สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน โสดาบันควรละสังโยชน์ 3 ได้ประมาณใด.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน โสดาบันควรละสังโยชน์ 3 ได้ประมาณใด _พ่อคะ โสดาบัน ละสังโยชน์ 3 ได้ประมาณใดคะ ถึงจะรู้ว่าเป็นพระโสดาบันคะ(โสดาปัตติผล) พ่อครูว่า...ผู้ที่จะได้โสดาปัตติผลก็ดูที่เนื้อแท้ธรรมะที่เราได้ปฏิบัติ ผู้ที่จะรู้เนื้อแท้ธรรมะจะต้องอ่านจิตตัวเองเป็น เนื้อแท้ธรรมะหมายถึงเอาจิตตัวเองเอาจิตวิญญาณเป็นแกนหลัก จิตวิญญาณคืออะไร คือธาตุรู้และธาตุที่เป็นได้ 1. รู้เข้าใจเฉลียวฉลาด 2. แล้วมันเป็นตามที่เรารู้ไหมเราปฏิบัติจิตของเราสรุปได้จริง เช่น เรารู้ว่า ฆ่าสัตว์ไม่ดี เราฆ่าอยู่ไหม หากยังฆ่าเราก็ต้องรู้ว่าไม่ดี ยังไม่ใช่บรรลุ ต้องทั้งรู้ทั้งปฏิบัติได้เลย ต้องทั้งไม่ฆ่า เราปฏิบัติได้ด้วยที่จิต โสดาปัตติผล เอาเรื่องของสัตว์ก็ดีของก็ดีรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสก็ดี 3 อย่าง คือศีล 3 ข้อ ข้อที่ 1 เกี่ยวกับสัตว์ข้อที่ 2 เกี่ยวกับข้าวของข้อที่ 3 เกี่ยวกับตา หู จมูกลิ้น กาย เกี่ยวกับกามคุณ 5 โสดาปัตติผล ข้อที่ 1 ไม่ฆ่าสัตว์ เรารู้ว่าไม่ดีแล้วเราก็ได้ประพฤติจริงในการไม่ฆ่าสัตว์ ไม่มีเจตนาในการฆ่าสัตว์ไม่มีความตั้งใจจะฆ่าสัตว์ หากว่ามันพลาดไปมันเผลอไปก็อีกเรื่องหนึ่ง มันไม่ได้มีเจตนาไม่ได้ตั้งใจ จริงใจเลย จิตใจไม่ต้องการฆ่าสัตว์ ไม่มีเจตนาจะฆ่าสัตว์ แต่เผลอได้พลาดได้ ถือว่าเราไม่ได้มีเจตนา ส่วนวิบากบาปที่คนอื่นจะมาทำกับเรานั้นก็มี อย่างเทวทัตกลิ้งหินโดนพระบาทพระพุทธเจ้าห้อเลือดก็เป็นเรื่องของพระเทวทัต ข้อที่ 2 เกี่ยวกับของ ถ้าเกี่ยวกับสัตว์นั้นเป็นสิ่งที่มีจิตวิญญาณ ส่วนของนั้นไม่มีจิตวิญญาณ เป็นเรื่องของ ของกับพีชธาตุ ธาตุที่เป็นพืช พืช ไม่มีความโกรธไม่มีความพยาบาทไม่มีความรักไม่มีความเสี่ยง แม้จะเป็นชีวะแล้วแต่เป็นระดับพืช พลังงานยังไม่ถึงขั้นเป็นจิตนิยาม พลังงานร
อ่านต่อ
ะดับพืชไม่มีบาปไม่มีบุญ เพราะยังไม่ใช่จิตนิยามยังไม่มีจิตใจไม่มีจิตวิญญาณเป็นชีวะระดับพืชเท่านั้น ไม่รักไม่ชังไม่สุขไม่ทุกข์ไม่เจ็บไม่ปวด ดังนั้นพืชนี้พระพุทธเจ้าจึงอนุญาตให้กินได้ แต่สัตว์มันมีพยาบาทมีรักมีชัง ยิ่งสัตว์ชั้นต่ำ สัตว์เดรัจฉานสัตว์เล็กน้อยที่ยังไม่ใช่มนุษย์ แม้แต่เป็นมนุษย์ก็ตาม สัตว์มันไม่รู้หรอก สัตว์มันรักชีวิตของมัน ไปทำร้ายมันทำให้มันเจ็บมันก็พยาบาท เพราะสัตว์มันอวิชชาทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเราอย่าไปสร้างเวรกรรมสร้างวิบาก เราไม่ไปวุ่นวายเกี่ยวข้องกับสัตว์ให้เขารักเขาชิงชังกับเราเลย แล้วกินเนื้อสัตว์ล่ะ ลึกซึ้ง เป็นเรื่องกรรมวิบากที่เป็นอจินไตย สัตว์มันจะรู้ไหมว่าเนื้อหนังไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา แล้วมันจะยึดไหมว่าเนื้อหนังเป็นเราเป็นของเรามันก็ต้องยึดถือ ถ้าเราไปกินเนื้อสัตว์ ดีไม่ดีมันเฝ้าด้วย พระพุทธเจ้าถึงอนุญาตให้กินเนื้อสัตว์ที่เป็นเดนสัตว์กินหรือมันตายเอง สัตว์มันทิ้งแล้วไม่ยึดถือเป็นเจ้าของแล้วมันไม่มีเวรภัยไม่มีพยาบาทแล้ว
เรื่องของสัตว์ ไม่ฆ่า เอาแค่นี้ก่อน ของเราถึงขั้นไม่กินเนื้อสัตว์ อโศกจะเคร่งมาบ้างตรงไม่กินเนื้อสัตว์ด้วย ส่วนของวัตถุกับพืช มันไม่ใช่สัตว์ไม่มีบาปไม่มีบุญไ ม่มีการจองเวรจองกรรม ไม่มีรักไม่มีชัง เพราะฉะนั้นกินได้ หากสัตว์ก็ไม่กินพืชก็ไม่กิน ก็ต้องกินเหล็ก กินไม้ กินดิน กินปูน กินลูกระเบิด แล้ว
ประเด็นที่ 2 เป็นความทุจริตไหม พืชก็ดีสัตว์ก็ดีของก็ดี เป็นของเราไหม หากไม่ใช่ของของเราก็อย่าไปละเมิดเอามาเป็นของเรา ตรงนี้เป็นความผิดบาปในประเด็นข้อที่ 2 เพราะฉะนั้นจะต้องเอาแต่ของที่เขาให้ ถ้าเขาไม่ได้ให้ไม่ได้อนุญาตแล้วมีเจ้าของ แม้แต่ถือวิสาสะก็อย่าทำ ถือวิสาสะก็หมายความว่าของอันนี้เป็นส่วนกลาง จัดส่งส่งไปเลย บางทีมีคนใช้ประจำอยู่นะ..เราก็ไปคว้ามาเลย ก็เป็นการถือวิสาสะเกินมันก็ไม่ดี เอาที่ชัดๆ ว่าของนี้ ส่วนกลางแน่นอน คนอื่นก็เห็นอยู่อนุญาตให้ใช้เป็นของส่วนกลางก็ใช้ได้
ข้อที่ 3 รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เรื่องกามคุณ 5 ก็เอาตรงที่ จัดจ้าน ยังติดรูป รส กลิ่น เสียงสัมผัสจัดจ้านอยู่ เราก็รู้ว่าของเรามันมีความจัดจ้าน แล้วมันลดลงได้ไหม มันยังมีอยู่ก็ตาม มันจะหมดทีเดียว หมดกามคุณเลยทีเดียว โสดาบันก็ยังไม่ได้ แม้แต่สกิทาคามีก็ต้องมาลด จนถึงอนาคามีก็ถึงเป็นการตัดเขตตัดเกรด ของโสดาบัน จนถึงขั้นเลยสกิทาคามีพระอนาคามีถึงจะชัดเจน รูปรสกลิ่นเสียงจัดจ้านของเรานั้นก็ประเมินเอา ลดจัดจ้านลงได้ไหม แต่ก่อนนี้จัดจ้านเท่านี้ แต่ก่อน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต้องเอาอย่างนี้ให้ได้ เอาเป็นเอาตายต้องเอาชนะให้ได้ แล้วก็จัดจ้านต้องแรงๆ ตอนนี้ก็ต้องลดลงมา ลดได้ถาวรไหม ถ้าถาวรก็คือผล เฉพาะที่จัดจ้านนะ ชั้นรองลงมาก็ต้องมีบ้าง มันซ้อนโสดาบันแต่เอาเกณฑ์ของอนาคามีมาตัดเขตของโสดาบัน ค่อยๆทำให้เข้าใจ อ่านสภาวะพวกนี้620708_รายการสำมะปี๋ซี่วิต บ้านราชฯ ครั้งที่ 57