สื่อธรรมะพ่อครู(มูลสูตร 10) ตอน อมตบุคคลในมูลสูตร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข29 กรกฎาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(มูลสูตร 10) ตอน อมตบุคคลในมูลสูตร _อุบาสิกา รินอุรา...การทำงานที่ต้องสัมพันธ์กับคนภายนอก ในบางครั้งคนนอกเขาไม่เข้าใจ เขาถามว่าทำไมพวกเราถึงถกเถียง แล้วก็กล้าจะเถียงกับพ่อท่าน เราจะตอบอย่างไร ซึ่งสำนักอื่น เขาไม่เถียง พ่อครูว่า...ก็ตอบว่า อาตมาให้เกียรติแก่ทุกคน ใครเขาจะเถียงก็เถียงเลยอาตมาไม่ว่าอะไร อาตมาไม่ได้เป็นคนมีตัวตนหรือถือตัวว่าแตะไม่ได้เถียงไม่ได้ อาตมาเห็นเลยว่า ถ้าไม่กล้าเถียง มันจะไม่ทะลุปรุโปร่ง แต่ที่จริงเถียงก็คือแย้ง ยังไม่เข้าใจยังไม่เห็นด้วย คนกล้าแย้ง ดี แต่ถ้าคนที่มีความลึกซ้อนเข้าไปอีก เถียง ก็แย้ง เพื่อเอาชนะคะคานแล้วยึดมั่นถือมั่นถ้าอย่างนี้ไม่มีปัญหาสำหรับอาตมา อาตมาจะรู้ พอแย้งเถียงไปสักพัก ก็จะรู้ว่าเขายึดมั่นถือมั่น เถียงไปก็เสียเวลาอาตมาก็ตัดบทว่าคุณเห็นเช่นนั้นก็เรื่องของความเห็นคุณ ส่วนของเราก็คือของเรา เรียกว่าเป็นนานาสังวาส ต่างคนต่างยืนอยู่คนละขั้ว ก็เป็นเพื่อนกันร่วมกันในสิ่งที่ร่วมได้ความเป็นไปได้เราก็ทำร่วมกัน อะไรที่ร่วมกันไม่ได้ก็ต่างคนต่างทำ ก็จบ ก็เป็นเพื่อนร่วมทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ศาสนาพุทธแม้เป็นชาวพุทธด้วยกันก็มีความเป็นนานาสังวาสได้ (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) _สมณะคิดถูก ...อย่าว่าแต่พวกเราเลย แม้แต่คนนอกที่เขาว่ามาก็เอามาอ่านให้พวกเราฟัง แต่ส่วนใหญ่พวกเราจะไม่ค่อยกล้าเถียง พ่อครูว่า...แม้กล้าเถียงหรือกล้าผ่าอย่างอาตมานี่ มันเป็นความต้องการ อย่างอาตมาต้องการให้เขาเข้าใจต้องการให้เขาได้รับสิ่งที่อาตมาเสนอ ส่วนเถียงนี่ต้องการรู้ทะลุปรุโปร่ง หรือ ถ้าไม่ดีคือเอาชนะคะคาน เป็นอัตตามานะ คนนี้ถ้าเถียงไปพอสมควรเริ่มตะแบงแล้ว เราเห็นว่าคนนี้เริ่มออกนอกกรอบไม่ได้เรื่องมีอะไรมาปนเปเราก็จะจบ จบด้วยการตกล

อ่านต่อ

ง คุณเห็นของคุณแบบนั้นคุณก็ทำของคุณไป นี่เป็นเครื่องตัดสินสูงสุด นานาสังวาส จบที่ว่า เมื่อเห็นคนละอย่างแล้วต่างคนก็ต่างทำอย่างที่แต่ละคนเชื่อก็ต้องให้เกียรติเขาว่าเขาทำถูก เราเชื่อของเราว่าถูกเขาก็แย้งกับเรา มันแย้งกันอย่างถาวรแล้วมันจะเป็นนิรันดรต่อไปก็แล้วแต่ จนกระทั่งเราปรินิพพานเป็นปริโยสานไปแล้ว เขาก็ยังเห็นของเขาอย่างนั้นอยู่ก็ช่วยไม่ได้ ของเรามีที่ไปที่มามีความจบมีอรหัตผล ของเรามี ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ชัดเจนมีรายละเอียดรองรับ เมื่อเราปรินิพพานเป็นปริโยสานนี้เป็นสุดยอดที่สุดเลยในมูลสูตร 10 ปรินิพพานเป็นปริโยสาน พระอรหันต์ก็ใช้คำว่าปรินิพพาน แปลคำว่า ปริโยสาน ไม่ค่อยมีคนเอามาพูด อาตมาเห็นในมูลสูตร 10 ก็เอามาพูด ปริโยสาน คือจบแล้ว อวสานจบเด็ดขาดไม่มีรื้อฟื้นอีกเลย นิพพานอย่างอรหันต์ก็มีนิพพาน หรือแม้แต่โสดาบันก็มีนิพพานแต่ละเรื่องของตนไปได้ พยัญชนะที่สุดแห่งที่สุด ปรินิพพานเป็นปริโยสาน พูดเล่นกับใครไม่ได้มีหนึ่งเดียว เป็นคำสุดท้าย มูลสูตรคือเค้าเงื่อน ต้นกับปลายไม่เหลือแล้ว มูลนี้คือต้น ผู้ที่เป็นอมตะ วิมุติ คือระดับอรหัตตผลแล้ว ในมูลสูตรข้อที่ 8 มีวิมุติเป็นแก่นสารเป็นสาระ คนที่มีวิมุติเป็นคนที่หลุดพ้นบรรลุธรรมแล้ว แล้วมีวิมุติมากพอ จบเลยเป็นอรหันต์ ก็เป็นอมตะ ถ้าพากเพียรไปอีก คุณก็เป็นโพธิสัตว์ แต่ถ้าเป็นอรหันต์แล้วไม่ต่อภพภูมิอีก คุณก็ ปรินิพพานเป็นปริโยสานสุดท้ายไปได้ แต่ถ้าไม่ จะต่อภพภูมิอีก อย่างอาตมานี้จะต่อ บางคนให้เกียรติว่าเป็นโพธิสัตว์ระดับ 8 แล้ว ก็ไม่มีปัญหาหากภูมิธรรมถึงแล้ว ไม่เป็นก็ยังไม่เป็น ถ้าหากไม่เป็นแล้วเราก็หลงตัวเองว่าเป็นอย่างนี้ซวย แต่ถ้าเราเป็นแล้วใครจะว่าไม่เป็นก็ไม่เป็นไร ให้มันมีสภาวะจริง แม้แต่ในมูลสูตร 10 ขออธิบายมูลสูตร 10 เพื่อเสริมหนุนว่า การนั่งหลับตามีผัสสะเป็นปัจจัยปฏิบัติธรรมไม่อยู่ในคำสอนของพระพุทธเจ้าเลย เป็นสวากขาตธรรม ที่ท่านตรัสไว้ดีแล้ว 1. มีฉันทะ เป็นมูล-รากเหง้า (มูลกา) .ถ้าหากเสแสร้งมาทำไม่สำเร็จหรอกต้องมีความยินดีพอใจที่จะมาเรียนรู้ปฏิบัติ จนเข้าใจถึงการมนสิการ 2. มีมนสิการ เป็นแดนเกิด (สัมภวะ) เขาไปแปลโยนิโสว่าถ่องแท้แยบคาย แต่เอามนสิการไปแปลเป็นโยนิโสก็เลยเพี้ยน มนสิการในมูลสูตรยังไม่มีโยนิโส นะ มนสิการแปลว่า การทำใจในใจ จะจัดการใจให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ให้เป็นพลังงานบุญชำระกิเลส หรือจะทำใจของเราให้สบายทำใจของเราให้เป็นทุกข์ เป็นสุข ให้มีปัญญาให้มีความเฉลียวฉลาดอะไรก็แล้วแต่คุณก็จัดการทำใจคุณเพื่อการปฏิบัติธรรม ทำมโนกรรมของคุณให้เกิดเป็น หากทำใจในใจไม่เป็น ปฏิบัติธรรมยังไม่ได้หรอก หรือแม้แต่ทำใจในใจ จะเป็นความมิจฉาทิฏฐิ เช่น จะทำความสงบให้แก่ใจก็ไปนั่งสะกดจิตให้สงบ แต่มันเป็นสมถะสงบอย่างนอกรีตไม่ใช่ทฤษฎีของพระพุทธเจ้าเลย ก็เป็นการทำใจในใจเหมือนกันแต่มันยังเป็นมิจฉาทิฏฐิ อย่างนี้เป็นต้น เพราะว่ามันไม่มีผัสสะเป็นปัจจัยในข้อที่ 3 ของมูลสูตร 3. มีผัสสะ เป็นเหตุเกิด (สมุทัย) ผัสสะคือต้องมีทั้งภายนอกและภายใน ที่จริงแล้วภายในไม่เรียกว่าเป็นผัสสะ หากไม่มีตาหูจมูกลิ้นกาย เอาแต่เพียงการคิดก็ไม่ถือว่าเป็นผัสสะ หากคิดก็เป็นการ ตักกะ วิตักกะ ตรึก นึกคิด มันก็ได้แต่นึกแต่คิด มันไม่ใช่เรื่องของสภาวะที่เอามาถูกต้องสัมผัสกันเป็นรูปนาม 4. มีเวทนา เป็นที่ประชุมลง (สโมสรณา) ไม่มีผัสสะก็ไม่มีเวทนา แต่เวทนา ความรู้สึกของคุณอยู่ในภพมันก็ได้ คุณอาจจะปฏิบัติจนกระทั่งกิเลสบางอย่างของคุณในภพดับ จะดวยวิธีใดๆก็ไม่รู้ยกให้ สมมุติว่าดับได้ก็แล้วกัน แม้คุณจะดับได้มันก็แค่ข้างใน 1 ทวาร อีก 5 ทวารคุณก็เป็นสามัญมนุษย์ จิตคุณจะเป็นอย่างนั้นตลอดกาลนาน นิรันดร แล้วก็ไม่รู้ว่าภายนอกคุณดับได้หรือไม่สำเร็จหรือไม่สำเร็จอีกตั้ง 5 ทวาร คุณยกเลิก สรุปเอาแต่ใจเท่านั้นเอง จริง ใจเป็นประธานแต่มันต้องมีองค์ประกอบ กายะ พระพุทธเจ้าถึงรวมเป็นคำว่าสัมผัส วิโมกข์ 8 ด้วยกาย คำนี้จึงยิ่งใหญ่มาก วิโมกข์ 8 ต้องมีทั้งภายนอกภายในทั้ง อัชฌัตตังและพหิทา แต่คุณมีแต่อัชฌัตตังภายใน คือนั่งหลับตามีแต่ภายใน พหิทาคือภายนอกคุณไม่มี ฉะนั้นวิโมกข์ 8 ต้องครบทั้ง 6 ทวาร อรหันต์แปลว่าเป็นเรื่องไม่ลึกลับ แต่คุณรู้ของคุณคนเดียวคุณบอกว่าคุณบรรลุธรรมเป็นอรหันต์อยู่ในภพ คนอื่นไม่รู้กับคุณเป็นคนที่ 2 ยกตัวอย่างคุณเคี้ยวหมาก ปากเปรอะ อันนี้เป็นสิ่งเสพติดคุณเลิกได้ไหม มันเป็นอาหารหรือมันเป็นยา เป็นยาก็ไม่ใช่ อาหารก็ไม่ใช่และคุณกินอะไร คุณเสพอะไรล่ะ ถึงแม้ว่าเป็นอาหารก็ต้องเป็นมื้อเป็นคราว แต่นี่กินตลอดเวลาต่อเนื่อง คุณบอกว่าไม่ได้อยากหรอกแต่มันต้องกินติดต่อกันมันห้ามไม่ได้ เรียกว่าเป็นการเล่นคารมตีฝีปาก ไม่ได้รู้เลยว่าอันนี้เป็นสิ่งเสพติด แค่หมากพลู ยาดมยาหอม ของตื้นๆก็ยังไม่รู้ ก็ติดยึด แล้วมันจะไปล้างกิเลสอีกอย่างอื่นได้อย่างไร ขออภัย อย่าว่าแต่มหาบัวกินหมากเลย สายนั่งหลับตากินหมากกันทั้งนั้น ต่อให้เป็นอาจารย์มั่น ต่อให้เป็นอาจารย์เสาร์ที่เป็นอาจารย์ของอาจารย์มั่นอีกที อาจารย์เสาร์ก็อยู่ที่อำเภอพิบูลมังสาหาร รกรากของอาตมา วัดป่า อาตมาก็เคยไป สรุปแล้วอาตมาไม่ได้ไปเจตนาว่าร้ายใคร ท่านพากเพียรจริงๆ แต่ท่านก็ยังมีอัตตา สมมุติก็ยังหลง เป็นจิตวิญญาณล่องลอย เป็นภิกษุสาติ (พ่อครูไอตัดออกด้วย) _สมณะคิดถูก…ลูกศิษย์ของอาจารย์ต่างๆที่ได้ฟังพ่อครูเทศน์ เขาก็ไม่ค่อยมีเวลาไปนั่งหลับตาแต่ศรัทธาสายนั่งหลับตา แล้วฟังพ่อครูเทศน์ พ่อครูว่า...คนไปติดหลับตาจะยากกว่าแล้วยึดว่าต้องนั่งหลับตาจึงบรรลุอรหันต์คนนี้ก็ยิ่งยากใหญ่ ขอตอบอีกว่าคุณนั่งหลับตานั้นอีกนานนนนนนนนนเท่านาน นิรันดร ไม่มีทางบรรลุอรหันต์ เด็ดขาด ได้อย่างเก่งก็อาฬารดาบส อุทกดาบส สมัยพระพุทธเจ้าก็มีนี่แหละที่เก่งในทางเดียรถีย์ จนพระพุทธเจ้าทรงอุทานว่าฉิบหายแล้วหนอ จมอยู่ในที่มืดยิ่งกว่าสามเหลี่ยมเมอร์บิวด้า จะไปดันทุรังทำไม นั่งกันหลายคน เอาอรหันต์แบบของคุณมาเทียบกับอรหันต์แบบอาตมา แล้วมาพิสูจน์กันยืนยันการศึกษาให้ดีว่าอรหันต์ของเรานี้แคบกว่า อรหันต์อย่างโพธิรักษ์กว้างขวาง อรหันต์อย่างเรามันลึกจมกว่านะ อรหันต์ของโพธิรักษ์ลึกล้ำกว่า อันนั้นลึกจมยิ่งดิ่งไม่รู้เรื่อง แต่อันนี้ลึกล้ำไม่ลึกลงไปมืดมีแต่สว่างแล้วไม่สว่างเกินเป็นอาภัสราอีกด้วย แต่สว่างอย่างชัดเจนแจ่มแจ้งตามธรรมดาที่มีแสงสว่างของพระอาทิตย์ที่มีดวงตาลืม แล้วก็มีปกติสามัญทุกคนพูดกันรู้เรื่องได้ ไม่ใช่ลึกแล้วก็ลับจนกระทั่งคนอื่นรู้กับตนไม่ได้ คุณพูดกับพวกคุณเอง ต่างคนต่างไม่เห็นของคนอื่นด้วยกันนะต่างคนต่างเห็นของตนเอง เป็นนิรมาณกาย แต่ว่าต่างคนต่างสัมโภคกายบริโภคร่วมกัน แต่ไม่เห็นของกันและกันเป็นอาทิสมานกาย เป็นรูปนามของตัวเอง แต่คุณรู้สึกว่าคุณนะร่วมกันได้สัมโภคกาย แล้วเป็นนิรมาณกายคุณก็สร้างภพชาติเป็นวิมานของคุณเอง คนอื่นเขาก็สร้างของเขาเอง ไม่ใช่เรื่องที่เอามาพูดทางภายนอกแล้วยืนยันด้วยกันได้ ยืนยัน 2 คนเป็นต้นไปว่ามีผู้อื่น แต่นี่คุณเองไม่มีผู้อื่นรู้ด้วยเลย สัญญายนิจจานิ กำหนดรู้ว่าเที่ยงของคุณเองคนเดียว มันเป็นสัจจะเป็นอย่างเดียวได้เหมือนกัน ในพระสูตรนี้จึงยากที่จะเข้าใจ 620708_รายการสำมะปี๋ซี่วิต บ้านราชฯ ครั้งที่ 57

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน