ปฏิบัติให้ถึงสภาวะให้ยิ่งกว่าพูดแต่พยัญชนะ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.77 KB
วันที่แก้ไข22 สิงหาคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

ปฏิบัติให้ถึงสภาวะให้ยิ่งกว่าพูดแต่พยัญชนะ _ซึ้งซื่อ วิเชียร : กราบนมัสการพ่อท่านด้วยสุดเศียรเกล้าครับ คือผมมีความโลภในบุญกุศล เช่นฟังธรรมพ่อท่านก็อยากกอบโกยเอามากๆ โดยที่ตัวผมเองยังไม่ค่อยเข้าใจในธรรมะที่พ่อท่านเทศน์สอน แต่อยากจะสื่อให้ผู้อื่นได้รับทราบ อย่างนี้เป็นกิเลสใช่ไหมครับ ผมจะลดได้อย่างไรครับ กราบนมัสการขอบพระคุณพ่อท่านอย่างสูงยิ่งครับ พ่อครูว่า... ใช่ เอาให้ตัวเองปฏิบัติรู้สภาวะให้ดีก่อน แล้วทีนี้พูดภาษาจะได้ไม่ผิดด้วย คนที่เรียนรู้มากพวกคงแก่เรียน learned man จะรู้ภาษาบัญญัติมากแต่ไม่เข้าถึงสภาวะก็ไม่มีทางจบได้ ต้องรู้จักสภาวะเข้ามาหาจิตเจตสิก อ่านกายอ่านจิต เข้าใจกายให้สัมมาทิฏฐิคือสภาวะคู่ คู่แรกและคู่ต่างๆ จนกระทั่งคู่สุดท้าย กายกับจิต คู่แรก และคู่ต่อๆๆไป ซึ่งจะเป็นสภาวะ 2 จนถึงที่สุดจบ คู่สุดท้าย ตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ในวิญญาณฐีติ 7 มีกายกับสัญญา เป็น 2 ตัว แยกกายไปเป็นอีกตัวหนึ่งคือสัญญา ก็กำหนดรู้กายนั่นแหละสัญญา กำหนดแยกกายให้ออก อะไรกาย อะไรไม่ใช่กาย เพราะฉะนั้นจะต้องรู้อะไรใช่กาย อะไรไม่ใช่ กาย ให้สัมมาทิฏฐิ ถ้าใครมีสัมมาทิฐิในเรื่องกายแล้ว คุณก็ถึงจะจบวิญญาณฐีติ 7 จบที่ อากิญจัญญายตนะ ไม่ต้องมี เนวสัญญานาสัญญายตนะ เพราะเนวสัญญานาสัญญายตนะ หมายความว่า คุณยังไม่รู้จบ ยังไม่รู้เสร็จ เนวสัญญานาสัญญายตนะ หมายความว่า คุณยังไม่รู้จบยังไม่รู้เสร็จ จะว่าใช่ก็ไม่ใช่ จะว่าไม่ใช่ก็ไม่ใช่ สรุปยังไม่ได้ เพราะฉะนั้น เมื่อมีความคมชัดสัมมาทิฏฐิ เสร็จ อากิญจัญญายตนะ แปลว่าไม่มี กิเลสไม่มีหมดเลย สิ่งที่ไม่รู้ไม่มี มีแต่รู้หมดแล้ว อย่างนี้เป็นต้น อากิญจัญญายตนะ คุณก็ต้องจบ คุณจบ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่วิจิกิจฉา ไม่ฟุ้งอะไรอีกแล้ว เพราะฉะนั้น เนวสัญญานาสัญญายตนะ

อ่านต่อ

จึงไม่ต้องมี จบที่ อากิญจัญญายตนะ ในวิญญาณฐีติ 7

คุณซึ้งซื่อ พยายามเอาของตัวเองให้จบ อย่าเพิ่งไปพยายามอธิบายให้คนอื่นเขาฟังก่อนนะ อันนี้เป็นปัญญาข้อที่ 7 ในปัญญา 8 เพราะฉะนั้น ผู้ที่รู้ดีแล้วว่า อ๋อ.. ขนาดในกลุ่มผู้รู้ เข้าไปสู่สภา มีบัณฑิตทั้งนั้น ถ้าในสภาไม่มีบัณฑิต สภานั้นก็บกพร่อง สภานั้นต้องบรรจุบัณฑิตอยู่ เพราะฉะนั้น อย่าไปดูถูกใครในสภา เพราะสภาจะต้องคือบรรจุผู้ที่คัดเลือกแล้วมาเป็นผู้อยู่ในสภา เป็นสมาชิกของสภา อย่าไปดูถูกใคร เพราะฉะนั้น ใครไม่พูดนั่งเงียบไม่อธิบาย อย่าไปดูถูกเขาเชียวนะ จะไม่ตำหนิผู้ที่นิ่งเงียบ ข้อที่ 7 แล้วจะพูดเท่าที่ควรพูด ย่อมแสดงธรรมเองบ้าง เชื้อเชิญคนอื่นแสดงธรรมบ้าง ไม่ดูหมิ่นผู้ที่เขานิ่งเฉยไม่พูด และแน่นอน อยู่ในสภาไม่พูดสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ยิ่งพูดสิ่งที่เป็นโกหก เป็นสิ่งที่ไร้สาระ คนนี้เอาออกไปจากสภาเถอะ รกสภาทำให้สภาเขาเสียหมด แล้วมีกันเยอะด้วยนะ นี่คือสภามันไม่สมบูรณ์แบบ สภาที่สมบูรณ์แบบต้องมีแต่บัณฑิต ขนาดบัณฑิตนี้ก็ต้องระมัดระวังตัวเองเลย เพราะบัณฑิตอยู่ด้วยกัน ต้องระวังตัวเอง อย่าไปทำเป็นแหลม แม้จะรู้ดีกว่าเขาก็ควรให้เขายก เพราะฉะนั้นอยู่ในสภารู้ดีกันแล้วจึงคัดเลือกหัวหน้าสภา เพราะทุกคนจริงใจและทุกคนก็รู้ว่าใครเป็นใคร คนนี้จะเป็นประธานก็เป็นความจริง แต่พยายามจะเอาพวกกูมาเป็นประธานเอาพวกกูมาเป็นใหญ่ มันก็โกงสภาอยู่นั่นแหละ สภาก็ไม่ใช่สภาที่สมบูรณ์แบบ นี่มันก็บกพร่องกันอยู่อย่างนี้ตลอดเวลา แต่เมืองไทยนี่นะ ก็ขอชมเมืองไทย เมืองไทยได้ประธานสภา 2 สมัยแล้ว เดี๋ยวนี้ก็ยังเป็นประธานสภาอยู่ อายุก็ 83 , 84 แล้ว คือคุณชวน หลีกภัย เป็นประธานสภาที่ดี จึงทำให้สภาของไทยอยู่ดีมาก แม้จะมีคนเลวอยู่ในสภาเยอะ ขออภัยพูดความจริง แต่เขาไม่รู้ตัวหรอกว่าเขาเลว เขาไม่ยอมรับหรอกว่าเขาเลว แต่ประธานสามารถที่จะคุมเกมสภาได้ดี เมืองไทยเป็นเมืองที่ดีอย่างนี้ จะพอเป็นไป แล้วมีประธานสภาและมีนายกที่ใช้ได้ ดีอีก อย่างคุณชวน หลีกภัย เขาก็เป็นโพธิสัตว์แต่อาตมายังไม่อยากขยายความ เพราะคุณชวนเป็นโพธิสัตว์ระดับสายศรัทธา นิ่งแต่คม ไม่มาก ไม่พูดมาก แต่ใช้ได้ ออกมาแต่ละหมัดนี่ น็อคๆๆ แล้วมันมีสภาวะย้อนแย้ง หมัดนี้เบานะแต่แรงมาก dialactic อยู่ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ประเสริฐ ลึกซึ้ง ซับซ้อนเหมือนขัดแย้งในตัว แต่มันสุดยอดในตัว นี่คือคุณลักษณะที่คนไทยมีในเมืองไทย นี่ คนไทยต่างๆพวกนี้คือโพธิสัตว์ โพธิสัตว์คืออะไร โพธิสัตว์คือผู้ที่ฉลาด โพธิสัตว์ฉลาดกว่าอรหันต์ โพธิเป็นผู้ที่มีความตรัสรู้ มีความรู้ในระดับสูงขึ้นสูงขึ้น อรหันต์เป็นผู้ที่ไขความลึกลับ รู้จักความลึกลับ โดยเฉพาะรู้จักของตัวเอง รู้ของตัวเองหมดเรียกว่า อรหันตะ รู้ความลับของตัวเองหมด จบ ส่วนโพธินั้นฉลาดรู้ไปเรื่อยๆ โพธิสัตว์นั้นสูงกว่าอรหันต์ ทุกเมื่อ ตั้งแต่โพธิสัตว์ระดับที่ 1 โสดาบัน อรหัตตผลของโสดาบัน ก็ยังเป็นรองโพธิสัตว์ของโสดาบัน สกิทาคามีก็เหมือนกัน โพธิสัตว์ของสกิทาคามีก็เหนือก็อรหัตตผลของ สกิทาคามี อรหัตผลของสกิทาคามี โพธิสัตว์ก็เหนือกว่าอรหัตผลของสกิทาคามี เพราะฉะนั้น อรหันต์ เป็นความอยู่กับตัวเอง รู้แต่ตัวเอง พยายามทำลายความไม่รู้ ความลึกลับ ให้รู้ ให้พ้นความลับ หลุดพ้นจากความลับ แจ้งสว่าง จบให้ได้ ของตัวเอง แต่ โพธิสัตว์ รู้ ความเป็นของตัวเองแล้ว และกำลังรู้ของผู้อื่นเพิ่ม อันอื่นเพิ่ม ก็เลยเหนือกว่าอรหันต์ แต่อรหันต์ ที่มีอัตตามานะหรือสายตัวเอง จะยึดตัวเอง ไม่ยอมรับคนอื่น โดยเฉพาะเป็นอรหันต์โง่ คือ อรหันต์ที่ ไม่เชื่อว่าจะมีโพธิสัตว์ ไม่เชื่อว่าจะมีใครรู้ดีกว่ากู คนนี้จะโง่ตลอดกาล ผู้ที่อยู่กับตัวคนเดียวและนึกว่าตัวเองรู้แล้วไม่ยอมรับ และไม่ยอมศึกษาว่า อ๋อ โลกนี้มีคนรู้กว่าเรานะ ตราบใดที่คุณยังไม่ใช่พระพุทธเจ้า คุณจะต้องยอมรับผู้ที่เป็นสัตบุรุษ หรือโพธิสัตว์ระดับเหนือกว่า โพธิสัตว์ระดับเหนือกว่าที่จะมาเกิดในแต่ละยุคนี้คือสัตบุรุษ ผู้ที่อยู่ในขั้น 7 สัตตะคือ 7 เคยขยายความมาแล้ว 1-7 แล้วไปเป็น 8 ไปเป็นพระพุทธเจ้าสูงสุดและสุดท้าย ก็ขยายความยากอยู่ เรื่องนี้ วรรคพักไว้ก่อน 650822 เป็นผู้แพ้ผู้รับใช้ได้ไม่ยาก ด้วยฌานทั้ง 4 รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 51

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน