สื่อธรรมะพ่อครู(อัตตา) ตอน ความมีกับความไม่มีในโลก.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.94 KB
วันที่แก้ไข3 สิงหาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(อัตตา) ตอน ความมีกับความไม่มีในโลก 0893867xxxพ่อครูเคยสอนสัจธ.ในตถาคตฯที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกที่วนอยู่ความมีในจิตวิญญาณที่ทุกข์สุขอยู่กับความไม่มี!ว่า โลกนี้โดยมากอาศัยส่วน 2 อย่างคือความมี 1 ความไม่มี 1 พ่อครูว่า...อันนี้ท่านใช้คำว่า โหติ กับ นโหติ ผู้อ่านในพระไตรปิฎก พระไตรปิฎกล. 16 ข. (43) [43] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรกัจจานะ โลกนี้ โดยมากอาศัยส่วน 2 อย่าง คือ ความมี 1 ความไม่มี 1 ก็เมื่อบุคคลเห็นความเกิดแห่งโลก (โลกสมุทัย) ด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงแล้ว ความไม่มีในโลก ย่อมไม่มี (โลเก นตฺถิตา สา น โหติฯ) เมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลก (โลกนิโรธ) ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความมีในโลก ย่อมไม่มี (โลเก อตฺถิตา สา น โหติฯ) โลกนี้โดยมาก ยังพัวพันด้วยอุบายอุปาทาน และอภินิเวส แต่พระอริยสาวกย่อมไม่เข้าถึง ไม่ถือมั่น ไม่ตั้งไว้ซึ่งอุบาย และอุปาทานนั้น อันเป็นอภินิเวสและอนุสัย อันเป็นที่ตั้งมั่นแห่งจิตว่า อัตตาของเรา ดังนี้ ย่อมไม่เคลือบแคลงสงสัยว่าทุกข์นั่นแหละ เมื่อบังเกิดขึ้น ย่อมบังเกิดขึ้น ทุกข์เมื่อดับ ย่อมดับ พระอริยสาวกนั้นมีญาณหยั่งรู้ในเรื่องนี้ โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่นเลย ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล กัจจานะจึงชื่อว่าสัมมาทิฐิ ฯ พ่อครูว่า ชัดเจนในเรื่องความมีกับไม่มี โลกของความเกิด เรียกว่า สมุทัย โลกของความดับ เรียกว่าโลกนิโรธ ผู้ที่มีญาณเห็นความเกิด ที่ยังมีสมุทัย กับความดับ คือดับสมุทัยไม่เหลือ ผู้ที่เห็นความมี แล้วทำความไม่มีในตนได้ ผู้นี้ก็ชัดเจน ในความมีกับความไม่มี ก็ตนเองบรรลุถึง ความมี ตนเองก็มี คนอื่นก็มี ก็ชัดเจนในความมี แล้วความไม่มีเราก็ทำได้ โหติ กับนโหติ อัตถิ กับนัตถิ สองคู่นี้ ถ้าเข้าใจ จะใช้พยัญชนะกับอันไหน คนที่ไม่ตา

อ่านต่อ

ยก็มี แต่ถ้าคนที่ไม่ตาย สามารถหมดความสงสัย ถึงขั้นไม่มีแล้ว อะไรที่จะไม่ให้มี ผู้นั้นสำเร็จแล้วอย่างสูงสุด คือสมุทัยของความเป็นโลก หรือกิเลสตัณหานี่แหละ หรือจะเรียกว่าอนุสัย มันได้ดับแล้ว เรารู้จริงๆว่า มันดับไม่เกิดอีก อัตตาไม่มีในเรา เห็นแล้วด้วยจิตเรา ผู้ที่ถึงขั้นนี้มีจริงของตน เป็นจริงของตน คนนี้ก็จะไม่สงสัย และไม่เดือดร้อนอะไร จะบอกว่า เรามีหรือเราไม่มีก็ตาม ก็ไม่เดือดร้อน คนอื่นก็ไม่สามารถรู้อย่างเรา เข้าไม่ถึงอย่างที่เราเป็น ก็เรื่องของเขา แต่เราเป็นแล้วเรามีแล้ว เราทำได้แล้ว ทำอะไร ก็คือ ทำความไม่มี ผู้นั้นจึงจะชัดเจนเลย แล้วก็จะมีความไม่มี ซึ่งมีอยู่ 2 นัยยะ ไม่มีโดยการสร้างภพความไม่มี สร้างภพความว่าง กับไม่มีเพราะมีเหตุปัจจัย ว่ามันไม่มี มันไม่มีจริงๆ แต่ที่ยังมีอยู่ นี่ก็คือไม่มี หรือว่าง แต่ที่เคยมี มันหมดไปแล้ว ผู้นี้จึงมีแต่ปัญญา ไม่มีปัญหา หมดสงสัยแล้ว เช่น เอาหยาบๆ อารมณ์โกรธ มันเป็นอาการอย่างไร หยาบ กลาง ละเอียด ก็อ่านความจริงเข้าไปให้ละเอียด ว่ามันไม่มีเลย นับตั้งแต่นี้ไป คุณอาจมีญาณปัญญา อ่านละเอียดไม่พอ แต่จริงๆแล้ว มันยังเหลือน้อย เหมือนอาฬารดาบส ไม่สามารถรู้สิ่งที่แว้บมา รู้ไม่ได้ แต่อุทกดาบส รู้ได้ว่ามันยังมี เป็นต้น อาฬารดาบสแกก็แน่ใจว่า แกไม่มีจริง เป็นฌาน 7 แต่แกมีภูมิเท่านั้น แต่อุทกดาบส รู้ละเอียดกว่า จะไปบังคับให้รู้ไม่ได้ อันนี้อาตมาได้กับตัวเอง อย่างอาตมารู้ แต่เขาไม่รู้ จะบีบให้เขารู้อย่างไร แล้วเขามีอำนาจ จัดการเล่นงานเรา จนต้องแพ้ก็ต้องยอม ทำอย่างไรได้ อยู่ในฐานะนี้ เราก็ต้องยอมแพ้ ก็ไม่ได้เสียหายเรายอมแพ้ เราหมดอัตตาตัวตน เราไม่มีปัญหาอะไรในโลก จะมีหรือไม่มี จะเป็นหรือไม่เป็นก็ได้ เป็นสมมุติสัจจะ แต่ทุกอย่างสงบ เรายอมแพ้ก็สงบ ไม่ต่อเรื่องราวก็จบ เป็นผู้รักษาความสงบ เราหยุดดันทุรัง หยุดต่อเรื่องก็จบ มันก็ไม่มีอัตตา เขาจะหาว่าเราแพ้ ขี้แพ้ ก็ไม่มีปัญหาอะไร พิสูจน์ไปเถอะ จะได้ชัดเจนว่า เมื่อผู้ใดมีสัจจะความจริง ความจริงพวกนี้ จะทำให้สังคมสงบ (พ่อครูไอ ตัดออก) สังคมไม่เดือดร้อนวุ่นวาย และที่สำคัญก็คือ แม้จะแพ้แต่เราก็ไม่ได้หนี ไม่ได้ไปทำอะไรแกล้ง ไม่ได้ทำอะไร ที่จะไม่เกิดประโยชน์ เกิดการสร้างสรรค์ เราก็ยังทำสิ่งที่เป็นประโยชน์สร้างสรรค์ ซึ่งสัจจะอันนี้ อาตมามั่นใจว่า พวกเรามีความรู้ และก็สามารถที่จะสร้างสรรค์ สามารถที่จะพัฒนาตัวเองได้ แล้วพวกเรานี่แหละ จะเป็นผู้ที่สร้างสรรค์ไปให้แก่ สังคมมนุษย์โลก หรือความรู้ ความมีกับความไม่มีอัตตา สรุปไปตรงนี้ ความมีหรือไม่มีอัตตา หมดหรือไม่หมดอัตตา เป็นสุดยอด

600314_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ กาย บุญ สมาธิ ที่สำคัญสุด

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน