สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน เวทนาสอง เวทนาหนึ่ง เวทนาศูนย์ คืออะไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน เวทนาสอง เวทนาหนึ่ง เวทนาศูนย์ คืออะไร _เวทนาสอง คือสุข ทุกข์คะ เวทนาหนึ่ง สุขคะ เวทนาศูนย์. อุเบกขาคะ ตรงตามพ่อครูสอนมั้ยคะ สาธุคะ จาก... ปนิรัตน์ พ่อครูว่า...ท่านฟ้าไทให้คะแนนเท่าไหร่ (ส.ฟ้าไทว่าให้ 70%) เวทนาสองคือ สุข ทุกข์ใช่แน่ ที่จริงถ้าเป็นปรมัตถ์เป็นโลกุตระนี่ เวทนาสองคือ 1.เวทนาแท้ กับ 2.เวทนาเก๊ ถ้าเวทนาหนึ่งก็จะเป็นสุขก็ได้หรือทุกข์ก็ได้ ส่วนเวทนา 0 นั้นคืออุเบกขาถูกต้อง เวทนา2 คือ เวทนาแท้กับเวทนาเก๊เวทนาปลอมเวทนามิจฉาทิฏฐิ ส่วนเวทนาหนึ่งนั้นจะรู้ว่าสุขก็ได้หรือทุกข์ก็ได้ 1 เพราะเวทนานี่ขณะที่มันเป็นสุขมันไม่เป็นทุกข์ ขณะทุกข์มันก็ไม่สุข ส่วนเวทนา 0 แน่นอนคืออุเบกขา จะเป็นอุเบกขาแบบเนกขัมมะหรือเคหสิตะก็คือ 0 เช่นกัน แต่มีนัยสำคัญว่า 0 อย่างเคหสิตอุเบกขาเป็น 0 อย่างไม่มีปัญญา 0 อย่างทำได้แต่ไม่รู้ว่ามัน 0 นั้นถาวรหรือไม่ เหตุที่มัน 0 ก็เพราะว่าเราได้ดับเหตุหรือไม่ก็ไม่รู้ ส่วนเนกขัมมสิตอุเบกขานั้นคือ เรารู้ชัดเจนมัน 0 เพราะเราได้กำจัดเหตุออกไปได้จนเวทนาเป็น 0 แม้จะทำได้ชั่วคราวก็ตาม ก็รู้ว่าเราได้ทำเหตุนั้นออก แต่ยิ่งทำได้ลงตัวถูกต้องตั้งมั่นก็เป็นอุเบกขาถาวรยั่งยืน การศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าให้ศึกษาที่เวทนานี่แหละ เพราะว่าความทุกข์ความสุขมันอยู่ที่เวทนา คือความรู้สึกหรือเวทนาหรือเรียกว่าอารมณ์ มันอยู่ที่นี่แหละทุกข์สุข เพราะฉะนั้นหัวใจของศาสนาพุทธคือการดับทุกข์ แล้วทุกข์มันอยู่ที่ไหนล่ะ ก็อยู่ที่อารมณ์ที่ความรู้สึก เพราะฉะนั้นเรารู้อารมณ์นี้แล้วก็ตามหาเหตุ ค้นหาเหตุมันว่า เหตุอย่างไรที่มันทำให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกนี้ ตามแยกแยะ วิเคราะห์วิจัยอาการที่มันเกิดเป็นของจริง ในขณะที่เราจะทำงานปฏิบัติธรรม แต่ถ้าไม่มีขอ
อ่านต่อ
งจริงยืนยันอยู่ขณะนี้ให้เราได้เรียนรู้ แล้วก็วิจัยของจริง เราก็วิจัยเปล่าๆลมๆแล้งๆ ไม่มีความรู้สึกสุขความรู้สึกทุกข์ มันไม่ได้อยู่ให้เราได้เห็น ให้เราได้มีความจริง แล้วก็หาเหตุที่มันเกิดจริงๆในขณะนั้นมันเป็นอย่างไร มันไม่ได้ปฏิบัติจริง อันนี้แหละที่อาตมาว่า ศาสนาพุทธน่าจะฉลาดตรงนี้ ผู้ปฏิบัติธรรมทุกวันนี้ไม่ได้คิดอย่างนี้แล้ว ทิ้งเลยไม่มีผัสสะไปนั่งหลับตาเข้าไป แล้วพยายามปฏิบัติให้มันนิ่งให้มันอยู่เฉยๆเป็นอุเบกขา วิธีหนึ่งคือตัดภพ ภพข้างนอก ตา หู จมูก ลิ้นกาย เข้าไปอยู่ในภพในก็ดับภพในอีกให้หยุดนิ่ง ไม่คิดไม่นึกดับความรู้สึกได้ก็ยิ่งดี ไปโน่นเลย เขาก็ได้อุเบกขาเหมือนกัน แต่มันไกลจากศาสนาพุทธ เพราะว่าศาสนาแบบนั้นใครๆก็รู้ได้ง่ายมันไม่ได้ยากอะไร เพราะศาสนาแบบนั้นใครก็รู้ได้ง่าย ใครก็รู้ใครก็เข้าใจไม่ยากอะไรมันเป็นของสามัญปกติ แต่ของพระพุทธเจ้านั้นในขณะสัมผัสกับอย่างอื่นก็รู้อารมณ์ด้วย มันก็มีอารมณ์ 2 สุข หรือทุกข์ที่เก๊ มันเก๊ ตัวนี้แหละที่ว่าสุขหรือทุกข์มันก็ตัวเดียวกัน อุปาทานทำให้เกิดเท่านั้นเอง จริงแล้วมันมีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป แต่คุณไปไม่เข้าใจว่า ทุกข์นี่แหละคือตัวที่คุณต้องอยู่กับมันไปจนตาย คุณต้องรู้เลยว่าไม่มีอะไรในโลกที่คุณต้องอยู่กับมัน นอกจากทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป แต่คุณต้องอยู่กับทุกข์อย่างรู้แจ้งรู้จริงว่า ทุกข์คือความทนได้ยาก ทุกข์คือความมี ทุกข์คือความไม่เที่ยง มันเที่ยงที่ไหนล่ะ มันทุกเศษแห่งวินาที วินาทีมันเป็นเวลาระดับหนึ่งแต่นี่มันเร็วกว่าวินาที มันสั้นกว่าวินาทีอีก มันก็เกิดขึ้นอยู่ แต่มันสั้นกว่าวินาทีอีก เราก็อยู่กับมันอย่างไร จะอยู่กับมันอย่างรู้ทัน รู้เลยว่ามันเกิดขึ้น เราก็อยู่กับมัน เป็นภาระ มันทุกข์นี่เป็นภาระของมนุษยชาติของชีวิต เราจะอยู่กับมันอย่างให้ภาระนี้มันบรรเทา บรรเทาทุกข์ให้มันอยู่ไปด้วยดีสบายๆ เพราะมันหนีไม่ออกหรอกทิ้งไม่ได้ ในร่างกายของเรานี่แหละเป็นตัวภาระทั้งสิ้นเลย หายใจเข้าหายใจออกก็ทุกข์ ที่จริง แต่เรารู้จักอนุโลม ปฏิโลม มันมีก็ให้อยู่กับมันมี หายใจเข้า หายใจออก หากมันขลุกขลักนิดหน่อยชักไม่ดี อาตมาเป็นไม่กี่วันนี้ หายใจเข้าหายใจออกชักจะขาดใจชักจะไม่ดีแล้วนี่ ไม่ไหว ๆๆ มีแต่บ่นอย่างนี้เลย หายใจเข้าไม่หายใจออกระยะหนึ่งถ้าไม่นานนัก ถ้านานเกินก็ตาย 610902_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ เศรษฐกิจสุดวิเศษแบบพุทธกับเพลงความซ้ำซาก