สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน การตายการเกิดอย่างสิริมหามายา.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน การตายการเกิดอย่างสิริมหามายา สิริมหามายาเป็นคำที่ โดยรูปธรรม ชื่อพระมารดาของสัมมาสัมพุทธเจ้า เจ้าชายสิทธัตถะ จะต้องเป็นผู้ที่มี สิทธัตถะ สิทธะ แปลว่าผลสำเร็จ อัตถะ แปลว่าแก่นแท้ ท่านชื่อว่าสิทธัตถะคือผู้ที่มีแก่นแท้แห่งผลสำเร็จ ตั้งแต่ท่านเป็นพระโพธิสัตว์ก็มีพระพุทธเจ้าพยากรณ์ว่าท่านจะต้องเกิดมาเป็นพระพุทธเจ้าองค์นั้นองค์นี้ เมื่อนั้นเมื่อนี่ จะชื่อว่าสิทธัตถะมีอัครสาวกชื่อว่าสารีบุตรกับโมคคัลลานะ เป็นเรื่องอจินไตย จะต้องมี ปัญญา จะต้องมีแม่ชื่อสิริมหามายา ก็คือ มีมายาที่ดี สิริ คือ ดี มหา คือยิ่งใหญ่ มายา แปลว่าความหลอกลวง อะไรกัน จะตั้งชื่อแม่ของพระพุทธเจ้าทั้งที ต้องตั้งชื่อว่าหลอกลวง มายา แม้จะนำหน้าว่าสิริมหามายา แต่เอาชื่อคำว่าหลอกลวงมาใส่ทำไมคำดีๆมีตั้งเยอะ เพราะฉะนั้นจะต้องชื่อนี้ เพราะว่าสิริมหามายาหมายความว่า ความหมายของสภาวะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด สิริมหามายา อาตมานี้ กำลังแสดงสิริมหามายากำลังแสดงเป็นนักเล่นกล กำลังเล่นกลถึงความเกิดความดับ เดี๋ยวก็เกิดเดี๋ยวก็ดับ เดี๋ยวก็ว่าฉันเป็นเดี๋ยวก็ว่าฉันไม่เป็น จริงๆอาตมาเองไม่ได้แสดงอะไรทีเดียวหรอก เหมือนกับคนพูดกลับไปกลับมา แต่เมื่ออธิบายถึงสภาวะอันนั้นเป็นอันนี้ มันก็ต้องอธิบายเป็นอันนี้มันเป็นโลกีย์ ก็กลับมาอธิบาย โลกีย์ อย่างอุเบกขาแบบโลกีย์ เดี๋ยวก็ไปแบบโลกุตระ โดยไม่ได้ขานชื่อว่าอันนี้โลกียะอันนี้โลกุตระ เดี๋ยวก็ไปโลกียะอันนี้เดี๋ยวก็ไปโลกุตตระอันนี้ คนที่ไม่เข้าใจสภาวะก็บอกว่าเดี๋ยวก็พูดอันนี้อันนั้นกลับไปกลับมา อาตมาไม่ได้บอกชื่อว่า อันนี้เป็นโลกียะอันนี้เป็นโลกุตระ คนที่เข้าใจไม่ได้ก็หาว่าอาตมาพูดกลับไปกลับมา คนที่หมุนสมองได้ทันสมัย อาตมาอันนี้พูดโลกียะนะ อันนี้พูดโลกุตระนะ โดย
อ่านต่อ
ไม่ได้พูดกำกับทุกคำคุณก็จับสภาวะทัน ก็เลยเป็นเหมือนสิริมหามายา คนดูไม่ได้ง่ายๆ ก็จะสับสน กลับไปกลับมา เพราะฉะนั้น การเกิดในโลกสมมุติ คือการเกิด ศาสนาพุทธนั้น ยุคปลาย พระพุทธเจ้าเมื่อท่านบรรลุธรรม ก็ว่า ก็มีอธิบายกันแบบ นามธรรม ว่า ก็มีมาร มาเลย นั่งอยู่หน้าพระองค์ แต่สหัมบดีพรหมเป็นคนทักท้วง แต่ที่จริงอาการเดียวกัน มารก็ว่าบรรลุแล้วตายได้แล้ว พระพุทธเจ้าก็บอกว่าการบรรลุ คือการตาย คือการนิพพาน นิพพานแปลว่าตาย ศาสนาพุทธนิพพานแปลว่าตาย จุดสุดยอดของศาสนาแปลว่าตายไม่ใช่การเกิด แล้วยังเกิดอยู่ทำไม ก็ตายเสียสิ มารก็บอก คือมารมันโง่น่ะ เพราะจุดสุดยอดของศาสนาพุทธนั้น ตายแล้วผู้บรรลุแล้วตายแล้วต้องไม่เกิดอีก มารก็โง่ก็บอกว่า บรรลุแล้วจะเกิดอยู่ทำไม มันก็ไม่จริงสิแบบนี้ ก็เลยกลายเป็นว่ามันตายหรือมันเกิดกันนี่ เห็นไหม ตายไม่เกิด พระพุทธเจ้าก็บอกว่าตายยังไม่ได้ เรายังไม่ได้สอน เถรวาทบอกว่าอรหันต์ตายแล้วสูญจึงเป็นมิจฉาทิฐิในเมืองไทย อาตมาบอกว่าอรหันต์ตายแล้วเกิดได้ เขาตีทิ้งเลย มีที่ไหนอรหันต์ตายแล้วเกิด เกิดได้อย่างไร อรหันต์ตายแล้วต้องสูญสิ นี่คือมิจฉาทิฏฐิของชาวพุทธในเมืองไทยน่าสงสารมาก ไม่เข้าใจ โพธิสัตว์ที่อาตมาเอามาอธิบาย ถึง 9 ระดับ เขาไม่ฟังหรอก ก็บอกว่าตายแล้วเกิดไม่ใช่ อรหันต์ตายแล้วเกิดไม่ใช่ เพราะฉะนั้นจึงน่าสงสารซ้ำซ้อนในเถรวาท คือมันสับสนไปหมดเลย จนเขาจะเข้าใจว่า อรหันต์ ถ้าใครบรรลุอรหันต์แล้ว คุณตายแล้วต้องสูญ เกิดอีกไม่ได้ เพราะฉะนั้นผู้ที่เป็นโพธิสัตว์ จะต้องไม่บรรลุอรหันต์ ไม่บรรลุพระอริยะด้วย เพราะอะไร ถ้าหากบรรลุอริยเป็นโสดาบันจะเกิดอีกได้แค่เจ็ดชาติ คุณต้องบรรลุอรหันต์ เพราะว่าโสดาบันเกิดได้อีก 7 ชาติ ก็เลยเข้าใจเป็นตัวตนเกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ 7 ชาติ แล้วเป็นอะไรมันก็ต้องตาย 0 เมื่อคุณเป็นอรหันต์ก็ไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า แล้วจะบำเพ็ญแค่ 7 ชาติและจะเป็นพระพุทธเจ้าได้อย่างไร เพราะฉะนั้นผู้ที่จะไปเป็นพระพุทธเจ้าต้องบำเพ็ญแบบพระพุทธะอิสระ จะไม่เป็นพระโสดาบันสกทาคามีอนาคามี อรหันต์ นี่แหละพวกเถรวาทสอนไว้เหมือนอย่างพระพุทธะอิสระ ท่านไม่เกี่ยวหรอกจะเอาพระโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ ท่านจะทำพระพุทธเจ้าอย่างเดียวจะมาป้องกันศาสนา ท่านไม่เกี่ยวกับพระโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ หากท่านพุทธอิสระได้ฟังก็น่าจะเอาไปไตร่ตรอง ไม่อย่างนั้นผิดหมด ถ้าเป็นพระโพธิสัตว์ไม่มีเบื้องต้นท่ามกลางบั้นปลาย ไม่มีพระโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ อย่างนี้ผิดเพี้ยนนะ โพธิสัตว์ 9 ระดับ 1.โสดาบันโพธิสัตว์ 2.สกิทาคามีโพธิสัตว์ 3.อนาคามีโพธิสัตว์ 4.อรหันต์โพธิสัตว์ 5.อนุโพธิสัตว์ 6.อนิยตโพธิสัตว์ 7.นิยตโพธิสัตว์ 8.มหาโพธิสัตว์ 9.พระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขั้นที่ 10 ไม่มี เป็นกัลกิริยาวตารแล้ว ของพวกฮินดูก็เหมือนกันมีอยู่ 9 ไม่มีปางที่ 10 คือปางที่ไม่มีตัวตน เป็น 0 เพราะฉะนั้นจึงวนไปหมด เป็นพระอริยะก็ไม่ได้เป็นพระอรหันต์ก็ไม่ได้ ก็เลยสับสนไปหมดน่าสงสารมาก เมื่ออาตมาประกาศว่าเป็นโพธิสัตว์เขาก็ตีทิ้ง ก็น่าสงสาร แม้อาตมาไม่พูดไม่บอกก็ยิ่งจะไม่เข้าใจ มันก็จะไม่เป็นปรากฏการณ์แท้ มันจะกลายเป็น ตรรกะ ไม่มีตัวตนพฤติกรรมจริงไม่มีการแสดงออกจริง ก็ยิ่งไม่ละเอียด ก็จะไม่ครบ เป็นความเข้าใจที่ผิดเพี้ยนไปไม่รู้กี่ขั้นตอน เป็นพระโพธิสัตว์ก็บรรลุธรรมไม่ได้ บรรลุรวดเดียวเป็นพระพุทธเจ้าเลย ไม่เกี่ยวกับ พระโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในปหาราทสูตร เรื่องความเป็นลำดับอันน่าอัศจรรย์ ข้อที่ 1 เลยความเป็นลำดับ ลาดหลุมลึกเป็นน่าอัศจรรย์ ไม่โต่งเหมือนเหว ในพระธรรมวินัยก็เป็นเช่นนั้นมีการศึกษาไปตามลำดับปฏิบัติไปตามลำดับ บรรลุไปตามลำดับ ไม่ใช่จะไปบรรลุอรหัตตผลโดยตรง ต้องมีโสดาบันสกิทาคามีอนาคามีอรหันต์ หากโสดาบัน ไม่สามารถอธิบายสังโยชน์ 3 ได้ คนนี้ไม่ใช่อรหันต์แน่ ขยายความไปเลอะเทอะก็เป็นโมฆะ หรือเริ่มต้นปฏิบัติสัมมาสมาธิ 610831_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ พ้นความวนในโลกนี้สู่พ้นทุข์พ้นสุขในโลกหน้า