08. บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยฯ_230461.docx
เนื้อหาในไฟล์
บทที่ 2 เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การ ศึกษา วิจัย เรื่อง ผลของการ พอกสมุนไพรต่ออาการปวดเข่าของผู้สูงอายุ ในเขตเทศบาล ตำบลดอนตาล อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหารเป็นการศึกษาแบบกึ่งทดลอง ( Quasi - Experimental Research ) ผู้วิจัยได้ทบทวนแนวคิดทฤษฎีและวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องในงานวิจัยดังนี้ 1. แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับผู้สูงอายุ นิยามผู้สูงอายุ 2 . 1 ความหมายของผู้สูงอายุ 2 . 2 เกณฑ์การแบ่งช่วงอายุ 3. โรคข้อเข่าเสื่อมในผู้สูงอายุ 3 . 1 ปัญหาโรคข้อเข่าเสื่อมในผู้สูงอายุ 3 . 2 อาการของโรคข้อเข่าเสื่อม 3 . 2 วิธีบำบัดรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม 3 . 4 วิธีประเมินและวัดระดับอาการปวดเข่า 4. การบรรเทาอาการปวดด้วยความร้อนและความเย็น 4 . 1 คุณสมบัติของความร้อนในการบรรเทาอาการปวด 4 . 2 คุณสมบัติของความเย็นในการบรรเทาอาการปวด 5. การแสวงหาแนวทางในการรักษาพยาบาลอาการปวดเข่า 5 . 1 แผนปัจจุบัน 5 . 2 แผนไทย 5 . 3 แผนทางเลือก 6. ทฤษฏีสมดุลร้อนเย็นของหลักการแพทย์วิถีธรรม 7. การพอกสมุนไพร 7 . 1 ความหมายของการพอกสมุนไพร 7 . 2 ส่วนประกอบในการพอกสมุนไพร 7 . 3 วัสดุ อุปกรณ์ และวิธีการพอกสมุนไพร 7 . 4 ประโยชน์และข้อควรระวังในการพอกสมุนไพร 8. สรรพคุณของสมุนไพรในตำรับพอกสมุนไพรฤทธ์เย็น 8 . 1 ย่านาง 8 . 2 ว่านกาบหอย 8 . 3 ต้นกล้วย 8 . 4 เบญจรงค์ผงถ่าน 8 . 5 ดินสอพอง 8 . 6 ผงถ่าน 9. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง แนวคิดและทฤษฏีที่เกี่ยวข้อง กับ ผู้สูงอายุ ทฤษฎีของความสูงอายุ มีหลากหลายทฤษฎีในการศึกษาครั้งนี้ขอกล่าวถึงเพียงบางทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพพอสังเขป ดังนี้ 1. ทฤษฎีทางชีววิทยา ( Biology Theory ) เป็นทฤษฎีที่อธิบายกระบวนการสูงอายุขั ้ นพื้นฐาน ของ
อ่านต่อ
สิ่งมีชีวิตและช่วยตอบคำถามเกี่ยวกับการสูงอายุว่าการสูงอายุของเซลล์ที่เกิดขึ้นได้อย่างไรรวมถึงอะไรเป็นตัวกระตุ้นในกระบวนการสูงอายุ การเปลี่ยนแปลงที่สัมพันธ์กับอายุเนื่องจากเชื่อว่า มนุษย์ประกอบด้วยองค์ประกอบใหญ่ ๆ 3 อย่าง คือ เซลล์ที่สามารถเพิ่มตัวเองตลอดชีวิต เซลล์ที่ไม่สามารถ เพิ่ม ตัวเองตลอดชีวิต เซลล์ที่ไม่สามารถแบ่งตัวเองและองค์ประกอบอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เซลล์ได้แบ่งเป็นทฤษฎีย่อย ได้แก่ ทฤษฎีว่าด้วยอนุมูลอิสระ ( Free Radical Theory ) ทฤษฎีว่าด้วยการสับสน ของคอลลาเจน ( Collagen Loss Linkage Theory ) ทฤษฎีว่าด้วยภูมิคุ้มกัน ( Immunologic Theory ) (อาทิตยา ทะวงค์. 2553 : 8 - 9 ) ทฤษฎีว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงและความผิดพลาดของเซลล์ร่างกาย ( Somatic Mutation and Error Theories ) กล่าวถึงภาวะการแบ่งตัวผิดปกติทำให้เกิดการสูงอายุได้เร็วขึ้น เช่น การได้รับ รังสีเล็กน้อยเป็นประจำ วัยสูงอายุจะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของ DNA และถูกส่งต่อไปยัง RNA และ เอนไซม์ที่เพิงสังเคราะห์ใหม่ เอนไซม์ที่ผิดปกตินี้จ ะผลิตสารชนิดหนึ่งขึ้นภายในเซลล์ มีผลต่อขบวนการเผาผลาญซึ่งอาจจะเสื่อมหรือสูญเสียสมรรถภาพ (อาทิตยา ทะวงค์. 2553 : 9 ) ทฤษฎีว่าด้วยยีน ( Genetic Theory ) เชื่อกันว่าการสูงอายุนั้นเป็นลักษณะที่เกิดขึ้นตาม กรรมพันธุ์ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างของอวัยวะบางส่วนของร่างกายคล้ายคลึงกันหลายชั่วคน เมื่ออายุมากขึ้น เช่น ลักษณะผมหงอกเร็ว ศีรษะล้าน เป็นต้น (อาทิตยา ทะวงค์. 2553 : 9 ) ทฤษฎีว่าด้วยความเครียดและการปรับตัว ( Stress - Adaptation Theory ) ทฤษฎีนี้ กล่าวว่าความเครียดที่เก ิ ดขึ ้ นในชีวิตประจำวันมีผลทำให้เซลล์ตายได้ บุคคลที่ต้องเผชิญความเครียดบ ่ อย ๆ รวมทั้งหน้าที่ของร่างกายและโครงสร้างมีการใช้มากจะทำให้เซลล์หมดอายุหรือตายได้จะทำให้บุคคลนั้นเข้าสู่วัยสูงอายุเร็วขึ้น (อาทิตยา ทะวงค์. 2553 : 9) ทฤษฎีทางสังคมวิทยา ( Sociologic Theory ) เป็นทฤษฎีที่อธิบายวาสังคมมีอิทธิพลต ่ อ ผู้สูงอายุ อย่างไร และผู้สูงอายุมีอิทธิพลต่อสังคมอย่างไร โดยเน้นที่การปรับตัวของผู้สูงอายุเมื่อต้อง สูญเสียบทบาทในสังคม ได้แก่ ทฤษฎีการไร้ภาระผูกพัน ทฤษฎีกิจกรรม ทฤษฎีบทบาท ทฤษฎีความต่อเนื่อง ทฤษฎีวัฒนธรรมย่อย และทฤษฎีลำดับชั้นอายุ (อาทิตยา ทะวงค์. 2553 : 11 ) นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงของร่างกายตั้งแต่เกิดจนเป็นผู้สูงอายุมี 2 กระบวนการ คือ กระบวนการเจริญเติบโต ( Growth or Involution ) และกระบวนการเสื่อมสลาย ( Atrophy or Involution ) ซึ่งกระบวนการทั้งสองจะเกิดคู่กันไปตลอดเวลา ในวัยทารกถึงวัยหนุ่มสาวกระบวนการเจริญเติบโต จะมีมากกวากระบวนการเสื่อมสลายและเมื่ออายุประมาณ 20-40 ปี กระบวนการทั้งสองจะเกิดในอัตราไล่เลียกันและจะเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ ต่อจากนั้นเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากความมีอายุ จะเกิดขึ้นกับทุกระบบของร่างกาย ( อาทิตยา ทะวงค์. 2553 : 13 ) ส่วนการเปลี่ยนแปลง ด้านจิตใจและด้าน อารมณ์ ( Psychological Change ) พบว่ามีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและสังคมด้วย (อาทิตยา ทะวงค์. 2553 : 17 ) อีกทั้งผู้สูงอายุมีการเจ็บป่วยเรื้อรังและความเสื่อมในการทำหน้าที่ ( Chronic Illness and Functional Impairments ) ของอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย จากการศึกษาในอเมริกาพบว่าร้อยละ 21 ของประชากรเป็นผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป และร้อยละ 80 ของประชากรกลุ่มนี้ต้องทุกข์ทรมาน จากปัญหาการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรั้งอย่างน้อย 1 ปัญหา ผู้สูงอายุจะมีข้อจำกัดในการทำหน้าที่มากขึ้น เป็นเงาตามตัวแต่ข้อจำกัดส่วนใหญ่ต้องการการปรับตัวในชีวิตประจำวันเพียงเล็กน้อยแต่ข้อจำกัดบางอย่าง ได้แก่ การมองเห็น การเคลื่อนไหว ทำให้ผู้สูงอายุต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากผู้อื่น และการเจ็บป่วยเรื้อรังมีผลให้แบบแผนการดำเนินชีวิตเปลี่ยนแปลงเนื่องจากต้องเดินทางไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล ต้องรับประทานยาเป็นประจำและอาจได้รับผลข้างเคียงของยาบางชนิดซึ่งทำให้ความเสื่อมในการทำหน้าที่เพิ่มขึ้น (อาทิตยา ทะวงค์. 2553 : 1 8 ) จากแนวคิดทฤษฎีการสูงอายุและการเปลี่ยนแปลงของผู้สูงอายุดังกล่าวสรุปได้ว่าผู้สูงอายุ คือ ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งความมีอายุเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงของชีวิตและเป็นสิ่งที่สลับซับซ้อน รวมถึงมีความแตกต่างกันโดยตัวบุคคล สังคม และสิ่งแวดล้อมของผู้สูงอายุแต่ละบุคคลและลักษณะของการเปลี่ยนแปลงจะเป็นการลดอัตราความเจริญไปสู่ความเสื่อม นอกจากนี้ยังมีผลกระทบทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม ที่ส่งผลต่อสุขภาพของผู้สูงอายุ (อาทิตยา ทะวงค์. 2553 : 1 9 ) นิยาม ของ ผู้สูงอายุ 1. ความหมายของผู้สูงอายุ พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 มาตรา 3 ผู้สูงอายุ หมายความว่า บุคคลซึ่งอายุเกินหกสิบปีบริบูรณ์ขึ้นไปและมีสัญชาติไทย (พระราชบัญญัติ ผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 : 1 ) ซึ่ง ผ ู้ สูงอายุเป็นคำที่ใช้แทนความหมายของคำว ่ า คนแก่หรือคนชรา ตั ้ ง แ ต ่ปี พ.ศ. 2506 โดยชมรมผู ้ สูงอายุแห ่ งประเทศไทย เนื่องจาก สื่อความหมายในเชิงให้เก ี ยรติยกย ่ องนับถือ ( อาทิตยา ทะวงค์ . 2553 : 6 ) และเมื่อบุคคลที่มีอายุสูงขึ้นสามารถเรียกบุคคลนั้นได้แตกต่างกันหลายอย่าง เช่น คนแก่ คนชรา ผู้เฒ่า ผู้อ า วุโส และผู้สูงอายุ เป็นต้น (เจ๊ะยารี เย๊าะเจะโซ๊ะ. 2556 : 17 ) ผู้สูงอายุ หมายถึง บุคคลที่มีความเสื่อมถอยลงในทุกด้านของร่างกายไม่ว่าจะเป็นด้าน ความสามารถการทำหน้าที่ของร่างกายมนุษย์ เช่น ของการได้ยิน การรับกลิ่น การรับรส ความสามารถ ใน การเคลื่อนไหว การเปลี่ยนแปลงของสีผม ผิวหนังเหี่ยวย่น รูปร่างที่เตี้ยและหลังค่อมมากขึ้น การเปลี่ยนแปลง ด้านความสามารถการช่วยเหลือตนเองในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน ต้องได้รับความช่วยเหลือจากผู้อื่นมากขึ้นทำให้มีการแยกตัวออกจากสังคมมากขึ้น รวมถึงการที่เผาผลาญสารอาหารลดน้อยลงทำให้อวัยวะภายในต่าง ๆ เช่น ไต สมองหัวใจ ระบบย่อยอาหาร เป็นต้น เริ่มทำงานลดลง (เจ๊ะยารี เย๊าะเจะโซ๊ะ. 2556 : 18 ) ซึ่ง เป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติที่มนุษย์ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ (อาทิตยา ทะวงค์. 2553 : 6) องค์การอนามัยโลก และองค์การสหประชาชาติ มักใช้คำว่า Older P erson มากกว่า Elderly P erson องค์การสหประชาชาติ ได้ให้นิยามว่า " ผู้สูงอายุ " คือ ประชากร ทั้งเพศชาย และเพศหญิงซึ่ง มีอายุ มากกว่า 60 ปีขึ้นไป ( 60 +) โดยเป็นการนิยาม นับตั้ง แต่อายุเกิด ส่วนองค์การอนามัยโลก ยังไม่มี การให้นิยาม ผู้สูงอายุ โดยมีเหตุผลว่า ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกมีการนิยาม ผู้สูงอายุ ต่างกัน ทั้งนิยาม ตา ม อายุเกิด ตา มสังคม ( Social ) วัฒนธรรม ( Culture ) และสภาพร่างกาย ( Functional M arkers ) เช่น ในประเทศ ที่ เจริญแล้ว มักจัด ผู้สูงอายุ นับจากอายุ 65 ปีขึ้นไป หรือบางประเทศ อาจนิยาม ผู้สูงอายุ ตา มอายุกำหนดให้เกษียณงาน (อายุ 50 หรือ 60 หรือ 65 ปี) หรือนิยาม ตา มสภาพของร่างกาย โดยผู้หญิงสูงอายุ อยู่ในช่วง 45 - 55 ปี ส่วนชายสูง อายุ อยู่ในช่วง 55 - 75 ปี ในองค์การสหประชาชาติผู้สูงอายุ หมายถึง ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปี ขึ้นไป ภาคภาษาไทย 1. ผู้สูงอาย ุ หมายถึงเอาอายุเป็นหลักในการเรียก( 60 +ปี) 2. คนชรา หมายถึงเอาลักษณะทางกายภาพเป็นหลักในการเรียก 3 . ผู้อาวุโส หมายถึงเอาสถานภาพทางราชการ แก่กว่า เก่ากว่า เป็นหลักในการเรียก (ในทางศาสนา ภิกษุผู้ใหญ่เรียก ภิกษุผู้น้อยว่า อาวุโส ภิกษุผู้น้อยเรียกภิกษุผู้ใหญ่ว่า ภันเต) ภาคภาษาอังกฤษ วิทยาการว่าด้วยผู้สูงอายุ เรียกว่า Gerontology วิทยาการด้านการแพทย์เกี่ยวกับผู้สูงอายุ เรียกว่า Geritics M edicine ในองค์กร สหประชาชาติ ตกลงใช้คำว่า Older P ersons มีคำหลายคำใช้เป็นสรรพนามเรียกผู้สูงอายุ เช่น Aging, Elderly, Older P erson, Senior Citizen สุดแต่จะใช้ (สำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยรามคำแหง . 2014 ) เกณฑ์ การแบ่ง ช่วงสูงอายุ การแบ่งกลุ่มตามอายุมีหลายวิธีในการศึกษาครั้งนี้ใช้วิธีแบ่งของสถาบันวิจัยประชาชนและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2550 แบ่งออกเ ป็น 3 กลุ ่ ม ดัง นี้ 1. อายุ 60- 69 ปี คือ กลุ ่ มผ ู้ สูงอาย ุ วัยต ้ น 2. อายุ 7 0 - 79 ปี คือ กลุ ่ มผ ู้ สูงอาย ุ วัยกลาง 3. อายุ 8 0 ปีขึ ้ นไป คือ กลุ ่ มผ ู้ สูงอาย ุ วัยท้า ย ( อาทิตยา ทะวงค์ . 2553 : 7 ) การแบ่งกลุ่มตามภาวะสุขภาพมีหลายวิธีในการศึกษาครั้งนี้ใช้วิธีแบ่งของสถาบันเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ พ.ศ. 2548 แบ่งออกเ ป็น 3 กลุ ่ ม ดัง นี้ 1 . ผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดี ( A ctive A ging ) มักเป็น ผ ู้ สูงอาย ุ วัยต ้ น สมารถช่วยเหลือตนเอง ได้อย่างดี มีความกระฉับกระเฉง 2 . ผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะกลุ่มเสี่ยง มักเป็น ผ ู้ สูงอาย ุ วั ยกลาง สุขภาพโดยรวมค่อนข้างดี ถึงแม้จะมีความเจ็บป่วยเรื้อรังหรือโรคประจำตัว แต่ผู้สูงอายุบางรายเริ่มอ่อนแรง เริ่มสูญเสียความคล่องตัว ความสามารถในการมองเห็นการได้ยินลดลง สูญเสียการบดเคี้ยวอาหาร 3 . ผู้สูงอายุกลุ่มเจ็บป่วยเฉียบพลันและเรื้อรัง มักเป็นผู้สูงอายุวัยปลาย มีทั้งยัง ช่วยเหลือตนเองได้ ช่วยเหลือตนเองได้น้อยลง และไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้เนื่องจากมีความเจ็บป่วย ที่อวัยวะต่าง ๆ เสื่อมถอยมากขึ้น บางท่านอยู่ในภาวะทุพพลภาพซึ่งต้องการความชาวยเหลือจากผู้อื่นมากขึ้น (เจ๊ะยารี เย๊าะเจะโซ๊ะ. 2556 : 1 9 ) ผู้สูงอายุ คือ ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งความมีอายุเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงของชีวิตและ เป็นสิ่งที่สลับซับซ้อนรวมถึงมีความแตกต่างกันโดยตัวบุคคล สังคม และสิ่งแวดล้อมของผู้สูงอายุแต่ ละบุคคล และลักษณะของการเปลี่ยนแปลงจะเป็นการลดอัตราความเจริญไปสู่ความเสื่อม นอกจากนี้ ยังมี ผลกระทบทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม ที่ส่งผลต ่อสุขภาพของผู้สูงอายุ (อาทิตยา ทะวงค์. 2553 : 19 ) ความสูงอายุ สามารถแบ่ง ออกเป็น 4 อย ่ างคือ ( 1) แก ่ โดยอายุ คือ แก ่ เพราะเก ิ ดนาน ( 2) แก ่ โดยสังขาร คือ แก ่ ตามสภาพรางกา ย ( 3) แก ่ โดยจิตใจ คือ แก ่ ไปตามความคิด ( 4) แก ่ โดยสังค ม คือ แก ่ เพราะ เหตุ แวด ล้อมและประสบการณ์ ( อาทิตยา ทะวงค์ . 2553 : 7 ) การพิจารณาความเป็นผ ู้ สูงอาย ุ มี 4 ประการ ดังนี้ 1 . การสูงอายุตามว ั ย ( Chronological Elderly ) การสูงอายุนี ้ เป็นไปตามอายุขัยของมนุษย์ โดยนับตังแต ่ ปีที่เก ิ ดเป็นต้นไป การดูลักษณะของความเป็นผ ู้ สูงอายุตามหลักเกณฑ ์ น ี้ จึงดูที่จำนวนปี หรืออาย ุ ที่ปรากฏจริง 2 . การสูงอายุตามสภาพรางกาย ( Biological Elderly ) ดูได้จากการเปลี่ยนแปลงทางร ่ างกาย ที่เก ิ ดขึ ้ น เช ่ น ผมเริ ่ มบางเปลี่ยนเป็นสีขาว ผิวหนังเหี่ยวย ่ น ตกกระ สายตายาว ศีรษะล้าน ซึ่ง กระบวนการ เปลี่ยนแปลงทางรางกายนี ้ จะเพิ ่ มขึ ้ นตามอายุในแต ่ ละปี 3 . การสูงอาย ุ ตามสภาพจิตใจ ( Psychological Elderly ) พิจารณาการเปลี่ยนแปลง ทางด้านจิตใจ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงในหน้าที่ทางการรับรู้ แนวความคิด ความจำ การเรียนรู้ สติปัญญา และบุคลิกลักษณะต ่ าง ๆ ที่แสดงออกตามอาย ุ ที่เพิ ่ มขึ ้ น 4 . การสูงอายุตามสภาพสังคม ( Sociological Elderly ) พิจารณาได้จากบทบาทหน้าที่ สถานภาพของบุคคล ได้แก ่ ครอบครัว เพื่อนฝ ู ง ความรับผิดชอบในหน้าที่การงาน และบทบาททางสังคมอื่น ๆ ( อาทิตยา ทะวงค์ . 2553 : 8 ) โรคข้อเข่าเสื่อมในผู้สูงอายุ 1 . ปัญหาโรคข้อเข่าเสื่อมในผู้สูงอายุ โรคข้อเข่าเสื่อมเป็นโรคข้อที่พบบ่อยที่สุดในคนสูงอายุของประชากรทั่วโลกซึ่งพบว่าความชุกของโรคข้อเสื่อมของข้อเข่าในคนสูงอายุที่อายุมากว่า 60 ปีเป็นร้อยละ 37 . 1 สำหรับสถิติของผู้ป่วยโรคข้อเสื่อมในประเทศไทยพบประมาณ 1 ใน หรือคิดเป็นร้อยละ 34 . 5 - 45 . 6 ของประชากรทั้งประเทศ โดยส่วนใหญ่จะพบในผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป แต่ปัจจุบันพบเร็วขึ้นในอายุประมาณ 45 - 50 ปี เนื่องจากมีปัจจัยส่งเสริม เช่น ภาวะอ้วนที่ทำให้ข้อเข่าแบกรับน้ำหนักมาก หรือการนั่งยอง ๆ นั่งพับเพียบ รวมทั้งกรณีประสบอุบัติเหตุหรือการเล่นกีฬาโหมเกินไป เช่น เล่นฟุตบอล (พิพัฒน์ เพิ่มพูน. 2553 : 11 ) 2. อาการของโรคข้อเข่าเสื่อม 2 . 1 อาการปวดข้อ ระยะแรกปวดข้อเกิดภายหลังใช้ข้อมากกว่าปกติ ผู้ป่วยมักบอกตำแหน่งของอาการปวดได้ไม่แน่นอนและมักเป็นข้างใดข้างหนึ่งก่อน อาการปวดข้อเกิดจากโครงสร้างที่อยู่ในข้อหรือรอบข้อ เช่น เยื่อบุข้อ เอ็นยึดข้อ ปลายกระดูกที่มีพยาธิสภาพ เยื่อบุกระดูกกล้ามเนื้อ เยื้อหุ้มข้ออันเป็นผลจากการกระทบกระแทกหรือผลึกทำให้เกิดการอักเสบอาการปวดข้อมักสัมพันธ์กับการใช้งาน (พิพัฒน์ เพิ่มพูน. 2553 : 16 ) 2 . 2 ข้อฝืดแข็ง ( Localized Stiffness ) เป็นอาการที่พบได้บ่อยจะเกิดภายหลังพักข้อเป็นเวลานานเช่นหลังตื่นนอนหรือภายหลังหยุดการเคลื่อนไหวข้อเป็นเวลานาน การนั่งท่าเดียวนาน ๆ อาการจะเป็นในระยะเวลาสั้น ๆ ไม่กี่นาที ซึ่งพบได้น้อยที่จะเป็นมากกว่า 15 นาที ข้อฝืดแข็งเป็นอาการ เกิดขึ้นชั่วคราวเมื่อขยับข้อสัก 2 - 3 ครั้ง ก็ดีขึ้น เป็นอาการที่พบบ่อยในข้อช่วงล่างของลำตัว ได้แก่ ข้อเข่า ผู้ป่วยที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อมจะมีอาการข้อแข็งเวลาอยู่ในท่าเดิมนาน 2 . 2 ข้อบวมหรือข้อโตขึ้น ( Joint Enlargement ) มักเป็นผลจากน้ำในข้อที่มีมากขึ้นต่อมาในระยะหลังเป็นผลจากกระดูกงอกรอบข้อเวลาคลำจะรู้สึกแข็ง บางรายที่มีเยื่อหุ้มข้อมีความหนาตัวขึ้นอาจมีความรู้สึกข้อหนา ๆ หยุ่น ๆ (พิพัฒน์ เพิ่มพูน. 2553 : 16 - 17 ) 2 . 3 ข้ออุ่น ( Joint Warmth ) กรณีที่มีการอักเสบของข้อจะมีอาการอุ่นมากกว่าปกติเล็กน้อยโดยเฉพาะเมื่อมีอาการเฉียบพลันและมีน้ำในข้อ 2 . 4 การกดเจ็บที่ข้อ ( Joint Tenderness ) กรณีที่มีข้ออักเสบจะตรวจพบมีการกดเจ็บ เจ็บปวดขณะเคลื่อนไหมข้อ หรือเวลากดกระดูกข้างที่โตจะมีความรู้สึกเจ็บ อาการของข้ออักเสบ เช่น บวดแดง ร้อน กดเจ็บ ซึ่งพบได้ในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม 2.5 มีเสียงในข้อขณะเคลื่อนไหว ( Crepitus on Motion ) เป็นผลจากกระดูกอ่อนในผิวข้อไม่เรียบจึงเสียดสีกัน บางคนที่ใช้ข้อเข่ามากจากอาชีพหรือเล่นกีฬาที่ใช้ข้อเข่ามากเกินไป หรือมีการบาดเจ็บของข้อเป็นระยะ ๆ อาจมาพบแพทย์ด้วยอาการมีเสียงในข้อขณะเคลื่อนไหวข้อ 2.6 พิสัยการเคลื่อนไหวของข้อ ( Limitation of Movement ) เนื่องจากผิวของข้อไม่เหมาะสม กันเนื่องจากกระดูกงอกรอบข้อที่ยื่นออกมาชิ้นของกระดูกอ่อนที่ผิวข้อแตกออกมาขัดขวางการเคลื่อนไหวของข้อและกล้ามเนื้อรอบข้อหดเกร็ง ระยะเริ่มแรกอาจยังไม่เสียพิสัยการเคลื่อนไหวของข้อ เมื่อเป็นมากขึ้นกระดูกจะงอกรอบข้อร่ วมกับกระดูกอ่อนที่ผิวข้อบางลงเป็ นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้พิสัยของการเคลื่อนไหวของข้อลดลง ยิ่งเป็นมากและเป็นมานานร่วมกับไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องจะทำให้เกิดการสูญเสียการทำงานตามปกติ ( พิพัฒน์ เพิ่มพูน. 2553 : 17 ) 2.7 ข้อผิดรูปหรือพิการ ( Joint Deformity ) โรคข้อเข่าเสื่อมทำให้เกิดข้อเข่าโก่ง ( Bowleg ) คือ ข้อเข่าแยกห่างจากกันเวลายืนจะเห็นได้ชัดเจน ในบางรายข้อเข่าข้างหนึ่งเป็นมากกว่าอีกด้านหนึ่งจะทำให้ข้อเข่าข้างที่เป็นมากบิดเกออกไป ผู้ป่วยบางรายอาจจะมาด้วยลักษณะข้อเข่าเข้า มาชิดกัน ปลายเท้าบิดชี้ออก ที่เรียกว่า ข้อเข่าฉิ่ง ( Knock Knee ) และพบลักษณะพิการแบบข้อเข่าโก่ง ( Genu Varus ) เป็นส่วนใหญ่ 2.8 ความมั่นคงของข้อเสียไป ( Joint Instability ) กระดูกอ่อนผิวข้อบางลงทำให้ความกระชับของข้อเสียไป ข้อโครงเครง ในผู้ป่วยบางคนบอกว่าข้อหลวม 2 . 9 การเดินผิดปกติ ( Gait Disturbance ) ผู้ป่วยเดินกระเผลกซึ่งเห็นได้ชัดเจนขึ้น ถ้าเดินในพื้นที่ขรุขระหรือเดินขึ้นลงทางลาด 2 . 10 กล้ามเนื้อรอบข้อลีบเล็กลง ( Muscle Atrophy ) ในรายที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อม ผู้ป่วยจะไม่ใช้ข้อจากที่มีอาการปวดข้อทำให้กล้ามเนื้อรอบข้อลีบเล็กลง ( พิพัฒน์ เพิ่มพูน. 2553 : 18 ) 3 . วิธีบำบัดรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม 3 . 1 การรักษาที่ไม่ใช้ยา ( Non - Pharmacological Therapy ) การรักษาที่ไม่ใช้ยาเป็นการรักษาที่สำคัญในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม การรักษานี้มักให้ประโยชน์กับผู้ป่วยอย่างมากและเป็นการรักษาที่ต้องทำก่อนการใช้ยาและการผ่าตัด การรักษาที่ไม่ใช้ยา ได้แก่ การให้ความรู้ การปฏิบัติตามตาราง การดูแลตัวเอง การปรับเปลี่ยนการดำเนินชีวิต การกำจัดสาเหตุของโรค เช่น การลดน้ำหนัก การออกกำลังกาย การบริหารข้อ การใช้ข้ออย่างถูกต้อง การใช้เครื่องมือช่วยและอาชีพบำบัด (พิพัฒน์ เพิ่มพูน. 2553 : 18 ) 3 . 2 การรักษาด้วยวิธีการใช้ยา ( Pharmacoloical T herapy ) จุดประสงค์หลักของการใช้ยาก็เพื่อบรรเทาอาการปวด ทำให้ผู้ป่วยสามารถเคลื่อนไหวและใช้ข้อทำงานได้ดีขึ้น ในปัจจุบันได้มี การใช้ยาหลายชนิดในการรักษาอาการปวด ได้แก่ ยาแก้ปวดที่ไม่มีฤทธิ์ลดการอักเสบ ยาต้านการอักเสบ ชนิดไม่ใช้สเตียรอยด์ ( Non Steroidal Anti - Inflammatory Drug ( NSAID ) การใช้ยาทาเฉพาะที่ 3.3 การรักษาโดยการฉีดยาเข้าช่องข้อ ( Intra - Articular Therapy ) ได้แก่ การฉีด คอร์ติโคสเตียรอยด์เข้าข้อ ยาปรับเปลี่ยนการดำเนินของโรคข้อเสื่อม ( Disease Modifying Osteoarthritis Drug หรือ DMOAD ) 3.4 เวชศาสตร์ฟื้นฟู ข้อเข่าเสื่อมไม่ได้หมายความว่าเป็นการเสื่อมของข้อเข่าแต่อย่างเดียวหากแต่หมายรวมถึงการเสื่อมทั้งระบบของโครงสร้างของหัวเข่า ทำให้มีอาการปวดเข่าหรือทำงานตามปกติได้ โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากความผิดปกติของการทำงานของกล้ามเนื้อ ( Muscular Dysfunction ) จุดประสงค์ของการรักษาเพื่อบำบัดหรือทุเลาอาการทั้งหลาย ( Relief Pain and Other Symptoms ) และเพื่อเป็นการฟื้นฟูบำบัดให้หัวเข่ากลับไปสู่สภาพที่ดีที่สุดที่จะเป็นไปได้เพื่อให้ใช้งานได้ การรักษาหลายอย่างทางเวชศาสตร์ฟื้นฟูที่สามารถใช้เพื่อช่วยลดอาการปวด ลดความฝืดแข็งของข้อ ลดกล้ามเนื้อเกร็งตัว และขณะเดียวกันทำให้กล้ามเนื้อรอบข้อแข็งแรงขึ้นเพื่อช่วยพยุงข้อ การรักษาทาง เวชศาสตร์ฟื้นฟูเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความสำเร็จในการรักษาโรคข้อเสื่อมประกอบด้วย การออก กำลังกาย การใช้เครื่องพยุง การปรับเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันให้เหมาะสมกับผู้ป่วย และการใช้ความร้อน ความเย็น 3.5 นวัตกรรมของการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม ได้แก่ การรักษาผิวข้อเข่าเสื่อมบางส่วน การย้ายที่ผิวกระดูกอ่อน การปลูกถ่ายเซลล์กระดูกอ่อน 3.6 การรักษาโดยการผ่าตัดเมื่อการรักษาแบบประคับประคองไม่ได้ผล ผู้ป่วยยังคงมีอาการปวดข้อเข่าและการใช้ข้อเข่าในชีวิตประจำวันมีความลำบาก แพทย์อาจพิจารณาให้การรักษา ด้วยการผ่าตัด ได้แก่ การผ่าตัดจัดแนวกระดูกขาใหม่ การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียวเพียงส่วนเดียว การผ่าตัด เปลี่ยนข้อเข่าเทียมทั้งหมด 4 . วิธีประเมินและวัดระดับอาการปวดเข่า การศึกษาครั้งนี้ใช้เครื่องมือคัดกรองข้อเข่าเสื่อม คือ แบบประเมินระดับความรุนแรงของโรคข้อเข่าเสื่อม ( Oxford Knee Score ) โดยให้ผู้ป่วยเลือกหัวข้อที่ตรงกับอาการที่เกิดขึ้นกับตัวเอง มาก ที่สุดในช่วงเวลา 1 เดือนที่ผ่านมา และใช้แบบประเมินข้อเข่าเสื่อมของราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นแบบสอบถาม Modified WOMAC ( Westerm Ontario and MacMaster University ) ฉบับภาษาไทย ที่เป็นการประเมินอาการของผู้ป่วยโรคข้อเสื่อม ประกอบด้วย คำถาม 3 ส่วน คือ คำถามระดับความปวด ระดับอาการข้อฝืด และระดับความสามารถในการใช้งานข้อ โดยแต่ละส่วนจะมีคะแนนเต็ม 10 คะแนน ซึ่งคะแนนยิ่งมากจะบ่งถึงอาการปวดมาก ตึงที่มากและใช้งานข้อได้น้อย โดยให้ผู้ป่วยเลือกกาเครื่องหมายหรือวงกลมล้อมรอบตัวเลขให้ตรงกับอาการของผู้ป่วยมากที่สุด (ดูได้ในภาคผนวก) การบรรเทาอาการปวดด้วยความร้อนและความเย็น การใช้ความร้อนความเย็น ( Thermal Modalities ) โดยทั่วไปถ้าอาการเกิดอย่างเฉียบพลัน ความเย็นอาจมีประโยชน์กว่าเล็กน้อย การใช้ความร้อนมีได้ 2 แบบ คือ ความร้อนตื้น และความร้อนลึก โดยยังไม่สามารถสรุปวิธีใดดีกว่าวิธีใด ความร้อนตื้น เช่น กระเป๋าน้ำร้อน พาราฟิน ถังน้ำวน ความร้อนลึก เช่นการใช้อัลตร้าซาวน์มักใช้กับข้อที่ใหญ่และอยู่ลึก เช่น ข้อสะโพก ข้อเข่า ประโยชน์ของการรักษา ด้วยความร้อน เช่น ลดข้อฝืด ลดอาการปวด ลดกล้ามเนื้อเกร็งป้องกันการหดสั้นของกล้ามเนื้อเส้นเอ็น ความร้อนที่ใช้อยู่ในช่วง 40 - 45 องศาเซลเซียส ระยะเวลา 5 - 30 นาที ความเย็นที่ใช้ ได้แก่ ผ้าเย็น น้ำแข็งประคบ สเปรย์พ่น เพื่อลดกล้ามเนื้อ ลดอาการบวมในกรณีที่ได้รับบาดเจ็บและลดอาการปวดจากการอักเสบ (พิพัฒน์ เพิ่มพูน. 2553 : 21 ) 1 . คุณสมบัติของความร้อนในการบรรเทาอาการปวด การใช้ความร้อนเพื่อลดปวดเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ถูกนำมาใช้การรักษาเป็นเวลานานโดยการนำเอาความร้อนจากแหล่งกำเนิดความร้อนต่างๆ เช่น แสงอาทิตย์ น้ำร้อน คลื่นไมโครเวฟ หรือคลื่นชนิดต่าง ๆ มาใช้ในการรักษาทำให้ร่างกายมีการตอบสนองต่อความร้อน ซึ่งการตอบสนองขึ้นอยู่กับอัตราการทำให้อุณหภูมิของเนื้อเยื่อเพิ่มสูงขึ้นและพื้นที่ที่ให้ความร้อน การใช้ความร้อนไม่ได้เป็นการรักษาโรคที่เกิดขึ้นโดยตรงแต่ช่วยรักษาอาการที่จำเพาะได้หลายอย่าง ได้แก่ ช่วยทำให้เนื้อเยื่อพังผืดยืดตัวออก ลดการติดแข็งของข้อต่อ ลดอาการปวด ลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ ช่วยลดอาการที่เป็น ผลจากการอักเสบ เช่น ลดการบวมร้อน เพิ่มการไหลเวียนโลหิต เป็นต้น (วิลาวัลย์ ไทรโรจน์รุ่ง. 2553 : 15 ) 2. ผลทางสรีรวิทยาของการใช้ความร้อน 2 . 1 ผลเฉพาะที่ ( Local E ffects ) เมื่อให้ความร้อนบริเวณใดบริเวณหนึ่งของร่างกายจ ะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยา ดังนี้ เพิ่มอุณหภูมิในชั้นผิวหนังของบริเวณที่ได้รับความร้อน ทำให้เกิดการขยายตัวของหลอดเลือดแดงเล็กและหลอดเลือดฝอย เพิ่มอัตราเมตาบอลิซึมของ เซลล์ เพิ่มปริมาณ เม็ดเลือดขาวในบริเวณนั้นจึงเพิ่มการจับกินเชื้อโรคจากการทำงานของเม็ดเลือดขาว เพิ่ม การซึมผ่านเซลล์ของหลอดเลือดฝอย เพิ่มการขจัดของเสียผ่านทางหลอดเลือดฝอยและท่อน้ำเหลือง ทำให้เกิดการบวมเนื่องจากความดันในหลอดเลือดแดงเล็กและหลอดเลือดฝอยเพิ่มขึ้นทำให้การขจัดของเสียจากกระบวนการเมตาบอลิซึมเพิ่มขึ้น เพิ่มความหยุนของกล้ามเนื้อ เอ็นทำให้การนำสัญญาณประสาทเพิ่มขึ้น ลดความตึงตัวของกล้ามเนื้อ ลดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ ลดปวดจากหลาย ๆ กลไก 2 . 2 ผลทั่วไป ( General E ffects ) เป็นผลที่เกิดจากการใช้ความร้อนในบริเวณร่างกายเกือบทั้งหมด เช่น การแช่นำอุ่นทั้งตัวทำให้เกิดผลทางสรีรวิทยา ดังนี้ เพิ่มอุณหภูมิกาย เพ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive