แน่ใจได้อย่างไรว่าสิ่งที่พูดครูสอนนี้จริง.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข4 กรกฎาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

แน่ใจได้อย่างไรว่าสิ่งที่พูดครูสอนนี้จริง สู่แดนธรรม... พ่อท่านรู้เห็นจริงว่าสิ่งที่นำมาสอนนี้จริง แล้วจะมีคำถามที่มักมีคนถามว่า ท่านแน่ใจยังไงว่าสิ่งที่ท่านคิดท่านทำนี้ถูกจริง พ่อครูว่า... 1. ก็ตรวจตามหลักฐานที่มีข้ออ้างอิงยืนยันกันได้ ในยุคนี้ก็ต้องนำเอาพระไตรปิฎกเป็นหลักฐานที่จะเอามาตรวจสอบ ตรวจสอบตามบันทึกไว้เลยเป็นพยัญชนะเป็นคำสอนต่างๆ 2. ผู้ที่ได้เรียนรู้ตามเอาไปประพฤติปฏิบัติตามพระไตรปิฎกนั้น ประพฤติได้ไหม?.. มีวิชชาจรณะไหม?.. เช่นมีศีลหรือไม่?.. มีอปัณณกปฏิปทา 3 ไหม?.. มีสัทธรรม 7 ไหม?.. มีฌานแบบพุทธไหม?.. แล้วมีวิชชา 8 ไหม?.. มี วิปัสสนาญาณ เป็นความรู้ความเห็นเป็นปัญญาญาณ แบบ จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง อาโลกไหม?.. ตรงตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎกไหม แล้วทำอย่างนี้แล้วมีผลได้คือบรรลุเข้าถึงผลของศีล ผลของการปฏิบัติ อปัณณกปฏิปทา 3 ผลของ สัทธรรม 7 ผลของฌาน ฌานคือพลังงานที่เป็น อจินไตย เป็นฌานวิสัยของพระพุทธเจ้า ที่หลับตาไม่ใช่ฌานมันเป็นมิจฉาทิฐิ ของพระพุทธเจ้าต้องเป็น ฌาน แบบลืมตาที่เป็นสัมมาทิฏฐิ ของเขาก็บอกว่าของเขาได้แต่เราก็ยืนยันว่าอย่างนั้นมันผิด เขาจะไม่ฟังอาตมาหรอกเพราะว่าคำพูดอาตมาไม่มีน้ำหนัก สู้บรรดาสมเด็จเจ้าคุณต่างๆไม่ได้ หรือผู้ที่เรียนพุทธศาสนาจบมาจากวิทยาลัยต่างประเทศ เมืองที่เป็นเทวนิยมต่างๆนั้นไม่ได้ เขาจะไปเชื่ออันโน้น เขาจะไม่เชื่อความจริง เช่นความจริงว่า อาตมาเป็นสัตบุรุษ เป็นผู้ที่เป็น สยังอภิญญา เป็นผู้ที่มีความรู้ของพุทธเป็นอภิญญาของพุทธมาเอง สยังตั้งแต่ชาติก่อน มาชาตินี้ก็พูดความจริงบอกว่าอาตมาเป็น สยังอภิญญา เป็นสัตบุรุษเป็นพระโพธิสัตว์ มีความรู้มาตั้งแต่ชาติก่อน ชาตินี้เขาผิดเพี้ยนไปหมดแล้ว เอาความรู้ของอาตมาเถอะ เพราะอาต

อ่านต่อ

มาเอาความรู้ของพระพุทธเจ้ามาตั้งแต่ชาติก่อนมาบอกเขาก็แลบลิ้นใส่ ไม่ใช่แค่แลบลิ้นใส่แต่จะเอาตายบอกว่ามาทำลายศาสนาพุทธไปนู่นอีก แต่ก็จัดการอาตมาไม่ได้ เขาตั้งใจจะทำลายไม่ให้เหลือซากเลย ชาวอโศกหรือโพธิรักษ์ เขาตั้งใจทำอย่างนั้น ก็ได้พยายามทำมาหลายสิบปี สุดท้ายก็สู้ความจริงไม่ได้สัจธรรม อาตมายิ่งเกาะพระไตรปิฎกแจเลย เขาเถียงยากแย้งยากสู้ไม่ได้ จำนน ทุกวันนี้อาตมาก็ถือว่าเขาจำนนแล้ว แต่อาตมาก็หยุดไม่ได้ที่จะพูดความจริง ก็เขายังผิดอยู่ จำนนอย่างนั้นก็ยังไม่แก้ไข ลองนึกดูสิว่าอาตมาทำงานมา 50 ปีเขาเปลี่ยนแปลงมาบ้างไหม ... เรื่องเลิกเดรัจฉานวิชาเป็นต้น เขาก็ไม่เลิก เดรัจฉานวิชาที่ร้ายแรงที่สุดก็คือตำแหน่งลาภยศ รวยลาภ ตั้งเงินเดือนให้กันเอง มียศ มีตำแหน่งอีก เป็นการลอกเลียนทางโลกๆมาหมดเลย ฆราวาสเป็นอย่างไรเขาเป็นอย่างนั้น เหมือนฆราวาสไม่มีผิด มันสุดสังเวช

กลับมาที่วิชชาและจรณะ เอาจรณะ ก่อน จรณะ 15 คือปฏิบัติศีล เอาศีลที่พระพุทธเจ้าบัญญัตินี่แหละมาประพฤติปฏิบัติ ข้อ 1 เรื่องเกี่ยวกับสัตว์ ข้อ 2 เรื่องเกี่ยวกับของเกี่ยวกับพืช ข้อ 3 เรื่องเกี่ยวกับทวารทั้ง 5 กามคุณ 5 3 ข้อนี้เป็นข้อหลัก อาตมาก็พยายามทั้งสรุปและขยาย สรุปมาถึงสัตว์ก็ขยายความถึงสัตว์ให้ฟัง สรุปถึงสิ่งของกับพืชก็ขยายเรื่องของกับพืชให้ฟัง สรุปถึงทวารทั้ง 5 กามคุณ 5 ก็ขยายเรื่องกามคุณ 5 ให้ฟังให้เข้าใจ พวกเราก็ฟัง ฟังแล้วก็เกิดเข้าใจเชื่อถือ เห็นตามมีศรัทธา เกิดศรัทธาแล้วก็เกิดความละอาย แต่ก่อนนี้เราละเมิด ศีลที่ท่านห้ามไว้เกี่ยวกับสัตว์ก็อย่าไปรังแกสัตว์อย่าไปเบียดเบียนสัตว์ แม้ที่สุด บอกว่าอย่าฆ่าสัตว์อย่าไป เบียดเบียนสัตว์ เขาก็สอนกันจนคนฟังแล้วด้านสุดด้านชาไปหมดแล้ว ไม่สามารถกระตุกอะไรให้รู้เรื่อง อาตมาก็เลยต้องเติมน้ำหนักว่าอย่ากินเนื้อสัตว์ ก็ชักจะสะดุดใจขึ้นมานิดนึง บอกว่าท่านไม่ให้ฆ่าสัตว์ท่านไม่ได้ห้ามกินนะ มันก็ต่อเนื่องกันนั่นแหละ จะเอาควายมากินเคี้ยวสดๆเลยไม่ได้ แม้แต่ปูปลา คุณก็ต้องเอามาฆ่าแล้วต้มให้สุกก่อนทั้งนั้น มีพวกกินสด มีพวกรากสด ยักษ์ เอาปลาหมึกสดๆมากินเป็นต้น ก็ว่ากันไป เราก็บอกว่าเราไม่เอาอย่างนั้น จะเห็นได้ว่าพวกนั้นไม่มีศีลกันเลย เขาก็ยังเบียดเบียนยังกินเนื้อสัตว์กันยังเลี้ยงสัตว์กัน ..สัตว์ก็ปล่อยไปอยู่ตามยถากรรมของเขา วิบากกรรมของใครของมันอย่าไปยุ่งกันเลย แค่วิบากกับคนด้วยกันคุณก็จัดการพยายามให้เกิดอโหสิหมดบาปเวรภัยกัน ไปก่อนเถอะ เรื่องสัตว์นั้นอย่าต่อเนื่องกันไปเลยมันพูดกันไม่รู้เรื่องหรอก ให้ปลดปล่อยคนด้วยกันนี่ก็ให้หมดกันไปเถอะ ในเรื่องมีบาปเวรต่อกันต่างๆนานา อธิบายกรรมวิบากให้ฟังนิดนึง เรื่องแย่งในลาภยศสรรเสริญ อย่างพวกนักการเมืองก็แย่งกันจะครอบครองประเทศ ข้าราชการก็แย่งกันเป็นนักวิชาการเป็นผู้รู้ เป็นผู้ที่ได้ตำแหน่งหน้าที่แย่งกัน พ่อค้าพ่อขายก็แย่งกัน แย่งกันรวย แย่งกันชิงความร่ำรวย ชิงเงินทอง มันก็รบราฆ่าฟันเป็นวิบาก แย่งกันไปแย่งกันมา ด้านกามก็แย่งผู้หญิงผู้ชายกันไปชาติแล้วชาติเล่าเป็นกรรมวิบาก สิ่งเหล่านี้มันวนเวียนเป็นกรรมวิบากไม่รู้กี่ชาติ คุณอยู่ในชาติเดียวกัน ยิ่งพวกข้ามชาติ ก็ไม่รู้นะ พวกคุณปิยบุตร ไปแย่งผู้หญิงฝรั่งเศสมา ไม่รู้เขาจะมีเจ้าของทางโน้นหรือเปล่า ก็ขออภัยที่พูดพาดพิง เขาก็แย่งกันทั้งนั้นแย่งสรรเสริญแย่งความโด่งเด่นดัง อาตมาเกิดมาชาตินี้ไม่เห็นต้องไปแย่งความสรรเสริญกับใคร มีแต่คนถล่มทลายคนว่า อาตมาก็ไม่เป็นไรเขาจะดูถูกดูแคลนก็ไม่เป็นไร อาตมาก็สงสารเขา ก็สาธยายสัจจะแสดงสัจจะไป ตั้งแต่พูดบรรยายมีคนเข้าใจ อย่างพวกคุณเข้าใจ สิ่งที่ไม่น่าจะเข้าใจก็มีคนเข้าใจได้เอามาประพฤติปฏิบัติจนละเลิกทางโลกๆ ออกมาจริง เป็นคนกลุ่มหมู่เรียกว่าชาวอโศก มีวัฒนธรรมของชาวอโศกสอดคล้องกับพระไตรปิฎก เป็นคนมีวรรณะ 9 เป็นชุมชนที่มีสาราณียธรรม 6 ถึงขั้นมีสาธารณโภคีได้ นี่เป็นการพิสูจน์ตามพระไตรปิฎกทั้งนั้น ตอบคำตอบหรือยัง สู่แดนธรรม... พ่อท่านตอบได้ยาวและละเอียดถี่ถ้วนครับ พ่อครูว่า... ยืนยันได้ตรวจสอบตามพระไตรปิฎก ว่าคนประพฤติปฏิบัติตรงไหมมีได้ไหม จนถึงขั้นนี้ พิสูจน์ได้ถึงขั้น อาตมาอธิบายด้วยว่า ในยุคพระพุทธเจ้าทำให้ฆราวาสเป็นสาธารณโภคีไม่ได้เหตุเพราะอะไร เพราะเป็นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ยังเป็นยุคทาสยังเข้าใจสิทธิมนุษยชนไม่ได้ จึงทำไม่ได้ พระพุทธเจ้าก็ยังทำไม่ได้ มาในยุคนี้ไม่ใช่ว่าโพธิรักษ์เก่งกว่าพระพุทธเจ้าจึงทำได้ แต่เพราะว่าบริบทแห่งยุคสมัยมันคนละเรื่องกันกับสมัยพระพุทธเจ้าแล้ว ไม่ใช่สมบูรณาญาสิทธิราชย์ไม่ใชุ่ยุ.คทาสไม่ใช่คนไม่รู้จักสิทธิมนุษยชน คนมีสิทธิมนุษยชนเต็มตัวหมด เพราะฉะนั้นพวกคุณมาเองทั้งหมดไม่ได้หลอก ประกาศสัจธรรมไปแล้วพวกคุณก็มาเอง แล้วมาอย่างน่างง ให้มาจนนะ ก็มา มามักน้อยสันโดษออกนะก็มา มาขัดเกลานะก็มา สุดท้ายเป็นคนมีวรรณะ 9 เป็นคนไม่มีสมบัตินะ อปจยะ ไม่ให้สะสมอะไร มือเปล่าๆทำงานฟรี หลุดพ้น มิจฉาชีพทั้ง 5 ข้อ อาตมาพูดแล้วก็ภูมิใจ พาพวกเราทำสำเร็จ พ้นมิจฉาชีพทั้ง 5 ข้อ ทำงานฟรี ไม่เอาลาภแลกลาภ ทำได้ ยิ่งกว่ารายการของนายปัญญา ..พวกเราทำได้ เห็นไหม พิสูจน์ยืนยันความจริงจนถึงขนาดนี้ เพราะฉะนั้นในศาสนาพุทธอาตมาว่าอาตมาได้กอบกู้ เอาจรณะสมบัติ สมบัติที่เป็นจรณะคืนมา เอาวิชชาสมบัติ ที่มันเสื่อมไปหมดแล้วคืนมาได้ เป็นคนมีศีลเป็นคนที่มี อปัณณกปฏิปทา 3 เป็นคนมีสัทธรรม 7 เป็นคนมีฌาน ที่เกิดจากจรณะ 15 ของพระพุทธเจ้าไม่ใช่เป็นฌานที่ไปนั่งหลับตาทำ ฌาน ฌานวิสัย ที่เป็น อจินไตย ของพระพุทธเจ้าเขาเข้าใจไม่ได้ง่ายๆ เป็นเรื่องที่คิดเอาเองไม่ได้ พวกคุณเป็นคนมีฌาน ฌานไม่ต้องหลับตาไปนั่งเพ่งอะไร ฌานคือปัญญา แต่ฌานต้องลืมตาเป็นธาตุรู้ที่รู้กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม แยกกิเลสออกได้ สราค สโทสะ สโมหะ อ่านได้ ราคะเกิดขึ้นในจิตก็ปฏิบัติลดละดับราคะในจิตได้ โทสะ เกิดก็รู้ เมื่อกระทบสัมผัสอยู่กับเหตุปัจจัยทั้งหลายในโลก สัมผัสแล้วเกิดโทสะ ก็รู้ สโทสะ ทำให้วีตโทสะได้ ให้ไม่มีหรือลดโทสะได้ แม้ว่ายังไม่หมดก็เห็นอยู่ว่ามีอนุปัสสี 4 เห็นอยู่ว่ากิเลสมันไม่แน่จริงหรอก มันไม่เที่ยง สู้เราไม่ได้หรอก เราทำให้มันลดได้ เห็นจริงๆเลยว่ามันไม่เที่ยง เพราะเราทำให้มันลดได้ จางคลายลงได้ ดับได้ ดับบางส่วนก็ตาม ก็เป็นผลที่เราพิสูจน์ด้วยตัวเอง รู้ชัด รู้จริง รู้แจ้ง ว่ากิเลสเป็นเช่นนั้น กิเลสลดเป็นเช่นนี้ กิเลสหยาบๆเราดับได้จริงๆมันไม่เกิดขึ้นในเรามีไหม?...มี เสียงเบาๆ แสดงว่าไม่รู้ชัดเท่าไหร่คุณมาอยู่ที่นี่คุณห่างจากอบายมุขทั้งหลายคุณก็ไม่แสวงหาดิ้นรนอะไรนั้นคุณรู้แล้ว จากกิเลสอบายมุขหยาบเยอะ เราออกมาแล้ว ในเมืองเรานี้อย่างน้อยเป็นสังคมอนาคามีขึ้นไป ไม่ใช่มีแค่พระโสดาบันสกิทาคามี หยาบๆตื้นๆ แต่พวกคุณไม่รู้ตัวง่ายๆหรอก ไม่อย่างนั้นคุณอยู่ที่นี่ไม่ได้หรอก เข้ามาไม่มีภูมิพอเขาอยู่ไม่ได้ทนทาน เขาอยู่ไม่เป็นสุขหรอก แต่คุณอยู่ได้ อย่างน้อยเป็นฐานอนาคามีขึ้นไปเป็นสุข ไม่ใช่แกล้งยกยอกันเล่น แต่พูดความจริง คำว่าสมบัติ คนเราเกิดมามีสมบัติ สมบัติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ควรจะได้ก็คือวิชชาและจรณะ แต่คนหลงทางไปคว้าเอาสมบัติที่เป็นสมเด็จเป็นเจ้าคุณ เป็นบัลลังก์ได้นิตยภัตเท่านั้นเท่านี้ ได้ตำแหน่งหน้าที่ได้ขั้นได้อะไรต่างๆ เกิดมาชีวิตไม่เสียชาติเกิด ได้เป็นใหญ่เป็นโตได้เป็นเจ้าเป็นนาย เป็นนายทางพระนะ ทางฆราวาสเขาไม่ต้องไปรู้หรอก แต่ว่ามาบวชเป็นพระแล้วก็ยังเอาเป็นเจ้าเป็นนายทางพระ เมื่อไหร่คุณจะมีศรัทธาหิริโอตตัปปะมีความละอายในสิ่งที่คุณครองอยู่ คุณไม่ได้รังเกียจไม่ได้ละอายไม่ได้เกรงกลัว คุณก็ยังคลุกคลีอยู่กับมันเฉย สู่แดนธรรม... คำตอบของพ่อท่าน เป็นอะไรที่แตกต่างจากการประพฤติปฏิบัติความเป็นในประเทศไทยเป็นกันอยู่ ที่ผมเคยไปคลุกคลีมา อาจารย์ก็จะสอนว่าอย่าไปอ่านพระไตรปิฎกอ้างอิงพระไตรปิฎกมาก ปฏิบัติเองจะรู้เอง พ่อครูว่า... เขาอยู่ในบัลลังก์สถาบันเถรสมาคม มันเป็นอบายมุขยิ่งกว่าที่ออกป่า พวกออกป่าก็เป็นอบายมุขแล้ว ยิ่งไปจุดเรือนไฟ สร้างเรือนไฟในมุขสี่ด้านในทางสี่แพร่ง สร้างวิมานวิหารใหญ่ มีอะไรต่างๆนานา ตายไปแล้วลูกศิษย์ลูกหาจะก็ยังสร้างวิหารสร้างอนุสาวรีย์ ใส่เข้าไป ทั้งนั้นแหละ เขาก็ไม่รู้ตัวว่าเป็นการทวนกระแสที่พระพุทธเจ้า ท่านบริภาษเอาไว้อย่างหนักหนาสาหัส แต่เขาก็ไม่รู้ สู่แดนธรรม... ทัศนคติ ชาวพุทธไทย เขาจะศรัทธาความมักน้อยสันโดษ เขามองมาทางอโศก เมื่อก่อนเขาเห็นว่ามีมักน้อยสันโดษ แต่เดี๋ยวนี้ทำไม...ข้าวของเยอะยิ่งใหญ่กว่าชาวบ้านเขามีกันด้วย พ่อครูว่า... นี่แหละคือความทวนกระแส คนที่มักน้อยสันโดษลงมา แล้วก็จิตมีความบรรลุได้แล้วว่ามีน้อยเท่านี้เราก็อยู่ได้เราก็พอ เราก็จบ จิตเราพอเราจบ ทีนี้ก็เป็นการทดสอบ คนเอามาให้เพิ่ม เราขยันหมั่นเพียร วิริยารัมภะ กินน้อยใช้น้อยทำงานแล้วก็มีเพิ่มขึ้นอีกมันก็เลยมีเหลืออุดมสมบูรณ์ขึ้นมา ซึ่งเราไม่ได้เอาของใครมา เราสร้างด้วยตัวเองทั้งนั้นขยันเปลี่ยนด้วยวิริยารัมภะ แล้วยิ่งแต่ละคนช่วยกันทำเอามากองกับส่วนกลางมันก็เลยมีสมบัติส่วนกลางเยอะ สมบัติชาวอโศกที่มีเยอะแยะนี่ของใคร?.. ก็เป็นของส่วนกลางทั้งนั้น ไม่เหมือนกันนี่แหละเป็นความซับซ้อน ซึ่งมันก็เลยดูเยอะดูใหญ่ดูหนักดูมาก พูดกันอย่างที่ไม่ได้ไปข่มใครนะ แค่หมู่บ้านราชธานีอโศกเป็นหมู่บ้านหมู่บ้านหนึ่ง หมู่บ้านที่เกิดที่หลังหมู่บ้านอื่นเขา หมู่บ้านก่อนเก่านั้นเกิดมาก่อน เขาไม่มีใครจะมาเหมือนกับชาวราชธานีอโศก คนในหมู่บ้านต่างๆกลับมาอาศัยทำงานเลี้ยงชีพอยู่ในราชธานีอโศก มันซ้อน มีเงินให้เขา ให้ค่าแรงงาน ที่ราชธานีมีการสร้างเพิ่มเติมเพราะเรามีเหลือในระบบสาธารณโภคี สาธารณโภคีคนนี้ทำงานฟรีเอาเงินเข้ากองกลาง เหมือนกับระบบของโลก ประเทศเอาเงินจากประชาชน เป็นภาษี เอาไม่มากหรอกของประเทศ แต่ของอโศกนี้เอา 100% เลยภาษีจากประชาชนทำงานอยู่ที่นี่ ใครมันจะแน่กว่าอโศกเป็นไม่มีหรอก ทำงานเสียภาษี 100% คนฟังก็หูหัก ว่ามันพูดอะไรคนทำงานเสียภาษี 100% แล้วมันเอาอะไรรับประทาน ซึ่งเขาก็พูดประชดทั้งนั้นแหละ พวกเราแต่ละคนกินน้อยใช้น้อยไม่มักมากใช้มาก เพราะฉะนั้นคนชาวอโศกหาคนที่พุงโตอ้วนไม่มากเลย นอกจากสรีระเขามันเป็นพิเศษ ส่วนใหญ่เป็นคนหุ่นสันทัดคนได้สัดส่วน slender ทั้งนั้น ค่อนข้างจะไปทางผอมด้วยซ้ำไปเพราะเป็นมุนี ที่จะเป็นช้างมีน้อย ช้างพีแต่เป็นฤาษีผอม นี่ก็เป็นเรื่องจริง แต่แข็งแรงนะตัวผอมก็ไม่ใช่ว่าแข็งแรงอ่อนแอไม่มีแรงข้าวต้มปวกเปียก ไม่ใช่หรอก แข็งแรง..อย่างนี้เป็นต้น 640704_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ จรณสมบัติและวิชชาสมบัติเป็นเช่นไรในศาสนาพุทธ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน