สื่อธรรมะพ่อครู(พรหมวิหาร 4) ตอน เมตตากับอุเบกขาของพุทธ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(พรหมวิหาร 4) ตอน เมตตากับอุเบกขาของพุทธ _ชานติ ขอคำอธิบายเชื่อมโยงระหว่างคำว่า "อิตถีลิงค์ - ปุงลิงค์ - นปุงสกลิงค์ - อุเบกขา - เมตตา และสิริมหามายา" พ่อครูว่า...ถ้าตอบอันนี้แล้วจะได้อธิบายถึงเศรษฐกิจไหมนี่ อยากให้อาตมาอธิบาย อิตถีลิงค์ เพศหญิง- ปุงลิงค์ เพศชาย- นปุงสกลิงค์ ไม่มีเพศ - อุเบกขา คือจิตกลางๆเฉยๆโดยเฉพาะในศาสนาพุทธอุเบกขาเป็นฐานของนิพพาน ถ้าใครสามารถทำจิตให้เกิดอุเบกขาโดยสายปัญญา ถ้าอุเบกขาโดยสายเจโตสายเทวนิยม เขาก็ทำอุเบกขาได้ นั่งหลับตาสมาธิและก็วางเฉย ลืมตาเขาก็ฝึกว่างรู้นิ่งเฉย อย่างเช่นสายท่านพุทธทาสเป็นต้นรู้นิ่งเฉย เป็นการทำอุเบกขาแบบลืมตาสมถะเท่านั้น มันไม่เป็นวิปัสสนา ไม่สามารถรู้จักเวทนา 108 โดยเฉพาะมโนปวิจาร 18 ที่เป็นแกนเวทนาในเวทนาจะต้องแยกออกว่าเวทนา 18 เป็นโลกีย์อาการอย่างนี้โลกีย์ จะต้องเปลี่ยนให้เป็นเนกขัมสิตอุเบกขา หากดีใจอย่างนี้โลกีย์ต้องเปลี่ยน มันไม่ได้เกิดจากกิเลสลดเลยเป็นตัวดีใจที่ได้เกิดจากลาภยศสรรเสริญโลกียสุขหรือเกิดจากอัตตาตัวเอง จิตคุณสงบคุณก็ดีใจเพราะว่าจิตของคุณสงบ อันนี้ก็ยังเป็นเคหสิตอุเบกขา สายหลับตาตีทิ้งเลย ไม่มีเนกขัมสิตอุเบกขา ปฏิบัติธรรมต้องลืมตามีผัสสะทางทวารทั้ง 6 เวทนา 108 เกิดจาก เวทนาสุขทุกข์อุเบกขา ในทางทวารทั้ง 6 แล้วอยากเป็นเนกขัมมะ กับเคหสิตะอีก เป็นมโนปวิจาร 18 หากไม่ลืมตาจะไม่สามารถรู้เวทนาเหล่านี้ได้เลย สัมผัสแล้วแยกอ่านอาการเวทนา อ่านอาการกิเลสได้ เอาจิตที่มันอยากมันชอบนี่แหละให้ลดลงๆ ต้องลดตัวกิเลสถูกด้วยนะ เรียก สักกายทิฏฐิ เป็นตัวแรกของสังโยชน์ 10 หากทำไม่ถูกจะไปบรรลุธรรมได้อย่างไร มันเป็นบทที่ 1 โดยการวิปัสสนาในการทำกิเลสออกเป็นเนกขัมมะ จะดีใจหรือเสียใจก็แล้วแต่ จะทุกข์หรือสุข โสมนัสโท
อ่านต่อ
มนัส คนเกิดอาการโสมนัส คุณก็รู้ว่าอันนี้มันเกิดจาก กาม พยาบาท คุณก็ต้องลด กาม พยาบาท แต่คุณไม่ได้วิจัยเวทนาในเวทนาเหล่านี้เลย สายหลับตานั่งสมาธิจึงตีทิ้งได้เลย ไม่มีทางเป็นอรหันต์ของพุทธ มีแต่มิจฉาอรหันต์ มิจฉาสมาธิ มิจฉาฌาน มิจฉาวิมุติ วิโมกข์ มิจฉาหมด ขออภัย ไม่ได้ดูแคลนกดข่ม แต่สงสารจริงๆ ถ้าหากท่านฟังธรรมะด้วยดีแล้วเปลี่ยนมาศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้า วิปัสสนาแบบพระพุทธเจ้าจะได้ทำฌาน แบบพุทธ จะได้เกิดสมาธิแบบพุทธ จะได้วิโมกข์วิมุติแบบพุทธ ซึ่งไม่ได้ผิดเพี้ยนมานาน ก็ขอยืนยันว่ามันไม่ถูกเลยเป็นสิ่งที่ผิด นั่งหลับตานั้น ถ้าไม่สัมมาทิฏฐินั่งหลับตาไม่เป็นอุปการะมากเลย พระพุทธเจ้าตรัสว่า นั่งหลับตาทำสมาธิเป็นอุปการะมาก หากคุณสัมมาทิฏฐิ จะรู้ว่านั่งหลับตาไม่ได้ปฏิบัติธรรมของพุทธ จะได้รู้ว่านั่งหลับตาได้นั่งสงบพักผ่อน 1. ได้พักผ่อนแบบสงบจิต มีอุปการะมาก 2. ศึกษาเพิ่มทักษะในเจโตสมถะ และใช้ตรวจอ่าน ภาวะจิตต่างๆ ในภวังค์ 3. เอื้อให้ปฏิบัติเตวิชโช (ทบทวน) ได้อย่างดี . 4. สร้างพลังทางจิต ที่จะนำไปทำฤทธิ์ต่างๆ (แต่ฤทธิ์ในพุทธศาสนา หมายถึง ฤทธิ์ที่ระงับ ดับกิเลส เพื่อไปสู่นิโรธ-วิมุติ-วิโมกข์-นิพพาน) พยัญชนะที่พูดนี้ คนที่เข้าใจสภาวะอย่างนี้ก็จะตรวจสอบได้ไปตลอดเลย ไปนั่งหลับตาก็ได้พวกนี้ คนที่ทำไม่ถูก ไปนั่งหลับตาจะทำสมาธิ ทำฌาน จึงเป็นมิจฉาทิฐิไปหมดเลย ถ้าหากนั่งสมาธิที่ไม่รู้ว่านั่งหลับตาไปทำไม ดี ไม่ดี ไปนั่งหลับตาแล้วจะเห็นเทวดา มหาบัวเขียนว่าอ.มั่นสอนเทวดาเยอรมัน ก็สอนภาษาทางธรรม ก็เก่งเนาะ สอนโดยไม่ใช้ภาษา เป็นเรื่องพิลึก อาตมาเห็นชัดว่า มิจฉาทิฏฐิไปไกล เรื่องมิจฉาสมาธิ แล้วก็บอกว่าบรรลุอรหันต์อีก ก็ต้องขอคารวะเคารพจริงๆในสิ่งที่ต้องพาดพิงถึงภันเต คนที่เขาเคารพกันเยอะแยะ อาตมาก็พูดทางวิชาการเป็นความรู้ทางธรรม ไม่ได้ตั้งใจข่มละเมิดอะไร ถ้าเผื่อว่า ไม่เข้าใจอุเบกขา อุเบกขาเป็นฐานนิพพาน ถ้าเข้าใจทำได้จะรู้ว่ามีองค์ธรรม 5 ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา เราก็จะรู้ว่า ปริสุทธา กิเลสไม่เกิดอีกถาวรยั่งยืน ปริโยทาตา มันเป็นความสะอาดบริสุทธิ์ที่แม้จะกระทบกระแทกอย่างไรจะมีสัมผัสแตะต้องอย่างไร กับสามัญที่เรามีชีวิต กระทบกระเทือนยั่วยุอย่างไรจิตก็ยังสะอาดบริสุทธิ์ ปริโยทาตา มุทุ ความแววไวคล่องของธาตุจิต ก็จะแคล่วคล่องทั้งเจโตและปัญญา ทำได้ยังไม่แปรเปลี่ยน หรือจะอนุโลมร่วมรับรู้ เออออห่อหมกกับเขา ก็สามารถอนุโลมกับเขาได้โดยจิตเราไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร อันนี้แหละคือสิริมหามายา อาตมา อธิบายด้วยนัจจะวาทิตะ นี่แหละคือสิริมหามายา ดุเหมือนดูเหมือนโกรธไม่ชอบใจแต่อาตมาไม่มีจิตอย่างนั้นเลยอาตมาจิตว่างแต่อนุโลมแสดงท่าที ท่าทีนี้เหมือนไม่ชอบใจ ท่าทีนี้เหมือนแรง เหมือนมีอารมณ์ จะให้มีก็ได้ไม่มีก็ได้ทั้งภูมิปัญญาก็รู้เร็วไว ปรับเปลี่ยนก็ได้เร็วไว มันจะมีปัญญาแทรกว่าเราอนุโลมแล้วมีกิเลสมาแทรกไหม อนุโลมแล้วกิเลสเราไม่แทรก ก็จะรู้ซ้อนอยู่ในนั้น คือมุทุภูตธาตุ ผู้ที่ทำอย่างนี้ได้ ทุกกรรมก็ปโหติ ทำได้อย่างเหมาะควรพอดี เพราะว่ามีสัปปุริสธรรม 7 มีมหาปเทส 4 สามารถควบคุมกายกรรมวจีกรรมกับข้างนอก เหมาะสม ทั้งในการกาลัญญุตา ทั้งในสัปปุริสธรรม 7 อุเบกขาจะเจริญขึ้น ทำกรรมการงานได้เหมาะควร กัมมัญญตา สุดท้ายก็มีชีวิตอยู่อย่างสะอาดหมดจดผ่องใสตลอดกาลนาน คือปภัสสรา นี่คือสุดยอดของอุเบกขา 5 แล้วก็มาหาเมตตา เมตตาเป็นองค์ธรรมรวมของผู้ที่มีจิตบริสุทธิ์ เป็นพรหม จิตสะอาดบริสุทธิ์แล้วทำงานอยู่กับโลก ก็มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นพรหมสี่หน้า เป็นพรหมสี่ลักษณะ เมตตาคือจิตที่เห็นผู้อื่นเป็นทุกข์ หรือแม้แต่ผู้อื่นที่มีสุขก็น่าสงสาร เพราะคนติดความสุขนี้มันไม่อยากออก แต่คนติดในความทุกข์นี้จะไม่อยากจะอยากได้อยากจะเอาออก แต่คนที่มิจฉาทิฏฐิจมอยู่กับความสุขนี้มันจมอยู่อย่างแนบเนียน ลึก ไม่ค่อยรู้ตัวได้มากนัก คนติดสุขจึงหนัก คนติดทุกข์ก็มาโซคิส หรือพวกซาดิสม์ เป็นสายชอบทรมาน ชอบเจ็บชอบรุนแรง ตนเองถูกกระทบกระแทกกระเทือนเจ็บยิ่งดีใจ ยิ่งจะไปกันใหญ่เลย มาโซคิสม์ การติดสุข เป็นสิ่งน่ากลัวมากเพราะมันเพลิดเพลิน แต่การติดในความทุกข์นี้ใครบอกก็เข้าใจได้ง่าย จะเป็นซาดิสก์หรือมาโซคิสก็ตาม ชอบดูมวยชอบดูเกมรบราฆ่าฟันเลือดสาดหนังบู๊ พวกนี้ไม่รู้ตัวเลย ว่าสั่งสมความอำมหิตใส่ตัวหนักเข้าไปเลย พวกบันเทิงโรแมนติกอิซึ่ม ปรุงแต่งเยิ้มไปหมด มันไม่มีที่สิ้นสุดหรอกในทาง ปฏิฆะหรือกามราคะ คนไม่รู้จักกำจัดขอบเขตในอารมณ์ของตัวเองก็ไปไม่มีที่สิ้นสุด ไม่รู้จะสอนกันอย่างไร เมตตา อยากให้เขาพ้นทุกข์ กรุณา อยากให้เขาเป็นสุข โลกีย์ก็จะเข้าใจอย่างนั้น มุทิตา ก็คือ เขาแปลว่ายินดี ที่เขาพ้นทุกข์ ยินดีที่เขามีสุข คือไม่ได้หลุดพ้นอะไร ไม่มีอุเบกขาเลย ทางโลกีย์ ไม่ติดสุขก็ทุกข์ อยู่อย่างนี้ ไม่ได้ออกจากโลกีย์เลย เพราะฉะนั้นอุเบกขาเขาก็ยิ่งแย่ใหญ่เลย เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นความบริสุทธิ์ 4 ขั้น หนึ่งเมตตา เห็นเขาเป็นทุกข์ หรือเห็นเขาติดในความสุข ปรารถนาที่จะให้รู้ว่าเขาติดในความทุกข์มันก็ไม่ดี ติดในความสุขก็ยิ่งแย่ใหญ่เพราะว่ามัน เนียน ก็อยากจะให้เขาหมดทุกข์หมดสุข สอง กรุณาคือลงมือช่วย กรณะเลย สาม ช่วยเขาได้สำเร็จ ก็มุทิตา ยินดีที่เขาพ้นทุกข์พ้นสุข สี่ จบเรื่อง อุเบกขา ไม่ได้ยึดติดในผลงานของฉัน คุณจะต้องมีกตัญญูกตเวทีทวงบุญคุณ ฉันเป็นเจ้าหนี้บุญคุณ อุเบกขาของโลกุตระไม่มี ทำแล้วก็จบ ไม่ได้มีภพชาติไม่ได้มีดีมีชั่ว ไม่มีบุญคุณ ไม่มีทุกข์ภัยอะไร เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ที่เข้าใจยังไม่เป็นโลกุตระ ก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร ก็เป็นเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาแบบโลกียะวนอยู่ในนี้ อธิบายแบบเละเทะปนเป อาตมาก็ตามไม่ไหว แล้วแต่อาจารย์คนไหนจะอธิบายกันไปไม่อยู่ในร่องรอย ตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอน 610831_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ พ้นความวนในโลกนี้สู่พ้นทุข์พ้นสุขในโลกหน้า