ความเสื่อมที่เสื่อมยิ่งกว่าความเสื่อม 4 ประการของศาสนาพุทธ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข4 กรกฎาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

ความเสื่อมที่เสื่อมยิ่งกว่าความเสื่อม 4 ประการของศาสนาพุทธ พ่อครูว่า…วันนี้วันอาทิตย์ที่ 4 กรกฎาคม 2564 แรม 10 ค่ำ เดือน 8 ปีฉลู ที่บวรราชธานีอโศก วันนี้จะเปิดเผยความจริงอันยิ่งใหญ่ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ความจริงอันยิ่งใหญ่ว่า คนเราเกิดมาพร้อมกับ “สมบัติ” แล้วใครไม่มีสมบัติ คนไม่มีสมบัติคืออย่างไร ความเสื่อมของสมบัติคืออย่างไร ผู้มีสมบัติคืออย่างไร พระพุทธเจ้าตรัสรู้ว่าสมบัติของคนคือ “จรณสมบัติ” กับ “วิชชาสมบัติ” ผู้ใดเข้าถึงบรรลุผู้ใดมี เข้าถึง ปันโน หรือ ปันนะ เป็นการเข้าถึงความมีจรณะ 15 วิชชา 8 นี้คือ สมบัติอันประเสริฐ สมบัติอันยิ่งสมบัติของความเป็นมนุษย์ มนุษย์ขาดจรณะขาดวิชชาจะเสื่อมจากความเป็นมนุษย์ วิชชาจรณะเป็นพุทธคุณที่แท้อย่างเดียวของศาสนาพุทธ ไม่มีอย่างอื่น เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธจึงได้ชื่อว่าเป็นศาสนาที่มีจรณะสมบัติ วิชชาสมบัติ ในศาสนาพุทธเท่านั้น ที่เป็นศาสนาที่มีสมบัติของคนในศาสนานี้ ผู้ใดชาวพุทธก็ตามไม่มีจรณะ 15 วิชชา 8 จึงชื่อว่าเป็นคนเสื่อม จากสมบัติของมนุษย์ของคน เป็นศาสนาที่ทำให้คนไม่มีสมบัติไม่มีจรณะไม่มีวิชชา คือคนไม่มีสมบัติ ที่ไปหลงใหลเงินทองธนบัตรเพชรนิลจินดาเป็นสมบัติ อันนั้นเป็นสมบัติของมาร ไซตอน ซาตาน เป็นสมบัติของผีของคนโง่ ผู้ที่รู้ความจริงตื่นแล้วไม่ไปแย่งสมบัติโง่ๆบ้าๆอย่างนี้ พูดอย่างนี้แล้วมันเข้าข้างชาวอโศกหมดเลย เพราะชาวอโศกเป็นคนตื่นแล้วเจริญแล้ว เป็นคนที่รู้เรื่องดี พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในอัมพัฏฐสูตร ตอนท้ายๆว่า ดูกรอัมพัฏฐะ ภิกษุผู้ปฏิบัติเช่นนี้เรียกว่าผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาบ้าง ผู้ถึงพร้อมด้วยจรณะบ้าง ผู้ถึงพร้อมด้วยทั้งวิชชาและจรณะบ้าง อันวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอย่างอื่น ซึ่งดียิ่งกว่าหรือประณีตกว่านี้ไม่มี. ทางเสื่อมวิชชาและจรณะ ๔

อ่านต่อ

ดูกรอัมพัฏฐะ วิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้แล มีทางเสื่อมอยู่ 4 ประการ 4 ประการเป็นไฉน? 1. ดูกรอัมพัฏฐะ สมณพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติ และจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้ หาบบริขารดาบสเข้าไปสู่ราวป่าด้วยตั้งใจว่า จักบริโภคผลไม้ที่หล่น สมณพราหมณ์นั้นต้องเป็นคนบำเรอท่านที่ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะโดยแท้ นี้เป็นทางเสื่อมข้อที่หนึ่ง. พ่อครูว่า... ข้อนี้ยังถือวินัยอยู่ อย่างนั้นก็ยังเป็นความเสื่อมข้อที่ 1 ไปบำเรอใครที่อยู่ในป่านั้น ก็คงจะเป็นหลงว่าคนอยู่ในป่านั่นแหละเป็นผู้ที่มีวิชชาจรณะ มันจึงเป็นความเสื่อมเพราะความหลงผิด ไปบำเรอคนที่อยู่ในป่าแล้วนึกว่าเป็นผู้ที่มีวิชชาจรณะ คนนี้เป็นผู้ที่เสื่อมเป็นคนโง่ได้ที่ ไม่มีจรณะวิชชามีแต่อวิชชา [164] 2. ดูกรอัมพัฏฐะ อีกข้อหนึ่ง สมณพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติ และจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้ ไม่สามารถจะหาผลไม้ที่หล่นบริโภคได้ถือเสียมและตะกร้าเข้าไปสู่ราวป่าด้วยตั้งใจว่า จักบริโภคเหง้าไม้รากไม้และผลไม้ สมณพราหมณ์นั้นต้องเป็นคนบำเรอท่านที่ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะโดยแท้ นี้เป็นทางเสื่อมข้อที่สอง. พ่อครูว่า... ไม่รอผลไม้หล่นแล้ว ขุดดินเลย ไม่ถือวินัยแล้ว ประเด็นสำคัญคือเข้าใจว่าผู้ที่จะบรรลุวิชชาจรณะต้องมาอยู่ในป่าไม่ใช่คนในเมือง นี่คือความอวิชชาความโง่ความเข้าใจผิด ซึ่งจรณะ 15 ไม่มีให้ออกป่า การจะไปหาวิชชา 8 จากป่า จึงหาไม่ได้ [165] 3. ดูกรอัมพัฏฐะ อีกข้อหนึ่ง สมณพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยม ไม่สามารถที่จะหาผลไม้ที่หล่นบริโภคได้ และไม่สามารถจะหาเหง้าไม้รากไม้และผลไม้บริโภคได้ จึงสร้างเรือนไฟไว้ใกล้บ้าน หรือนิคมแล้วบำเรอไฟอยู่ สมณพราหมณ์นั้น ต้องเป็นคนบำเรอท่านที่ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะโดยแท้นี้เป็นทางเสื่อมข้อที่สาม. พ่อครูว่า... ทุกวันนี้ชาวพุทธที่บำเรอไฟมีอยู่เต็มไปหมดในศาสนาพุทธในวัดต่างๆในวิหารในโบสถ์ต่างๆ บำเรอไฟทั้งนั้น ก็ไม่รู้ว่าบำเรอไฟคืออะไร บำรุงบำเรอปรนเปรอกันด้วยไฟใช้ไฟเป็นสื่อเรียกว่าอัคคียัญ ซึ่งไฟก็มีควันกับเปลว สมัยโบราณจุดกำยานเป็นควัน ขี้เลื่อยข้าวสารเป็นควัน ส่วนเปลวก็ใช้น้ำมันเปรียงน้ำมันเนย จุดเป็นเปลวบำเรอไฟ สมัยนี้ก็เก่งพัฒนามาเป็นธูป พัฒนาเป็นเทียน แล้วก็จุดอยู่ในเรือน เรือนไหนที่จุดธูปเทียนก็เป็นเรือนไฟทั้งนั้น นี่เป็นความเสื่อมในประการที่ 3 เสื่อมได้ที่เลย ประการที่ 4 เสื่อมสูงสุด [166] 4. ดูกรอัมพัฏฐะ อีกข้อหนึ่ง สมณพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยม ไม่สามารถจะหาผลไม้ที่หล่นบริโภคได้ไม่สามารถจะหาเหง้าไม้รากไม้และผลไม้บริโภคได้ และไม่สามารถจะบำเรอไฟได้ จึงสร้างเรือนมีประตูสี่ด้านไว้ที่หนทางใหญ่สี่แพร่ง แล้วสำนักอยู่ด้วยตั้งใจว่าผู้ใดที่มาจากทิศทั้ง ๔ นี้ จะเป็นสมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เราจักบูชาท่านผู้นั้นตามสติกำลัง สมณพราหมณ์นั้นต้องเป็นคนบำเรอท่านที่ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะโดยแท้ นี้เป็นทางเสื่อมข้อที่สี่. พ่อครูว่า... นั่นแหละไปอยู่ที่คลองอะไร? สร้างเรือนสี่ทิศ เขาเป็นตัวอย่างให้เอามากล่าวมาพูด จึงยากมากเลยในยุคนี้ที่จะฟื้นคืนสัจธรรมพระพุทธเจ้า ว่าการออกป่ามันผิดมันเสื่อม แล้วจุดธูปเทียนบูชาไฟ แล้วมีน้ำเรียกว่าน้ำมนต์ สิญจนยัญ อัคคียัญ เป็นความเสื่อมที่ชัดเจนว่ายังงมงายเป็นเทวนิยมอยู่ อาตมาก็พูดตรงๆ พูดชัดๆว่า สิ่งที่เสื่อมสิ่งที่ไม่ดีคือเช่นไร สิ่งที่ถูกก็เลิกสิ่งเหล่านั้นมา คุณว่าพวกเขาจะเลิกได้ไหม อาตมาว่าเกิดตายอีก 5 รอบ คงพลิกฟื้นให้เลิกสิ่งเหล่านี้ยังไม่ได้ มันยิ่งกว่าคนที่ติดยา ชนิดที่เรียกว่าขืนไม่ได้กินตายชักเลย เป็นอย่างนั้นจริงๆเลย หมดไม่เหลือ เหมือนเราไปถล่มทลายกวาดทิ้งศาสนาพุทธหมด มันไม่ทิ้งหรอกเพราะเขาทำเป็นขยะของเขาเอง อาตมาคงไม่ได้กวาดอะไร เพียงบอกให้รู้ว่าทำไมศาสนาพุทธเจ้าถูกเอามาทำขยะถึงขนาดนี้ มันเป็นของเดียรถีย์ นอกรีตของพระพุทธเจ้าทั้งนั้น น่าสงสาร

มาถึงพวกเรา เรื่องจรณะ 15 วิชชา 8 จึงเป็นสมบัติอันวิเศษเรียกว่าคุณอันวิเศษของมนุษย์ เป็นอุตตริมนุสสธรรม เพราะฉะนั้นผู้ที่ยังไม่รู้ก็คือไม่รู้ ยังงมงายไปกับสิ่งที่ผิดเพี้ยนที่ยังยึดยังหลงอยู่กับความงมงายนั้น ลองอ่านตำนานที่อัมพัฏฐะถกกับพระพุทธเจ้า พระไตรปิฎก เล่ม 9 [167] ดูกรอัมพัฏฐะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอกับอาจารย์ย่อมปรากฏในวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้บ้างหรือไม่? ข้อนี้ไม่มีเลย พระโคดมผู้เจริญ ข้าพเจ้ากับอาจารย์เป็นอะไร วิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมเป็นอะไร ข้าพเจ้ากับอาจารย์ ยังห่างไกลจากวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้. พ่อครูว่า... พระพุทธเจ้าถามถึงสภาวะ ไม่ได้ทำถึงแค่พยัญชนะที่ท่องจำได้ และผู้ตอบเองก็ซื่อสัตย์เข้าใจว่าถามถึงสภาวะก็เลยตอบว่าไม่มีเลย เขาเป็นคนซื่อ แต่คนทุกวันนี้จะซื่อสัตย์อย่างนี้หรือ ไปถามทางเถรสมาคม เขาจะมีจรณะวิชชาไหม เขาก็บอกว่ามีเต็ม ดูกรอัมพัฏฐะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอกับอาจารย์เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้แหละ หาบบริขารดาบสเข้าไปสู่ราวป่าด้วยตั้งใจว่า จักบริโภคผลไม้ที่หล่น บ้างหรือไม่? ข้อนี้ไม่มีเลย พระโคดมผู้เจริญ. พ่อครูว่า... แม้แต่ความเสื่อมข้อที่ 1 นี้ เขาก็ยังเสื่อมกว่าความเสื่อมข้อที่ 1 อีก คนที่เสื่อมออกป่าเก็บผลไม้กินก็ยังไม่ได้เสพในลาภยศสรรเสริญโลกียสุข เหมือนพวกเขาเหล่านั้นที่อยู่ในเมืองแต่เสพสุขในลาภยศสรรเสริญ เต็มไปหมด ไม่ได้กบำเพ็ญอะไรเลย ดูกรอัมพัฏฐะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอกับอาจารย์เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้ และไม่สามารถจะหาผลไม้ที่หล่นบริโภคได้ จึงถือเสียมและตะกร้าเข้าไปสู่ราวป่า ด้วยตั้งใจว่า จักบริโภคเหง้าไม้รากไม้และผลไม้บ้างหรือไม่? ข้อนี้ไม่มีเลย พระโคดมผู้เจริญ. ดูกรอัมพัฏฐะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอกับอาจารย์เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้ ไม่สามารถจะหาผลไม้ที่หล่นบริโภคได้ และไม่สามารถจะหาเหง้าไม้รากไม้และผลไม้บริโภคได้ จึงสร้างเรือนไฟไว้ใกล้ๆ บ้านหรือนิคม แล้วบำเรอไฟอยู่ บ้างหรือไม่? ข้อนี้ไม่มีเลย พระโคดมผู้เจริญ. พ่อครูว่า… จริงๆแล้วเขามี แต่เขาลืมไปเขาหลงตัวไป เขามีการทำพิธีเป็นเจ้าพิธีบำเรอไฟ มีพรมน้ำมนต์ จุดไฟบูชาทั้งนั้นแหละ แต่ก็เหมือนกับพระพุทธเจ้าตรัสถึงเรื่องคนที่ยังแสวงหานิพพาน พ่อแม่ลูก เดินไปในทางไกลกันดาร ก็ยังไม่รู้ทางไปนิพพาน จนกระทั่งกินอาหารกินเสบียงหมด ไม่มีเสบียงก็จึงฆ่าลูกกิน แล้วก็บอกว่าลูกที่น่าเอ็นดูของฉันหายไปไหน สติมันจะมีหรือเปล่าคนๆนี้ ฆ่าลูกเอาเนื้อมากินอยู่แท้ๆ ยังมาพร่ำพูดว่าลูกฉันหายไปไหน อุทาหรณ์ของพระพุทธเจ้าสุดยอดเลย ทำให้เห็นคนหมดสติสัมปชัญญะปัญญาความระลึกรู้ระลึกได้ไม่มีเลยทำไปอย่างยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน มันน่าสงสารความเสื่อม ดูกรอัมพัฏฐะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอกับอาจารย์เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้ ไม่สามารถจะหาผลไม้ที่หล่นบริโภคได้ ไม่สามารถจะหาเหง้าไม้รากไม้และผลไม้บริโภคได้ และไม่สามารถจะบำเรอไฟได้ จึงสร้างเรือนไฟที่มีประตูสี่ด้านไว้ที่หนทางใหญ่สี่แพร่ง แล้วสำนักอยู่ด้วยตั้งใจว่า ผู้ใดที่มาจากทิศทั้ง ๔ นี้ จะเป็นสมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เราจักบูชาท่านผู้นั้นตามสติกำลัง บ้างหรือไม่? ข้อนี้ไม่มีเลย พระโคดมผู้เจริญ. พ่อครูว่า... เหมือนยังกับธัมมชโยสร้างเจดีย์เหมือนกับจานดาวเทียมเลย นอกนั้นโบสถ์วิหารก็เป็นลูกโลก เห็นไหมที่เขาสร้างมันล้ำยุคล้ำสมัยขนาดหนัก วิหารลูกโลกเจดีย์จานบินเลย ล้ำยุคจริงๆเลย อัมพัฏฐสมัยโน้นเขาก็ยังไม่ถึงสมัยนี้เลย สมัยนี้ธัมมชโยทำล้ำหน้าอัมพัฏฐะ จึงเสื่อมหนักกว่าอัมพัฏฐะไม่รู้กี่ต่อ ดูกรอัมพัฏฐะ เธอกับอาจารย์เสื่อมจากวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้ด้วย และคลาดจากทางเสื่อมของวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยม ๔ ประการนี้ด้วย. พ่อครูว่า... ความเสื่อมที่เขาเสื่อมกันคุณยังไม่มีเลย คุณยิ่งกว่าความเสื่อม คำว่าคลาดจากทางเสื่อม ออกป่าคือทางเสื่อม แต่ที้นี้ไม่ออกป่า แต่อยู่บ้านนี้เสื่อมยิ่งกว่าทางเสื่อมเหล่านั้น เพราะพระบ้านนี้มีลาภยศสรรเสริญเต็มไปหมด พระป่ายังไม่มาแย่งลาภยศสรรเสริญเหมือนพระบ้านเลย นี่เห็นไหมชัดๆในความเสื่อม แล้วเขาก็ยกย่องความเสื่อม เป็นสถาบันศาสนาพุทธอยู่ทุกวันนี้ ขออภัยที่อาตมาพูดตรงพูดจริงพูดชัดเจน ซึ่งมันก็ไปข่มดูถูกเขา ขออภัย มันก็ต้องเป็นอย่างนั้นจริงๆ นี้เป็นวิชาการความรู้เป็นความจริงของความเสื่อมของศาสนาพุทธ เมื่อข่มเขาแล้ว ยังยกตนข่มท่านอีกว่า เรามากอบกู้ศาสนาเอาวิชาจรณะมาให้พวกคุณศึกษา แล้วก็ประพฤติจรณะ 15 มีฌานแบบพุทธ คือฌานที่เกิดจากการปฏิบัติศีล แล้วปฏิบัติ อปัณณกปฏิปทา 3 (อินทรียสังวร โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยค) แล้วเกิดกระบวนการ สัทธรรม 7 (ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พหุสัจจะ วิริยะ สติ ปัญญา) จึงเกิดความเป็นฌาน คือพลังงานจิต ฌานนี้ มีปัญญารู้จักกิเลส เข้าใจกิเลส และมีอุบายเครื่องออก ในการทำให้กิเลสลดลง ทำถูกต้องตามสัมมาทิฏฐิพระพุทธเจ้า จึงจับตัวกิเลสได้ กิเลสคู่แรกเรียกว่า สักกายตามสัมมาทิฏฐิที่ชัดเจนจับกิเลสได้ แยกกิเลสออกจากเวทนา เวทนาแท้เวทนาเทียม แยกกิเลสออกจากเวทนาเทียมเวทนาก็ได้ ฆ่ากิเลสได้ก็เหลือแต่เวทนา 1 ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 60 ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ศาสนาพระพุทธเจ้าเรียนรู้ที่เวทนา แล้วค้นเอากิเลสที่เกิดในเวทนาให้ลดลง หรือตายไปได้ นี่แหละคือความสำเร็จของศาสนาพุทธ พวกเราอ่านเวทนาออกไหม คืออ่าน อาการ ลิงค นิมิต ใน พระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 60 นี่แหละ อาการ ลิงค นิมิต อุเทส คำว่าอุเทสคือคำอธิบายสาธยาย แล้ว คุณก็ไปอ่านอาการ ลิงค นิมิต ตามที่มันมีผัสสะเป็นจริง แล้วเกิดอาการในปัจจุบัน หากคุณหลับตาไม่มีอะไรกระทบกิเลสของคุณก็ไม่ขึ้นมาให้รู้ คุณก็ดับได้ กดข่มไว้ เพราะมันไม่มีของจริงอะไร ถึงแม้คุณรู้สึกว่าระลึกถึงกาม พยาบาทในขณะหลับตา มันก็เป็นสัญญาเป็นความจำไม่ใช่ของจริงที่เกิดอยู่เดี๋ยวนี้ปัจจุบันนี้ล้างกิเลสปัจจุบันนี้ แต่ก็ไปล้างกิเลสในความจำนั่งหลับตาทำ ซึ่งมันไม่มีอะไรมากเลย แล้วก็เป็นการกดข่มจิต ให้มันดับ จอสัญญีไม่ให้รู้อีก ไม่รู้กี่ต่อที่หลงทางผิด แล้วก็หลงว่าอันนั้นเป็นพระอรหันต์กัน พระอรหันต์เก๊ มันน่าสงสารจริงๆหลงอรหันต์เก๊กันเต็มบ้านเต็มเมือง พออาตมาบอกว่าอาตมาเป็นผู้ที่มีวิชชาจรณะจริงถูกต้องจริงก็เหมือนกับ ปริพาชก ตามหาพระพุทธเจ้า เมื่อเจอกับพระพุทธเจ้าพระพุทธเจ้าก็บอกว่าเรานี่แหละพระพุทธเจ้า ปริพาชกก็แลบลิ้นใส่หนีไปเลย กามนิตยังได้นอนคุยกับพระพุทธเจ้าแล้วได้ชมชื่นคำสอน ว่าท่านรู้ดีมาก ก็บอกว่าเราได้รับความรู้ความชุ่มชื่นมากเลยทั้งคืน ขอลาแล้วเราจะไปตามหาพระพุทธเจ้าต่อ แล้วกามนิตก็ลาพระพุทธเจ้าไปเพื่อไปตามหาพระพุทธเจ้า (พ่อครูไอตัดออกด้วย) ใครโง่กว่ากันระหว่างกามนิตกับปริพาชก (พ่อครูไอตัดออกด้วย) โง่ทั้งคู่ก็แล้วกัน 640704_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ จรณสมบัติและวิชชาสมบัติเป็นเช่นไรในศาสนาพุทธ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน