สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สัมมาทิฏฐิ 10 อันมีผลบรรลุ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สัมมาทิฏฐิ 10 อันมีผลบรรลุ พ่อครูว่า...เรื่องของธรรมะ อาตมาพูดถึงเรื่องสิริมหามายายังไม่เก่ง พยายามอธิบายให้ฟังในสิ่งลึกซึ้ง ในหนังสือคนจนที่มีแบบ ก็ได้เขียนขยายความสิริมหามายาไว้ หลากหลายเหมือนกัน หนังสือคนจนที่มีแบบ จะเป็นหนังสือที่ ไขอะไรอีกเยอะ พิมพ์ไปแล้วเล่ม 1 มาแก้ไข จนป่านนี้ยังแก้ไขไม่เสร็จ จะให้ทันมหาปวารณา ก็เลยเห็นว่าเวลามันไม่มีนะ ก็เลยจะจบเล่ม 1 ก่อน มีอะไรค่อยขยายในเล่มที่ 2 ต่อ ฉบับแก้แล้วไขอีก ก็ต้องพิมพ์ซ้ำอีก ไม่เช่นนั้นมันก็ไม่ครบ มันก็ไม่มีในเล่ม 2 ใช่ไหม อันนี้เติมเข้าไปอีกเท่าตัว ก็เท่ากับเล่ม 1 ที่ขยายไปอีกเท่าตัว มันก็มีความละเอียดเป็นสิ่งละเอียดที่หาได้ยาก จะตกหล่นก็เลยทำใส่เสีย สัมมาสมาธิ อาตมามีความเข้าใจในเรื่องของ สัมมา ต่างๆ ที่น่าสงสารก็เพราะว่า ฌาน สมาธิ ก็ไม่ใช่ของพุทธ อาตมาอธิบายสิริมหามายา เขาก็ตีทิ้ง ต้องอย่างเขายึดถือ ก็ขอบอกว่า มรรคมีองค์ 8 จะต้องเจตนาทำให้จิตเป็นสมาธิ จิตเป็นสมาธิที่สำคัญ สมาธิทุกวันนี้ สมาธิเขาแปลว่าการเพ่งก็ใช่ต้องเพ่งพิจารณาไม่ใช่เพ่งดับ เพ่งพิจารณาแล้วจะเกิดปัญญา เพ่งเกิดปัญญา ก็จะเป็นพลังงานใหม่ พลังงานใหม่นี่คือ อัญญา ปัญญา จะเริ่มสัมมาทิฏฐิไปตามลำดับๆ สัมมาทิฏฐิตามลำดับแล้วจะเกิดกระบวนการของสัมมาทิฏฐิ 10 กระบวนการ เป็นส่วนแห่งบุญ(ปุญญภาคิยา) ให้ผลวิบากแก่ขันธ์(อุปธิเวปักกา).
1. ทานที่ให้แล้ว มีผล(ให้กิเลสลด) (อัตถิ . ทินนัง) . . . . 2. ยัญพิธี (พิธีการปฏิบัติ) ที่บูชาแล้ว มีผล (อัตถิ ยิฏฐัง) ก็คือศีลนี่แหละ ปฏิบัติตามพิธี มาแปลว่า วิธีการที่ปฏิบัติแล้ว วิธีปฏิบัติที่ทำให้เกิดผลที่ได้บูชาแล้ว บูชาคือปฏิบัติบูชา คือทานศีลภาวนา คุณได้ปฏิบัติบูชาและมีผลหรือไม่ นัตถิก
อ่านต่อ
็ไม่มีผล อัตถิก็มีผล 3. สังเวย(เสวย)ที่บวงสรวงแล้ว มีผล (อัตถิ หุตัง) สำนวนก็เข้าใจยาก ปฏิบัติทาน ศีล แล้ว มันเกิดผลสำเร็จบรรลุเป็นความจริงไหม คุณได้มีผลนั้นถูกต้องแล้วได้เสวยผลนั่นไหม คือ หุตัง หุตัง รากศัพท์คือ ฐานความจริง หุตัง มีความจริงที่บรรลุได้ผลไหม จากทานจากศีลนี้ไหม นี่คือ สัมมาทิฏฐิ 3 ข้อแรก สัมมาทิฏฐิ มี 10 ข้อ สามข้อแรก สามข้อที่สอง สามข้อที่สามเป็นเก้า ส่วนข้อที่ 10 คืออาตมา เป็นสมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง เป็นสยังอภิญญา ประกาศโลกนี้โลกหน้าให้รู้อย่างแจ่มแจ้ง สัจฉิกัตวา ด้วยสยังอภิญญาของตนเอง ขยายความโลกนี้โลกหน้าหรือโลกต่างๆ โลกโลกียะ โลกโลกุตระ เป็นธรรมะ 2 ในโลกต่างๆ คุณลดความวนได้ก็เป็นอีกโลกใหม่โลกหนึ่ง โสดาบันลดโลกอบาย ไม่มีความวนในโลกอบาย แต่สุดท้ายคุณก็ต้องเดินไปอีก ก็ดับโลกกาแฟได้ ซดกาแฟเป็นอบายมุข เหมือนคุณลึกลึก ก็เดินไปกินกาแฟ การที่จะหยุดไม่ต้องไปไม่ต้องวนอีกแล้วในเรื่องนี้ พูดถึงเรื่องนี้ก็ระลึกถึงน้องเขยติดบุหรี่ บุหรี่หมด บ้านเขาอยู่ในซอยลึก ไปติดบุหรี่ จนอยากจะสูบมากจะต้องเดินออกมาซื้อ จะเดินออกมาก็เกรงใจเมีย ก็ออกมา เมียก็บอกว่าจะเดินไปไหนพี่ ก็เลยบอกว่าจะเดินไปซื้อบุหรี่ ก็ว่ากันไปตามประสา น้องเขยก็เสียไปแล้ว เหลือแต่น้องสาว มันเป็นเรื่องจริงก็เลยเอามาประกอบอธิบาย คือคนติดก็ต้องวนเวียนอยู่ในโลก จะให้เดินออกมาซื้อแล้วจะขับรถออกมาก็กลัวเมียจะรู้ แต่เมียก็รู้ได้ การที่มันไม่จบ โลกนี้ อยังโลโก หรืออิมัญจโลกัง ปรัญจโลกัง แปลว่าโลกอื่น คำว่าอื่น พยัญชนะ ประ อัญญะ อัญญะก็แปลว่าอื่น แต่ว่าอื่นที่ลึกซึ้งกว่า ประ คือทั้งรูปและนาม ส่วนอัญญะคือธาตุจิต สำคัญมากเป็นธาตุรู้โลกุตระตัวแรกที่ต่างจากธาตุโลกียะ เป็นธาตุใหม่ที่ต่างจากโลกียธาตุ เป็นธาตุรู้ตัวใหม่ที่ไม่เหมือนเก่า มันคนละขั้วเลย เริ่มต้นธาตุก็เรียกว่า อัญญะ อัญญะแปลว่าอื่น ไม่ได้แปลว่ารู้นะแต่ก็เป็นธาตุรู้ อัญญะเกิดมาเป็นหนึ่ง เป็นอัญญะ เป็นเอกพจน์ยังไม่เรียกว่าธาตุรู้ เป็นธาตุอื่น ตื่นจากอะไร จากโลกโลกียะ เป็นความรู้ที่ไม่ใช่โลกียะแล้ว มันจะเกิดไม่ได้จากศาสนาใดๆเลยนอกจากศาสนาพุทธเท่านั้น พระพุทธเจ้าท่านมาประกาศศาสนา ปุ๊บ พอเทศน์เรื่องอนุปุพพิกถา เทศ อนัตตลักขณสูตร ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร โกณฑัญญะเกิด อัญญะ เอามารวมกัน อนุปุพพิกถา มีอนัตตลักขณสูตร กับธัมมจักกัปปวัตตนสูตร สองสูตรนี้ เพราะฉะนั้นพราหมณ์ 5 คนนี้ ฟังธรรมะพระพุทธเจ้า ธัมมจักกัปปวัตตนสูตรคืออันนี้ คืออนุปุพพิกถากับอนัตตลักขณสูตร เป็นธรรมะ 2 โกณฑัญญะก็เกิดธาตุใหม่ อัญญธาตุ พระพุทธเจ้าก็บอกว่า อัญญาสิ อัญญา แปลว่าความรู้เป็นพหูพจน์ อัญญะ แปลว่าธาตุอื่น ตัวใหม่ของโลกุตระ ยังไม่เป็นตัวรู้ แต่ธาตุรู้อันใหม่ ได้เกิดในจิตของอัญญาโกณฑัญญะได้แล้ว มีผู้รู้ได้แล้ว ธาตุรู้นี้มีผู้รับรู้ได้ ท่านมีญาณหยั่งรู้บุคคล เกิดปั๊บรู้ปุ๊บ เร็วมาก อาตมานี่พอรู้แล้วว่า เมื่อเวลาพูดอธิบายธรรมะ คนนี้อ๋อ เข้าใจธรรมะลึกซึ้งได้ก็เหมือนกัน แต่ไม่ได้รู้รายละเอียดเท่าอย่างนั้นยังไม่เก่ง แต่ก็พอรู้ คุณจะพอรู้ไหมว่าอธิบายไปแล้วเขารับได้ ของพระพุทธเจ้าท่านมี มุทุภูตธาตุรู้เร็วไว ยิ่งกว่า C 1000 อัญญาสิ วตโพโกณฑัญโญ รู้แล้วหนอ อาตมาเอาโลกุตรธรรมมาประกาศพวกเราก็รู้ตาม ได้คนที่มีความรู้รบกวนแต่ละทำขึ้นมาจนปรากฏการณ์จริงเกิด มีสังคมคนอาริยะคนโลกุตระ ได้จริง ทางเถรวาทยึดมั่นถือมั่นเขาไม่ฟังด้วยซ้ำ จะมีคนที่แอบฟังคือพระสารีบุตรนั่งฟังพระพุทธเจ้า เทศน์ให้พระพุทธมารดา อยู่ที่ตีนเขาสิเนรุ เป็นบุคลาธิษฐาน ใครก็ตามที่แอบฟังอยู่นี่ หรือฟังอยู่ พวกเราฟังเต็มๆแอบ แต่มีคนแอบฟังเปิดโทรทัศน์ฟัง แอบฟัง นั่นแหละเป็นสารีบุตรที่ฟังอยู่ตีนเขาสิเนรุ อาตมาก็เทศน์ให้มารดาฟัง พวกคุณนี่คือมารดา พวกคุณคือมาตาในสัมมาทิฏฐิ 10 คือแม่ที่จะไปแพร่ลูกเกิดลูกออกต่อไป เป็นแม่เลี้ยงกับแม่นม ใครเจโตก็เป็นแม่นม ใครเป็นปัญญาก็เป็นแม่เลี้ยง นี่แหละใครสายเจโตใครสายปัญญา อาตมาก็ฟัง บรรดาแม่ทั้งหลายที่จะไปเกิดลูกเป็นสัตว์โอปปาติกะ กันต่อไป นี่คือ สัมมาทิฏฐิที่อธิบาย ข้ามไปหา มาตา ปิตา สัตว์โอปปาติกะ ผู้ที่เข้าใจโลกนี้โลกหน้าเข้าใจโลกียะโลกุตระ อกุศลกับกุศลก็เป็นโลก โลกที่มันวนอยู่ในความสุขกับทุกข์ก็เป็นโลก คนที่หมดโลกดับโลกได้คือคนที่เหนือโลก และหมดโรค ราคะโทสะ โมหะ ก็หมดโลก ดับโลกได้ ไม่หมุนเวียนไม่ไปไม่มา ไม่ สูญ นิวตรอน กลางไม่เคลื่อน เฉยๆ ไม่อยากไม่มี ไม่ไม่อยากไม่มี ผู้ที่สามารถแยกโลกียแยกโลกุตระออกก็คือผู้ที่สามารถ รู้ ข้อ 5 6 โลกนี้โลกหน้า 5. โลกนี้ มี (อัตถิ อยัง โลโก) หมายถึง วนในโลกีย์เดิมๆ . . 6. โลกหน้า มี (อัตถิ ปโร โลโก) หมายถึง โลกโลกุตระ จนเป็นผู้ที่มีโลกหน้าสมบูรณ์ คนที่จะรู้โลกหน้า ต้องรู้โลกนี้ก่อน เอาแต่รู้โลกหน้าอย่างเดียวไม่รู้โลกนี้ จะไปออกจากโลกนี้ได้อย่างไร คุณก็ต้องรู้จักโลกนี้ รู้จักอาการของจิตที่ติดยึดในโลกนี้ รสเอร็ดอร่อยมีตัวตนในโลกนี้ จนกระทั่งคุณรู้ลดละแล้วในความเอร็ดอร่อยในความทุกข์ความสุข ลดอาการกิเลส จนมันไม่สุขไม่ทุกข์ อร่อยก็ไม่มีไม่อร่อยก็ไม่มี ไม่มีทั้งอร่อยและไม่อร่อย กลางๆ กินระกำมันก็มีรสอย่างนี้เปรี้ยวหวานอย่างนี้ ก็รู้ความจริงตามความเป็นจริง จิตจะชอบหรือไม่ชอบก็ไม่มี รู้ความจริงตามความเป็นจริง ถ้ามีชอบหรือไม่ชอบแม้แต่มีอาการนิดน้อย 1 ก็จะรู้จักความต่าง โสดาบันก็จะหยาบ สกิทาคามีก็ละเอียดขึ้น อนาคามีอรหันต์ก็ละเอียดมากขึ้น แม้ความต่างนิดหน่อยก็อ่านสภาวะจิตได้ ผู้จะรู้จักเวทนาในเวทนา 108 จึงสามารถที่จะแยก เคหสิตะกับเนกขัมมะได้จริง ผู้ปฏิบัติธรรมไม่มีผัสสะก็ไม่มีเวทนา ไปนั่งหลับตาไม่มีเวทนา ก็ไม่รู้จัก มโนปวิจาร 18 ก็สุญโญ ไม่มีทางที่จะเป็นอรหันต์ ไม่มีทางลดละกิเลสเป็นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ได้เป็นโมฆะบุรุษ ขอย้ำแล้วย้ำอีก คนนั่งหลับตาปฏิบัติเป็นโมฆะบุรุษจากศาสนาพุทธ เอาแรงงาน แรงความคิด ทุนรอน สามอย่างนี้คืนมาได้ สรุปแล้ว นี่แหละคือความสูญเสียของมนุษยชาติ น่าเสียดายมาก เอาเวลามาศึกษาสิ่งที่เป็นสัมมา เอาแรงงานมาปฏิบัติที่เป็นสัมมา แรงงานคุณมีเท่าไรคุณไม่ต้องไปนั่งหลับตาไม่ต้องไปหาสถานที่ ไม่ต้องไปเสียเวลาอะไร ปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้าให้ชัดเจน ยืนเดินนั่งนอนปฏิบัติธรรมหมด ทำงานอาชีพทุกคำกิริยาเรียกว่า กัมมันตะ พูดอยู่คิดอยู่ก็ปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้าตลอด ไม่ได้ไปแยกเวลาไม่ได้แยกสถานที่ไม่ได้เปลืองเวลาสถานที่ ไปเสียเวลาที่ไหนเลย ปฏิบัติอยู่ในปัจจุบันนี้ทั้งนั้นเลย รู้จักผัสสะ อ่านจิตให้ออกแยกจิตให้เร็วขึ้น มันไม่รู้ก็เอาทีละอย่าง สัมผัสกับสัตว์ก่อนเรื่องอื่นไม่ต้องพูดถึง สัมผัสกับสัตว์โดยเฉพาะกับคน สัตว์ต่างๆไม่ต้องไปยุ่งกับมัน มันเกิดมันเป็นอะไรก็อย่าไปยุ่ง อย่าไปจับมันกินมากิน ยิ่งเอามาเลี้ยงก็บ้าใหญ่ จะไปผูกพันมันทำไม สัตว์มันก็มีวิบากของมันให้มันไปของมัน มันมาอยู่ใกล้ถ้าเห็นแล้วช่วยมันได้ก็ช่วย เช่นมันตกในถังส้วมก็ช่วยมันขึ้นมาบ้างเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นเราวิบากก็มากแล้ว ไม่ต้องไปเชื่อมโยงวิบากดีกับมันหรือชั่วกับมัน ขนาดนี้ก็เอาเวลา ทุนรอนปฏิบัติธรรมที่เป็นมรรคมีองค์ 8 ปฏิบัติธรรมสัมมาสมาธินั้นปฏิบัติมรรคทั้ง 7 องค์ ไม่ได้บอกให้ไปนั่งหลับตา โว้ย มันพูดมามากแล้วออกเสียงมากแล้ว โว้ยนี้ ไม่มีเสียงดังจะออกอย่างนั้นแล้วนะ โว้ย คือคำอุทานที่ดังออกมาแรง แต่อาตมาออกเสียงสรภัญญะธรรมดาไม่ได้ออกสำเนียง สมณะฟ้าไทว่า...วันนี้พ่อครู อธิบายธรรมะปรมัตถ์ 2 ชั่วโมง ความจริงอยากจะฟังตอน อีกอย่างหนึ่งก็อยากให้พ่อครูพัก ก็ต้องตัดใจอยากฟัง มันก็เป็นสิ่งที่ กาละนี้ พ่อครูอายุมากแล้ว แม้ยังไม่มาก แต่วันนี้เรามาดับความวน ความวนของโลกกิเลส พ่อท่านยกตัวอย่างกาแฟ หลายคนสะดุ้งเฮือกเลย ใครไปคำกลางบ่อยๆ ดับโลกนี้ที่เป็นปัจจุบันไปสู่โลกอื่น อธิบายอัญญะ คือธาตุใหม่ ยังไม่เป็นธาตุรู้นะ 610831_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ พ้นความวนในโลกนี้สู่พ้นทุข์พ้นสุขในโลกหน้า