ความจริงที่ถูกบิดเบือนของสถาบันกษัตริย์ เกี่ยวกับงบประมาณโครงการพระราชดำริ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์14 KB
วันที่แก้ไข14 ธันวาคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

ความจริงที่ถูกบิดเบือนของสถาบันกษัตริย์ เกี่ยวกับงบประมาณโครงการพระราชดำริ _สู่แดนธรรม... ขออนุญาต วันนี้ผมเองก็เพิ่งจะรู้จักหนังสือเล่มนี้ ผมก็เลยอยากทราบจากปากอาจารย์อานนท์เองว่า มีทีเด็ดอะไรที่เจ๋งๆ ช่วยบอกเล่าให้ฟังหน่อยครับ _ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ ว่า... เล่าเรื่องสนุกหน่อยนะครับ มีบทความบางบทความที่ผมเขียนเพื่อให้เขาเชิญผมไปดีเบตครับ บทความ เขียนเพราะว่าผมนี่เป็นคนพูดไม่ค่อยเก่ง ถนัดเขียนมากกว่าพูด แล้วก็เชื่อมั่นว่า การเขียนนี้เปลี่ยนโลกได้ ผมก็เลยเขียนบทความหนึ่ง คือความจริง 12 ประการของภาษีกู ตอนนั้นก็มีเพื่อนอาจารย์ที่เขาทำ Social Listening คือรับฟังกระแสสังคมบนโลกออนไลน์ ปรากฏว่าประมาณร้อยละ 95 ของการใส่ร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับเงินทองและภาษีกู เป็นเรื่องเงินทั้งหมด ผมก็มานึกว่า ทำไมคนเราถึงถูกใส่ร้ายเรื่องเงินง่ายจัง ผมก็คิดว่า มนุษย์เราคงมีความโลภอยู่เป็นพื้นฐาน หากเห็นใครมีทรัพย์มากกว่าตัวเองก็จะเกิดความอิจฉาริษยาหรือเชื่อได้โดยง่าย ว่าคนนั้นได้ทรัพย์มาได้โดยวิธีไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้น การใส่ร้ายเรื่องทรัพย์เป็นการใส่ร้ายได้ง่ายที่สุด โดยเนื้อหาของทรัพย์นั้น อาจจะเป็นของที่มีคนโกงมากที่สุดก็เป็นไปได้ แต่ผมเขียนแล้วก็คิดว่าจะมีพิธีกรบางรายการจะเชิญผมไปออกอากาศ ผมก็เลยคิดว่า วิธีการที่จะทำให้คนได้รับรู้ความจริงก็คือว่า เราอยากได้ลูกเสือเราต้องเข้าถ้ำเสือ ถ้าเรารู้ว่าเด็กๆถูกหลอกเยอะ สิ่งที่เราจะทำได้ก็คือเราต้องเข้าไปในสนามของเขา ที่เราเป็นฝ่ายเสียเปรียบ แต่เราต้องได้เปรียบ โดยที่เราต้องทำตัวเป็นเหมือนธรรมดาๆ ให้เขาเชื่อว่าเรารู้ไม่มากนัก ก็เขียนไปเรื่อยๆ พอเขียนแล้วเขาได้อ่าน ก็เชิญให้ผมไปออกรายการก็เป็นที่มา ให้ผมได้ดีเบตกับน้องรุ้ง

อ่านต่อ

ปนัสยา และมีพิธีกรคือ คุณจอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ ก็เป็นบทความหนึ่งในนี้ ผมก็รู้สึกว่าการเขียนมีประโยชน์จริงๆ ทำให้ผมเชื่อในพลังการเขียน ผมก็เลยได้ทำหน้าที่ที่เกิดการดีเบตตรงนั้นขึ้น จริงๆวันนั้นผมไปดีเบตด้วยความรู้สึก ผมทราบว่าน้องรุ้งเขาไม่ได้รู้อะไร เขาถูกผู้ใหญ่ผลักออกมา ตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม ที่เขาต้องไปอ่านประกาศปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ 10 ข้อ แล้วเขาก็ออกมาให้สัมภาษณ์กับ BBC ไทยว่าเขาไม่ได้เขียนประกาศนั้น แล้วเขาก็ไม่ได้รู้เรื่องด้วยซ้ำว่าเป็นเรื่องอะไร แต่มีผู้ใหญ่ผลักเขาให้ออกไปอ่าน ผมก็เลยรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่น่าเวทนามากเลย วันที่จะออกรายการ เขาโทรมาตอน 08:00น. ผมก็ยังนอนซึมเซาอยู่บนเตียงตอน 8:00 น. เขาก็บอกว่ามาออกรายการได้ไหม เขาก็บอกว่ายังไม่รู้ว่าเป็นใครแต่เขาก็ไล่ชื่ออาจารย์นักวิชาการผู้ใหญ่ฝั่งโน้น มาจนหมดทุกคน ผมก็บอกว่าใครก็ได้ไม่มีปัญหา ไม่มีใครอยากจะมาดีเบตกับผม ประมาณ 13:00 น เขาก็โทรมาบอกว่า ต้องเป็นเด็กแล้ว ไม่มีอาจารย์คนไหนยอมมา ผมก็คิดว่าไม่เป็นไร เราคุยกับเด็กก็ได้แต่เราต้องคุยกับเด็กด้วยเมตตา ในความที่เราเป็นครู ถ้าเราเมตตาเขา เราก็สอนเขาได้แต่ก็อาจจะเป็นวิธีการสอนที่ออกจะดุสักหน่อย ผมรู้สึกเหมือนกับ ตอนอยู่ในรายการผมเป็นธรรมชาติมาก เหมือนผมสอนวิทยานิพนธ์ปริญญาโทที่นิด้า ที่จุฬา หรือที่ธรรมศาสตร์ ไม่รู้ก็ต้องดุกันแหละ แต่ดุแล้วเราก็บอกว่า ข้อเท็จจริงคืออะไร คือไม่ใช่ดุแบบไม่มีเหตุผล แต่ดุแล้ว พยายามอธิบายว่าข้อเท็จจริงคืออะไร พยายามสอนให้เขาหาทางออกมาให้ได้ บทความนี้ก็อยู่ในหนังสือเล่มนี้ด้วย ถก!! พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ 2561(2)| ถามตรงๆกับจอมขวัญ |27 พ.ย.63[Online Exclusive] พ่อครูว่า... เป็นคาแรคเตอร์ของครูอย่างหนึ่ง ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ ว่า... มีอีกหลายเรื่องที่เป็นเรื่องเงินทอง อย่างเรื่อง โครงการพระราชดําริ 4,000 โครงการ ใช้งบประมาณไป 3 หมื่นกว่าล้าน แต่จริงๆโครงการพระราชดำริเป็นงานที่ทำเพื่อประชาชน ผมก็ชอบยกตัวอย่างเขื่อนขุนด่านปราการชล เขื่อนขุนด่านปราการชลสร้างโดยกรมชลประทาน ตอนนี้กรมชลประทานเป็นคนถืองบเขื่อนปีหนึ่ง 50 ล้าน 100 ล้านก็ต้องมีอยู่แล้ว แต่พระเจ้าอยู่หัวท่านไม่ได้ถือเงิน สำนักพระราชวังไม่ได้ถือเงินก็พอ คณะกรรมการประสานงานโครงการพระราชดำริก็ไม่ได้ถือเงินกรมชลประทานเป็นคนถือเงินและเป็นคนใช้เงิน ประโยชน์ของเขื่อนก็ตกเป็นของประชาชน เขื่อนขุนด่านป้องกันน้ำท่วมนครนายก สระแก้ว ปราจีน แล้วไล่น้ำเสียนครนายก รวมทั้งกรุงเทพฯด้วย น้ำเค็มที่จะเข้ามาบางปะกงด้วย ทีนี้การโกหกก็คือพูดความจริงครึ่งเดียวแล้วก็เอาไปรวม ใช้คำว่า อักขระ คือเอาอักขระที่มีคำว่าเฉลิมพระเกียรติ พระราชดำริ ใส่กวาดเข้ามาให้หมดเลย ซึ่งมันก็ไม่ถูกต้องเพราะว่าโครงการพระราชดำริสุดท้ายก็เป็นงานของราชการ อะไรอย่างนี้เป็นต้น ผมก็รู้สึกว่า หนังสือนี้ก็ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในบ้านเมืองพอสมควร จากการดีเบตครั้งนั้น แม้ว่า จะมีคนที่อาจรู้สึกว่า ผมดุ น้องรุ้งมากไปหน่อย หรืออาจดุคุณจอมขวัญมากไปสักนิดนึงด้วย แต่ก็เป็นความดุที่อยู่บนพื้นฐานของความเมตตาที่ครูคนหนึ่งจะสอน หรือว่า ให้ความรู้กับสังคมหรือสาธารณะครับ เพราะว่า ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่จริงหรือไม่ถูกต้อง เราก็มีหน้าที่จะต้องดุ โดยเฉพาะคนที่กำลังหลงผิดคือเข้าใจผิดอย่างหนัก เราก็มีหน้าที่ต้องดุหรือชี้ทางสว่างนะครับ ผมไม่กล้าใช้คำเท่าพ่อท่านที่บอกว่า ข่มคนที่ต้องข่ม นิคคัณเห นิคคหารหัง พ่อครูว่า... เป็นคำของพระพุทธเจ้า ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ ว่า... ผมไม่กล้าที่จะไปข่มเขา แต่ก็พยายามจะดุและก็สอน ก็เป็นอย่างที่เห็นออกมา ใครอยากจะรู้ว่าที่มาของการดีเบตระหว่างรุ้ง แล้วก็ที่จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ เป็นพิธีกร มาอ่านหนังสือเล่มนี้ได้ มีอยู่ 2-3 บทความซึ่งเป็นที่มาของการดีเบตครั้งนั้น ก็อยู่เบื้องหลัง เล่าให้ฟังนะครับ พ่อครูว่า... อาตมาก็คิดว่า น่าจะพอสรุปเรื่องลงไปตรงนี้ว่า ในสังคมมนุษยชาติมันมีความผิดกับความถูกต้อง มันมี 2 นัย ทุกอย่างต้องมี 2 นัยกัน ชัดๆ เพราะฉะนั้นคนเราจึงต้องพยายามที่จะค้นหาความถูกต้องให้ได้ เมื่อได้ความถูกต้องแล้ว ตนเองเป็นผู้ที่เคยหลงผิดไปกับความผิดก็แก้ไขเสีย แล้วก็พยายามพาผู้ที่เราเคยพาเขาให้ผิดไปด้วยให้กลับคืนมาสู่ความถูกต้อง การเปลี่ยนแปลงหรือปรับปรุงเท่านี้ เกิดขึ้นอยู่ในที่ใด เกิดขึ้นในสังคมใด มันก็จะเกิดการพัฒนาขึ้นใหม่ เป็นความถูกต้องขึ้นไปได้เรื่อยๆ มันจะจริง จะดี สังคมมนุษยชาติมันมีอยู่ 2 สภาพใหญ่ๆ 2 สภาพใหญ่ๆนี่คือ 1. คู่ของความดีกับความชั่วหรือความผิดกับความถูก มันเป็นเรื่องของโลกียะ ไอ้สิ่งที่ใหญ่กว่านั้นคือ ความสุขกับความทุกข์ ซึ่งเป็นเรื่องของปรมัตถ์ เป็นเรื่องของจิตวิญญาณ เป็นเรื่องของมนุษยชาติส่วนตัว ที่เราไปหลงติดความสุข แล้วก็ชังความทุกข์ ซึ่งสัจจะที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้คือ ทั้งความสุขความทุกข์ มันเป็นมายาทั้งคู่ แล้วเราก็ไปยึดฝั่งใดฝั่งหนึ่ง ผิดทั้งนั้น อันนี้ก็สูงสุดแล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่าจะสามารถแยกดีแยกชั่ว แล้วก็ทำถูกทำดี อย่าไปทำชั่ว ก็เป็นส่วนหนึ่งของมนุษยชาติและเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่จะอยู่ดี สงบ เป็นไปได้อย่างพอสมควร ถ้ายิ่งไปรู้จักสุขทุกข์ แล้วลดความติดสุขติดทุกข์ของตัวเองจริงๆ ลดตั้งแต่ พระพุทธเจ้าสอนไว้หมดตั้งแต่มันไปเกี่ยวข้อง ไปสัมพันธ์แล้วก็ไปเกิดปฏิกิริยาร่วมอยู่กับสิ่งนั้น เช่น ไปมีปฏิกิริยาร่วมอยู่กับความรุนแรง ก็เลิกความรุนแรงนั้นมาเสีย อย่าไปร่วมกับความรุนแรงนั้น ให้มาทำสิ่งที่มันเบาลงกว่านั้น เรียบร้อยกว่านั้น ลหุตา กว่านั้น ขึ้นมาเรื่อยๆมันก็จะพัฒนา เจริญขึ้นมาจริง แต่ถ้าไม่เข้าใจแล้วจะไปทำร่วมกับพวกรุนแรงๆ อย่างทุกวันนี้สังคมที่จะร่วมกันและทำความรุนแรง ประชุมกันเรื่องค้าอาวุธ เป็นต้น ประชุมกันเรื่องพยายามส่งเสริมพัฒนาการของพลังงานที่จะให้เกิดความรุนแรงยิ่งขึ้น เพื่อที่จะได้เอาความรุนแรงเอาไปประหาร ไปแข่งดีแข่งเด่นอะไรกันต่างๆนานา ซึ่งมันเป็นความถอยหลังอย่างน่ากลัวตามที่ในหลวง ร. 9 ท่านตรัสไว้แล้ว แต่คนเข้าใจยังไม่ได้หรอก เขายังไม่รู้ง่ายๆหรอก เขายังเห็นว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งสำคัญเป็นความเจริญ เหมือนอย่างประเทศเกาหลีเหนือเชื่อ เหมือนอย่างสหรัฐอเมริกาเชื่อ หรือแม้แต่รัสเซียก็ตาม แม้แต่ตะวันออกกลางที่เขาเอง เขายังไม่ค่อยประสีประสา เท่าตะวันตก เท่ารัสเซีย หรือยิ่งเป็นเกาหลีเหนือเขายังไม่เท่า เขายังไม่ทราบซึ้งถึงพลังงานที่รุนแรง มากๆเก่งๆยิ่งใหญ่ เหมือนกับคิม จองอึน เขาหลงหนัก เพราะว่าเขาได้อันนี้เป็นหนึ่งเลย เขาจะใช้อันนี้แหละเป็นตัวนำเขาไป จนกว่าเขาจะตาย อาตมาทำนายได้เลย คิม จองอึนนี้ เขาก็จะนำพาเรื่องนี้ไปตลอดชีวิตของเขา ส่วนคนที่ยังหลงอยู่อย่างอเมริกาหรือรัสเซียบ้างก็ตาม แม้แต่จีนตอนนี้เปลี่ยนแปลงมาบ้าง ไม่ไปสำคัญมั่นหมายในเรื่องนั้น แต่ก็สำคัญมั่นหมายในเรื่องสิ่งที่เป็นปัจจัย 4 ข้าว ผ้า ยา บ้าน เป็นต้น ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้หมดแล้ว ข้าว ผ้า ยา บ้านเป็นปัจจัยสำคัญในชีวิตที่สำคัญกว่าปืนผาหน้าไม้ หรือแม้แต่พลังงานรุนแรงอะไรต่างๆ อย่างนี้เป็นต้น คนที่เข้าใจแล้วอย่างจีน พลเมืองมากในโลกขณะนี้ เข้าใจอันนี้ โลกทุกวันนี้ก็เลยดีขึ้น พูดถึงตรงนี้แล้ว ก็อยากจะขอทำนายให้แก่โลกรับซับทราบไว้ว่า ถ้ามวลพลังงาน เป็นมวลใหญ่แล้วมีพลังงานมากในตัว อย่างเช่นประเทศจีน เข้าใจ แล้วก็ไม่ร่วมมือด้วยกับการที่จะใครก็แล้วแต่ที่พยายามที่จะปลูกให้เกิดสงครามโลกขึ้นมา แล้วจะดึงจีนเข้าไปร่วมด้วย ถ้าจีนไม่ร่วมด้วย ไม่มีน้ำยาหรอก สงครามโลกครั้งที่ 3 ไม่มีทางเกิด หรือแม้แต่จะไปดึงอินเดีย ยิ่งยากใหญ่ นี่เป็น 2 ประเทศที่มีพลเมืองมากที่สุดในโลก นอกนั้นก็จะไปเก็บเอาพลเมืองที่มี 300 400 500 ล้านขึ้นไป จะไปดึงสหรัฐ จะไปดึงอินโดนีเซีย หรือไปดึงที่ไหนๆที่มีพลเมือง 300-400 ล้านประมาณนี้มารวมกัน เพื่อที่จะก่อให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 มันเกิดยาก ถ้าจีนกับอินเดียไม่เล่นด้วย ส่วนประเทศไทยเป็นประเทศที่ปลอด เพราะว่ามีพลเมืองแค่ยังไม่ถึง 100 ล้าน เพราะฉะนั้นเป็นประเทศที่เขาไม่ค่อยกลัวกันหรอก แล้วเราก็ไม่แสดงฤทธิ์เดชอำนาจในเรื่องของพลังงานรุนแรง โดยเฉพาะอาวุธยุทธภัณฑ์ ซึ่งประเสริฐแล้ว ถูกต้องแล้วประเทศไทย จงทำตัวเป็นกลาง ประเทศไทยถ้าทำตัวเป็นกลาง เลียนแบบ สวิตเซอร์แลนด์ก็ได้ ทำตัวเป็น กลาง เป็นแหล่งที่คนอื่นจะได้มาพักอาศัย เดี๋ยวนี้เริ่มแล้วจะเห็นได้เลย ค่านิยมของสังคมเมืองไทยเป็นเมืองที่น่าพักน่าอาศัย ที่น่าเที่ยว ชักมีลักษณะพวกนี้เห็นแล้ว อันนี้เป็นนิมิตหมายที่ดีของกระแสสังคม เทรนด์ของสังคม เป็นนิมิตหมายที่ดีมากเลยว่า เออ.. ถ้ามนุษย์โลกประชากรโลก มองเห็นว่าสังคมอย่างประเทศไทย มันเป็นประเทศที่น่าเที่ยว น่าอยู่ น่าฝากชีวิตไว้ ว่างั้นเลย มันจะสุดยอดเลย ซึ่งเราไม่ได้พูดหลงตัวของประเทศเราหรอก อาตมาไม่ได้หลงประเทศไทย แต่อาตมาว่าประเทศไทยมีความจริง มีความน่าอยู่เป็นสังคมที่ยอดแล้ว อาตมาก็พูดไปแล้วหลายที ประเทศที่ดีที่สุด คือประเทศไทย เป็นชมพูทวีป เป็นมนุษย์โลกุตระ ซึ่งอาตมาพูดโดยใช้ศัพท์วิชาการพวกนี้ เป็นศัพท์ทางศาสนา ศัพท์ของพระพุทธเจ้า มันก็อาจจะยาก แต่ค่อยๆศึกษาไป มันไม่ใช่ภาษาสากลเหมือนภาษาอังกฤษ ภาษาจีนหรือภาษาทั่วไปพื้นๆที่เข้าใจได้ง่ายๆ แต่เป็นภาษาวิชาการของทางโลกุตรธรรมมันก็จะยากหน่อย แต่มันเป็นเรื่องจริงที่จะห้ามไม่หยุดหรอก ห้ามไม่หยุด สิ่งเหล่านี้จะมีวิวัฒนาการ มีพัฒนาการต่อไปอีก เรื่อยๆๆๆ ช่วยกันเถอะ เพราะฉะนั้นแก้ไขความผิดอย่างที่คุณทำ ข้อที่ความจริงที่ถูกบิดเบือนของสถาบันกษัตริย์ นี่ก็เป็นจุดสำคัญ เพราะกษัตริย์ไทยเรามีทศพิธราชธรรมที่แท้จริง และก็มีปรากฏการณ์ มีฟีโนมีน่า ที่ทำไว้อย่างยืนยันได้ เป็นหลักฐานอ้างอิงได้ ไม่ใช่พูดแต่ปาก เพราะฉะนั้นจึงเป็นสิ่งจริงทั้งวัตถุ ทั้งพฤติกรรม ทรงเอง มีพระจริยวัตรแล้วก็เกิดผล ในประเทศไทย อะไรต่ออะไรต่างๆนานา มีหลักฐานอ้างอิงยืนยันได้สมบูรณ์แบบ สิ่งเหล่านี้ จะเป็นความจริงที่ยืนยันต่อมวลมนุษยชาติในโลก คือ ใครจะมาบิดเบี้ยว ใครจะมาเปลี่ยนแปลงแก้ไขมันไม่ได้หรอก เพราะว่าเป็นความจริงที่มันเกิดแล้ว เป็นแล้ว ปรากฏแล้ว มันก็คนก็จะต้องรับรู้แล้วก็ยอมรับ เพราะว่าไม่ใช่เรื่องที่อยู่แต่ในหัวคิด อยู่ในความนึกคิด อยู่ในห้วงความฝันเท่านั้น ไม่ใช่ แต่มันเป็นสิ่งที่เกิดปรากฏเป็นสังขารเป็นกรรม เป็นองค์รวมที่เกิดเป็นรูปนาม เป็นสิ่งปรุงแต่งขึ้นมา เป็นตัวเป็นตนขึ้นมาให้คนสัมผัสได้แล้ว เพราะฉะนั้น ยืนยันสิ่งที่ผิดที่ถูกกันเข้าไปคนละประเด็น แต่ละมิติ แต่ละส่วน แต่ละภาคที่ใครถนัด ถนัดอันใดก็ทำไป แต่อาตมานี่ทำเป็นธรรมะ เป็นนามธรรมมาก แต่อาตมาก็ว่า อาตมาพอรู้อย่างที่ได้แสดงออกไป อาตมารู้จักอินเดียบ้าง รู้จักจีนบ้าง รู้จักเกาหลีเหนือ รู้จักสหรัฐ แม้แต่รัสเซียอะไรต่างๆนานาที่เขายังไม่เข้ามาเท่าไหร่ เขาก็อยู่ตามประสาของเขาไป น่าสงสารก็มี แต่ยังพูดไม่ได้ พูดไม่ถึง น่าสงสาร แต่ที่จริงเขาเหมือนสุขสบายดีนะ อย่างผีตองเหลือง เขาก็อยู่สบายดี หรือพวกที่อยู่ที่แอฟริกา เขาก็สบายดีของเขาไปตามประสาของเขาอยู่ เขายังไม่เข้ามาร่วม จะมาอยู่ในสังคมที่นำหน้า 651212 รายการปรับทุกข์ ปลุกธรรม ครั้งที่ 6 พ่อครูพบ ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน