ศรัทธากับสายปัญญา และ มายากับสิริมหามายา.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์15 KB
วันที่แก้ไข22 สิงหาคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

ศรัทธากับสายปัญญา และ มายากับสิริมหามายา SMS วันที่ 19-21 ส.ค. 2565 _ประไพ ยาสาร · สายศรัทธากับสายปัญญาควรมีควบคู่กันไป ขอให้ทั้งสองสายปฏิบัติให้ถูกตรงถูกต้องเป็นสัมมาทิฏฐิก็จะไม่มีปัญหาค่ะ พ่อครูว่า...คุณคนนี้เข้าใจดี ดีแล้ว เพราะปัญญากับศรัทธาเขาจะต้องเป็นคู่กันเสมอ แต่แน่นอน สิ่งที่เป็นคู่กันนี้ เป็น 2 นี้ จะไม่เท่ากัน ภาวะ 2 จะไม่เท่ากัน ตั้งแต่วัตถุเลย พวกนักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายรู้ 2 ก็คือมีบวกกับลบ ลบมี 1 ถ้าบวกมี 2 ชาติไหนๆก็ทำเครื่องหมาย 1, 2 แล้วมาเป็นบวก + เป็นคูณ x แล้วแยกเป็นหาร แล้วมาแยกเป็นยกกำลัง นี่เป็นการขยายความหมายของสังขารทั้งหลายทั้งหมด บวกลบคูณหาร ยกกำลัง หรือจะมาถอดรูท ก็เป็นวิธีคิดของคนที่จะรู้จักการรวมกับการแยกแบ่ง มีอยู่เท่านี้ รวมให้เป็น 1 หรือสุดสูงสุดเป็น 0 กับขยายไปเรื่อยเป็น 2 เป็น 3 เป็น 4 แล้วมันก็จะมีหารร่วมมาก คูณร่วมน้อย อะไรเข้าไปอีกเยอะ ขยายไปได้ หาร ร่วม มาก หมายความว่า แบ่งย่อยนะ มันก็ยิ่งมาก คูณ ร่วม น้อย คือคูณ มันยิ่งเพิ่มนะ แต่รวมเข้ามาน้อย มันมีตัวคูณร่วมน้อยลงๆๆ แต่มีผลมาก ตัวหาร แยกออกไปมาก แต่มันเป็นตัวกะปริดกะปรอย น้อยลงๆเรื่อยๆ เป็นสภาวะ 2 อย่างที่เรียกว่า 2 อย่าง มันจะค้านแย้งกันในตัวเสมอ เรียกภาษาอังกฤษว่า Dialactic แปลเป็นภาษาโก้ๆว่า วิพากษ์วิภาษ ภาษามันแย้งในตัว ศัพท์ทาง พระพุทธเจ้าเรียกว่า สิริมหามายา เหมือนมันเป็นสภาพกลับกลอกไปมา ซับซ้อน แต่ของพระพุทธเจ้ากลับเร็ว หมุนเร็ว ชัดเจน หมุนไปทางไหนก็เป็นความจริงทั้งนั้น เต่มายานี่ หมุนไปทางไหนก็หลอกทั้ง 2 ส่วนเลย มายาของนักมายากล นักเล่นกล นักมายากลกับสิริมหามายานั้นจึงเป็น 2 คำ ที่บอกความหมายสุดยอดแล้ว อันหนึ่งไม่จริงเป็นมายา อันหนึ่งจริง สิริมหามายา มายา หร

อ่านต่อ

ือ นักมายากลที่เก่ง ยิ่งไม่จริงมากขึ้น มากขึ้น มากขึ้น มากขึ้น ส่วน สิริมหามายานั้น ยิ่งทำความไม่จริงนั้น แยกให้เห็นความจริงกับความไม่จริง ชัดขึ้น ๆๆๆๆ ชัดขึ้น ชี้สิ่งที่ 2 อัน ที่มันไม่เป็น 1 รวมลงไม่เป็น 1 ถ้ามันเป็น 2 มันจะต้องมีอันหนึ่งที่ควรกับอันหนึ่งที่ไม่ควร เราก็จะต้องเลือกเอาสิ่งที่ควรเสมอ ซึ่งไม่เที่ยง ขึ้นอยู่กับกาละ เทศะ ฐานะ ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของทั้งหลาย อาตมาย่อๆลงมาเหลือ กาละคือเวลา เทศะคือที่ต่างๆ ฐานะคือตัวเรา เราจะตั้งอยู่ที่ไหน เมื่อไหร่ กาละเวลา เทศะคือที่ต่างๆ ฐานะคือตัวเรา ขึ้นอยู่กับ สรุปสั้นย่อลงมาเหลือ 3 คำนี้ คือกาละ เทศะ ฐานะ แล้วเราก็จะรู้ว่ารวมกัน เอามาใช้ร่วมกันตั้งแต่ 2 ขึ้นไปเป็น 3-4 เป็น 5 เป็น 6 เป็น 7 จนหาประมาณมิได้ จะไปจับคู่ทีละคู่ก็จะค่อยๆรู้ การจะรู้ได้ด้วยการจับคู่มาเปรียบเทียบกัน มันต่างกันอย่างไร มันต่างมาก ต่างน้อย ต่างกันด้วยมุมเหลี่ยมไหน มิติไหน ประเด็นไหน แบบไหน อย่างไหน รู้แล้วก็คือ รู้ความเหมือนกันกับความต่างกัน เท่านั้นเองเรียกว่า 2 ทีนี้ผู้ที่เข้าใจรวมได้แล้วว่าในโลกนี้มีความเหมือนและความต่างเท่านั้น ผู้ที่เข้าใจใน 2 พยายามให้ 2 นี้อยู่ด้วยกันได้อย่างรวมเป็น 1 ให้ได้ แน่นอนมันจะมี 2 ชิ้นขึ้นมาก็ต่างกันทุกอย่างไม่มีอะไรไม่ต่างกันเลย แยกเป็น 2 แล้วต่างกันทั้งนั้น แล้วทำอย่างไรให้ 2 นั้นอยู่ด้วยกันให้ได้ มันมีมุมเหลี่ยมที่แตกต่างกันตั้งร้อยเหลี่ยม พันเหลี่ยม ก็ต้องพยายามที่จะรู้ทันร้อยเหลี่ยม พันเหลี่ยมนั้น แล้วเข้ากับเหลี่ยมต่างๆ ของที่เขามีให้ได้ทุกเหลี่ยม เราก็อยู่ร่วมกับเขาได้หมด เพราะฉะนั้น ผู้สามารถรู้เหลี่ยมของคนได้มาก แล้วร่วมอยู่กับเขาอย่างประนีประนอม ไม่ใช่รู้เหลี่ยมเพื่อจะไปทะเลาะกัน แล้วก็จะเอาตัวเองเป็นผู้ชนะ นั่นคือคนโง่ที่สุด ผู้ใดที่รู้เหลี่ยมของคนอื่นแล้วเราก็จะเอาชนะเขา โง่ที่สุด ผู้ใดที่รู้เหลี่ยมของผู้อื่นแล้ว แล้วก็จะต้องพยายามอยู่กับเขาให้ได้ อยู่กับเขาให้ได้ ถ้าเขาจะเอาชนะจริงๆ ยอมแพ้ ให้เขาเป็นผู้ชนะ แต่ผู้ที่จะแพ้เขานั้นคือ ผู้ที่มีความรู้มากกว่า รู้ดีกว่า รู้ถูกต้องกว่า เก่งกว่า จริงๆ จึงยอม เพราะอยู่เหนือ ยังไงก็เหนือกว่า เพราะรู้มากกว่า เก่งกว่า วิเศษกว่า เพราะฉะนั้นจึงยอม ยอมอยู่ด้วย เพราะเก่งกว่า รู้กว่า ถูกต้องกว่า คนที่มันไม่กว่า มันทำอะไรคนที่กว่าไม่ได้หรอก เพราะฉะนั้น คนที่รู้ชัดเจนแล้วว่า เราเหนือกว่าเขาจริงๆ ฆ่าก็ตายคลายก็รอด จะไปทำทำไม ก็อยู่ด้วยกันดีกว่า เราจะได้มี 2 แรง แล้วก็ทำให้เขาเข้าใจให้ได้ โดยไม่ต้องไปบังคับเขา ทำให้เข้าใจให้ได้จนยอมรับว่า ไอ้ที่คุณรู้นั้น เรารู้เหนือกว่า ไอ้ที่คุณทำได้ เราทำได้เหนือกว่า ให้เขาเข้าใจเอาเอง ยอมรับ เองเลย ยังไม่ยอมรับตัวเอง ก็เขาดิ้นอยู่อย่างนี้แหละ แต่ถ้าเราเหนือกว่าจริงแล้วนี่ ไม่ต้อง ไปกังวลเลย เขาจะมาทำเป็นเหนือกว่าเราอย่างไรก็ตาม ความจริงมันก็คือความจริง เราเหนือกว่าอยู่แล้ว นอกจากว่าเราจะหลงผิดตัวเองว่า เราเหนือกว่า เหมือนอย่างทักษิณ ไม่ยอมเลย บอกว่า ผมแพ้ไม่เป็น ไม่เคยรู้จักความแพ้ ทั้งๆที่เขาแพ้อยู่ทุกวันนี้ เขาก็แพ้ แต่ไม่รู้ว่าตัวเองแพ้ พยายามโหดอำมหิตที่สุด เอาคนที่รู้จักมา เอานอมินี่มาทำแทน นอมินีตายไป เอาญาติมาทำแทน สมัครตายไปก็เอาสมชายมาทำแทน เอาสมชายมาทำแทนเป็นญาตินะ ตายไปอีก จะตายจริงไม่ตายจริงก็คือหมดฤทธิ์ไป เอาน้องมาทีนี้ น้องแพ้อีก เอาลูกเลยทีนี้ คือมันสุดอำมหิตที่สุดเลยทักษิณนี่ สุดอำมหิตจริงๆ ไม่เอาตัวเองนะ ไอ้ตัวเองนั้นแพ้ ไปแล้ว แล้วตัวเองอยากจะเข้ามาบงการ ก็เอ็งแพ้ไม่รู้จักแพ้ ถึงดิ้นเพื่อจะชนะให้ได้ นี่แหละคือตัวอย่าง เทวทัตยุคนี้ ขออภัยที่อาตมาพูดความจริง ใช้ศัพท์ ใช้ภาษาเรียก ตรงเลย เพราะมันเป็นความจริงที่อาตมาว่าไม่ได้พูดความเหลาะแหละ ไม่ได้พูดโกหก แม้แต่ลูกเต้าเหล่าหลานของ คุณทักษิณฟังก็ฟังดีๆว่า อาตมาอธิบายด้วยเมตตา อธิบายด้วยความจริง ไม่ได้มี ความผิด ไม่ได้มีความชิงชัง ไม่ได้มีความโกรธความโหดเหมือนอย่างคุณทักษิณเลย มีแต่ความเมตตา มีแต่ความเกื้อกูล อยากให้เข้าไปถึงความจริง ติดตามดีๆ สู่แดนธรรม... วันนี้พ่อท่านอธิบายสิ่งที่พวกเราไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน พ่อท่านคิดได้ในขณะนี้หรือครับ พ่อครูว่า... ขณะนี้ เป็นเรื่องปกติทันทีทันใดไม่ได้เตรียมเรื่องนี้มาพูดเลย ศรัทธากับปัญญาเป็นคู่ที่มีมาตลอดแต่ไหนแต่ไร สัทธานุสารี ธัมมานุสารี หรือผู้มีผู้ที่มีศรัทธานำกับปัญญานำ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ก็ตรัสรู้อันนี้ทั้งนั้น เพราะงั้นก็จะต้องยอมรับความจริงให้ได้อยู่อย่างหนึ่งว่า อย่างไร อย่างไร ศรัทธาก็ช้ากว่าปัญญา ศรัทธาก็ยากกว่าปัญญา ปัญญาก็ง่ายกว่าศรัทธา เจ้าของนะง่าย เจ้าของนะยาก เจ้าของนะช้า เจ้าของนะเร็ว ปัญญาเร็ว ศรัทธาช้า มันเป็นสัจจะของมันในตัวไม่มีใครอยากเป็น ศรัทธาจริงๆเขาอยากจะเป็นปัญญา แต่คุณต้องเป็นสิ่งที่คุณสะสมมาด้วยบารมีกี่ชาติก็ไม่รู้ คุณก็ต้องไปกับอันนี้ เพราะว่าคุณสั่งสมมาเอง พระเจ้าไม่ได้สร้างคุณหรอกคุณสร้างตัวเองมา แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นมา เดี๋ยวนี้ก็ยังมี จะยกตัวอย่างให้ฟังในปัจจุบันนี้ สายศรัทธาคิดว่าตัวเองเป็นปัญญาเรียนรู้มาก กับสายที่ไม่เรียนรู้อะไรมาก แต่มีวิธีว่าจะต้องเป็นอรหันต์ได้ด้วยการนั่งหลับตาเข้าไปหา 1 1 1 อย่างเดียวจนถึง 0 ส่วนอีกสายหนึ่งบอกว่ารู้ให้มากๆ แล้วจะรู้ได้บริบูรณ์ รู้อย่างครอบจักรวาลก็คือเอกภพเป็น 1 แนวคิดคนละทาง เห็นไหม เพราะฉะนั้น สายเพ้อ ฟุ้งซ่านมาก สรุปไม่ลง สายสรุปก็ไม่รู้อะไรอื่นเลย เป็นก้อนเป็น แท่งเป็นแข็งเป็นบื้อ มันเป็นลักษณะสภาพ 2 แต่ไหนแต่ไร เพราะฉะนั้นมาช่วยกัน ปัญญาเป็นผู้รู้ดี ก็พยายามจะช่วยศรัทธาเสมอ ศรัทธาอธิบายให้ชัดลงไปอีกก็คือ โง่มากกว่า ปัญญา นี่สภาวธรรมนะไม่ได้ไปดูถูกศรัทธานะ เป็นสัจจะอย่างนั้น โมหะมากกว่า โง่มากกว่า สับสนมากกว่า รู้ได้ยากกว่า ทั้งนั้น มันจึงช้าไง เพราะฉะนั้น สภาวะ 2 ตั้งแต่ท่านแยกอันแรก ท่านยังไม่แยกคำว่า ปัญญา ท่านใช้คำว่า ธรรมะ ธรรมะคือสิ่งที่ปรุงแต่งตั้งแต่ 2 อย่างขึ้นไป ถ้าธาตุ ก็คือ 1 ถ้าเป็นธรรมะก็ 2 จะไม่อธิบายลงรายละเอียดถึงพยัญชนะ ธัมมานุสารี พระพุทธเจ้าบอกว่ายังไม่เป็นปัญญา แต่ผู้จะบอกไว้ว่ามีปัญญานำ ธัมมานุสารีมีปัญญานำ สัทธานุสารีใช้ศรัทธานำ ฉะนั้นจากผู้ที่แสวงหา ที่จะต้องไปเป็นปัญญานั่นแหละสูงสุด สัทธานุสารีจะต้องตามเอาปัญญาให้ได้ เพราะฉะนั้นจึงจะได้เป็นตัวที่ 7 อุภโตภาควิมุติ ได้เจโตวิมุติแล้ว ต้องได้ปัญญาวิมุติ ก็จะจบ อุภโตภาควิมุติ ส่วนปัญญานั้นนำมาแต่ต้นแล้ว ตั้งแต่คู่แรก สัทธานุสารีกับธัมมานุสารี ธัมมานุสารีก็อยู่ในระดับสูงกว่าอยู่แล้ว พอเลื่อนฐานปั๊ปก็ไปเป็นทิฏฐิปัตตะ แต่สัทธานุสารีพอเลื่อนฐานปั๊บก็ เป็นสัทธาวิมุติ แล้วก็จะไปมุดอยู่ที่ศรัทธานั่นแหละนานนน กว่าจะเกิดมีภูมิ มีปัญญาเข้ามาร่วม ออกจากสิ่งที่มุดอยู่ ออกมาได้มาเป็น ทิฏฐิปัตตะ ก็นาน กว่าจะหลุดออกมาจากสัทธาวิมุติ จนกว่าจะมีปัญญา นี้ทุกข์ นี้สมุทัย นี้นิโรธ นี้มรรค ตราบใดที่ยังไม่รู้ชัดถึงว่านี้คือ ทุกข์สมุทัย นิโรธ มรรค ก็จะยังวนอยู่ในวิมุติที่ตัวเองไม่ได้รู้อริยสัจ 4 หรอก มุด สรุป จบ กดดัน ข่มไว้ กดดัน วนอยู่ในรูแคบๆที่เล็กๆแล้วกดนิ่ง นึกว่าจบ นึกว่าหยุด นึกว่าหลุดพ้น นึกว่าดับ นึกว่านิโรธ มันเป็นความยังไม่ฉลาดของเขาที่เรียกว่า ไม่ใช่ปัญญา แต่เขาก็เชื่อ รู้ ศรัทธาก็แปลว่ารู้ แปลว่าเชื่อ เชื่อและรู้ของตัวเอง ซึ่งตัวเองทุกคน เกิดมาเป็นตัวเองนี่ รู้เองไม่ได้ จะต้องรู้จากพระพุทธเจ้าที่เป็นคนเหมือนกัน พระพุทธเจ้าทุกพระองค์รู้ก่อนทุกคน ในแต่ละยุคพระพุทธเจ้า คนจะเกิดมาเป็นจิตนิยามแล้ว บรรลุเป็นพระพุทธเจ้า คือผู้บรรลุสูงสุด เพราะฉะนั้นถ้ายังไม่เกิดมาเป็นพุทธเจ้า ยังไม่มีพระพุทธเจ้า ก็ยังไม่มีผู้บรรลุสูงสุด จนจบ จนแยกธาตุจิตนิยามเป็นดินน้ำไฟลมไปเลย รู้ว่าทุกอย่างไม่มีอะไร อนัตตา มันรวมตัวกันอยู่อย่างสมมติ แล้วก็ควบคุมสมมุตินั้น ผู้ที่ควบคุมสมมุติได้ก็เรียกว่า มีปรมัตถธรรม มีเนื้อแท้อันยิ่งเรียกว่า บรมอัตถะ อัตถะ(เนื้อแท้) บรม(ยิ่งใหญ่) ที่อาตมาธิบายนี่เป็นภาษาของอาตมาเองทั้งนั้น ขยายเป็นภาษาไทยที่พวกคุณฟังได้เข้าใจง่ายหมด ไม่ได้ต้องมาจากคำแปลของใคร ไม่มี ใครจะพูดไม่เหมือนอาตมาทีเดียวหรอก ลอกเลียนได้ แต่ถ้าคุณไม่เหมือนอาตมาไม่เท่าอาตมา คุณพูดเท่าอาตมาไม่ได้หรอก คุณต้องเท่าอาตมา คุณจึงจะพูดอย่างอาตมาได้ ถ้าคุณไม่เท่าจะพูดว่าเท่าได้อย่างไร อธิบายเท่าอาตมาไม่ได้ ใครอยากจะแกล้งอธิบายเก่งๆเหมือนอย่างอาตมาก็เอาสิ แกล้งให้ได้นะ เอาให้เหมือนนะ แล้วอาตมาก็ไม่มีวันหมดง่ายๆด้วย ขยายไปได้เรื่อยๆ สรุปตรงนี้ก่อนว่า ปัญญากับศรัทธา เป็นจิตนิยามคู่ เป็นธาตุคู่ เทวะ ตั้งแต่เกิดจนสูญ สุดท้าย ก็คือเลิกเป็นเทวะไปหมดเลย เทวะนี้ ผู้ไม่รู้ก็เลิกไม่ได้ เป็นพวกสายเทวนิยม ดับเทวะไม่ได้ ดับคู่ไม่ได้ แล้วหลงคู่นี้ว่าเป็นหนึ่ง ใหญ่ที่สุด ศาสดาแต่ละองค์ของเทวนิยมก็นึกว่า ตัวเองใหญ่ที่สุด แต่จริงๆแล้วศาสดาในโลกนี้มีตั้งไม่รู้กี่องค์ ศาสดาทางเทวนิยม ต่างคนต่างใหญ่ทั้งนั้น เสร็จแล้วก็แข่งดีแข่งเด่นกัน แล้วมีความลึกซึ้ง เทวนิยมเขาก็ลึกซึ้งอยู่ว่า อย่าไปแข่งดีให้คนอื่นเขาเห็นว่าเราไปแข่งดีเขานะ คนที่แข่งดีแข่งเด่นกับคนอื่น มันไม่ดีหรอก แต่แข่งดีแข่งเด่นอยู่ในตัวเรา เป็นธรรมชาติของความโง่ที่ซ้อนอยู่ในความฉลาด คือยังมี 2 อยู่ใน 1 แต่เขานึกว่า เขาเป็น 1 คือฉลาดไม่มีโง่ ไม่มีโง่กว่าใคร เขานึกว่าอย่างนั้น สำหรับพระพุทธเจ้านั้น รู้ทั้งโง่ซ่อนฉลาด และฉลาดซ่อนโง่ รู้ 2 แล้วรู้ชัดด้วย ว่าอะไรโง่กับฉลาด มันไม่ใช่อันเดียวกัน รู้ชัดด้วย ถูกต้องด้วย แล้วรู้ด้วยว่า พวกที่เขายึดว่าโง่ว่าฉลาด เขายึดว่าเขาฉลาดแต่เขาโง่ รู้ด้วยว่าคนนี้เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปแก้ไขเขาหรอก แสดงความจริงให้เขามาฉลาดตาม แล้วเขาก็จะหลุดพ้นด้วยตัวเขาเอง คนที่หลุดพ้นด้วยตัวเอง แจ้งเองเป็นปัจจัตตัง ด้วยตัวเองรู้ได้เอง เมื่อนั้นเขาจำนนแล้วหรือเมื่อนั้นเขาถึงที่สุด อ๋อ.. นี่คือเราเองนะ เรารู้อย่างนี้ เรายอมรับความจริงอย่างนี้ เช่น ขณะนี้ คนที่อวดดีกว่า ตัวเองรู้ ตัวเองเก่งอยู่ในโลก อยู่ในสังคม อยู่ในประเทศไทย อยู่ในวงการธรรมะ เขาจะนึกว่า เขานี่ยอดกว่าอาตมา รู้มากกว่าอาตมา เหนือกว่าอาตมาว่างั้นเถอะ เขาเชื่ออย่างนั้นอยู่ แต่จริงๆเลย อาตมาขอพูดความจริงว่า เขาไม่ได้เหนือกว่าอาตมาหรอก อาตมาเป็นไก่ตัวพี่ในเรื่องของธรรมะพระพุทธเจ้า หรือธรรมะของมนุษย์ มนุษย์ที่สูงสุดก็คือพระพุทธเจ้า นอกจากสิ่งที่เขาไม่รู้ว่ามันสูง เขานึกว่าพระเจ้าสูงสุด พระเจ้าลึกลับไม่มีตัวตน พระเจ้าก็คือตัวศาสดาเทวนิยมแต่ละองค์นี่หละ แต่ศาสดาเทวนิยมแต่ละองค์ไม่รู้จักตัวเอง ไม่รู้จักกรรมวิบาก สั่งสมกรรมวิบาก รู้ได้เท่านี้ยอดที่สุด ก็นึกว่ายอดสุดแล้ว เพราะงั้นเกิดมาชาติใด มีบารมีนะ ได้สั่งสมความรู้ความจริงมา ยอด ก็เบ่งขึ้นมา ก็มีสมาชิก มีลูกน้อง มีสาวก ก็มาขึ้น ก็ได้ก๊ก ได้หมู่ ได้เหล่า เป็นคณะๆๆ แต่ภูมิปัญญานั้น อยู่ในวงแคบของ สูงสุดก็เท่ากับศาสดา ของศาสดาแต่ละศาสนา สูงสุด เท่ากับ ศาสดา ไม่มากกว่านั้นอีก แล้วบล็อคด้วย ยึดด้วยว่า ไม่เป็นอื่น ทุกคำไม่ดิ้น ทุกคำไม่ขึ้นอยู่กับกาละ เทศะ ฐานะ เที่ยง ทุกสิ่งเที่ยงตามความจริงของพระเจ้า ของพระบิดา ของผู้เป็นหนึ่งแล้ว ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เที่ยง คนนี้แหละ จะอยู่ตรงที่ตัวเองรู้สูงสุด แล้วไม่ยอมรับคนอื่นเลย คุณก็เท่ากับกบอยู่ในกะลาครอบของคุณ กี่กัปป์กี่กัล กาล เวลา กี่ 100 ปีแสง คุณก็อยู่ในกบกะลาครอบ เพราะคุณไม่รับใครแล้ว คุณมีแต่ตัวเองคุณถือว่าตัวเองสูงสุดยอดไม่มีใครสูงกว่านี้อีกแล้ว พระพุทธเจ้าไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นอย่างนั้น ผู้ที่สูงกว่าพระพุทธเจ้าคือ พระพุทธเจ้าองค์ก่อน แล้วท่านก็ตรัสรู้ องค์ก่อนคือ ผู้มีทั้งอดีตและอนาคต ส่วนท่านเป็นปัจจุบัน พระพุทธเจ้าองค์ก่อนคืออดีตกับอนาคต 2 สภาพ รวมกันเป็น 1 ในโลกนี้มีอดีตกับอนาคต และรู้ตรงไหน รู้ตรงปัจจุบันนี้แหละ ผู้ที่รู้อดีตกับอนาคตมากที่สุด นั่นแหละ ในปัจจุบันนี้เอามาใช้ อดีตก็เอามาใช้ อนาคต ก็มาใช้ได้ มากที่สุด ผู้นั้นแหละคือพระพุทธเจ้า ทุกองค์แหละ ในขณะที่พระพุทธเจ้าตัวจริง ยังไม่เกิด ในยุคไหน กาละไหนก็แล้วแต่ อย่างในกาละเวลานี้ในโลก โลกที่อยู่ในฟากความมืดอเมริกาเป็นต้น กับไทยสว่างเป็นต้น อยู่คนละฟากฝั่ง หรืออยู่เหนือ อยู่ใต้ เป็นต้น ขั้วโลกเหนือ ขั้วโลกใต้ก็ตาม กาละเดียวกันนี้ ไม่เท่ากัน มีผู้ที่อยู่ในสิ่งที่มีเหตุปัจจัยสมบูรณ์สูงสุดคือ โซน ศูนย์สูตร กลางๆ ดีที่สุด รู้ที่สุด จบสูงสุด สรุปว่า ต้องเอาศรัทธากับปัญญา มาศึกษาแล้วคุณจะประนีประนอม รู้จบ ความจบนี้เรียกว่านานาสังวาส นานาคือต่างกัน สังวาสคือ มันต่างกันแต่อยู่ร่วมกันให้ได้ สังวาสแปลว่าอยู่ร่วมกัน ผู้ที่รู้แล้วว่าเรามีอะไรต่างกัน แต่อยู่กันอย่างประนีประนอม อยู่กันอย่างสามัคคีอย่างอาศัยกัน และผู้ที่มีนานาสังวาสนั้น จะเป็นผู้ที่สูงกว่า และเป็นผู้ที่ยอมแพ้ เพราะว่าไม่ต้องไป ดึงดันกับคนที่จะเอาชนะหรอก ถ้าเขามีความจริงที่ชนะ เขาก็เป็นความจริง แต่ถ้าเขาไม่มี ความจริงที่เป็นความชนะ เขาก็มีความจริงที่ไม่ชนะอยู่ดี เพราะฉะนั้นที่ผู้ที่รู้ความแพ้ความชนะหรือผู้ที่รู้ความจริงว่า อะไรสูงกว่าอะไรแล้ว คุณไม่ต้องไปแข่งดี แข่งชนะ แข่งแพ้อะไรหรอก มันเป็นความจริง ที่สำคัญก็คือรู้ว่า เรานี่แหละเป็นผู้ที่ถูกต้องกว่า จริงกว่า อยู่เหนือกว่า จริงๆ เพราะฉะนั้นความคิด แพ้ได้ แต่ความจริงสูงกว่า เพราะฉะนั้น ผู้ที่ไม่รู้จักความคิด ไม่รู้จักความจริง ก็ยกตนข่มความจริง ผู้ที่ยกตนข่ม ความจริงทั้งๆที่เขาไม่จริง เขาต่ำกว่าแต่เขายกตนสูงกว่า แล้วเขาก็นึกว่าเขาสูงกว่า เขาก็ จบอยู่ตรงที่ไม่จริง เขาเข้าใจความไม่จริงว่า จริง จบอยู่ที่ตรงนั้นแหละ เด็กๆฟังทันไหม 650822 เป็นผู้แพ้ผู้รับใช้ได้ไม่ยาก ด้วยฌานทั้ง 4 รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 51

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน