วิธีทำจิตให้มีความเป็นพีชะความเป็นอุตุ ได้อย่างไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
วิธีทำจิตให้มีความเป็นพีชะความเป็นอุตุ ได้อย่างไร พ่อครูว่า... เราก็พัฒนาตัวเองของแต่ละคนๆ เกิดมามีชีวิตแล้วไม่มีอะไรดีกว่ามาพัฒนาตัวเองให้มันถึงที่สุด เป็นอรหันต์ เป็นการจบกิจ เป็นอรหันต์ได้ ทำจิตวิญญาณของตนให้สลาย เลิกเวียนเกิดเวียนตาย ในวัฏสงสารนี้หรือว่าใน กาละได้อย่างแท้จริง ซึ่ง ผู้ที่บรรลุธรรมของพระพุทธเจ้านั้น เมื่อบรรลุธรรมตั้งแต่เป็นๆ มีชีวิตเป็นๆ สามารถมีปัญญาอันยิ่งและสามารถเห็นความเกิดความตาย ความเกิดความตายของจิตวิญญาณ เกิดตายในระดับพีชะ ทำจิตวิญญาณให้เกิดตายในระดับพีชะ ก็ทำได้ เห็นจริง พิสูจน์เลยว่าในโลกนี้สิ่งที่เราสัมผัสสัมพันธ์มาสังขารปรุงแต่งกับเรา สิ่งที่เราจะไม่เกี่ยวข้องเหมือนมันตายจากเราไปเลย มันมีอยู่ในโลกดินน้ำไฟลม พีชะ สัตว์ทั้งหลาย รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ลาภยศ สรรเสริญ มันมีอยู่ในโลกทั้งนั้น แต่เราสัมผัสแล้ว เรามีปฏิภาณปัญญารู้ทันสิ่งเหล่านี้หมด จนสุดท้ายแล้วเราก็ มันอยู่ก็อยู่ของมันไป เราไม่ได้เกี่ยวข้องกับมันเลย เรียกว่าหลุดพ้นหรือตัดขาดจากมันได้ มันก็อยู่ของมันเป็นอุตุ อุตุก็คือมันเป็นดินน้ำไฟลมที่เราไม่ต้องการใช้ มันอยู่ในอะไรก็แล้วแต่ เราก็ไม่ต้องการมัน มันจะปรุงแต่งอยู่ แม้แต่จะเป็นผีหลอก เป็นมนุษยชาติปรุงแต่งอยู่ เป็นรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ใส่ตนเอง ยิ่งใหญ่หรูหรามาหลอกเรา ชักชวนเรา เราก็เฉย เราไม่ได้ใยดี ไม่ได้ไปหลงที่จะไปกับรูป รสกลิ่น เสียง สัมผัส หรือ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ที่เขาเป็นอยู่ เราก็รู้ว่า เขาเป็นเขามี แต่เราไม่แล้ว มันพิสูจน์ได้เลย สิ่งนั้นเขาเป็นกัน แต่เราขาดไปเลยเป็นอุตุ มันมีอยู่เราก็สัมผัสอยู่ มันขาดจากเราเป็นอุตุ ไม่มีกายของเราไปสัมผัสตรงนั้นเลย กาย คำว่ากายะ คำนี้จึงยิ่งใหญ่มากที่จ
อ่านต่อ
ะเข้าใจได้ ก็คนจะเข้าใจว่า กายคือร่างภายนอก คำว่าภายนอกไม่ผิด แต่ว่าไม่ถูก ถ้าเข้าใจว่าเป็นเพียงภายนอกอย่างเดียว กายมีอย่างเดียวไม่ได้ กายต้องมี 2 เสมอ แล้ว ทั้งภายนอกภายในนั่นแหละเป็นตัวหลัก และแม้จะขยับเข้าไปถึงข้างใน เราหลุดพ้นจากตาหูจมูกลิ้นกายแล้วขยับเข้าไปภายใน สัมผัสอยู่เป็นรูปเป็นนาม เราก็ไม่ได้เรียก กาย เต็มที่ อยู่ภายในเราไม่เรียก กาย เต็มที่ ก็พอเข้าใจกัน เพราะคนที่มิจฉาทิฏฐิเลยเถิดสุดโต่งก็นึกว่ากายมีแต่เพียงภายนอก ข้างในไม่มีกายเลย ไม่มีสภาพ 2 เลย ที่จริงแล้ว กาย ต้องเป็นสภาพ 2 เสมอ อย่างนี้เป็นต้น ไปเหลือแต่จิตในจิต ก็เลยเอาแต่จิตในจิต ไม่มีสัมผัสภายนอกเลย อันนี้แหละ ผิด ผิด เพราะฉะนั้นต้องมีกาย มีสัญญา มีวิญญาณฐีติ วิญญาณที่ตั้งอยู่ทางรูปทางตา ทางหู จมูก ลิ้น กาย 5 ทวาร ต้องมีทั้ง 5 ทวารทั้งอยู่พร้อมทั้งภายนอกและภายใน มีกาย 5 เรียกว่า วิญญาณฐีติ วิญญาณตั้งอยู่ทางตา วิญญาณตั้งอยู่ทางหู วิญญาณตั้งอยู่ทางจมูก วิญญาณตั้งอยู่ทางลิ้น วิญญาณตั้งอยู่ทางโผฏฐัพพะ ทางภายนอกสัมผัส แตะต้องกับผิวหนัง โผฏฐัพพะ ของเรา ทั้งหมดภายนอก ก็ผิวทั้งนั้น ภาษาไทย ผิว ภาษาบาลีก็เป็นโผฏฐัพพะ เมื่อสามารถสัมผัสแล้ว ก็เอามาปรุงแต่งเป็นชีวะ ที่มีรส เสพรส อยู่เป็นจิตนิยาม ไม่เสพรส รู้ความจริงเฉยๆ เรียกว่าพืช ขาดจากเราออกไปเลย ไม่มีชีวะในตัวเราเลย เป็นดิน น้ำ ไฟ ลมไปเลย นั่นคือ อุตุ _มีคุณฉลวย วิฆเนศ เขียนถามมาว่า...วันนี้ผมไปโรงพยาบาลเพื่อถอนฟันที่โยกออก 1 ซี่ นึกถึงคำสอนของพ่อครูที่บอกว่าฟันที่หลุดออกไปแล้วมันก็คือ อุตุ ดินน้ำลมไฟ ถ้าเช่นนั้นอาการที่เจ็บปวดทรมานนั้นเกิดจาก กาย ที่มีวิญญาณเป็นเวทนาใช่ไหมครับ พ่อครูว่า... ใช่ คุณใช้พยัญชนะถามมาถูกต้อง แต่คุณจะเข้าใจคำว่ากายที่มีวิญญาณเป็นเวทนา ที่คุณใช้ภาษาเขียนมาเองเลย กาย คือขนาดไหน วิญญาณ คือขนาดไหน เวทนาคือขนาดไหน ถ้าคุณเข้าใจชัดเลย เพราะจริงๆแล้วคำว่า กาย มันไม่รู้สึกเจ็บปวด กายนี่ ไม่รู้สึกเจ็บปวด เพราะฉะนั้น เมื่อ กาย มันไม่รู้สึกเจ็บปวด ก็คือมันไม่มีกายกับจิตของเรา ถ้า กาย ยังรู้สึกเจ็บปวด เราก็มีจิตวิญญาณ มีเวทนา เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีความรู้สึกเจ็บปวด เฉยๆ อาตมาใช้เล็บอธิบาย ทีนี้คุณฉลวยไปเอาฟัน ฟันก็เป็นสิ่งหนึ่งในมูลกรรมฐาน 5 ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง แต่ ฟัน มันจะยาก อธิบายยากกว่าเล็บ ก็ไม่เป็นไร ลองฟัง ฟัน ดูก็ได้ คุณเฉลยถามว่า ถอนฟันออกแล้วมันจะไม่รู้สึกเจ็บปวดอีกแล้วมันเป็นอุตุไปเลยก็ใช่ มันก็ไม่มีปัญหา ง่าย ถอนออกไปเลยทั้งดุ้น ฟันนั้นก็เหตุแห่งทุกข์ แต่ถ้าแผลหรือเหงือกของคุณ ตรงที่มันถอดออกมานั่นแหละ มันยังระบม มันยังมีความไม่สนิท มันก็เจ็บตรงนั้น แต่มันไม่ได้เจ็บที่ฟันเป็นเหตุ ฟันมันหลุดออกไปแล้ว ก็น่าจะหาย เป็นวิธีบำบัดที่ง่ายที่สุดคือ ทำลาย จัดการให้มันเป็นอุตุไปเลย มันถอดออกไป มันถอดตัวเองมันเป็นอุตุ แต่ถ้ามันยังมีอยู่ในตัวเรา แต่มันเป็นพีชะ ฟังดีๆนะ วันนี้ไม่ง่าย แต่ต้องเข้าใจให้ได้แล้วทำแล้วก็รู้จักความจริงมันจึงบรรลุอรหันต์ ถ้าไม่รู้มันไม่บรรลุอรหันต์นะ นี่ตรงนี้ เพราะฉะนั้น มันเป็นชีวะ ยังเป็นชีวิตอยู่ แต่ถ้าจิตวิญญาณมัน สามารถทำให้มีความเป็นพืชหรือเป็นพีชะ เป็นพีชนิยามหรือเป็นพีชธาตุได้ เป็นลักษณะเหมือนพืชได้ พืช ไม่มีเวทนา ไม่มีวิญญาณ เพราะฉะนั้น พืชจึงไม่มีวิบากกรรม จิตวิญญาณที่ตกลงไปถึงขั้นพืช หมดแล้วที่จะมีจองเวรจองกรรม จองบาปจองบุญอะไร ไม่มีแล้ว พืชจึงไม่เกิดบาปเกิดบุญจะเป็นจะตายอย่างไร แล้วจัดการกับชีวะของพืช พืชก็ไม่มีตัวที่จะมาจองเวรจองกรรม ไม่มีบาปมีบุญอะไร แต่คนที่ยังสับสนอยู่ว่ามันเป็นชีวะ มันก็ต้องมีบาป ก็ว่าไป เขายึดถืออย่างนั้น เข้าใจอย่างนั้นก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรกันต่อ แต่ของพระพุทธเจ้านี้ชัดเจน เพราะฉะนั้น เมื่อฟันของคุณที่คุณฉลวยถามมา มันหลุดออกไปแล้วมันก็หมด มันไม่มีทุกข์แล้ว คุณทำให้เป็นอุตุไปเลยได้ แต่ถ้ามันยังไม่ออกไปมันยังอยู่ในประสาทยังเกี่ยวข้องกันอยู่ แต่เราทำจิตของเราให้อยู่เหนือประสาท สามารถทำความรู้สึกหรือจิตวิญญาณเหนือประสาท เหนือคือ แม้มันจะกระทบสัมผัสอยู่ มันอยู่ในประสาทนะ ยังอยู่ในชีวิตของเรานะ ฟันก็ตาม เล็บก็ตาม ขนก็ตาม หนังก็ตาม เมื่อกระทบสัมผัสอยู่แล้วมันก็ไม่รู้สึกเจ็บรู้สึกปวด ไม่รู้สึกทุกข์ไม่รู้สึกสุขอะไร กระทบสัมผัสก็เฉยๆกลางๆ จะกระทบสัมผัสเสียดสีอย่างไรก็เฉยๆกลางๆ กระทบแล้วก็เจ็บ กระทบเบาๆก็ไม่เป็นไร กระทบแรงๆมันก็เจ็บ ไม่ได้เจ็บที่เล็บหรือที่ฟัน ไม่ต้องพูดถึงผมไม่ต้องพูดถึงหนัง มันจะเยอะ ผมมันก็ง่ายเกิน มันยาว ยิ่งปลายๆ ยิ่งไม่รู้สึกแย่เลย ถ้าไม่กระตุกขึ้นมาไม่รู้สึกหรอกผม ถ้าเผื่อว่าไม่รู้สึกเลย กับไม่รู้สึกเจ็บ ถ้ารู้สึกเจ็บ มันก็กระเทือนไปถึงประสาท ถ้ารู้สึกเจ็บกระเทือนไปถึงประสาทก็ดี แต่คุณก็ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไร รู้เหตุปัจจัยจริงๆ ว่า อ้อ มันกระแทกแรง ก็เลย มันก็บอกอาการ แรงมันก็เจ็บ เจ็บเพราะแรงกระแทก ไม่ได้เจ็บไม่ได้ปวดเพราะ เราชอบเราชังอะไรพวกนี้ ยึดมั่นถือมั่นเจ็บใจ เป็นต้น เพราะจิตเป็นอุปาทานว่า มันเจ็บ แต่ถ้ามันไม่กระเทือนถึงประสาท มันเป็นเรื่องของรูปธรรมเท่านั้น มันไม่มีนามธรรมอะไร กระเทือนมากก็เจ็บ ไม่กระเทือนมากก็กลางๆ กระเทือนธรรมดาก็รู้สึกว่ามีสิ่งกระทบสัมผัสเท่านั้น แล้วมันก็เฉยๆกลางๆ ไม่ว่าฟันหรือเล็บ ส่วนที่มันไม่ยึดมั่นถือมั่น หรือมันกระทบแรงถึงประสาท มันก็กลางๆเฉยๆแต่รู้ว่ามันถูกสัมผัส หรือบางทีไม่รู้ถูกสัมผัส อย่างผมยาวๆไปสัมผัสปลายๆ ถ้าไม่กระตุกไม่ถึงประสาทไม่รู้สึกหรอก เล็บก็เหมือนกันถ้ามันยาวไปแล้วอะไรมากระทบกระเทือนถึงประสาทมันก็ไม่รู้สึกหรอก ถ้าหากกระเทือนถึงประสาทก็รู้สึก แล้วรู้สึกถ้ามันแรงมันก็เจ็บ คือมันไปถึงประสาทมากขึ้น ถ้ามันไม่แรงถึงประสาทมากขึ้นก็ไม่เจ็บ ทีนี้ มนุษย์พืช กระทบสัมผัสภายนอก ไม่รู้สึกเลย แต่ถ้ากระทบสัมผัสแรงจริงๆเหมือนอย่างที่พูดนี้ เขาอาจจะรู้สึกได้ แต่ไม่มีใครไปลอง ไปทดลองมนุษย์พืช หรือว่าพวกที่เป็นพืชไปแล้ว แต่ว่ายังไม่ตาย ก็ไม่มีใครไปลอง เอาอะไรไปแทงว่าเขารู้สึกไหม ไม่มีใครไปทำเท่านั้นเอง แต่ถ้ามันแรงพอ มันก็จะกระทบถึงประสาท มันก็เจ็บลึกๆถึงข้างในได้ แล้วแต่ว่าผู้ที่เป็นพืชนั้น จิตจะตกไปยึดอยู่ในเบื้องลึกอนุสัยหรืออาสวะของจิตตนเอง ในก้นบึ้งของจิตมากหรือน้อย ถ้าไปยึดมากกระทบยังไงก็ไม่เจ็บ เหมือนพวกนั่งหลับตาทำสะกดจิต สะกดจิตเข้าไปจนไม่รับรู้สึก เอาตัวเวทนากดเข้าไปให้อยู่ลึก ขนาดเขาเอาไฟเผาผิวหนัง เหมือนอย่างกับพระญวน เผากาย เผาร่าง เอาน้ำมันราดแล้วก็เผา ก็ไม่รู้สึกเพราะเข้าฌานดิ่งลึกแบบสมถะแล้ว เป็นมนุษย์พืชไปข้างใน ไฟเผาอยู่ข้างนอก แล้วเขาก็ตัดความรู้สึกประสาทของเขาไปอยู่ข้างในได้ ไม่รับรู้สึกได้ลึก ไม่เป็นไรเลย จนกระทั่งสุดท้าย จะรู้สึกมากหรือน้อยก็แล้วแต่ สุดท้ายทรงตัวไม่ได้ก็ล้มไป ไฟก็ไหม้จนละลายหายไปหมด ไอ้ตายมันตายแน่ เพราะไฟมันเผาจนเหลือแต่ขี้เถ้าไม่เหลือ จะเจ็บมากหรือเจ็บน้อยทนเอาหรือไม่ทนเอาเราไม่ทราบได้ พระที่เผาตัวเอง อธิบายไปอันนี้จะยาว พ่อครูว่า... อย่างพวกที่เข้าใจผิด ทำจิตตัวเองให้เหมือน อาฬารดาบส อุทกดาบส สุดท้ายจิตวิญญาณมันตายแล้ว ออกจากร่างไปแล้ว เหลือแต่พืช เหลือแต่ชีวะ หรือชีวะนั้นเป็นพืชเท่านั้น ไม่มีทางเป็นจิตวิญญาณอีกแล้ว จิตวิญญาณมันตกลงไปหรือระดับพืช ถ้าสะกดจิตตัวเองลงไปลึกมาก จิตวิญญาณก็ยิ่งแห้งๆ ก็จะทำให้ร่างกายนี่แห้ง ถ้ามันไม่มีแบคทีเรีย ไม่มีน้ำอะไรมาก มันก็ไม่สังเคราะห์มันก็ไม่เน่า แห้งลงไปๆ ไม่เน่า กลายเป็นร่างกายที่ไม่เน่า เพราะฉะนั้นเขาก็เลยนับถือกัน ว่า โอ้โห ประเสริฐยิ่งใหญ่มีฌานแข็งแรงมาก เป็นผู้บำเพ็ญฌานได้แข็งแรง เป็นฌานฤาษี จนกระทั่งกลายเป็นมนุษย์พืช เกือบจะเป็น ที่จริงถ้าปล่อยไปนานๆก็กลายเป็น อุตุ ร่างๆนั้น สุดท้ายมันก็จะแห้งจากพืชเหลือน้ำ น้ำเหลือชีวะนิดหน่อย จนกระทั่งนานเข้ามันก็จะแห้ง จนกลายเป็นอุตุ ร่างนั้นก็จะกลายเป็นอุตุ เขาก็เอาใส่ตู้กระจกเอาไว้กราบไหว้กัน ก็คือ กราบไหว้ดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่มีวิญญาณใดของอาจารย์ผู้นี้อยู่ที่นี่เลย ไม่มีเลยแต่คนไม่เข้าใจก็ไปเคารพร่างเปล่าๆ ไม่ใช่ของใคร เจ้าของก็หนีไปแล้ว เพราะว่าเจ้าของยิ่งไม่รู้เรื่องใหญ่เป็นอวิชชา ผู้ที่ตายไปแล้วจิตวิญญาณของผู้ที่ปรุงแต่งแบบนี้ เป็นเหมือน อาฬารดาบส อุทกดาบส เขาก็กราบเคารพเพียงดินน้ำไฟลมเปล่าๆ จิตวิญญาณแท้ของคนผู้นี้อวิชชา ไม่ได้มีฤทธิ์มีเดชมีอำนาจอะไรเลย แต่ จะบอกว่าเกิดฤทธิ์เดชเกิดอำนาจเป็นอุปาทานทั้งนั้น ถ้าจะขยายอุปาทานไปเอง สิ่งที่ไม่มีก็ทำให้มีจนกระทั่งลงในอุปาทาน และอุปาทานนี่แหละยิ่งใหญ่ที่สุดทุกวันนี้ คือ ยึดติดสิ่งที่ไม่มีว่า มี ก็ขอ อธิบายตัวอย่างของสิ่งที่ไม่มี แต่คุณไปยึดว่า มี ตัวอย่างเดียว ขออธิบายแต่แค่ว่า เช่น รสอร่อย มันไม่มีแต่คุณไปอุปาทานว่ามันมี คุณก็มี ที่เขาให้ มีจริงๆ ก็มันมีมันอร่อยอยู่ทุกคำที่ไปแตะลิ้นใส่ปากก็อร่อย หรือสนุก ดูทีไรก็สนุกอยู่นี่แหละ สนุกๆอยู่นี่แหละ มันไม่มีหรอก แต่อารมณ์ความยึดติดปรุงแต่งแบบนี้อย่างนี้ ไม่ว่าจะเป็นรสอร่อยทางลิ้น ไม่ว่าจะเป็นรสสนุกทางตากระทบรูป หูกระทบเสียง ข้างนอกนี้ก็ตาม คุณก็ไปยึดว่ามันมี มันก็มีแต่สิ่งกระทบเท่านั้น พ่อครูเคาะจอกน้ำ ว่า เฮ้ย! สุขไหม มันไม่มี เพราะมันเป็นพืช หรือเอาพืชมากระทบกันก็ได้ ต่อให้พืชที่มันอยู่บนต้นอยู่เลย มันยังไม่ตายมันยังเป็นชีวะอยู่เลย _สู่แดนธรรม... เอากล้วยมาให้พ่อครู พ่อครูว่า... อันนี้มันตายแล้ว ต่อให้เอาสิ่งที่มันมีชีวิตอยู่เลยเป็นพืชเอามากระทบสัมผัสมันก็ไม่รู้สึก เมื่อกระทบแล้วจิตปรุงแต่งและยึดถือมันก็มี แต่แท้จริงมันไม่มี แต่คุณไปอุปาทานว่ามันมี แต่ มันไม่มีเฉยๆมันมีแค่รู้สึกมันมีแค่เจ็บ แต่คุณไปปรุงว่า เจ็บนี่แหละมันดี โดยเฉพาะพวกมาโซคิส ตัวเองเจ็บปวดนี้ โอ้โห…มันอร่อย ถ้าซาดิสก็คือคนอื่นเจ็บ แล้วเราดูความตีกันของคนอื่นแล้วเจ็บนี่แหละมันดี คนดูเขาแทงกัน ฆ่ากัน ฆ่าฟันกัน สมัยโบราณแทงกันด้วยอาวุธของอัศวิน ผู้ที่ฆ่าได้ชนะก็เก่งยอด เดี๋ยวนี้ก็เหลือมวย ชกกันเข้าไป โอ้โห…แตกเลย ชกเขาหมัดนี้ เลือดทะลักออกมาเลย โอ้โห สุดยอด เชียร์ฝ่ายไหนก็ยอดฝ่ายนั้น อำมหิตจริงๆ พวกซาดิส แต่ให้ตัวเองเจ็บอย่างนั้นถ้าหากไม่ใช่มาโซคิสไม่เอาหรอก ตัวเองไม่เอา แต่พวกมาโซคิสม์บอกว่ามันเจ็บที่ตัวเองนี่แหละ มันส์ดี อร่อยดี พวกนี้จะมีความสุข กับการได้มีใครทำให้เราเจ็บปวดได้ ก็มีความสุข พวกนี้รุนแรงมาก แก้ไขยาก แก้ไขลำบาก สรุปแล้วคุณฉลวย อาตมาตอบคำถามจบแล้วและอธิบายต่อเท่านั้น ว่า คุณถอนทิ้งก็จบไปแล้ว มันไม่มีกายอะไรแล้ว ถ้าคุณไปยึดถือว่า ฟันซี่นั้นเป็นของคุณ โอ้ย เอาของฉันไปไหน คุณก็เป็นทุกข์ ว่าเป็นของของตน ปัดโธ่เอ๋ยมันขี้ออกไปหลุดออกจากก้นแล้ว ฟัน หลุดออกไปจากเหงือกแล้ว จะเป็นของตนอะไรล่ะ มันขาดชีวิตออกจากตนไปแล้วด้วย ก็พอ สำหรับคุณฉลวยถามมาคำถามนั้น 651214 ตอบปัญหาโยมบุญ ให้รู้จักทำบุญอย่างถูกพุทธ พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราช