สู้กับความโกหกบิดเบือนด้วยความจริงและธรรมะ 2.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข14 ธันวาคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

สู้กับความโกหกบิดเบือนด้วยความจริงและธรรมะ 2 ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ ว่า... นมัสการพ่อท่านครับ สาเหตุที่เขียนหนังสือเล่มนี้ สถาบันกษัตริย์ ความจริงที่ถูกบิดเบือน พ่อครูว่า... ดีมากเลย ชื่อเรื่องก็ดี๊ดี ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ ว่า... เพราะว่า เห็นว่าโลกนี้รักษาศีล 5 ไม่ได้ เริ่มต้นด้วยการโกหกบิดเบือน แล้วก็ทำร้ายใครคนใดคนหนึ่งโดยการโกหกพูดไม่จริง ผมก็ถือว่าเป็นกระบวนการทำบาปอย่างหนึ่ง พ่อครูว่า... ไม่ใช่อย่างหนึ่ง เป็นอย่างหลักเลย ไปสู่อะไรอย่างอื่นหมดเลย บาป ไปสู่อะไรอย่างอื่นหมดเลย พระพุทธเจ้าตรัสถึงขนาดว่า ผู้ที่โกหกทั้งๆโดยที่รู้ว่าตัวเองโกหก คนคนนี้ไม่มีบาปอะไรที่เขาจะทำไม่ได้ เขาทำได้หมดเลย พระพุทธเจ้าตรัสถึงขนาดนี้ ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ ว่า... ก็เห็นว่าวิธีการที่จะต่อสู้ อันนี้ความเห็นส่วนตัวของกระผมนะครับ วิธีการต่อสู้เรื่องโกหกที่ดีที่สุดคือการนำเสนอสัจจะ คือความเป็นจริงออกมา สู้ด้วยความจริง นอกจากการโกหก ก็มีการใช้คำพูดที่ส่อเสียด หยาบคาย แล้วก็เป็นคำพูดที่ เพ้อเจ้อ พ่อครูว่า... พวก Fake News หาเรื่องออกมาในติ๊กต๊อกนี้ มหาศาลเลย ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ ว่า... ก็เลยคิดว่าไม่มีประโยชน์ที่จะไปเถียง แต่น่าจะต้องเสนอความเป็นจริง ความจริงที่เป็นสัจจะ โดยเอาสัจจะมาสู้ ศัพท์ผมใช้ก็คือ ที่ชอบฟังเรื่องโกหกก็เหมือนกับการขังตัวเองไว้ในกะลา แล้วเรื่องโกหกบิดเบือนเพ้อเจ้อส่อเสียดหยาบคาย มันจะก้องวนเวียนอยู่ในกะลา กล่อมจนเขา มีความเชื่อว่าสิ่งที่โกหก เพ้อเจ้อ บิดเบือน ส่อเสียด เป็นเรื่องจริงทั้งหมด เพราะว่ามันก้องในหมู่ของพวกเขากันเอง วนไปก็วนมาก้องอยู่ในกะลานั้น เพราะฉะนั้น สัจจะเป็นเครื่องมือเดียวที่จะทุบกะลาให้แตกได้ แล้วทำให้คนตื่นจากภวังค์ของการโกหก ส่อเสียด

อ่านต่อ

หยาบคาย เพ้อเจ้อ ออกมาได้ นั่นก็คือเจตนาที่เขียนหนังสือเรื่องนี้ ไม่อาจจะพูดได้ว่าสำแดงธรรม แต่ต้องการให้โลกได้รับรู้ว่าสัจจะความจริงคืออะไร แล้วก็คิดว่า ถ้าสัจจะได้สำแดงออกมา ข้อเท็จจริงนั้นจะทำให้ทุกสิ่งจบได้ นี่ก็เลยเป็นที่มาให้เขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา หนังสือเล่มนี้ใช้เวลาเขียน 2 ปีกว่า โดยเริ่มจากเขียนหนังสือเป็นบทความลงในหนังสือพิมพ์ไปเรื่อยๆ เมื่อมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นก็เขียนชี้แจง มีตั้งแต่เรื่องที่บิดเบือน เรื่องที่หยาบคาย เรื่องที่โกหกอย่างมากเลยก็มีด้วย แต่ว่าก็ไม่ได้ไปตอบโต้ไปด่าทออะไรเขา แต่นำเสนอว่าความจริงคืออะไร ตอนที่ บรรณาธิการชื่อคุณนิรันดร์ เยาวภา เป็น บก.หนังสือเล่มนี้ ตอนที่เขียนผมก็เอาข้อความที่โกหก บิดเบือน หยาบคาย ส่อเสียด เพ้อเจ้อ ขึ้นมาเขียนด้วย แล้วก็บอกว่าความจริงหรือสัจจะคืออะไร แต่คุณนิรันดร์ เยาวภา เห็นว่า ถ้าเป็นหนังสือแล้วเนี่ย ให้บอกเล่าความจริงอย่างเดียว แล้วตัดข้อความที่โกหก ส่อเสียด บิดเบือน เพ้อเจ้อ ออกไปให้หมด บก.หนังสือเล่มนี้บอกว่า ข้อความเหล่านี้ไม่มีประโยชน์ที่จะให้คนได้เห็นซ้ำอีก ผมก็ตกใจอยู่นิดนึงว่า แล้วคนอ่านจะอ่านรู้เรื่องหรือ ถ้าไม่รู้ว่าเขาโกหกหรือบิดเบือนอย่างไร แล้วหนังสือไม่ได้บันทึกสิ่งที่โกหกหรือบิดเบือนเอาไว้ คุณนิรันดร์ เยาวภา บก.เล่มนี้ ก็ใช้วิธีทำเป็นหมายเหตุเล็กๆว่า เกิดเหตุอะไรขึ้น เช่น มีคนใส่ร้ายพระเจ้าอยู่หัวเรื่องราชทัณฑ์ปันสุข สั้นๆประมาณ 1 บรรทัด ให้มีข้อความอธิบายต้นเหตุของการเขียนบทความ เป็นเรื่องสั้นๆ แล้วก็ให้คนได้อ่านแต่สิ่งที่เป็นความจริงกับสัจจะ ไม่ต้องไปอ่านสิ่งที่มันเป็นสิ่งที่โกหกบิดเบือน ตอนแรกๆ ผมตกใจนิดนึง กลัวคนจะอ่านไม่รู้เรื่อง แต่เมื่อพอหนังสือออกมาแล้วได้ลองอ่านแล้วมีความรู้สึกว่า หลังจากที่บรรณาธิการเขาได้ edit ให้ไม่มีข้อความโกหกบิดเบือน เพ้อเจ้อ หยาบคาย ส่อเสียดเนี่ย มันทำให้คุณภาพหนังสือดีขึ้น แล้วก็อ่านด้วยความรู้สึกเบิกบานมากขึ้น พ่อท่านคิดว่าอย่างไรกับการไม่กล่าวถึงสิ่งที่มันไม่ถูกต้องเลย อยากฟังทัศนะพ่อท่าน พ่อครูว่า... มันก็น่าจะเป็นหลักก่อน คือ ในทุกๆสังขาร ทุกๆสิ่งที่ปรุงแต่งขึ้นมาในมหาจักรวาล มันเป็นสัพพสังขารทั้งหลาย สิ่งที่ปรุงแต่งกันอยู่ มาถึงวันนี้แล้ว โลกมันเป็นโลกสังคมกว้าง สังคมหลากหลาย ทั้งกว้างขึ้นและก็มีหลากหลายที่มีความแตกต่างกันอย่างมากมายเหลือเกิน เพราะฉะนั้นความหลากหลายที่แตกต่างกันมากมาย มันมาปรุงแต่งกันอยู่มันจึงมีความหลากหลายที่ทับทวีเป็นปฏิภาคทวีอย่างเกือบจะนับไม่ถ้วน เพราะฉะนั้น เราจำเป็นที่จะต้องดึงเอามา ดึงเอาสิ่งที่จะต้องนำมาชี้แจงในแต่ละกรุ๊ป หรือในแต่ละบริบท ขึ้นมาเรื่อยๆแล้วเอามาแจกแจง จนกระทั่งย่อเข้าๆๆ ถึงสุดท้ายเป็น 2 เป็นคู่สุดท้าย ความแตกต่างของคู่สุดท้ายเป็นตัวจบ ในมหาจักรวาลนี้ ตั้งแต่เริ่มเกิดการขยับเขยื้อนขึ้นไป ถ้ากาละ ไม่เคลื่อนที่เลย กาละ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีอะไรเคลื่อนที่เลย เมื่อไม่มีอะไรเกิด ไม่มีกาละ การเคลื่อนที่ไม่มี ความเป็น 2 ก็ไม่มี ความเป็น 2 จะเกิดเมื่อเริ่มมีกาละ .0000000001 ของวินาที เริ่มขึ้นเมื่อใด เมื่อนั้นก็เริ่มกาลขึ้นแล้ว จากกาละ ก็มาเป็นลักษณะที่คนจะรู้ คนจะจับเอาสิ่งที่เกิดในกาละนั้นขึ้นมา ก็เกิดเป็นตัวฐานะ เป็นตัวฐานะที่คนไปสำคัญมั่นหมาย ไปกำหนดเครื่องหมายว่าอันนี้เป็นอย่างนี้ เป็นหนึ่งเดียวอย่างนี้ ลักษณะอย่างนี้ แล้วมันก็จะเกิดอย่างนี้ๆ อันนี้แหละ มากขึ้นๆน ก็เกิดเทศะ เกิดความแตกต่างกัน เกิดเพศ เกิดบวกเกิดลบขึ้นมา เมื่อมันเกิดบวกเกิดลบนั่นแหละ เริ่มต้น จากบวกลบเป็น พลังงาน E=C(MC 2 ) เป็นพลังงานกรุ๊ปแรกหรือว่าเป็น cyclic order 3 เส้า มีตัวที่เกิดเป็นวงวนเลยกับพลังงาน 2 ตัว คือบวกกับลบ คือ M กับ C และเมื่อมีแรงเคลื่อนที่ในระดับยกกำลังตามที่ไอน์สไตน์เอามาใช้ มันก็เกิดพลังงานปฎิภาคทวี ทบไปเรื่อยๆเป็นเท่าตัวๆๆ คูณๆๆ เป็น Coefficient ไปเรื่อยๆๆเลย นี่คือลักษณะของธรรมชาติใดๆ จิตวิญญาณของมนุษย์ก็นัยยะเดียวกัน จิตวิญญาณเป็นประธานสิ่งทั้งปวงที่อาตมาเริ่มเอาไว้ ตั้งแต่หัวหน้าเผ่า หัวหน้าครอบครัว จนกระทั่งมาเป็นผู้นำ เรียกว่าขุน เรียกว่าพระเจ้าแผ่นดิน อะไรขึ้นมา ในโลกทุกวันนี้ จนมันเกิดการแปรสภาพปรุงแต่งไป แล้วคนก็เข้าใจไม่ได้รอบ เข้าใจไม่ได้ครบถ้วน ก็เลยแก่งแย่งแข่งดีแข่งเด่นกัน กลายเป็นก๊กเป็นเหล่า กลายเป็นพวก 2 พวกอย่างใหญ่ๆ คือพวกผิดกับพวกถูก พวกดีกับพวกไม่ดี เป็น 2 พวกใหญ่ๆนี่แหละ อย่างไรสรุปลงไปก็จะเหลือ 2 พวกใหญ่ๆนี่ ตลอดเวลา มาเข้าเนื้อหาสาระที่จะพูดกันในเรื่องที่ว่า สถาบันกษัตริย์ ที่มีความจริงที่ถูกบิดเบือน อันนี้มันเป็นความตกต่ำ เป็นความเสื่อม แล้วสรุปได้ว่า เป็นความเลวของมนุษย์ได้ คนที่เขาทำ เจตนาตรงๆที่จะทำความเลวนี้ ด้วยเจตนาทำความเสื่อม ทำความทำลายให้มันสูญสลายไปเลย มีแน่นอน ที่เขาไม่ชอบใจที่จะให้มีสิ่งนี้อยู่ในโลก ในมหาจักรวาล ซึ่งมันเป็นความคิดของเขาที่เราห้ามไม่ได้ เพราะเขาไม่รู้สัจจะ ถึงจะอย่างไรก็ตาม อาตมาก็ขอชี้ความเห็นความรู้ของอาตมาว่า ในโลก มันต้องมีคู่ มี 2 ต้องมีสภาวะ 2 ที่ต้องดำเนินไป ไปเดี่ยวมันเป็นความผิดพลาด เบ่งพลังงานเต็มที่ เดี่ยวโดยที่ไม่มีทศพิธราชธรรม ไม่มีคุณธรรม ไม่มีสิ่งที่ดีในผู้ที่เดี่ยวสูงสุดได้ ไม่มีทศพิธราชธรรมเลยไม่มีคุณธรรมเลย มันไปไม่ได้เลย อาตมาขอ hashtag ไว้นิดนึงตรงนี้ แล้วไม่ต้องต่อนะ ว่า #ให้สังเกตประธานาธิบดีเกาหลีเหนือ ให้ดูพฤติกรรมผู้นำเกาหลีเหนือ เขาเป็นทั้งกษัตริย์ เขาเป็นทั้งประธานาธิบดี เขาเป็นทั้งหัวหน้าของพรรคคอมมิวนิสต์ เขาเป็นครบหมดทุกอย่างเลยในพลังที่เป็นหัวหน้าที่มีอำนาจเต็มในเกาหลีเหนือ แล้วเขาก็นำอะไรของเขาไป เขาจะมีความดีงาม มีส่วนเสี้ยวของทศพิธราชธรรมสักจุดใดจุดหนึ่ง เขามีอยู่บ้าง พอจะนำพาสังคมประเทศเขาไปได้บ้าง แต่เขาก็อยู่ในลักษณะของเขาซึ่งเป็นตัวอย่างองค์รวมแล้ว เขายังใช้อำนาจบาตรใหญ่เป็นตัวนำแล้วก็เพื่อจะทำให้ชีวิตของเขาและประเทศ พลเมืองของเขา ดำเนินไปได้ มันเป็นตัวอย่างอันหนึ่งของโลก ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ อาตมาว่า ถือว่าอาตมามีเคราะห์หรือมีโชคไม่รู้ ที่เกิดมาในชาตินี้ ได้เห็นพฤติการณ์ของมนุษยชาติอันนี้ ก็ถือว่าเป็นโชค เป็นโชคที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่มันก็ดี มันได้รู้ เหมือนกับอาตมา แวะเข้ามาหาเมืองไทย มันก็เหมือนโชคหรือเหมือนเคราะห์อย่างหนึ่งที่อาตมาเห็นทักษิณ อาตมารู้จักตั้งแต่ทักษิณเริ่มต้นเข้ามาอยู่ในพรรคพลังธรรม เข้ามาตอนนั้นเลย เขาบอกว่าผมรวยแล้วพี่ ผมไม่โกง แต่เสร็จแล้วก็มาแสดงออกซึ่งเป็นตัวธาตุแท้ของเขา จนกระทั่งทุกวันนี้ก็เห็นธาตุแท้ของเขา ทุกวันนี้ยังแสดงออกมายังไม่หมด เขายังแสดงธาตุแท้ของเขาออกมาเรื่อยๆอยู่ จริงๆเขาควรจะหยุดแล้วพักแล้ว แก่แล้วชีวิตจะได้สบายๆ แต่เขาก็คิดไม่ได้ เขาก็ยังหลงใหลในอำนาจ แล้วแก้ตัวว่า ตัวเองไม่ผิด ตัวเองจะเข้ามาแก้รัฐธรรมนูญ แก้กฎหมาย เพื่อที่จะล้มล้างกฎหมายเดิมเพื่อให้ตัวเองเป็นคนถูก ซึ่งมันล้มล้างไม่ได้หรอก ความจริงก็คือความจริง คุณจะทำอย่างไรมันก็กลบเกลื่อนไปเท่านั้นเองแต่เขาไม่รู้ไม่มีปัญญาพอจะรู้สิ่งที่อาตมาพูดนี้ เขาก็ทำของเขาไปตามประสาเขาไปเรื่อย จนกว่าเขาจะตาย เขาก็ไม่รู้ตัว อาตมาไม่ได้แช่งแต่ขอพูดความจริงว่า เขาก็จะตายไปเหมือนกับเทวทัตที่ตาย ไม่รู้ตัวหรอก เพราะเขาเป็นธาตุ และเป็นทาสตัวเอง ในประเด็นนี้ตลอดไป 651212 รายการปรับทุกข์ ปลุกธรรม ครั้งที่ 6 พ่อครูพบ ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน