การปลูกอยู่ปลูกกินเป็นการปฏิบัติธรรมอย่างไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
การปลูกอยู่ปลูกกินเป็นการปฏิบัติธรรมอย่างไร 🍃 อาบุญบอกว่า ถ้าพ่อท่านสอนถูกต้อง จะมีญาติโยมนำของมาถวายโดยไม่ต้องปลูกอยู่ปลูกกินด้วยตนเองเช่นนี้ อาบุญยังบอกอีกว่าในหลวงรัชกาลที่เก้า ก็ต้องเสด็จมาเพื่อกราบพ่อท่าน ในหลวงรัชกาลที่เก้าไม่ใช่คนโง่ พ่อครูว่า... มี 2 ประเด็น ถ้าเผื่อว่าอาตมาสอนถูกญาติโยมจะนำของมาถวายโดยไม่ต้องปลูกอยู่ปลูกกินด้วยตนเองเช่นนี้ ซึ่งอาตมาไม่ได้ปลูก ฆราวาสเขาปลูก อาตมาไม่ได้ปลูก จริงอาตมาไม่ได้ลงมือปลูกกับเขาหรอก พวกเราสมณะบางรูปไปทำบ้าง แต่อาตมาไม่ได้ปลูกนะ เอาเถอะ คุณจะมาว่าเป็นไม่ใช่ชาวบ้าน พวกเราชาวอโศกปลูกแล้วเอามาให้กิน ไม่ใช่คนข้างนอก คนข้างนอกมาถวายให้กิน ไม่ใช่ อันนี้ซับซ้อนมากเลยนะ ความเจริญของชาวอโศกนั้น มันเจริญจนกระทั่ง มีความซับซ้อน ชาวพุทธในยุคนี้ ไม่รู้ว่าอาตมานี่แหละ เป็นพระโพธิสัตว์ เป็นผู้ที่เป็นไก่ตัวพี่ เป็นผู้ที่เอาธรรมะพระพุทธเจ้า เอาโลกุตรธรรมมาประกาศ เขาไม่มีภูมิรู้พอ เขาไม่ศรัทธาอาตมา เพราะเขาก็ไม่เอาอาตมา อาตมาก็รู้ดี อาตมาไม่ได้แปลกประหลาดอะไร อันนี้มันซับซ้อน เพราะฉะนั้น คนข้างนอกเขาไม่เอามาให้อาตมา นั่น 1. 2.เรามีกติกาเราด้วย อาตมาซ้อนกติกานี้ ซึ่งซับซ้อนอีก เพราะคนที่ไม่ใช่สมาชิกชาวอโศก จะเอาพืชพันธุ์ธัญญาหารมาได้ แต่เอาธนบัตร เอาเงิน เอาแบงค์โน้ตมาให้ ไม่เอา คนที่ไม่ใช่สมาชิก คนไม่ได้มาคบคุ้นกับชาวอโศกถึง 7 ครั้งเป็นต้นไป ไม่ได้อ่านหนังสือชาวอโศกถึง 7 เล่ม เอาเงินมาถวาย เอาทองคำมาถวาย ซึ่งเป็น ชาตรูปรชตปฏิฆหนา เราไม่รับแล้วเราก็ปฏิบัติได้จนถึงบัดนั้นจนถึงบัดนี้ ตั้งแต่อาตมาทำงานศาสนามา เรารับแต่ของสมาชิกชาวอโศก ผู้ที่ปฏิบัติถูกต้องตามกติกาแล้ว จึงมีขีดจำกัดว่า ผู้ที่จะถวายเงิน ผู้ที่จะถวายของได้เต็มที่ คือสมาชิกช
อ่านต่อ
าวอโศก คือคนชาวอโศก สรุปคือ เราไม่ได้เที่ยวไปอยากได้ หรือเอาเงิน มีกติกาไม่เอาเงินของพวกคุณ นอกจากว่าเราไม่เอาแล้ว เงินทองเราไม่เอา ปัจจัย 4 ข้าว ผ้า ยา บ้านหรือพืชพันธุ์ธัญญาหารอาหารการกิน ข้าวคืออาหาร ผ้าคือเครื่องนุ่งห่ม ยายารักษาโรค บ้านคือที่อยู่อาศัย เราก็อาศัยสมาชิกของเรา แล้วสมาชิกของเราสร้างข้าวหรือพืชพันธุ์ธัญญาหาร ได้อุดมสมบูรณ์ ได้มาก จนพอกินพอใช้ ชีวิตหนอ พออยู่พอกิน เหลือ นี่คือความจริงทั้งนั้น ที่อาตมาพูด ไม่ได้โม้เกินจริง ไม่ได้โอ้อวด พูดความจริงทั้งนั้น แล้วเราก็แจกจ่ายได้ แจกจ่ายอยู่นี้ถูกน้ำท่วมหมดเลยพืชพันธ์ธัญญาหารของเรา 3 เดือนมันท่วมตายเรียบเลย ไม้ล้มลุกไม้ที่จะกินมีส่วนมาก ไม้ต้นโตที่ทนน้ำได้เท่านั้นที่อยู่ได้ นอกนั้นแม้แต่ไม้โตที่มันทนไม่ได้มันก็ตาย โล้นเลย ดินแดนราชธานีอโศกนี้ โล้นหมดเลย เหลืออยู่นิดๆหน่อยๆ ก็ต้องมาปลูกฝังขึ้น อะไรต้องรีบปลูกรีบฝังเอามาใช้มากิน เดี๋ยวนี้ก็พอสมควร ดีขึ้นมามาก แต่ก่อนเคยพูดแล้ว ถึงแม้ว่าเราจะไม่มีกินมีอยู่ ระบบสาธารณโภคี ภายในเราไม่มี คนที่ภายนอกเขาก็ส่งมาให้กิน คนที่เขาน้ำไม่ท่วมก็ส่งมาให้เรากิน นี่คือระบบสาธารณโภคีที่ไม่อดตาย ยังไงก็ไม่อดตาย เรื่องสุดยอดในเรื่องเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้น ในประเด็นที่ โยมบุญ ไม่เข้าใจถึงสัจจะว่า คนมาเข้าใจพวกเรามีน้อย มันลึกซึ้ง มันยากที่จะรู้ มันเป็นธรรมะ คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34) ตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่าธรรมะของพระพุทธเจ้านั้นเป็นสิ่งลึกซึ้ง เห็นตามได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ ประณีต สันตะ ดูไม่ได้ด้วยตรรกะ ละเอียดระดับนิพพาน ณิปุณา บัณฑิตจริงเท่านั้นที่จะรู้ได้ บัณฑิตที่ไปสอบทางโลกนั้นไม่มีทางที่จะรู้ได้ ต้องเป็นบัณฑิตทางปรมัตถ์ บัณฑิตทางจิตวิญญาณ บัณฑิตทางโลกุตระจริงๆ ถึงจะรู้ได้ อย่างน้อยโสดาบันขึ้นไป เพราะฉะนั้น อย่างโยมบุญ ยังไม่ได้โสดาบัน ยังไม่รู้เรื่องหรอก อย่าว่าแต่โยมบุญไม่ได้โสดาบันหรอก อาจารย์ของโยมบุญคือมหาบัวก็ยังไม่ได้โสดาบัน เพราะไม่รู้กาม ยังไม่รู้กาย กามคือกาย กาย 5 ทวาร ตา หู จมูก ลิ้น กาย ยังไม่รู้เรื่องเลย พูดไปแล้วนะ ใคร ยิ่งท่านมหาบัวรู้เรื่องแล้วโกหกคนต่อ ยิ่งบาปซับซ้อน ตกอยู่แก่มหาบัวเองมากมาย แล้วคนอื่นก็โง่ต่อไป เพราะถูกมหาบัวหรอก มันซับซ้อนอย่างนั้น เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้ขอผ่าน ว่าคุณเคารพมหาบัวอยู่ คุณไม่มีวันที่จะบรรลุธรรม จบตรงนี้ก่อน
พ่อครูว่า... อันที่ 2 บอกว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็ต้องเสด็จมากราบเคารพท่าน ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านไม่ใช่คนโง่ ก็ใช่ ในหลวงรัชกาลที่ 9 นั้นฉลาดเกินกว่าที่โยมบุญจะรู้จัก ว่า ในหลวงต้องไม่มากราบอาตมา เพราะในสถานะที่เป็นจริงอยู่ทุกวันนี้ ในหลวงคือผู้ที่เป็นหนึ่งของประชาชนทุกคน แล้วประชาชนโดยเฉพาะคนไทย ส่วนใหญ่หรือส่วนน้อยนับถืออาตมา ก็ส่วนน้อย นับถืออาตมา แม้ที่สุดคนไทยที่นับศาสนาอื่นก็มี ในหลวงจึงต้องเป็นกลาง ต้องไม่มา take side ต้องไม่มาเข้าข้างหรือมาส่งเสริม อย่างเปิดเผย ขอใช้อันนี้ ในหลวงต้องไม่มาส่งเสริมอาตมาอย่างเปิดเผย แต่ โยมบุญไม่รู้หรอกว่าในหลวง ส่งเสริมอาตมาอย่างไม่เปิดเผย ก็พูดแค่นี้ก็แล้วกัน ในหลวงร 9 นี่แหละส่งเสริมอาตมาอย่างไม่เปิดเผย อาตมาเคยพูดมาแล้วยกตัวอย่างเหตุการณ์ด้วย มีอธิบดีกรมชลประทาน ในหลวงตรัสกับอธิบดีกรมชลประทานเคยพูดมาแล้ว วันนี้ขอผ่านไม่พูดซ้ำ โยมบุญไม่มีข้อมูลบริบูรณ์จึงเข้าใจผิด เอาแค่นี้ก็แล้วกัน ที่ในหลวงไม่มากราบอาตมานั้น ไม่มีปัญหาเลย อาตมาก็ไม่ได้น้อยใจ ในหลวงท่านก็รู้ดี ท่านก็ทรงเข้าพระทัยดีอย่างกับอะไรดี ไม่ได้เป็นปัญหาอะไรกับท่าน แล้วท่านก็ไม่ได้เสียหายอะไร เพราะอาตมาก็รู้ท่านก็รู้ มันก็มีข้อมูลส่งถึงกันนิดหน่อยอย่างที่ยกอ้างไปแล้ว
🍃 อาบุญไม่เข้าใจว่า การปลูกอยู่ ปลูกกินจะเป็นการปฏิบัติธรรมตรงไหน พ่อครูว่า... นี่สิๆ ถ้าไม่เข้าใจว่า ปฏิบัติธรรม สัมมาอาชีวะ สัมมากัมมันตะ สัมมาวาจาสัมมาสังกัปปะ คือการปฏิบัติธรรมในมรรคองค์ 8 ก็จะกลายเป็นฤาษีนั่งหลับตาไม่ทำอาชีพ ทำอยู่ทำกิน เพียงวินัยเท่านั้น วินัยเท่านั้นที่กำหนด ไม่ทำอาชีพบางอย่าง สำหรับภิกษุ แต่ฆราวาสนั้นไม่มีข้อกฎห้ามอะไรไม่ให้ไปปลูกอยู่ปลูกกิน ฆราวาสไม่ได้ผิด อาตมามีสมาชิกเป็นฆราวาส แล้วก็ปลูกอยู่ปลูกกินอย่างพออยู่พอกิน อุดมสมบูรณ์มีเหลือด้วย แจกจ่ายไปให้คนอื่น ดังที่ได้ทำอยู่ สิ่งเหล่านี้มันไม่ได้เป็นความผิด แต่มันเป็นความถูกต้อง เพราะว่าคนต้องทำอยู่ทำกิน คนปฏิบัติธรรมแล้วต้องไม่ทำอยู่ทำกินโยมบุญเข้าใจอย่างนั้น โดยเฉพาะมาบวชแล้วไม่ทำอยู่ทำกิน อาตมาไม่ปลูกพืชผักจริง แต่อาตมาทำอยู่ทำกินนะ อาตมาทำงาน โดยรับผิดชอบในเรื่องของธรรมะเป็นหลัก ในงานที่มันไม่ผิดธรรมวินัย ยกแบกหาม ไม่ได้ไปขุดพืช ที่ผิดวินัย การแบกหามไม่ได้เป็นไร เป็นการออกเรี่ยวแรง ทำงานเหมือนกรรมกร อาตมาทำ หินตั้งที่โน่นที่นี่อาตมาทำ อาตมาไม่ทำผิดวินัยตรงที่ไปพรากพืชไปขุดดิน แต่งานอื่น ขนขี้โคลนตักน้ำ ทำอันนั้นอันนี้ ไม่ได้มีห้ามไว้ในพระวินัย อาตมาทำทั้งนั้นแหละ _สู่แดนธรรม... พ่อท่านครับ ที่ลุงบุญคนนี้ เขาหาว่าเราทำงานเป็นการไม่ปฏิบัติธรรม ก็สงสัยว่าคุณจะเอาเวลาตรงไหนไปทำให้จิตตกภวังค์ พ่อครูว่า... โยมบุญ เข้าใจว่าการปฏิบัติธรรมคือการภาวนา และแปลการภาวนา ว่าเป็นการนั่งหลับตาสะกดจิต นั่งหลับตาทำสมาธิ โยมบุญ ใจอย่างนี้จริงๆด้วย สู่แดนธรรม พูดมานี้ทำให้อาตมานำเข้าไปสู่จุดลึกได้ โยมบุญเข้าใจว่าปฏิบัติธรรมต้องไปนั่งหลับตาสะกดจิต สายมหาบัว สายพระป่า สายปฏิบัติทุกวันนี้เป็นเทวนิยม นั่งสะกดจิตทั้งนั้น เป็นสมาธิหรือเป็นฌาน ผิด ของพระพุทธเจ้าไม่ใช่ไปนั่งสมาธิแล้วเกิดฌาน ฌานวิสัยของพระพุทธเจ้านั้น ลืมตากระทบสัมผัส ตาหูจมูกลิ้นกายใจ โดยมีศีลเป็นข้อต้น มี อปัณณกปฏิปทา 3 เป็นหลักการในการปฏิบัติ คือมีการรู้ตัวอยู่ มีสติเต็ม ชาคริยานุโยคะ สัมผัสรู้เหตุปัจจัยทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ขณะกินข้าว เป็นต้น แล้วก็จะมีครบเลยในทวารที่ไปรับรู้ทั้งหมด มีสติสัมปชัญญะพิจารณารอบถ้วน ให้รู้กรรมกิริยาที่เคี้ยวคำข้าว สัมผัสอาหาร ทุกอิริยาบถ รู้รูปนามทั้งหมด ว่ากามมันเกิดทางไหนบ้าง หรือปฏิฆะ เกิดทางไหนบ้าง แล้วรู้ทันกิเลสนั้น สร้างพลังงานปัญญา พลังงานฌานให้รู้เท่าทัน จนกิเลสนั้นไม่เกิดได้ _สู่แดนธรรม... พ่อท่าน อธิบายมาเขาก็คอยฟังอยู่ว่าแล้วตอนไหน จิตมันจะตกภวังค์ พ่อครูว่า... สู่แดนธรรมนำมาอีกดี จิตที่จะตกไปในภวังค์นั้นคือจิตที่เป็นเดียรถีย์ จิตของพระพุทธเจ้านั้นออกจากภพ ไม่อยู่ในวงของภวังค์ องค์ของภพไม่มี ออกมาทางตาหูจมูกลิ้นได้ มีที่ตั้งทางตา หู จมูก ลิ้น กาย รู้กามภพ เป็นกามาวจร เป็นการดำเนินอยู่ อวจร ดำเนินอยู่ทางตาก็เห็น ทางหูก็ได้ยิน ทางจมูกได้กลิ่น ทางลิ้นได้รส สัมผัสทางกายรู้จักเย็นร้อนอ่อนแข็งเ ห็นอยู่ อันนี้คือความเป็นคน คนที่มีแต่อยู่ในภวังค์จิตอยู่ในภวังค์นั้นเป็นสัมภเวสีเป็นผีเป็นเทวดาล่องลอย พูดกันไม่รู้เรื่อง รู้กันเป็นส่วนตัวส่วนตนเท่านั้นไม่มีตาหูจมูกลิ้นกาย ตายไปแล้วไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายไปรู้ร่วมกันได้ คนตายไปแล้วจะไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายให้ไปรู้จักกัน อยู่ในจิตของตัวเองอยู่ในภพของตัวเองคนเดียว เพราะฉะนั้นที่บอกว่าวิญญาณตายไปจะไปพบกัน ไปคุยกัน เพ้อเจ้อทั้งนั้น ผิดหมด ไม่มี ไม่มี ไม่อธิบายต่อแล้วอันนี้ มันลึกเกินไป 651214 ตอบปัญหาโยมบุญ ให้รู้จักทำบุญอย่างถูกพุทธ พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราช