สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน ความเป็นกายตรงไหนคือจุดยอดสุด_.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน ความเป็นกายตรงไหนคือจุดยอดสุด มาสู่ความเป็นกาย ผู้ที่ศึกษา แยกกายแยกจิตได้ อ่านสภาวะนั้นได้แล้วรู้อาการ อาการของอุตุ พลังงานอุตุเป็นเช่นไร ถ้าพิจารณาจาก ผมขนเล็บฟันหนัง เล็บ ถ้ามันยังติดกับตัวเรา มันไม่ใช่กาย คือเล็บที่ไม่เกิดเวทนาแล้ว ส่วนเล็บที่เป็นพีชะ มันยังยาวได้ มันยังมีชีวิต มีอาหารไปเลี้ยง แต่มันไม่มีเวทนา ไม่เจ็บไม่ปวด ตัดออกไป ก็หลุดออกมาได้ ส่วนที่หลุดออกมา ก็เป็นดินน้ำไฟลม ไม่มีชีวะเป็นอุตุนิยาม ต่อไปก็สลาย นั่นคือสิงที่ไม่ใช่ตัวเรา แน่ พีชะ ในชีวิตของเราก็มีพีชะ องคาพยพต่างๆ ก็เป็นพีชะเยอะ เพราะว่ามันไม่มีเวทนา เช่นเล็บที่ยังไม่ได้ตัดออก ไม่มีเวทนา ผมขนเล็บฟันหนัง ที่จริงท่านจะอธิบายถึง น้ำเสลด น้ำหนอง น้ำอุจจาระ ที่ต้องสละออกแล้ว มันยังไม่สละออก อยู่ในร่างเราก็ไม่ใช่กายมีอีก แต่ก็ยากจะอธิบาย ท่านก็เอาผม ขนเล็บฟันหนัง ให้ศึกษาก่อน สิ่งที่ออกจากร่างเราแล้ว เล็บ ผม ขนที่ยาวออกมา ตัดก็ไม่รู้สึก อันนั้นไม่ใช่กาย อย่าไปยึดเป็นเรา เป็นของเราอยู่ จะบ้า พวกที่หลงว่า นี่เล็บฉัน ผมฉัน ใครอย่ามาตัดนะ แต่มันไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไร ทีนี้เล็บส่วนที่เจ็บปวดได้ ท่านก็ให้พิจารณาว่า ไม่เป็นเราเป็นของเรา ถ้าใครมาเกาเล็บเราก็รู้สึกๆนะ ได้เกาได้สัมผัสเสียดสี บางคนไปยึดมั่นถือมั่น ว่าอย่างนี้อร่อย สุข หรือผิวหนัง คุณเข้ามาลูบคลำผิวหนัง สัมผัสเสียดสี เกา แต่เกามากๆก็ร้อนไม่สุขแล้ว คนก็ชอบสัมผัสเสียดสี ผิวหนัง ผมขนเล็บฟันหนัง ลักษณะที่คุณ เสียดสีกันเหมือนเกา ถ้าไปถึงว่า เกาแล้วมันก็มีความเร่งความร้อนมากกว่านี้ ก็จะมีจุดๆหนึ่งเรียกว่า จุดสุดยอด เกินกว่านั้นไม่เอาแล้ว แสบเจ็บทั้งนั้นเลย ใครจะคิดต่อในสัมผัสทางเพศ ก็เหมือนกันแหละ ไปสมมุติว
อ่านต่อ
่า ตรงนั้นคือความสุขที่สุด เท่านั้นเอง เลยไปจากนั้น ก็ไม่ไหวแล้ว แล้วมันก็ต้องเกิด แม้มันจะเกิดขึ้น ก็เรียกว่ามันสุข คือสุขสุดยอด มันก็ของเก๊ไม่ใช่ของเรา อย่าไปยึดถือว่าเป็นเรา ส่วนด้านเจ็บ ก็ไม่ค่อยยึดถือเป็นเราแน่ แต่ด้านสัมผัสเสียดสี ก็ไปยึดถือว่าเป็นเรา แต่มันก็ไม่ใช่เราอีกนั่นแหละ คุณจะคลายความชอบใจ ความเอร็ดอร่อย ความรู้สึกยินดีกับมันอยู่ ยาก ก็ต้องรู้ให้ได้ ว่า อนัตตาไม่ใช่ตัวเรา มันผ่านไปชั่วกาละสัมผัส หมดความสัมผัสแล้วไม่มีที่ไหนแล้วแต่ความจำลงไป เป็นอุปาทานของคุณ เป็น สัญญูปาทานักขันโธ ไม่ยอมปล่อย ไปนึกถึงเมื่อไหร่ ถ้าทำเหตุปัจจัยนั้นก็มีอยู่ คุณก็จะมีอยู่ ตลอดกาลนาน แม้มันจะเกิดสภาพ เย็นร้อนอ่อนแข็งอย่างนั้น มันก็ไม่ใช่เรา ร้อนจนต้องสะบัดทิ้งก็ช่าง ร้อนจนเป็นยอดความสุข อร่อย climax อะไรก็ตาม เย็นขนาดที่ถึง climax เลยก็ตาม มันก็ไม่ใช่เรา มันเกิดตอนนั้นเท่านั้น แล้วมันไม่ยาวนานด้วย คุณอร่อยที่สุดเมื่อใด แล้วอร่อยต่อเนื่อง ไปถึงนาทีไหม ? วินาทีก็ไม่ถึง มีแต่ความจำเท่านั้น คุณไปยึดอะไร มันไม่เที่ยง ไม่ถึงวินาทีด้วย วับๆ แล้วคุณไปยึดว่าเป็นเรา ถ้ามีเหตุปัจจัยใหม่ คุณก็จะได้ แต่ถ้าไม่มีเหตุปัจจัย อันนี้ไม่ใช่ คนนี้ไม่ใช่ ของนี้ไม่ใช่ก็ไม่ได้ คุณกำหนดเอง ยึดมั่นถือมั่นเอง แต่ถ้าอันนี้เหมือนมาก ก็ค่อยยังชั่ว ก็จะยอมเอาตามนั้น ก็สมมุติเอง ได้รสชาตินั้นเอง ดีไม่ดี สิ่งปลอมแปลงคนละเรื่องเลย ก็ยังดีที่ได้ มันเป็นสมมติทั้งสิ้น สรุปแล้ว มันไม่มีหรอกความสุข มันมีแต่ความทุกข์ทั้งนั้น ที่เกิดขึ้น ทุกข์คืออาการที่ตั้งอยู่อย่างนั้นไม่ได้ ตั้งอยู่ได้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง เมื่อเหตุปัจจัยยังไม่เสื่อมหมดเท่านั้น ไม่มีอะไรอยู่ถาวรนิรันดร
591230_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก เจาะลึกศูนย์กลางกาย ๒