สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ความรู้ในตนจะปรากฏในลักษณะใด.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข3 สิงหาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ความรู้ในตนจะปรากฏในลักษณะใด _ถามแทรกว่า ความรู้ที่ว่า ปรากฏขึ้นคืออย่างไร เป็นภาพเสียงเหมือนเราได้ยินหรืออย่างไรครับ พ่อครูว่า...ความรู้จะเรียกว่าเป็นภาพเสียงด้วยไหม ถ้าว่าแล้ว ถ้ารู้พร้อมเป็นภาพ เสียงด้วย ถ้ารู้ไม่พร้อมก็มีองค์รวมรู้ได้ ว่าอันนี้เป็นภาพ เสียง กลิ่น รส ได้ มันจะครบในทุกทวาร มนุษย์มี 6 ทวาร มีจะมีมุมเหลี่ยมของธาตุรู้ครบ ก็เป็นธรรมดา เวลาเรียน เวลาศึกษา พระพุทธเจ้าบอกว่าต้องมีสัมผัสเป็นปัจจัย ถึงจะครบองค์ความรู้ ตาต้องเห็นรูป หูต้องได้ยินเสียง...ทำงานร่วมกันครบทุกทวาร ถึงจะเรียกว่ารู้ครบ หากไปหลับตา หูไม่ได้ยินเสียง กายไม่ได้สัมผัส ลิ้นไม่กระทบรส มันเป็นความเข้าใจผิดเป็นคนละพวกกับความรู้ของพระพุทธเจ้า ที่จะเรียนรู้ความเป็นจิตเจตสิก รูปนิพพาน เป็นนามธรรมที่สมบูรณ์แบบ มันผิดหมดเลย การนั่งหลับตาสมาธิไม่ใช่ทางของศาสนาพุทธ มันเป็นเรื่องนอกรีต เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าชี้ให้เห็นตั้งแต่ พรหมชาลสูตรท่านก็ชี้แล้วว่านั้นคือเจโตสมาธิ ทำแล้วจะได้ผลทิฏฐิ 62 พระพุทธเจ้าทุกพระองค์จะรู้ ปัญญาความฉลาด หากไปนั่งหลับตาทำสมาธิ จะได้มิจฉาทิฏฐิ ทั้ง 62 อย่างนี้ ถ้าอ่าน พรหมชาลสูตรแตก ก็จะรู้ว่าคำสอนในนั้น คือการนั่งสมาธิหลับตา เป็นคำสอนที่เขาสอนกันก่อนพระพุทธเจ้าอุบัติ เป็นสิ่งผิด การนั่งหลับตาจะมีแต่อดีตกับอนาคต อดีต 18 กับอนาคต 44 ใน 44 นี้รวม ปัจจุบัน 5 อย่างในนั้น ไม่มีความรู้ความเห็นความเข้าใจอย่างอื่น นอกจากอดีตกับอนาคต อยู่ในภพคุณคนเดียว จะมายืนยันกับผู้อื่นไม่ได้ ความจริงนั้นจะต้องมีทั้งองค์ประกอบนอกและในยืนยันกับผู้อื่นด้วย ตั้งแต่ 1 คนเป็นต้นไปจนถึงล้านคน คนนี้มีตาสัมผัสอันนี้ๆ ก็ยืนยันกันได้กี่คนกี่คน จึงจะเรียกว่าเป็นความจริง

อ่านต่อ

ความจริงถ้าจะบอกว่าไปนั่งหลับตาอยู่ในภพของตัวเอง มันยืนยันเป็นความจริงไม่ได้ ความเห็นที่เป็นนั่งหลับตาทำสมาธิจึงเป็นความเห็นที่ มันไม่ใช่พุทธเลย นอกพุทธจริงๆ แต่นั่งหลับตาทำสมาธิมีประโยชน์กับการปฏิบัติธรรม ก็มีตรงที่ทำเตวิชโช ตรวจสอบสิ่งที่ผ่านมา ก็เป็นสิ่งที่ดี ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาแล้วเกิดพลังงาน ทำฤทธิ์เดช ถ้านั่งหลับตาทำเตวิชโช หากไม่นั่งหลับตา การลืมตาปฏิบัติก็เตวิชโช อาตมาพูดไปนี้ก็ตรวจสอบตัวคุณเองได้ ว่าอันนี้มีความรู้เดิมหรือใหม่ที่เกิดนะ ก็เป็นการเกิดดับของความรู้ ศาสนาพุทธลืมไปเลยว่า ไม่ไปเชื่อว่า ไปนั่งหลับตาทำสมาธิ เป็นทางปฏิบัติ ให้เกิดฌาน แท้จริง ฌานคือการปฏิบัติจิต เพื่อให้สลายไฟราคะ โทสะ โมหะ เป็นพลังงานพิเศษ เมื่อสลายได้เกิดสภาวะธรรมของจิตล้างกิเลสได้ สั่งสมตกผลึกในจิตเรียกว่าสมาธิ ผู้ที่ปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า จะมีสมาธิได้ ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาสะกดจิตให้เกิดสมาธิ ตั้งแต่พรหมชาลสูตรมา แล้วจะปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าได้จะต้องปฏิบัติตามสามัญญผลสูตร ผลการปฏิบัติสมาธิของพระพุทธเจ้าจะต้องมีศีล และสำรวมอินทรีย์ มีสติสัมปชัญญะ ขัดเกลากิเลส จนจิตของคุณ สันตุฏฐีธรรมเป็นสันโดษ ศีลเป็นอาริยะ สำรวมอินทรีย์อันเป็นอาริยะ สันโดษอันเป็นอาริยะ จะเกิดผล คือจรณะ 15 ทำอปัณกธรรม 3 แล้วมีสัทธรรม 7 จนเกิดฌาน 1 2 3 4 แล้วเกิดวิชชา 8 เป็นวิชชาจรณสัมปัณโณ ของศาสนาพุทธ สูตรที่ 1 ท่านตีทิ้งนั่งหลับตา เป็นโมฆะตามทิฏฐิ 62 ต้อง ปฏิบัติศีลสมาธิปัญญาไปตามลำดับจรณะ 15 วิชชา 8 อัมพัฏฐสูตร ท่านก็บอกว่า ศาสนาพุทธจะเสื่อม 4 ประการ คำว่าธุดงค์ไม่ได้แปลว่าออกป่า แต่แปลว่า องค์แห่งศีลเคร่งขึ้น เข้าใจเพี้ยนไปไกล เข้าใจสิ่งที่ไม่เป็นพูดว่าเป็นพุทธ เป็นสิ่งที่น่าสงสาร อาตมาพูดไปนี่แทงครูบาอาจารย์ ที่บอกว่าเข้าป่าเป็นพระอริยะนั้นเป็นพระอริยะปลอม เป็นอรหันต์เก๊ทั้งนั้น น่าสงสาร พูดไปแล้วก็ยากมาก ยากตรงที่ว่า คนทั้งหมดแม้แต่ในระดับสถาบันสูงก็ยังไปเคารพพระที่ไม่ใช่ของจริง อาตมาก็เลยยากมากที่จะบรรยาย อาตมาชาตินี้เกิดมาเป็นหมากลางตลาด ต้องหลบน้ำร้อนปังตอ ชาตินี้เกิดมาเป็นมาก่อนตลาดลำบากมาก ไม่ได้พูดเพราะว่าน้อยใจแต่พูดแต่ความจริง อาตมาพูดด้วยความจริงใจว่าอธิบายธรรมะพูดด้วยวิชาการ ไม่ใช่พูดด้วยเอาดีเอาเด่นอวดโอ่ หรือหาลาภยศสรรเสริญ แต่ขยายด้วยความจริงใจ สิ่งที่ควรข่มก็ข่ม สิ่งควรยกก็ยก ในอัมพัฏฐสูตรก็เห็นเลยว่าตอนนี้ความเสื่อมทั้ง 4 ประการก็ครบแล้วในศาสนาจนเต็มรูป ใน 2 ข้อแรกอธิบายว่า ไปเข้าใจผิดว่าพระในศาสนาพุทธต้องออกไปปฏิบัติ คู่ที่สองก็ไปมีเรือนไฟ ซึ่งท่านเข้าใจกันไม่ได้หรอก เรือนไฟคือสถานที่สำหรับประกอบกิจทางศาสนาโดยใช้ธูปเทียน โดยใช้อัคคียัญ หรือใช้น้ำ สิญจนยัญ พวกนี้ เป็นศาสนานอกรีตไม่ใช่ศาสนาพุทธ ผู้ยังไม่มีวิชชาและจรณะ แต่ไปแสวงหาอาจารย์ในป่า โดยเก็บผลไม้หล่นกินบำรุงชีพ อย่างมักน้อยมากๆ ไม่เก็บผลไม้กิน แต่ถือเสียม ตะกร้า หาขุดเหง้าไม้ หาผลไม้กินระหว่างออกแสวงหาอาจารย์ในป่า สร้างเรือนไฟไว้ใกล้หมู่บ้าน แล้วบำเรอไฟรออาจารย์ สร้างเรือนมีประตูสี่ด้านไว้ที่หนทางใหญ่สี่แพร่ง แล้วรอท่านผู้อยู่มีวิชชาและจรณะอยู่ (อัมพัฏฐสูตร เล่ม 9 ข้อ 163)

หรือสร้างเป็นลูกโลก ดาวเทียม ยิ่งกว่าเรือนไฟธรรมดาอีก เป็นความเสื่อม 4 ประการ แล้วโสณทัณฑสูตรก็เน้นว่า ศีลอยู่ที่ใด ปัญญาอยู่ที่นั่น ศีลกับปัญญาจะขัดเกลากันเหมือนล้างมือด้วยมือล้างเท้าด้วยเท้า ศีลเป็นแม่ ปัญญาเป็นพ่อ จะเกิดอธิจิตเป็นลูก คือสมาธิ สมาธิต้องเกิดด้วยศีลกับปัญญา ไม่ใช่สมาธิเกิดจากการสะกดจิต เขาเรียกว่านั่งสมาธิ ก็บอกว่าศีลบริสุทธิ์แล้ว ตีกินเลย ศีลต้องมีสำรวมอินทรีย์ ต้องมีสัมผัสก็ไม่ได้เรียนรู้ตามนั้นแล้ว ศีลคือนั่งหลับตาทำสมาธิก็บริสุทธิ์แล้ว ก็นั่งอยู่ตรงนี้ ก็โมเมว่าบริสุทธิ์ในศีล 5 แล้ว พูดแล้วเห็นว่าเขาออกนอกเรื่องสัจธรรม กูฏทันตสูตรก็บอกว่า ยัญพิธีที่ดีที่สุดคือ ศีล สมาธิ ปัญญา ต่อมา มหาลิสูตร จุดสำคัญคือ การเจริญสมาธิเพื่อจะได้นิพพาน ท่านยืนยันว่า โลกียะสมาธิ นั้นเพิ่มอาริยบุคคลไม่ได้ ปฏิบัตินั่งหลับตาทำสมาธิไม่เกิดอาริยบุคคล สู้เจริญสมาธิที่เป็นอาริยบุคคลไม่ได้ สมณะเดินดินว่า...สมัยก่อนเขากำหนดการนั่งสมาธิมีศีล สมาธิ ปัญญาครบ แต่ในสูตรนี้บอกว่า การนั่งหลับตาทำสมาธิไม่มีทางสร้างอาริยบุคคลได้ อาตมาได้ฟังข่าวก่อนหน้าที่ มีผู้ว่าราชการ ถูกกล่าวหาว่าไปซื้อกามกับเด็กสาว ก็บอกว่าตนเองนั่งสมาธิเป็นประจำ พ่อครูว่า...ในพระไตรปิฎกเล่ม 9 แต่ละพระสูตรนั้นร้อยเรียงกันทั้ง 13 สูตรเป็นการชี้บ่ง ถึงความเป็นศาสนาพุทธไว้ชัดเจน ถ้าไปเจริญเจโตสมาธิ ก็ได้แต่ทิฏฐิ 62 เป็นอริยบุคคลไม่ได้ ต้องมาทำศีลเป็นอาริยะ สำรวมอินทรีย์อันเป็นอาริยะ สันโดษอันเป็นอาริยะ ก็จะเป็นพระอริยบุคคลได้ตามลำดับ สูตรต่อไป ชาลิยสูตร ก็ยืนยันศีล สมาธิ ปัญญานั่นแหละจึงจะบรรลุอาสวักขยญาณ ผู้บรรลุได้จะรู้ด้วยตนเอง เป็นปัจจัตตังคนอื่นรู้แทนไม่ได้ โบราณาจารย์ท่าน เรียบเรียงพระสูตรในพระไตรปิฎก ท่านเป็นพระอรหันต์พระอาริยะตั้ง 500 รูป มาเรียบเรียงพระไตรปิฎก เกินกว่าคนๆเดียวจะเรียบเรียงได้ สูตรที่ 8 ท่านบอกว่าตบะ ในนั้นมีตบะ กรรมฐาน พระพุทธเจ้าก็บอกว่าตบะ ที่ดีที่สุดคือ ศีล สมาธิ ปัญญา คำว่าศีล สมาธิ ปัญญา คือไตรสิกขาของศาสนาพุทธ ถ้าผู้ที่ไม่มีความรู้เรื่องศีลอย่างผม อธิบายศีลให้เป็นสมาธิไม่ได้ อธิบายสมาธิให้เป็นสัมมาทิฐิไม่ได้ ปัญญา ไม่มีสัมมาปัญญาของพระพุทธเจ้า เป็นความรู้ออก เป็นเดียรถีย์ไปหมด ส่วนสูตร โปฎฐปาทสูตร ท่านก็ว่า สัญญาอย่างหนึ่งเกิดสัญญาอย่างหนึ่งดับ ไม่ใช่ไปดับสัญญาหมดสิ้น อย่างที่เขาเข้าใจว่านิโรธคือดับสัญญาให้หมด อาตมาอ่านคำแปลของผู้รู้ในศาสนาพุทธ แปล สัญญาเวทยิตนิโรธ มาเป็นการดับสัญญาดับเวทนา จริงๆมันก็ไม่ผิด เพราะว่าต้องดับสัญญา เวทนาที่ผิดที่เป็นอกุศล แต่ไม่ได้ดับเวทนาตัวรู้ที่บริบูรณ์ แต่ดับตัวอกุศล แล้วจิตยิ่งสว่างสัญญายิ่งสะอาด เวทนายิ่งสว่าง อาตมาเคยถูกมหาระแบบว่า โพธิรักษ์เป็นใคร มาพูดอธิบายธรรมะ ท่านก็บอกว่า ท่านเองเป็นเจ้าคุณนะ เปรียญ 6 ปริญญาโทนะ แล้วโพธิรักษ์เป็นใคร ศึกษามาจากไหน มหาระแบบคือพี่ชายของจตุพร พรหมพันธุ์

600501_พุทธศาสนาตามภูมิ ปฐมอโศก พ่อครูผู้เป็นสยังอภิญญา

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน