ออกไป กินใช้ในพวกเรา ซึ่งก็สบายแล้วอาศัยใช้กินพอเหลือ เผื่อแผ่แก่ผู้อื่น ด้วยการเกื้อกูลแจกจ่ายหรือขายถูก ลาภธัมมิกา ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา สังคมโลกเขาต้องการที่จะจบกิจเศรษฐกิจเหมือนเราเหมือนกัน เรากล่าวว่าจบกิจได้ ก็มันไม่มีปัญหา ในเรื่องของเศรษฐศาสตร์ของพวกเรา ไม่มีปัญหาทางด้านรัฐศาสตร์ในพวกเรา แต่ทางโลกเขายังวุ่นอยู่เลย ยังแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แก้ปัญหาการเมือง รัฐกิจ แล้วก็แก้ปัญหาแก้ไปไม่รู้จบหรอก เขาแก้ปัญหาให้ตายก็ไม่มีจบ 660421 เกิดมาต้องรู้จักความเป็นคนกับสังคมจึงไม่เสียชาติเกิดพุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน