660508 ตอบปัญหา ใครคือเผด็จการ ใครคือประชาธิปไตย รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #21 ราชธานีอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2566
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์41 KB
วันที่แก้ไข1 กรกฎาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

660508 ตอบปัญหา ใครคือเผด็จการ ใครคือประชาธิปไตย รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #21 ราชธานีอโศก https://www.boonniyom.net/53265.html

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/17YIKkepS7ESFRbMQUEoMDzGedKu5DJui/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1XvGboVRzTF3vlh2cowOAzRbuAUAHdq2j/view?usp=share_link

ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/QB2zJyS03_A และ https://www.facebook.com/300138787516163/videos/913206006632042

พ่อครูว่า...วันนี้วันจันทร์ที่ 8 พฤษภาคม 2566 แรม 4 ค่ำเดือน 6 ปีเถาะ ที่บวรราชธานีอโศก มี SMS เหลือบานตะโก้ ตอบหมดก็เก่งตอบไม่หมดก็เก่ง ครั้งมาตั้งแต่วันที่ 3 วันนี้วันที่ 8 SMS วันที่ 3 พ.ค. 2566 _คอยใคร · กราบเคารพพ่อครูครับ ดูข่าวท๊อปนิวส์ที่ทางช่องบุญนิยมทีวีนำมาเปิดช่วงบ่าย รายงานข่าวว่าGM และ IBM จะเลิกจ้างคนงานเป็นหมื่นคนและจะใช้ AI ทำงานแทนในส่วนที่ไม่ต้องใช้คนคอยคุม ผมก็มานึกถึงคำพ่อหลวง ร.9 ที่บอกไว้ว่ายิ่งก้าวหน้าก็ยิ่งถอยหลัง พ่อครูว่า... Adam Smith บอกว่าต่อไปในอนาคต คนจะทำหน้าที่แค่นั่งผ่าน แม้จะทำเข็มหมุด เครื่องก็ทำทั้งนั้น คนคอยดูแลเท่านั้นไม่ต้องทำงานอะไรเลยเครื่องมือทำ แม้จะทำเข็มหมุด เราก็ยกไว้ว่า ยิ่งก้าวหน้ายิ่งถอยหลัง คำว่าถอยหลังนี้มีความหมายเยอะเลยคือสมรรถนะของคนจะเลวลง ความสัมพันธ์ของคนจะเลวลง สังคมก็จะไม่อบอุ่น ไม่มีคุณธรรมคุณภาพ ต่างคนต่างอยู่ต่างคนต่างจิตกระด้าง ไม่มีความเข้าใจไม่มีความรู้ถึงเรื่องความสัมพันธ์สังคมอะไรเป็นต้น มันจะไปกันใหญ่เลย มันเจริญทางวัตถุแต่มันจะเสื่อมทางจิตวิญญาณอย่างหนักเลย _ถอยหลังในที่นี้ในความคิดผมคือ คนจะทำง

อ่านต่อ

านน้อยลง แล้วจะไม่มีงานทำสมใจอยากที่จะให้ความก้าวหน้าเข้ามา เช่นดำนาก็มีรถ เกี่ยวข้าวก็มีรถ ใส่ปุ๋ยก็มีโดรน จนทำให้ขาดน้ำใจขาดความรักสามัคคี ลงแขกดำนาเกี่ยวข้าวก็จางหายไป ยังมีข่าวเยอรมันเปิดเสรีให้คนเข้าประเทศเพราะขาดแรงงานอย่างมาก เห็นว่าต้องการเจ็ดล้านคน ผมว่าคนคงแห่กันไปอย่างแน่นอนเพราะเห็นแก่เงิน สวนทางกับทางบ้านราช ขอ777 คนยังเรียกแล้วเรียกอีกก็ยังมาไม่ถึง (รวมตัวผมด้วยที่ยังไม่ได้ไปอยู่สักที) ครั้งนี้ไม่มีคำถามครับ แค่มาบอกว่า ช่องบุญนิยมเปลี๊ยนไป มีข่าวนอกช่อง ยิ่งช่วงนี้มีแต่รายการหาเสียงลุงตู่เยอะมากครับ ขอกราบขอบพระคุณพ่อครูแค่นี้ก่อนครับ พ่อครูว่า... คุณก็ดูดีๆบุญนิยมทีวีก็ช่วยสังคมอยู่ เราก็มีความคิดเห็นคิดนึกเราแสดงออกร่วมด้วย

_สุรภา ลิ้มวรรณเสถียร · กราบนมัสการเจ้าค่ะวันนี้ได้คุยกับลูกค้าเรื่องการเมืองก็ถูกแซวว่าเตรียมตัวจะออกไปใช่มั้ย และลูกค้าก็บอกว่าไปสนามหลวงอยู่เป็นปีไม่อดตายเพราะได้อาหารจากกองทัพธรรม ชอบมากคือซุบมะเขือ รายงานมาเพื่อทราบเจ้าค่ะ

_วันชัย สหมโนธรรม · - ทำจริง...ทำต่อเนื่อง ท่านพล.อ.ประยุทธิ์ จันทร์โอชา พรรครวมไทยสร้างชาติ แน่นอน แบบบัญชีรายชื่อบัตรสีเขียว กาเบอร์ 22 พลังเงียบออกมาเยอะๆ จะได้ชนะนายกโพล 555 พ่อครูว่า... ถ้าพลังเงียบไม่ออกมาได้นายกโพลแน่ ของเขาแรงจริงๆปลุกเร้าเก่งจริงๆเก่งในทางปลุกเร้า แล้วคนก็โง่งมงายไปกับเสียงปลุกเร้า ทำไมมันอ่อนแอ ไม่เป็นตัวของตัวเอง ไม่มีปัญญาของตัวเองบ้างเลย คนหนอ

เมืองไทยเป็นเมืองที่มีโลกุตระ _ปุนเมฆ สีขาว · พระพุทธเจ้า ยังทรงเลือก #ท่านภิกษุเจ้าชายมหานามะ ครองกรุงกบิลพัสดุ์แทนเทวทัต คนไทยที่รู้จักดี - ชั่ว ก็จะเลือกคนดีที่สุด กล้าหาญ ฉลาด อดทน เสียสละ และมีวิสัยทัศน์ เป็นคนที่ #สมบูรณ์พร้อมในความดี "ทั้งโลกและธรรม" มาบริหารบ้านเมือง กราบสาธุ ! พ่อครูที่กรุณาแจงเหตุถี่ถัวน ! พ่อครูว่า... แถมหน่อยๆ ว่าเมืองไทยเราเป็นเมืองพุทธ มีความรู้ความฉลาดแบบปัญญา ไม่ใช่ความรู้ความฉลาดแค่แบบ เฉโก เท่านั้น เป็นความรู้ความฉลาดที่ รู้ทั้งแบบโลกียะและมีความรู้แบบโลกุตระด้วย เป็นความรู้ของโลก 2 แบบ ความรู้อย่างที่เป็นตัวตนกับความรู้ที่ออกจากตัวตนหรือละตัวตนไม่มีตัวตน จนเป็นอนัตตาได้ นี่เป็นความรู้สุดพิเศษของพระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้และค้นพบ แล้วเอามาเปิดเผย เอามาสอนเอามาแนะนำให้คนเรียนรู้และปฏิบัติตาม จนกระทั่งเรียบร้อย สามารถที่จะรับช่วงถ่ายทอด และในเมืองไทยเป็นเมืองพุทธก็ยังมีเชื้อ แม้มันจะเสื่อม โลกุตรธรรมได้เสื่อมไปจากสังคมศาสนาพุทธ แม้แต่ในเมืองไทย เสื่อมไปมาก อาตมาก็พูดหลายทีแล้วว่าเสื่อมจนหมดไม่เหลือโลกุตรธรรม อาตมาจึงต้องเอาโลกุตรธรรมเข้ามาสถาปนาลงไปในโลกยุคนี้ ในพุทธศาสนา ก็ได้ขึ้นมาจริง มีปรากฏการณ์ มีมวลมนุษยชาติรับฟังได้ ปฏิบัติตามได้มรรคได้ผลก็มาเป็นคนโลกุตระ เป็นอาริยบุคคลที่แท้จริง แล้วอาตมาก็ยืนยันว่าอริยบุคคลจริง เป็นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ในกลุ่มชาวอโศกมีจริง ไม่ใช่พระอาริยะเก๊ ส่วนพวกที่นั่งหลับตาเข้าป่าที่มิจฉาทิฏฐิกันเต็มมากมายที่มันเสื่อมแล้วนั่นคือเก๊ ขออภัยที่พูดความจริง ชี้ชัดความจริงลงไปให้รู้ความจริง ไม่ได้หลงใหลตัวเอง ไม่ได้คุยตัวเองอะไร ไม่ได้อวดอ้างอะไร แต่พูดความจริงของสัจธรรมสู่ฟัง

พ่อครูหมดความยุ่งแล้วมาทำให้โลกหายยุ่ง _เด่นภูมิ รุ่งกิจศุภมงคล ·สงฆ์ยุ่งเรื่องทางโลกมันใช่หรอคับ? พ่อครูว่า... คุณก็มีภูมิแค่ว่าสงฆ์ยุ่งทางโลก แต่คนไม่รู้จักว่าโลกมันยุ่ง แล้วสงฆ์ที่ท่านหมดความยุ่งแล้วท่านก็มาช่วยโลกให้หายยุ่ง คุณเข้าใจอันนี้ไม่ได้ คุณก็มองได้เท่าที่คุณมอง ก็ไม่เป็นไรคุณก็เข้าใจตามนั้น อาตมาไม่ใช่เป็นสงฆ์ที่ยุ่งเรื่องทางโลก แต่อาตมาเป็นคนที่หมดความยุ่งได้แล้วในตัวเอง เห็นสังคมเห็นโลกเขายุ่งมากเลยสงสารก็มาช่วย แก้ความยุ่งให้แก่โลกให้แก่สังคมเขา ก็มีคนที่เข้าใจแล้วก็ลดความยุ่งของตนเองลงไปได้เรื่อยๆ เข้ามารวมกันเป็นคนสงบ เป็นคนที่หมดความยุ่ง แล้วก็มาสงบสบาย เป็นคน อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล และเพิ่มพูนเสียสละ เป็นคนมีคุณสมบัติและคุณธรรมแบบนี้ มาสิ มาตรวจสอบดู _พิภพ แพงศิริ · ไอ้นี้ยังไม่ตายเหรอ พ่อครูว่า... คนนี้คงจะรู้จักเรานานแล้ว บอกว่า โอ้โห มันน่าจะตายแล้วทำไมป่านนี้มันยังไม่ตาย ก็ต้องบอกว่า ยังจ้ะ ยังไม่ตายจ้ะ สวัสดี ไม่พบกันนาน อาตมาเจตนาจะยังไม่ตายง่ายๆ ถ้าอาตมาพิสูจน์ตนเองนี่นะ ซึ่งมันอยู่ในนี้ สังขารมันแบบนี้ ลากสังขารไปได้ถึง 100 ปีคนจะยอมรับ ว่าอันนี้มันอาศัยอะไร มียาวิเศษ มียาอายุวัฒนะอะไรที่สามารถยืนยงอยู่ได้ เขาก็จะมาสนใจ ยาอายุวัฒนะของอาตมาก็คือธรรมะโลกุตระของพระพุทธเจ้านี่แหละ แล้วคนจะได้สนใจในอนาคต

สงฆ์อโศกไม่ได้แต่งกายเลียนแบบพระ _คุมะ · พระก็ไม่ใช่ แต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์ในพุทธศาสนาเป็นพวกลัทธิเถื่อน คนพวกนี้ทำให้ศาสนาเสื่อม ชอบออกมายุ่งเรื่องการเมือง เคยออกมาขับไล่ท่านนายกทักษิณ พวกนี้ไม่ใช่คนดีอะไร พ่อครูว่า... ไม่ได้แต่งกายเลียนแบบเราแต่งไม่เหมือน ดูดีๆดูรายละเอียดอาตมาไม่ได้ลอกเลียนแบบเลย ไม่ได้ผิดกฎหมายแล้วกฎหมายก็รู้ แต่งเครื่องแบบลอกเลียนเถรสมาคมนั้นกฎหมายคุ้มครอง เขาจับนะ นี่พวกอาตมาเขาไม่จับ เขาชัดเจนทุกอย่างแล้วว่าพวกอาตมาไม่ได้ลอกเลียนแบบ แล้วอาตมาก็ไม่ใช่พระสงฆ์อาตมาเป็นสมณะ ไม่ได้ลอกเลียนแบบพระสงฆ์ อาตมาแต่งแบบสมณะ ในพุทธศาสนา และคำว่าเถื่อนกับคำว่าอาริยะ เถื่อนคือคำว่า มิลักขะ อาริยะคือผู้เจริญ คุณศึกษาดีๆคำว่า อาริยะกับคำว่ามิรักขะ คุณศึกษาดีๆใครเถื่อน ใครเจริญกันแน่ และที่ว่าทำให้ศาสนาเสื่อม คนที่ทำให้ศาสนาเสื่อมนี่แหละ ที่อาตมาก็สงสารจริงๆ เพราะเขาทำให้ศาสนาเสื่อมมันเป็นบาป แล้วเขาก็ไม่รู้ตัว เขาสร้างนรกให้แก่ตนเองไปอยู่เรื่อย อาตมาก็ได้แต่สงสารก็ช่วยกันเตือน ก็มีพวกที่ค่อยๆรู้ตัว อยู่ในเถรสมาคมนี่แหละ ค่อยๆตื่นค่อยๆรู้ตัวขึ้นมา สำหรับคนที่ไม่ได้มีอคติไม่ได้มีอัตตาถือดิบถือดีอะไรกันมากมายนัก ฟังโพธิรักษ์แล้วท่านก็เข้าใจแล้วก็ปรับปรุงตัวเอง แม้จะอยู่ในเถรสมาคมนั่นแหละ ก็เปลี่ยนแปลงไปตามลำดับตามภูมิที่ท่านมี มีภูมิปัญญา มีปฏิภาณ สามารถรับรู้สามารถฟังแล้วได้ประโยชน์จากธรรมะ แม้ปรโตโฆษะ ฟังอาตมาที่เป็นคนละพวกก็เข้าใจ ได้รับสาระสัจจะที่แท้จริง เอาไปปฏิบัติแก้ไขตัวเองก็อนุโมทนาสาธุ ส่วนคนที่มืดบอดสนิทแล้วก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลง แสงสว่างแค่ไหนก็ไม่มีไม่สามารถส่องไปถึงได้ ก็ต้องเข้าใจเขา ปล่อยไป แล้วก็ชัดเจนตรงนี้เองว่าคุณเป็นพวกทักษิณนี่เอง เอาละถ้าทักษิณดีคุณก็ตามไปอยู่กับทักษิณต่างประเทศไม่มีที่อยู่นะ เขาอยากจะเข้ามาเลี้ยงหลาน แล้วใครทำให้ ทักษิณเอ๋ย ทำตัวเอง เป็นเวราณุเวรเอง ก็ว่ากันไป นี่เป็นสัจจะศึกษาให้ดีแล้วจะมองออกว่าใครถูกใครผิด เขาจะมองกันได้มองกันออกสำหรับคนที่มีดวงตา คนที่ไม่มีดวงตาก็มืดก็บอดไป ตามความมืดความบอดของแต่ละคน

SMS วันที่ 6 พ.ค. 2566 เขาด่ามาเราเอามาเป็นคุณเป็นประโยชน์ _Kasem Santhong เกษม แสนทอง · พอจะสังเกตได้นะครับว่า คนที่เขียนคำหยาบคายด่าว่าคนเห็นต่าง นั่นแสดงว่าสภาวจิตของเขาเป็นเช่นนั้น โดยเฉพาะในรายการของชาวบุญนิยม, เราได้ประโยชน์จากบุคคลเหล่านี้โดยการเจริญเมตตาและอภัยครับ พ่อครูว่า... ใช่ ได้ประโยชน์แม้แต่คนที่เขาทำไม่ดี เราก็ได้ประโยชน์จากคนที่ทำไม่ดีมาเป็นตัวอย่าง มาเป็นข้อคิด มาเป็นสิ่งเปรียบเทียบหรือเตือนให้รู้ว่า เราได้ประโยชน์หรือว่าเราได้โทษอะไรจากเขา เขาเจตนาจะให้เป็นโทษ แต่เรารับมาเป็นคุณ เป็นประโยชน์ เราก็ฉลาดรับให้ดีๆ แล้วก็เจริญเมตตา เราได้ประโยชน์จากคนเหล่านี้ เจริญเมตตาและอภัยดี คนตั้งจิตไว้ดีไว้ถูกแล้วได้ประโยชน์ทั้งนั้น _ตุลย์ สิทธิการ · พรรคลุงตู่ไม่เคยโจมตีพรรคใด นิสัยดีอะ พ่อครูว่า... อาตมาไม่ได้เหมือนลุงตู่สักเท่าไหร่ ลุงตู่ไม่โจมตีใครจริงเลยพูดแต่ส่วนที่ดีไปแล้วก็แก้ไขส่วนที่อะไรไม่ดี ซึ่งไม่ได้ไปกระทบบุคคลนั้นบุคคลนี้ จะแก้ไขปรับปรุงอะไรก็บอกนโยบาย สิ่งใดที่จะกระทบก็เลี่ยง นั่นเป็นส่วนที่ดีของลุงตู่ แต่อาตมาเป็นคนชี้ เป็นคนกลาง ชี้ถูกชี้ผิด นิคฺคเณฺห นิคฺคหารหํ ปคฺคเณฺห ปคฺคหารหํ ควรข่มคนที่ควรข่ม ยกย่องคนที่ควรยกย่อง เป็นคนชี้ทั้ง 2 ส่วนอันนี้ถูกอันนี้ผิดอันนี้ผิด อันนี้ถูกก็บอกให้เข้าใจลักษณะอย่างนี้อย่างนี้ เพื่อให้รู้รอบถ้วน เป็นหน้าที่ของอาตมา อาตมาก็เลยทำไม่เหมือนลุงตู่เท่าไหร่

สภาคือที่ๆมีคนสงบที่กล่าวธรรมอยู่ _Thiwakon Chumcheed ทิวากร ฉ่ำจิต · แต่ก่อนผมก็ไม่ชอบการเมืองครับ และไม่ใช่เรื่องของเรา และคิดว่านักบวช พระไม่ควรมาเกี่ยวข้องกับการเมือง ใน โขมทุสสสูตร พระไตรปิฎกเล่มที่ 15 ข้อที่ 724-725 พระพุทธเจ้าเดินเข้าไปธรรมสภา ตรัสสอนธรรมกับคฤหบดีชาวโขมทุสสนิคม พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะพราหมณ์และคฤหบดีชาวโขมทุสสนิคม ด้วยพระคาถาว่า ในที่ใดไม่มีคนสงบ ที่นั้นไม่ชื่อว่าสภา คนเหล่าใดไม่กล่าวธรรม คนเหล่านั้นไม่ชื่อว่าคนสงบ คนสงบละราคะโทสะ และโมหะแล้ว กล่าวธรรมอยู่ ฯ สาธุครับ พ่อครูว่า... อันนี้นี่นะ ผู้มีปัญญาถึงปัญญาข้อที่ 7 ในปัญญา 8 จึงจะเป็นผู้สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงความจริงขั้น ความสงบของคนสงบชนิดนี้ได้ อาตมาก็เลยอยากจะเอาหลักฐานของพระพุทธเจ้ายืนยันอธิบายที่เป็นสาระสำหรับอันนี้ว่า ความสงบของคนสงบ มีฐานะของแต่ละคน ฐานะของคนที่มีความสงบ เป็นคนสงบที่มีความสงบ แข็งแรง มีจิตตั้งมั่น ก็จะทนต่อแรงกระทบภายนอก จะทำงานกับสังคมที่จัดจ้าน จัดจ้านไปด้วยความเข้าใจผิด ด้วยมิจฉาทิฏฐิ ด้วยอวิชชาได้สูงขึ้น มากขึ้น ดีขึ้นเรื่อยๆอย่างแท้จริง ส่วนคนที่ไม่มีความสงบในจิต ราคะ โทสะ โมหะอย่างมาก มาทำอะไรกับสังคมที่เขายังมีราคะ โทสะ โมหะอยู่นั้นจะรบกัน ทะเลาะกัน ไม่มีประโยชน์อะไร มีแต่จะเป็นโทษเป็นภัยต่อสังคม เพราะฉะนั้นสังคมที่มันจะไม่มีความสงบอยู่จริง เพราะราคะ โทสะ โมหะ นี่แหละ จึงต้องอาศัยคนที่สงบและมีคุณธรรม สงบจากราคะ โทสะ โมหะ จริง จะมาช่วยได้ อย่างที่เห็นที่เป็นจะช่วยได้ เป็นสัจจะ คนที่ไม่รู้มองไม่ออก ก็ไม่มีปัญหาอะไร คนที่รู้และมองออกอย่างอาตมาไม่มีปัญหาหรอก เรื่องนี้ อาตมาทำเท่าที่ควร อาตมาไม่ได้ไปอ้าขาผวาปีกที่จะไปทำอะไรกว้างไกล จนอวดดิบอวดดีไปตอแยกับพวกที่ไม่ควรตอแย อาตมาไม่หาเรื่อง อาตมาเป็นคนหัวไม่มีเหา และไม่เคยไปหาเหามาใส่หัว อาตมาเข้าใจและฉลาดพอที่จะเป็นคนไม่มีเหา ไม่ไปหาเหามาใส่หัวตัวเอง อาตมาอยู่อย่างสะอาดได้เสมอ ใน พระไตรปิฎกเล่ม 15 ข้อ 725 โขมทุสสสูตรที่ ๑๒ [๗๒๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ นิคมชื่อว่า โขมทุสสะของเจ้าศากยะ ในแคว้นสักกะ ฯ ครั้งนั้นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงนุ่งแล้วทรงถือบาตรและจีวร เสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังโขมทุสสนิคม ฯ สมัยนั้น พราหมณ์และคฤหบดีชาวโขมทุสสนิคม ประชุมกันอยู่ในสภาด้วยกรณียกิจบางอย่าง และฝนกำลังตกอยู่ประปราย ฯ ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปยังสภานั้น ฯพราหมณ์และคฤหบดีชาวโขมทุสสนิคม ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเสด็จมาแต่ไกล ครั้นแล้วได้กล่าวคำนี้ว่า คนพวกไหนชื่อว่าสมณะโล้น และคนพวกไหน รู้จักธรรมของสภา ฯ โขมทุสสสูตร [๗๒๕] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะพราหมณ์และคฤหบดีชาวโขมทุสสนิคม ด้วยพระคาถาว่า ในที่ใดไม่มีคนสงบ ที่นั้นไม่ชื่อว่าสภา คนเหล่าใดไม่กล่าวธรรม คนเหล่านั้นไม่ชื่อว่าคนสงบ คนสงบละราคะ โทสะ และโมหะแล้วกล่าวธรรมอยู่ ฯ พ่อครูว่า... สงบแบบไม่เคลื่อนไหว ไม่มี อิญฺชนาติ(การเคลื่อนไหว) ไม่ได้เป็นคนที่สงบจากกิเลส ราคะ โทสะ โมหะ คนที่สงบจาก ราคะ โทสะ โมหะ เช่น พระอรหันต์เป็นต้น จะมี กายปาคุญญตา จิตปาคุญญตา มีความคล่องแคล่วว่องไวของกายของวาจา เพราะจิตเป็นประธาน จิตแคล่วคล่องว่องไว จิตมีพลังกำลัง มีความรู้ความสามารถ และจะเป็นจิตตั้งมั่นที่สูงส่ง จะแสดงออกซึ่งมันตรงกันข้ามลักษณะพาซื่อแบบเดียรถีย์ ที่บอกว่าคนสงบคือคนที่นิ่งไม่เข้าสังคม ไม่ยิ้มไม่รับไม่แตะไม่ต้องไม่เข้ากับใครในสังคมเพราะว่าสู้ไม่ได้ ไม่ได้ปฏิบัติธรรมที่เป็นฌาน เป็นสมาธิแบบศาสนาพุทธหรือเป็นโลกุตระ ไปปฏิบัติแบบฌานฤาษี ฌานแบบดาบส เดียรถีย์ ต่างๆ มันก็เลยมีมรรคมีผลกันคนละอย่าง คนสงบแบบนั้นไม่มีประโยชน์ต่อสังคม ไม่มีประโยชน์ต่อตนที่แท้ เป็นการดูเหมือนว่าได้ประโยชน์เพราะตัวเองสงบ ก็แต่ละชาติบรรเทาไป แล้วก็ไม่ทุกข์ไม่ร้อนแบบ เดียรถีย์ ไม่ใช่สิ้นทุกข์แบบโลกุตระ สิ้นทุกข์ดับทุกข์ได้ชั่วคราวแบบกดของแบบ เดียรถีย์ เท่านั้น เสร็จแล้วก็ไม่ยั่งยืนเปลี่ยนแปลงพลังงานสงบชั่วคราว แล้วมันก็จะขึ้นมาใหม่ ทนได้เท่าที่มีแรงสะกดได้ยาวได้นานแล้วก็ไม่เที่ยงแท้ ไม่ นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ไม่ถาวรเที่ยงแท้ยั่งยืนมันจะเวียนกลับ มันสังกุปปัง เวียนกลับตลอด แม้จะบรรลุเป็นศาสดาองค์ใดองค์หนึ่งของเทวนิยม เป็นเจ้าศาสนาเลยก็เวียนกลับตกนรกใหม่ จิตมีกิเลสอีกอย่างเก่าเกิดตายตายเกิด แล้วก็ลืมไปไม่แน่นอนไม่มั่นคงไม่ได้ล้างกิเลสอย่างสมบูรณ์แบบ เหมือนน้ำยิ่งขุ่น ยิ่งกดแน่น เหตุปัจจัยมันไม่ได้หายมันไม่ได้หมดเชื้อ ความสงบแบบนั้นไม่เที่ยงแท้ ไม่มั่นคง ไม่ยั่งยืน ไม่จบกิจ เป็นคนไม่จบกิจ [๗๒๖] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว พราหมณ์และคฤหบดีชาวโขมทุสสนิคม ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ท่านพระโคดม ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ท่านพระโคดม ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ท่านพระโคดมทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย เหมือนหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิดบอกทางให้แก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืด ด้วยหวังว่าคนมีจักษุจักเห็นรูป ฉะนั้น พ่อครูว่า... อาตมาก็จุดไฟแล้วคนที่ไม่มีจักษุอย่างไรก็ไม่เห็นแสงอาตมาจะพูดอย่างไรเขาก็จะมืดอย่างผู้ที่ไม่มีจักษุนั่นแหละ พวกข้าพระองค์เหล่านี้ขอถึงท่านพระโคดมผู้เจริญกับพระธรรมและพระภิกษุสงฆ์เป็นสรณะ ขอท่านพระโคดมทรงจำพวกข้าพระองค์ว่า เป็นอุบาสกถึงสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ดังนี้ ฯ พ่อครูว่า... เหมือนพวกคุณเห็นอาตมากล่าวธรรมแล้วก็เข้าใจก็จึงเข้ามา มาปฏิญาณเป็นพุทธมามกะ จนกระทั่งได้เป็นพุทธบริษัท พุทธมามกะก็เข้ามาขออยู่ในวงนี้หน่อย เสร็จแล้วก็มาอยู่ไปก็ปฏิบัติธรรมได้ ก็บรรลุธรรมเป็นพุทธบริษัท 4 คือ เป็นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ขึ้นมา เพราะฉะนั้น ผู้ที่ไม่แม้แต่จะเป็นพุทธมามกะเขาก็เลยไม่เข้ามา เขาก็เลยจะท่อง พุทธังสะระณังคัจฉามิ ธัมมังสะระณังคัจฉามิ แต่เขาไม่มาขอตั้งใจที่จะเอามาเป็นที่พึ่ง อย่างที่ท่านเป็นกันนี่แหละเอามาเป็นที่พึ่งเขาก็ยังไม่มา เขาก็ยังเป็นพุทธศาสนิกชนอยู่นอกนอก ก็ยังไม่มีสิทธิ์ที่จะได้เป็นพุทธบริษัทเลย เข้าใจพุทธศาสนิก พุทธมามกะและพุทธบริษัทได้ดีแล้วนะ นี่เป็นเรื่องจริง เพราะฉะนั้นพวกเราเป็นพุทธบริษัทที่มีสมณะ 4 เหล่า ส่วนคนที่เขายังเป็นพุทธศาสนิก ตามทะเบียน ตามตระกูล ตามจารีตประเพณีมีเยอะมากเลยในยุคนี้ พุทธศาสนิกเยอะ แค่บางคนก็ไปพูด ไปเปล่งกล่าว ไปวัดไปวา พระท่านก็พากล่าว พุทธังสะระณังคัจฉามิ เขาก็กล่าวตาม ฆราวาสเขาก็ไม่กล้าออกเสียงเหมือนกับพระที่ใส่สำเนียงอย่างเท่ห์ๆหรอก เขาก็กล่าว พุทธังสะระณังคัจฉามิ พระก็ ธัมมังสะระณังคัจฉามิ ลากเสียงยาวกว่านี้ อาตมาละอายหน่อยๆก็เลยไม่ลากยาว ลากยาวก็เป็น อาตมาเป็นนักร้องเก่า ก็ไม่เอาแล้ว ฆราวาสเขาก็รับตามไป ธัมมังสะระณัง คัจฉามิ สังฆังสะระณังคัจฉามิ ก็ได้แต่ไปกล่าวรับกันเฉยๆเป็นอัตวาทุปาทาน ยึดได้แค่วาทะกล่าว เป็นอัตตาอยู่อย่างเก่านั่นแหละ ไม่ได้แก้ไขความเห็น ไม่ได้แก้ไขจิตวิญญาณ ไม่ได้แก้ไขตามศีลตามพรตอะไร เพราะฉะนั้นก็ได้แต่ อัตตวาทุปาทาน ทิฏฐุปาทาน กามุปาทาน ก็อย่างเดิม แม้แต่เช่นพระชื่อดังที่กำลังดังตอนนี้ ทั้งโกงเงินตั้ง 180 ล้าน ทั้งเสพเมถุน ดัน เมถุนก็เป็นการเสพผิดเพศอีก พวกวิตถารอีก อะไรอย่างนี้เป็นต้น ก็อย่างนี้เต็มเละกันอยู่ในวงเถรสมาคม ซึ่งอาตมาก็จำเป็นจะต้องบวชอยู่ในประเทศไทยที่มีสงฆ์ บวชเสร็จแล้วก็ไม่ไหว เราจะอยู่ต่อก็ไม่ได้ก็เลยต้องประกาศนานาสังวาสขอแยกออกมาบริหารเอง ไม่ไหวอยู่ด้วยไม่ไหว มันปนเละหมักหมมเน่าใน นี่เป็นสัจจะตามเรื่องจริงที่มันผ่านมาแล้ว อาตมาประกาศ นานาสังวาส สงฆ์หมู่ใหญ่ก็ไม่รู้เรื่อง นานาสังวาส จัดการกับอาตมาอย่างโน้นอย่างนี้ เป็นบาปของท่าน เพราะท่านไม่รู้เรื่อง ไม่รู้จักธรรมวินัย มาจัดการกับอาตมา ก็เลยได้บาปซ้ำบาปซ้อนอะไรต่ออะไรกันไป อาตมาก็ได้แต่สมเพชเวทนา ไม่รู้จะทำยังไง มันสุดวิสัยที่จะแก้ ที่จะช่วย จนป่านนี้แล้ว ยิ่งเป็นหัวหน้าผู้ที่นำพา นึกว่าตัวเองเป็นผู้รู้ แสนรู้ นำหมู่ออกมาจัดการกับอาตมา ป่านนี้ท่านจะสำนึก ท่านจะรู้สึกว่าเราผิดแล้วหรือยังหนอ ก็ยังไม่รู้ได้ ก็น่าสงสารไป ส่วนอาตมานั้น อาตมาไม่มีปัญหาเลย อาตมาอยู่อย่างไรก็รอดตัว อยู่ยังไงก็อยู่ได้ อยู่ได้แม้แต่ในที่ร้อนขนาดไหนอาตมาก็สบายเย็น เพราะมีภูมิคุ้มกัน มีสิ่งที่ตัวเองสามารถที่จะคุ้มกันตัวเองได้ ไม่ละลายไป ไม่เสื่อมไป ไม่เพี้ยนไม่เปลี่ยนไปตามเขา เป็นผู้ที่มีทั้งเจโตและปัญญาที่พร้อมแล้ว

แยกแยะธรรมะโลกียะกับโลกุตระ เพราะฉะนั้น อาตมายืนยันตัวเองว่า อาตมาเป็นผู้ที่สัมมาทิฏฐิ เป็นผู้นำธรรมะที่เป็นโลกุตระอันเสื่อมไปแล้วจากสังคมศาสนา ที่เป็นของศาสนาพุทธ เพราะศาสนาพุทธเป็นศาสนาโลกุตระ ฃไม่ใช่ศาสนาโลกียะธรรมดาเท่านั้น แยกให้ฟังอีก โลกียะกับโลกุตระ ประเด็นที่มันต่างกันสำคัญคืออะไร โลกียะนั้นไม่สามารถที่จะรู้จิต เจตสิก รูป นิพพาน เพราะฉะนั้นจึงแยกเจตสิกที่เป็นเวทนาในเวทนาต่างๆไม่ได้ แยกเวทนาคือเป็นอารมณ์หรือเป็นความรู้สึก ไม่มีสัญญาเพียงพอที่จะกำหนดรู้ ไม่มีปัญญาเพียงพอที่จะสามารถมีธัมมวิจัยสมโภชฌงค์ หรือมีโพชฌงค์ 7 จนกระทั่งมาปฏิบัติเป็นโพธิปักขิยธรรม 37 ได้ ไม่มีทาง เทวนิยมไม่มีทาง แม้แต่ชาวพุทธที่มิจฉาทิฏฐิสอบเปรียญ 9 จบด็อกเตอร์ทางศาสนาพุทธได้ บัญญัติภาษาที่อาตมาพูด โพธิปักขิยธรรม 37 ท่านคล่องปริ๊ด พูดเหตุผลด้วยตรรกะอะไรชัดเจนหมด แต่ท่านไม่ได้แม้แต่ สติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ท่านมีวิริยะแต่ไม่เป็นสัมโพชฌงค์ เป็นวิริยะเดียรถีย์ เพราะว่าท่านจะหลงผิด จนกระทั่งถึงขั้นว่า ถ้าจะทำสติให้เต็มนั้นจะต้องนั่งหลับตาแล้วก็ทำตนเองให้เป็นผู้ที่มีสติตื่นเต็มอยู่ในการหลับตานั่นแหละ เก่ง ซึ่งผู้ที่ปฏิบัติธรรมจริงๆแล้ว เมื่อกิเลสออกไปจากจิตจริงแล้วไม่ต้องไปนั่งหลับตาแล้วทำให้สติตื่นเต็มอยู่ในจิตหรอก ปฏิบัติลืมตาตามจรณะ 15 วิชชา 8 นี่แหละ กิเลสจะหมดไปจริง หมดไปจริง เมื่อกิเลสหมดไปจริงแล้ว โดยเฉพาะเมื่อเป็นพระอรหันต์ พระอรหันต์มีสติในการหลับตากับสติในการลืมตาเป็นอันเดียวกัน ไม่ต้องไปปฏิบัตินั่งหลับตาทำให้สติตื่นเลย คนที่นั่งหลับตาสติเต็มร้อย ตื่นเต็มร้อยตามที่เขาหมาย เขาจะหมายถึงว่าสติเต็มร้อยแบบไหน ก็เป็นแบบที่หลับตาอยู่ในถ้ำ หลับตาอยู่ในเบอร์มิวด้า หลับตาอยู่ในแดนมืด เขาก็สว่างอยู่ในที่มืด จริงๆแล้วสว่างกับมืดมันอันเดียวกันไหม..ไม่ เพราะฉะนั้นเขาจึงสร้างความสว่างในที่มืดแบบสร้างนิรมานกายขึ้นมา เป็นอุปาทานทั้งสิ้น ไม่ได้เป็นความจริงเลย เพราะฉะนั้นคนที่หลับตา ทำสมาธิหรือสร้างสติในการหลับตานั้น หลับตาเข้าแล้วไม่มืดจะมีแสงสว่าง เป็นแสงสว่างนิดๆหน่อยๆ วอบแวบๆ เป็นแสงสว่างสีเขียว สีม่วง สีแดงหรือถ้าไม่สว่างเป็นอาภัสรา สว่างในที่มืด เป็นเรื่องเก๊ทั้งนั้นเป็นอุปาทานสร้างขึ้นเอง คนหลับตาก็มืด คนลืมตาก็สว่าง ถ้าเป็นกลางวันมีแสงพระอาทิตย์ ถ้ากลางคืนมืดๆเดือนแรม 15 ค่ำด้วย หลับตามันก็มืดตึ๊ดตื๋อ มันไม่มีแสงอะไรแม้แต่แสงพระจันทร์ก็ไม่สะท้อนเข้ามา มันก็มืด เห็นความจริงตามความเป็นจริงแบบ สุภกิณหา กิณหา แปลว่าดำ แปลว่ามืด ผู้สัมมาทิฏฐิก็จะมี สุภะ รู้จักความจริงตามความเป็นจริง สัมมาทิฏฐิเข้าใจว่าความมืดก็คือความดำมืดของแสง นิโรธคือนิโรธ จะไม่หลงผิดว่าความดำมืดเป็นนิโรธ เพราะนิโรธเป็นการละกิเลส แต่ความดำมืดเป็นเรื่องของรูปธรรม เป็นเรื่องของวัตถุธรรมเท่านั้น ไม่ใช่จิตไม่ใช่กิเลส อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นการสำคัญผิด กำหนดหมายผิด สำคัญมั่นหมายผิดหรือมีสัญญาผิดพวกนี้แหละ จึงเป็นผู้ที่ปฏิบัติธรรมแล้วไม่บรรลุธรรม เพราะนามธรรม 5 ของเขาไม่บริบูรณ์ นามธรรม 5 ในการปฏิบัติธรรมคือ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ พวกที่มิจฉาทิฏฐิหลับตาไม่มีผัสสะภายนอก เขาจึงทำใจในใจผิด นั่งหลับตาจึงเป็นพวกเดียรถีย์ นั่งหลับตาปฏิบัติธรรมไม่ใช่จรณะ 15 วิชชา 8 ตีทิ้งได้เลยนั่งหลับตาปฏิบัติธรรมไม่ใช่ของพุทธ ฌานก็เป็นฌานเดียรถีย์ เขาไปยึดถือว่าฌานคือทำจิตให้ไม่มีอาการของนิวรณ์ทั้ง 5 ให้ได้ เขาหลับตาสะกดไว้ไม่ให้จิตมันไปคิดไปนึกอะไร มันก็นิ่งๆๆ มันก็ไม่รับรู้อาการ ตาก็ไม่ได้กระทบรูป หู จมูก ลิ้น กาย ก็ไม่ได้กระทบ ไม่กระทบมันก็ดีแล้วเหลือแต่จิต เขาก็ทำจิตให้เป็นนิ่งอีก แข็งแรงตั้งมั่นเขาก็ได้ ได้ประโยชน์แบบนั้น ซึ่งมันเป็นโทษที่มิจฉาทิฏฐิ แล้วคุณก็จมอยู่ในอวิชชาอย่างเก่า ไม่โงไม่เงยเพราะไม่มีสัมมาทิฏฐิที่จะฟื้นขึ้นมาปฏิบัติลืมตา ปฏิบัติรู้ความจริงตามความเป็นจริงให้ได้ หลับตานอนหลับ คุณจะหลับตาลงไปแล้ว ประโยชน์ของการหลับตามี 1.พักผ่อน 2. ทบทวนธรรม 3. ทำเตวิชโช 4. เอาไปเล่นฤทธิ์เล่นเดชบ้าๆบอๆได้ นั่นแหละการหลับตา เพราะฉะนั้นรู้จักใช้ประโยชน์ พักผ่อน ทบทวนธรรม หรือจะใช้เตวิชโช ส่วนที่จะไปเล่นฤทธิ์เดชบ้าๆบอๆ พระพุทธเจ้าท่านบอก พระองค์ทรงเห็นโทษภัยจึง อึดอัด(อัฏฏิยามิ) ระอา(หรายามิ) เกลียดชัง(ชิคุจฉามิ) สัจธรรมที่อาตมาอธิบายไปทั้งหมดคือการรื้อฟื้น เอาความถูกต้องเอาสัจธรรมที่ถูกต้องเข้ามาสถาปนาลงไปในความผิดพลาด ในความเสื่อม แล้วอาตมาไม่ได้พูดผิด อาตมาไม่ได้อวดตัวอวดตน ไม่ได้เบ่งอะไร แต่เป็นคนกอบกู้ โลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าจริงๆ ผู้ที่มีปฏิภาณปัญญา มีไหวพริบ เข้าใจที่อาตมาพูดก็จะรู้ว่าใช่จริงๆ คนนี้ก็เจริญแน่ แต่คนใดที่ยิ่งฟังอาตมาเหมือนอย่างที่คุณอะไรต่ออะไร SMS

_Saichol Sawatdiphom สายชล สวัสดิภูมิ · พระแบบไหนมาเกี่ยวไรด้วยการเมืองไม่ใช่กิจของสงครับ

_อรุโณ. ภิขุก์ · คนทําโพล..แค่.3.คน..แล้วคนไทย.60.กว่าล้าน...การสํารวจกลุ่มตนเอง.ก็.ใด้.ใจ.ตน.เอง....เจ็บ.คอ พ่อครูว่า... คือโพล ไม่มีกลุ่มแล้วเขาก็ใช้ใช้กลุ่มของเขาอยู่อย่างนั้นแหละความเห็นมันก็จะแสดงออกอย่างนั้น มันเป็นหน้าที่เป

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน