200900 สารอโศก รายงานประจำเดือน กันยายน 20.docx
เนื้อหาในไฟล์
200900 สารอโศก รายงานประจำเดือน กันยายน 20
พุทธสถาน "ปราการอโศก" 28 กันยายน 2520 กราบนมัสการพ่อท่านที่เคารพอย่างสูง และเพื่อนสหพรหมจรรย์ทุกรูป
เหตุการณ์ตลอดเดือนที่สองแห่งการเข้าพรรษาที่ผ่านมาเป็นไปตามปกติเช่นกับเดือนแรก โดยทั่วไปแต่มีพิเศษคือ การประชุม ณ "สันติอโศก" ในวันที่ 12เรื่องขอเลื่อนกรักสตี ขึ้น เป็นสิกขมาต แล้วต่อมาวันที่ 20 ก็ได้มีพิธีบวชสิกขมาตสตี ณ "ปราการอโศก" นี้ โดยมีพ่อ ท่านเป็นองค์ประธาน และมีพระที่มาร่วมด้วยอีก 4 รูป คือ ท่านสันตจิตโต ท่านเขมจิตโต ท่านกัมสุทโธ และท่านอโสโกนับเป็นมงคลสูงสุดในการได้เพื่มนักบวชฝ่ายหญิงของอโศก ขึ้นอีกรูปหนึ่ง ซึ่งได้มาโดยยากดุจเพชรน้ำดีที่เจียระไนอย่างประณีตแล้ว ข่าวคืบหน้าในกิจส่วนตนนั้น ทุกคนย่อมพากเพียรเจริญในธรรมตามกำลังสติปัญญา ด้วยความสำเหนียกสำนึกว่า เรามีชีวิตอยู่ทุกวันนี้เพื่ออะไรกันเล่านอกจาก ระวังการเกิด กามฉันทะและพยาปาทะ แล้วเราก็แก้ถีนมิทธะด้วยวิธีการต่างๆนานา รวมทั้งการตัดภาพ ต่างๆเพื่อประกอบเป็นธรรมะและป้องกันอุทธัจจะกุกกุจจะด้วยการผลักเบนความคิดอ่านมา สร้างสรรค์ธรรม อ่านหนังสือ เขียนหนังสือ ฟังเทปธรรมะ ตรวจอ่านปรับปรุงจิตใจไม่ให้ พร่ามัว ทำความกระจ่างชัดเจนเสมอๆ วันนี้เป็นวันพุทธังอันสงบเงียบ เราต่างแยกย้ายอยู่สงบส่วนตน เพื่อศึกษาตัวเองได้ อย่างละเอียดถี่ถ้วนยิ่งๆขึ้น โลกแห่งโลกุตตรมิใช่โลกแห่งโลกียะ การเจือด้วยสมมุติโลกอัน ฟุ้งเฟ้อย่อมเป็นไปได้อย่างบานปลายไปเรื่อยๆและดาษดื่นในที่สุด แต่การยังไว้ซึ่งแก่นสาร แห่งธรรมะอันกระทัดรัดนั้น นับวันจะได้รับความสำคัญน้อยลงทุกทีๆ จึงขอจบรายงานจาก นักปฏิบัติธรรมอโศกฝ่ายหญิงแต่เพียงเท่านี้ กราบเรียนมาด้วยความคารวะจากใจจริง เพื่
อ่านต่อ
อนสหธรรมิก ณ ปราการอโศก
"ไทรรำพึง"
ระยะเวลาของฤดูจำพรรษาที่เราได้อยู่ร่วมกับหมู่ โดยมีภันเตผุสดีเป็นผู้ทำหน้าที่ดู แล คิดหากรรมวิธีที่จะสมานมิตรไมตรีของคนในหมู่ ด้วยข้อวัตรประจำวัน จะเป็นการสวด มนต์ทำวัตร อ่านหนังสือฟังเทปก็ตาม ดูผลเป็นที่น่าพอใจ แม้จะมีอะไรขลุกขลักเล็กน้อย สำหรับผู้ที่ยังไม่เกลี้ยงเกลาเสียทีเดียวก็ตามที ในสังคมเล็กๆของ "ชาวอโศก" โดยเฉพาะ "นักบวชหญิง" ที่เรียกกันว่าแม่เณร อยากจะกล่าวว่าพวกเรากำลังทำหน้าที่เป็นตัวแทนของพระศาสดาฝ่ายวิคารมารดาผู้รักษา พรหมจรรย์ เป็นแบบฉบับในการครองชีวิตอันประเสริฐ สะอาด บริสุทธิ์จากคราบโลกีย์ เราควรจะมีความสำนึกในการทำงานรวมหมู่ซึ่งประกอบด้วยทั้งสองเพศ (อันได้แก่พระ เณร นาค กรัก ด้วย) รวมถึงฐานะฆราวาสและบุคคลทุกวัย ทุกชั้น ทุกวรรณะ ภายใต้ เงื่อนไขที่เหมาะสมเป็นที่มาแห่งพัฒนาการของมนุษยชาติ สิ่งที่กำหนดฐานะของแต่ละบุคคลในสังคม "ชาวอโศก" มิใช่ขึ้นอยู่กับทรัพย์สิน เชื้อชาติ เพศ วัยหรือตำแหน่งชื่อเสียงในทางโลกใดๆทั้งสิ้น แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถและ การใช้แรงงานตามความถนัด ความปรารถนาดีของทุกคน ข้อสำคัญที่เราจะพึงสังวรให้มาก ก็เห็นจะไม่มีเรื่องอะไรเท่ากับมัวแต่เอาจิตใจไป ฝักใฝ่ ยุ่งเหยิงอยู่กับอารมณ์ ความรู้สึกซึ่งหาความเที่ยงแท้และสาระมิได้ สื่งเหล่านี้แหละที่ ทำลายเวลาอันมีค่าของตัวเอง ทำให้ไม่สามารถสร้างผลผลิตใดๆให้แก่สังคมได้ ซึ่งยัง กระจุกกระจิกทรมานประสาทเอาเสียด้วย มีหนทางเดียวที่เราจะหาวิธีปลดปล่อยความรู้สึก นี้เสีย คือเราควรจะเรื่มต้นทำงานเพื่อมวลชน ภายใต้ขอบเขตสมมุติ โดยไม่เสียแนวทาง แห่งการดำรงชีวิตพรหมจรรย์นั้น ปัญหาอยู่ที่ว่า "พวกเรา" จะให้ความสนใจต่อสิ่งนี้เพียงไร? เราควรวางรากฐาน ให้เป็นไปตามอุดมการอย่างจริงจังโดยช่วยแบ่งเบาภาระในกิจกรรมย่อยๆไม่หรูหราใหญ่โต มากนัก แต่จะอาศัยกิจกรรมเหล่านี้ช่วยลดทอนเสริมฐานจิต (สัมมากัมมันโต)ในการปฎิบัติ ธรรม ขจัดปัญหาทางใจ (สัมมาสมาธิ) ซึ่งถูกกำจัดอยู่ภายใต้ธรรมชาติวิสัย อาศัยเป็นผล สะท้อนในด้านการผลิตผลงานเพื่อสังคมไทยหมู่ใหญ่ด้วย ถ้าการเปลื่ยนแปลงชีวิตที่ดีได้เกิดขึ้นในหมู่ของ"สตรี และเด็ก"จะช่วยให้สถาบันของ "นักบวช"หญิงของเราทรงคุณค่า เป็นแบบฉบับที่ยอมรับจากมวลชนหมู่มากอย่างจริงจัง เราจะต้องเป็นตัวอย่างของ "สตรี เยาวชน" โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านสังคม สงเคราะห์ที่เป็นประโยชน์ในการแนะนำต่อต้านทัศนคติเลวๆ ซึ่งตกอยู่ภายใต้กระแสโลกีย์ มาช้านานหลายศตวรรษแล้ว เราควรจะบอกกล่าว ชักชวนให้เขาเหล่านั้นเห็นโทษภัยของ ความไม่อิสระ ปล่อยชีวิตให้ล่องลอยไปตามยถากรรม ไม่ได้ใช้สติปัญญาควบคุมในพฤติกรรม ประจำวันเหล่านั้นเลย อันเป็นลักษณะของผู้ตกอยู่ในอำนาจของกิเลส ตัณหา อุปาทานเก่าๆ พวกเราควรพร้อมที่จะสร้างสรรค์ "สังคมนิยม" ชนิดใหม่ ปลุกระดมมวลชนในหมู่ ของสตรี เด็กให้กว้างไพศาลออกไปอีก ที่จะให้เขามีแรงกาย แรงใจ แรงสมองผลักดัน ตัวเองออกจากสังคมเก่าที่เสื่อมโทรมเน่าเฟะไร้แก่นสาร ถูกย้อมพอกฉาบทาด้วยโลกียรส มาลิ้มชิมวิมุติรสกันเสียบ้าง แต่ในการดำเนินงานครั้งนี้ เราจะต้องใช้ความสามารถที่มีอยู่ในแต่ละบุคคล ต้อง อาศัยความซื่อสัตย์(ต่อพระธรรม) ฉลาด(โลกุตตรปัญญา) มีเหตุผล(ธัมมวิจัย) และความ รอบคอบ(สติสัมปชัญญะ) เตรียมพรอ้มที่จะทำงานเสียสละอย่างแท้จริง ไม่อิงอามิสใดๆ ไม่เห็นแก่การประท้วงของใจอย่างสิ้นเชิง สำหรับนักบวชหญิง ซึ่งอยู่ภายใต้ขอบเขตที่ถูก จำกัดไว้ดว้ยโลกนิยม ฝ่ายด้านฆราวาสผู้ถึงซึ่งพระธรรมแล้ว ก็น่าจะเป็นหลักในการส่งเสริมอุปกรณ์ชิ้นส่วน การดำเนินงาน ร่วมปฏิบัติการเสริมสร้างสถานภาพด้านจิตใจเป็นแบบอย่างในการที่จะหยิบ ยกในระดับผู้ครองเรือนด้วยกัน ทว่าก็ให้เป็นที่น่าวิตกว่า ความเข้าใจในเส้นทางกระบวนนี้ จะไม่เป็นที่สนับสนุนกัน ง่ายนัก ด้วยค่านิยมที่ยังไม่เพียงพอของสังคมไทยในปัจจุบัน เพราะผู้ที่จะให้ปันและรับปันใน เรื่องนี้มีจำนวนน้อย ถ้าเราทำได้ ควรจะเริ่มสร้างชีวิตใหม่ของผู้หญิงกับเด็ก จรรโลงสิ่งที่มีคุณค่าอัน ประเสริฐ ก็จะกลายเป็นพลังที่สูงส่ง ด้วยการพยายามสลัดความหลัง ความอ่อนแอ เหลวไหลทิ้งไปเสีย โดยการขยันเพียรทำงาน เพื่อมวลสตรี เยาวชนให้ไปสู่ทิศทางที่ถูก ต้องตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป "ผู้ปรารภความเพียรในธรรมวินัยที่กล่าวไว้ดี ย่อมอยู่เป็นสุข ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะธรรมท่านกล่าวไว้ดีแล้ว" (จาก สุต.ต. ข้อ 202)
"เกลือทะเล"
เสียง "ฆ้อง" จากปราการ
ขอเบิกพระเนตรด้วยพุทธดำรัสของพระศาสดาเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นในรายการ "ซุบซิบดังๆ" เอาเคล็ดเสียก่อน "ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ปฏิคาหกพึงรู้จักประมาณในธรรมวินัยที่กล่าวไว้ดี ทายกไม่จำ ต้องรู้จักประมาณข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะธรรมท่านกล่าวไว้ดีแล้ว" ด้วยตาที่ "เห็นดี" จากพิธีกรรมรับน้องใหม่ กรักกรรณิการ์ นิลกำแหงในอดีต ขึ้นนั่ง ลำดับรูปที่ 15 ของหมู่สิกขมาตในฉายาว่า"สิกขมาตตี"โดยได้รับความเมตตาจาก"พ่อท่าน" พระโพธิรักษ์พร้อมด้วยหมู่สงฆ์อีก 4 รูป พระคุณเจ้าสันตจิตโต พคจ.เขมจิตโต พคจ. กัมมสุทโธ พคจ. อโสโก มาร่วมเป็นประธานในการเลื่อนฐานะครั้งนี้ด้วย ทำให้บรรดาแม่ เณรทั้งหมดมีกำลังใจที่จะตั้งหน้าตั้งตาประพฤติปฏิบัติธรรมยิ่งๆขึ้นไปอีก นอกจากนั้นยัง "ยินดี" จากรสพระสัทธรรมที่พ่อท่านได้หลั่งออกจากมโนกรรมอัน"ใจดี"เชิญชวนหนุนแรงให้ พวกเราเร่งพากเพียร"ทำดี"ขึ้นอีก ถ้าหากใครสนใจอยากทราบว่า ดีอย่างไร อะไรดี ก็ลองถามไถ่ หาฟังได้จากเทปบันทึกเสียงและเหตุการณ์จากคลังเสียงของ "สันติอโศก" เมื่อได้เริ่มเรื่องดีๆ มาตั้งแต่ต้น ก็เห็นจะต้องเฟ้นหา "สิ่งที่ดี" จาก "คนดี" บ้าง เป็นลำดับไปเท่าที่ตาจะเป็น "ตาดี" ได้ ถ้าหยิบผิดดีเข้า มันก็จะไม่ดี ส่วนจะดีมาก หรือ ดีน้อย "ถูกดี" จริงหรือไม่นั้นหรือว่าเกินดีไปก็ใคร่ขอให้ท่านผู้อ่านพิจารณาเอาเองและคิด ว่า ถ้าตั้งใจ "อ่านดีๆ" ก็จะรู้ดีว่าควรจะ "เติมดี" หรือ "เจียนดี" ออกอย่างไร? เพราะมันอาจจะไม่ดี และอาจจะถูกลองดีกับของดี เมื่อมันไม่มีอะไรดี ภันเตผุสดี เป็นรูปต้นของ "กลุ่มผู้ดี" โผล่ขึ้นมาจากธรณีปราการอโศก ดีตรงที่ ไม่ ค่อยจะ "ตี" อาวุโสรูปใดจริงจัง หากรูปนั้น ๆ เขาไม่ยอมรับว่าดี แต่ก็ยังมีผู้ที่ไม่เห็น "ส่วนดี" นี้เป็นบางรูป แม่เณรจิตราที่ยังสามารถทรง "จิตใฝ่ดี" ไว้ได้สมกับเป็นรุ่นพี่ ปีนี้แย่หน่อยเพราะ โดนตัด (คอ) เสียไม่มีดี ก็จะให้ดีได้อย่างไร? เย็บจนเนื้อเป็นริ้ว ๆ ใครอยากรู้ว่าเนื้อ อะไรดองเกลือไว้ให้ดู แว่วเสียงเทพธิดากระซิบส่งเสียงทิพย์มาจากสันติอโศกว่าแม่เณรสุภาพค่อยมีอาการดี ขึ้นมากจนเกือบหายขาดแล้ว ในฐานะตัวแทนหมู่หญิง ก็ขอส่งความปรารถนาดีให้จงพ้นจาก ทุกข์ (กาย) เสียที เพื่อเราจะได้ร่วมมือร่วมใจกันทำงานต่อไป สิกขมาตทิพย์เทวีกำลังบำเพ็ญเสวยพระชาติเป็นพระพุทธรูปปาง "ถวายพระเนตร" ถ้าใครไม่มีความสังเกตก็จะไม่รู้ คงเตรียมล้างลูกกะตารับงานที่จะมีมาข้างหน้ากระมัง? หากเป็นอย่างนั้น ขอสาธุดัง ๆ ก่อนนะคนดี แม่เณรสงัดตอนนี้ "โชว์" ดีมาก เป็นกันเองกับเพื่อนพรหมจรรย์ทุกรูป คงจะ เลิกอุดรูอยูในกุฏิเสียที เพราะยังมีงานดี ๆ ให้ทำ นัมเบ้อวันในหมู่หญิงเห็นแต่ไกลชัดเจน จริง เพราะ "สูงใหญ่" ดี ห้องน้ำจะหมดกลิ่นไม่ดี เพราะมีแม่เณรสดใสคอยเอาใจใส่ดูแลเสมอๆ ถ้าใครเผลอ สะเพร่าใช้ของชำระไม่เรียบร้อย "รูป"ก็จะคอยจัด กวาด ถูล้างเรียงอยู่เสมอ "ดี" กำชับให้เราไม่เลินเล่อเอาขันครอบสบู่บ่อยๆ หากใครเอาใจใส่ขัดล้างฟอกถูกิเลสตนเยี่ยง นี้ ก็จะดีไม่น้อย สิกขมาตมาลัย "พวง"(แก้ว) นี้กำลังขายดี เหตุเพราะเป็นมาลัยทอง(กาญจนา) ระดับเพชรเม็ดงามจึงสามารถคล้องใจคน ลูกศิษย์ฮิตเป็นอันดับ 1 พึ่งพาอาศัยได้เรื่องจตุ- ปัจจัยอย่าหวั่นไหวจนเสียดี หน้าระรื่นแช่มชื่นอยู่ในท่วงที สิกขมาตจินดี (จินดา) มีความคิดดีๆ หยั่งลงตั้งเผ่า ก่อเหล่า"วีรสตรี"ตัดตอนกระแสโลกีย์ผ่าโลก จะโศก หรืออโศก ก็แล้วแต่โชคที่มี คิดว่า เอาเท่าที่เป็นไปตามธรรม คลังแห่งเครื่องอุปโภค เห็นจะไม่มีใครเกินแม่เณรสุพร เดือดร้อนปัจจัยใดร้องเรียก เอาได้ไม่ผิดหวัง "รูป"จะคอยสอดส่องเอื้ออารีว่าใครไม่มีเป็นจัดการเรียบร้อยทุกครั้งไป น่าจะเปลื่ยนฉายาใหม่เป็น "ฉิมพลี" เพราะรวยลาภ แม่เณรวิชชา แห่งตำราสาธยายเป็นเลิศภาษาบรรเจิดเพริดตามไม่ทันในการผกผัน ช่างเจรจาครันพาให้หวั่นใจ ถ้าใครฟังได้แล้วไม่เป็นภัย ติดห่วงอะไรก็ครึ้นเครงดี เจ้าแห่งโยคะ สำนักโยคินีเก่า ใครเป็นโรคเรือ้รัง ปอดตับกระดูกพัง ไม่รู้จักยับยั้ง อารมณ์ เชิญตรวจสอบถามวิธีการรักษาด้วยเรื่องหยูกยาจากแม่เณรสาหร่าย ผู้อ่อนด้วยวัย (เพราะปาเข้าไป 62) ของดีมีอยู่หากใครไม่รู้ก็ดูไม่ออกก็บอกกันเสียหน่อย ดอกอโศกบานแล้วก็ส่งกลิ่นหอมไปถึงสำนัก "พระวิมลมุนี" เจ้าคณะอำเภอบางมูลนาก ภุมรากระซิบมาว่าธรรมะกำลังขายดี มีญาติโยมใฝ่ใจปฏิบัติขจัดกิเลสเป็นการใหญ่ จนเกิดมีรายการเกือบถึงตบตี เพราะว่าเบื่อกามโลกีย์ไม่ยอมให้สามีทำหน้าที่ผู้ชายจนกลาย เป็นทุกข์ของลูกๆ เพราะแม่เณรไปปูก(ปลูก)ต้นรักสีดำ วัยแรงเสียงดังทำจัด สิกขมาตนุจรี ต้องหย่อนท่าทีหนีลงบาดาล การใดควรไม่ ควรทบทวนให้รอบถ้วนล้วนเสริมปัญญาให้มีเสมอแล้วก็จะเจอที่สุดแห่ง "ทาง" อาศัยความละเอียมละไมของแม่เณรละออ ประกอบด้วยวัยและใจที่มี ทำให้พระเถร เณรชีและชาวพิจิตรต่างตำบลต่างดั้นด้นมาที่ทำกัมมัฏฐานด้วยปรารถนาจะชมการวันทนา คารวะของแม่เณรอโศกว่า "งามนัก" ดูได้ฟรีๆ โดยไม่เสียค่าผ่านประตู "อยู่(กับเขา) ดีมีสุข จากไปก็ไม่ทุกข์เพราะเราไม่ได้ถ่ายของไม่ดี" เข้าฌานไปเห็นแดนอโศกภายใต้ป้อมปราการบริเวณรอบใน,นอกก็ขอบอกกันอย่างนี้ๆ อ้อ ยังมีรายการเพิ่มเติมจัก "เฉลย" คือกรักเฉลียง (เก่า)ว่าอย่าน้อยใจ อย่าใจน้อย ค่อยๆ ทำความเข้าใจแล้วให้อภัยใจเราก็วาง มันก็จะว่างจางจากอะไรๆ สบายใจร่างกายผ่องใสด้วยเกิดตาในในฤทัยเบิกบาน แม่ชีจำเนียรเพียรตัดมานาน บางอย่างขี้คร้านจะเอาเรื่องเอาราว ให้พวกสาวๆดูไว้ให้ดี "ปราการอโศก"จะประสบโชค อุ่นหนาฝาคั่งได้ด้วย"จินตนา" การดี สมัครสมาน สามัคคีร่วมแรงแข็งขันรุ่นน้องและพี่ก่อมิตรจิตไมตรีให้เด่น "สำอางค์"เป็นที่รู้จักกว้างขวาง ด้วยกิจกรรมงานดีๆ มีครู "เสียงใส" คอยเอาใจใส่ขาดเหลืออะไรบอกได้ทันที ทรายอีกเม็ดหนึ่งของปราการ "อี๊ด" (บังอร) ถ้าถูกใครถามจะตอบว่า "กินนมแม่ อร่อยกว่า ทำให้ต้องมาปราการทุกๆวันศุกร์เพราะมันเป็นที่สุขใจดี ก็แน่ละซิ พ่อมีนมไม่มีน้ำ เหมือนปราการนี่ เต็มคลองเลยลองไปดูสิถ้าไม่เชื่อ น่าอนุโมทนาคุณอังกาบแก้ว(อู๊ด)ที่อุตส่าห์หิ้วหอบข้าวของพะรุงพะรังไปถวายปราการ ในวาระครบรอบอายุกาลวันที่ 14 ก.ย.นี้ ขอจงมีธรรมที่ระเสริฐยิ่งๆขึ้นไปเถิด อุบาสิกา ชาวสวรรค์เขาก็มา บรรดาเหล่านางฟ้า เทพธิดา นำด้วยคุณปทุม ประไพ ชักจูงกัน ไปพร้อมทั้งด็กๆ (ไม่ใช่เล็ก) ภัควรรณ พรอุมา ณัฐาธนาในวันอาทิตย์ที่ 18 ได้บันทึก แผ่นภาพป้อมปราการไปหลายใบ มีน้ำใจช่วยการงานย่อยๆ ก่วาจะปลีกตัวมาได้ก็ลำบาก ยากเพราะอยู่คนละจังหวัด เพียงเท่านี้ก็ชนะใจแล้ว ฤกษ์ดอกกรรณิการ์บัวบาน ณ ปราการอโศก ตรงกับโศลกวันอังคารที่ 20 กันยายน พุทธศักราช 2520 เวลา 12.20 น.ใคร่ขอวิงวอนให้พวกเราจงช่วยกันรักษา"คุณ" เหล่านั้นสถิตย์มั่นกาลนาน
ขอส่งท้ายรายการด้วยบทสรรเสริญคุณ "ครู"
สุรีย์ฉายส่องฟ้านภากาศ คีรีมาศสะเทือนสั่นลั่นเวหา ดั่งอรุณลบแสงแห่งจันทรา นครารุ่งเรืองประเทืองไกล อริยะชนคนเหนือคนพ้นจากโลก "ชาวอโศก"พุทธธรรมนำไสว "โพธิ์รักษ์"ปกป้องคุ้มครองใจ หมู่ชนใดปรารถนาหาแสงธรรม ผู้นำจิตวิญญานพานผ่านภพ ปัญญาลบเลิศเลอเสมอสวรรค์ ประทานส่งโปรดมนุษย์สุดสำคัญ เพื่อรังสรรค์"ทางนิพพาน"กาลนี้เอย.
ด้วยใจที่มีในจิต "ตาปตินี"
วิจารณ์"สารอโศก"
ได้อ่านสารอโศกฉบับปฐมฤกษ์แล้วด้วยความชื่นชมเป็นอย่างยิ่งในการที่วรมิตรทั้ง หลายได้มีความอุตสาหะวิริยะจัดทำเป็นรูปเล่มขึ้นมา ด้วยความรู้ซึ้งถึงคุณค่าแห่ง "อปริหานิยธรรม" อันคือความสมานฉันท์อันดียิ่ง แม้อยู่ห่างไกลกันด้วยระยะทางก็ดังได้อยู่ ใกล้ชิดสนิทเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันด้วย "เอโกธัมโม" สภาพธรรมเช่นนี้คือพลังแห่งสามัคคี ที่พวกเราพึงช่วยกันรักษาไว้ให้ยั่งยืนนานเถิด เพราะพลังแห่งความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน นี้แหละ ที่จะช่วยผลักดันกงล้อแห่งพระธรรมจักรให้หมุนไปได้ยั่งยืนนานอันจะเป็นผลานิสงส์ แก่สัตว์โลกผู้ร่วมทุกข์ทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง ขออนุโมทนาสาธุมา ณ ที่นี้ด้วย หลังจากที่ได้อ่านจนจบด้วยความปลาบปลื้มดังกล่าวแล้ว ก็รำลึกถึงคำปรารภของคณะ ผู้จัดทำที่กล่าวไว้ในคำนำ (คุยกันหน่อย) ที่ขอให้ช่วยวิจารณ์หรือชี้แนะถึงสิ่งที่ยังบกพร่อง ต่างๆเพื่อที่จะได้ปรับปรุงแก้ไขให้ "สารอโศก" ฉบับต่อๆไปมีความสมบูรณ์ยิ่งๆขึ้นก็เลยส่ง ข้อคิดเห็นต่างๆตามภูมิปัญญามาให้ร่วมกันพิจารณาตามเจตนารมณ์ของคณะฯ เพื่อความ รุ่งเรืองไพบูลย์สืบไป ซึ่งอันที่จริงแล้ว นอกจากคำชมเชยในผลงานแล้ว ก็ยังไม่น่าจะมีข้อติอะไรมากนัก เพราะเป็นฉบับปฐมฤกษ์ ก็ย่อมจะต้องมีข้อบกพร่องเป็นธรรมดา ดังที่ทางคณะฯ ได้กล่าว ไว้ในคำนำแล้ว แต่ถึงอย่างไรก็ดี สำหรับพวกเราแล้ว คำชมย่อมมีคุณค่าน้อยกว่าคำติ (เพื่อก่อ)อันเปรียบเสมือนลายแทงขุมทรัพย์(อริยทรัพย์) อันประเสริฐด้วยประการฉะนี้เอง ก็เลยต้องขอวิพากษ์ วิจารณ์กันหน่อยตามธรรมเนียม สำหรับในด้านการจัดทำรูปเล่มแล้วแทบจะไม่มีที่ติเลย เพราะทำได้เรียบร้อยดีมาก สมกับที่มีวัสดุอุปกรณ์ค่อนข้างจะครบครัน ภาพในกรอบหน้าปกที่เป็นภาพวาดของมือที่กำลังทำ อัญชุลีอยู่นั้นให้วิญญาณแห่งการคารวะได้เป็นอย่างดียิ่ง หากว่าคนดูจะไม่เป็นคนช่างสังเกต สังกาถ้วนถี่เกินไป จนแลเห็นนิ้วก้อยที่ใหญ่โตกว่านิ้วนาง นิ้วกลางและนิ้วชี้ จนเกือบเท่ากับ นิ้วหัวแม่มือ ซึ่งเมื่อลองพิศดูประกอบกับภาพลูกกลมๆที่มีรูๆเหมือนลูกโบว์ลิ่งที่อยู่มุมปกด้านบน ก็ชวนให้คิดไปว่าเจ้าของมือนี่คงเป็นนักเลงโบว์ลิ่งตัวฉกาจ ที่ทอยโบว์ลิ่งอย่างหามรุ่งหาม ค่ำจนนิ้วบวมไปเลย ความจริงก็แหย่เล่นเป็นการเกริ่นไปอย่างนั้นเอง เพราะเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ ไม่ สลักสำคัญอะไรนัก เพียงแต่เมื่อมองดูแล้วเกิดนึกถึงพระพุทธโอวาสที่ทรงกล่าวเตือนไม่ให้ประมาทแม้ในโทษภัยอันมีประมาณน้อยก็เลยเห็นว่าเรื่องเพียงแค่นิ้วก้อยนี้ก็ยังมีอานุภาพแปร เปลี่ยนบรรยากาศอันขรึมให้เป็นบรรยากาศอันน่าขบขันไปได้ เป็นการคลี่คลายบรรยากาศ ให้ครื้นเครงดีเหมือนกัน แต่ก็คงจะไม่เหมือนกันไปหมดทุกเล่มหรอกนะครับ เล่มที่ส่งไป แดนฯนั้นช่างวาดคงจะตั้งใจสอดแทรกอารมณ์ขันหรือไม่ก็คงจะวาดจนเมื่อยมือ เลยทำให้นิ้ว มือในภาพพลอยเมื่อยจนบวมไปด้วย ก็เอาละครับทีนี้ก็มาเข้าเรื่องเข้าราวกันเสียที นอกจากการจัดทำรูปเล่มที่ทำได้ อย่างเรียบร้อยดังกล่าวแล้ว ข่าวสารรายงานและข้อ เขียนต่างๆภายในเล่มก็จัดได้ เป็นระเบียบดีรวบรวมข่าวสารและรายงานจากสหธรรมิกทุกๆแห่ง ทั้งที่จำพรรษาอยู่ ณ ธรรมสถานต่างๆและที่แยกย้ายไปพำนักอยู่ที่อื่นๆได้อย่างครบครัน ทำให้ได้ทราบข่าวคราว ความเคลื่อนไหว โดยเฉพาะรายงานประจำเดือนของทาง "สันติอโศก" ซึ่งรายงานเหตุการณ์วันต่อ วันตลอดทั้งเดือน โดยทราบว่าได้แบ่งกันทำหน้าที่รายงานองค์ละสามวัน ก็เลยทำให้ได้ราย ละเอียดดีพอสมควรดีแล้วครับ เพราะที่สันติฯ เป็นหน่วยกลางซึ่งมีกิจกรรมและความเคลื่อน ไหวมากกว่าแห่งอื่นๆควรที่พวกเราจะได้รับทราบข่าวคราวอย่างละเอียดตลอดเวลา เพื่อที่ จะได้ดำเนินนโยบายในแต่ละสถานให้สอดคล้องประสานกัน ที่รู้สึกว่ายังขาดตกบกพร่องอยู่บ้างตามความเห็นของผมก็คือ เกี่ยวกับรายงานของวัน ที่ 28 ส.ค. ซึ่งเป็นวันที่พ่อท่านให้สัมภาษณ์ น.ส.พ.ไทยรัฐนั้น จะเป็นเพราะว่ามีเวลา น้อย หรือเกรงว่าจะเปลืองหน้ากระดาษมากเกินไปก็ไม่ทราบได้ ที่เป็นเหตุให้คำสรุปการ ให้สัมภาษณ์นั้นต้องย่นย่อข้อความอย่างรวบรัดเกินไป จนทำให้เสียเนื้อหาสาระที่สำคัญๆไป พอควร และยิ่งไปกว่านั้นใจความในบางตอนก็ย่นย่อเสียจนคลาดเคลื่อนจากความหมายเดิม อันอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดแก่ผู้อ่านซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ ซึ่งผมเองเมื่อได้อ่านก็ เกิดความสะกิดใจอยู่ก่อนแล้วว่าไม่ใช่สำนวนพูดของพ่อท่าน ต่อเมื่อได้ฟังจากเท็ปบันทึก เสียงอีกที จึงเห็นความคลาดเคลื่อนได้อย่างชัดเจน ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างที่จะได้ยก มาวิเคราะห์ให้เห็นประเด็นที่บกพร่อง ตั้งแต่คำถามแรกที่ได้ตัดตอนมาลงในรายงานเลย ทีเดียว ถาม ทำไมท่านจึงได้ออกมาบวช และออกจากทีวีมาได้กี่ปี ตอบ คุณต้องเข้าใจคำว่าบวชให้ดี ว่าบวชคืออะไร เหตุที่ออกมาบวชก็เพราะว่ามันมี จุดเต็ม มันรู้จักพอ และเห็นแล้วในธรรมของพระพุทธเจ้าจริง และเห็นว่าศาสนามีความจำเป็นแก่มวลมนุษยชาติมาก ซึ่งผู้ที่อ่านคำให้สัมภาษณ์ดังกล่าวนี้ หากว่าไม่ได้ทราบต้นสายปลายเหตุมาก่อนและเป็น ผู้ที่มีวิจารณญาณพอสมควรแล้ว ก็จะตำหนิได้ทันทีเลยว่าผู้ให้สัมภาษณ์ตอบคำถามอย่างคลุม เครือ และหละหลวมไม่หมดจด และอีกทั้งยังทำให้เกิดความเข้าใจที่ผิดเพี้ยนจากความเป็น จริงอีกด้วย ดังจะแยกแยะให้เห็นชัดเจนดังนี้ กล่าวคือเมื่อตอบว่า "คุณต้องเข้าใจคำว่าบวชให้ดี ว่าบวชคืออะไร..." ก็ไม่มีการอธิบายความหมายของคำว่าบวชเลย ปล่อยให้คลุมเครืออยู่ อย่างนั้นและคำตอบต่อไปที่ว่า "เหตุที่ออกมาบวชก็เพราะว่ามันมีจุดอิ่มจุดเต็ม มันรู้จักพอ และเห็นแล้วในธรรมของพระพุทธเจ้าจริง และเห็นว่าศาสนามีความจำเป็นแก่มวลมนุษย์ ชาติมาก" ก็ชวนให้เข้าใจไขว้เขวไปได้ทันทีเลยว่าสาเหตุที่พ่อท่านออกบวชนั้นก็เนื่อง จากว่าได้เสพย์โลกียวิสัย จนถึงจุดอิ่มตัวแล้วจึงจะรู้จักพอ และจึงเห็นในธรรมของ พระพุทธเจ้าจริง เห็นอย่างไรแค่ไหนก็ไม่ได้กล่าวให้กระจ่างชัด และที่ว่าศาสนามีความ จำเป็นแก่มวลมนุษยชาติมากแค่ไหนก็ไม่ได้อธิบาย ฯลฯ จะเห็นได้ว่าการสรุปอย่างรวบรัดเช่นนี้นอกจากจะเสียสารัตถะที่สำคัญแล้วก็ยังทำให้ ผู้อ่านเข้าใจผิดเป็นมิจฉาทิฏฐิไปได้ว่า จะเห็นธรรมหรือเข้าถึงศาสนาได้ก็ต่อเมื่อได้เสพย์ โลกียรสให้ชุ่มฉ่ำจนเอียนหรือถึงจุดอิ่มตัวเสียก่อน จึงจะรู้แจ้งเห็นจริงได้ ซึ่งความเข้าใจ เช่นนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิเพียงไร ท่านผู้รู้ทั้งหลายก็ย่อมจะทราบกันดีอยู่แล้ว และนอกจากนั้นคำ ถามช่วงท้ายที่ว่าออกจากทีวีมาได้กี่ปี ก็ไม่เห็นมีคำตอบเลย ซึ่งก็เป็นจุดที่จะทำให้พ่อท่านถูก ตำหนิได้อีกเหมือนกัน ที่ได้ยกตัวอย่างมาวิเคราะห์ดังกล่าวนี้ มิใช่ว่ามีความประสงค์จะติเตียนผู้สรุป คำสัมภาษณ์เพราะความบกพร่องผิดพลาดย่อมเป็นของธรรมดาสำหรับผู้ที่ทำงานมาก งานยิ่ง มากเท่าใดความบกพร่องก็ย่อมมากเป็นเงาตามตัวเท่านั้น ที่จะให้เรียบร้อยสมบูรณ์ไปหมด นั้นย่อมเป็นไปได้ยาก แต่จะแปลกอะไรเมื่อเราก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่าความผิดพลาดนั้นคือครู ที่เราจะได้เรียนรู้และมีประสบการณ์เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นเท่าที่ได้ชี้ข้อบกพร่องมานี้ ก็ด้วยความมั่นใจในคุณธรรมของวรมิตร ทั้งหลายว่า ย่อมเห็นคำชี้โทษประหนึ่งดังเห็นลายแทงขุมทรัพย์ ทำเสียกำลังใจเพราะ คำท้วงติงนั้น ถ้าเชื่อว่าพวกเราเติบโตจนเกินกว่าที่จะมีความรู้สึกเช่นนั้นได้ และอีกประการหนึ่งก็เพื่อที่จะได้ช่วยเพิ่มเติมเสริมต่อในข้อที่ยังบกพร่องนั้นๆให้สมบรูณ์ยิ่งขึ้นอีกด้วยจึงได้ถอดเท็ปที่บันทึกเสียงการให้สัมภาษณ์ในช่วงที่ได้ยกตัวอย่างมาวิเคราะห์ ดังกล่าวข้างต้นนั้นมาด้วย เพื่อความกระจ่างแจ้ง ซึ่งก็มีเนื้อถ้อยกระทงความดังต่อไปนี้ ถาม ทำไมท่านจึงได้ออกมาบวช ตอบ บวช คุณต้องเข้าใจคำว่าบวช ถ้าเรียกว่ามาแปลงเพศมานุ่งเครื่องแบบ... ถามแทรก จากที่ออกจากทีวีเลย ตอบ ออกจากทีวีเหรอ ออกจากทีวีมาเจ็ดปี ออกจากงานลาการทางโลกออกมา ทั้งหมดปีนี้ปีที่เจ็ด ถาม ครั้งแรกอยู่ที่วัดไหน (หรืออะไรทำนองนี้เสียงถามเบามากจับความไม่ชัด) ตอบ ครั้งแรกอยู่ที่วัดอโศการามแต่ยังไม่ได้เปลี่ยนเครื่องแบบ ตอนแรกยังไม่ได้ เปลี่ยนมาเป็นเครื่องแบบนุ่งจีวรห่มผ้าอย่างนี้ ถาม ตอนนั้นนุ่งห่มแบบฆราวาสอยู่หรือครับ (นี่ก็อนุมานเหมือนกัน) ตอบ ก็แบบธรรมดาฆราวาส แต่ว่าเป็นฆราวาสที่คนเขาว่า "คนบ้า" เพราะว่าตอน นั้นอาตมาแม้แต่ผมก็โกนแล้ว คือไม่ได้ไว้ผมก็หัวโล้นๆ เพราะว่าเราไม่เห็นความจำเป็น อะไรที่จะต้องให้มันมีผมเป็นทรงนั้นทรงนี้อยู่ เมื่อมันยาวเราก็ไถออก เมื่อมันไถออกเกลี้ยง แล้วมันก็ต้องย่อมยาวเมื่อยาวอีกพอสมควรเราเห็นว่ามันยาวแล้วควรไถก็ไถออก ไม่จำเป็น จะต้องไปเสียเวลาต้องตัดทรงนั้นซอยทรงนี้ให้มันเปลืองเปล่า เพราะเราไม่เอา ประโยชน์ในสิ่งนั้นแล้ว เราไม่ต้องหลอกล่อใคร แล้วก็นุ่งกางเกงขาสั้นใส่เสื้อง่ายๆ ธรรมดารองเท้าก็ไม่ได้ใส่อะไรอย่างนี้ ซึ่งเดินออกไปเขาก็หาว่า "รัก รักพงษ์" นี่บ้าแล้ว เขาก็ว่าอย่างนั้นน่ะตามธรรมดาตอนนั้นหรือช่วงนั้น แม้ที่สุดเขาไปดึง... มีคนเขาดึงอาตมามาบรรยายธรรมครั้งแรกที่สุด ที่วัดนรนาถฯ เขาไปเชิญมาบรรยาย อาตมาก็มาในชุดอย่างนั้นแหละ เสื้อคอกลมง่ายๆตัวหนึ่ง กางเกง ขาสั้นตัวหนึ่ง กับหัวก็โล้นๆ รองเท้าก็ไม่มีหรอก... ไม่ได้ใส่รองเท้าก็แบร์ฟูตมาขึ้นเวทีมา บรรยายกับคนอื่นเขา ซึ่งนั่งใส่เสื้อนอกผูกเน็คไทอะไรของเขาบนสเตท...ก็อย่างงั้น.... ถาม เอ๊ะแล้วที่ท่านทำทีวีอยู่มีอะไรถึงได้อยากออกมาถือเพศอย่างนี้ หรือว่ามีจุดมีอะไร ตอบ เอ้าดี ที่อาตมาออกมาอยางนี้ไม่ใช่มีจุดอะไร จะว่าจุดก็คือจุดเต็ม จุดเต็มที่ อาตมาได้รับความพอใจใน "ผล" ของศาสนา จะเรียกตรงๆก็ว่าคือมันเห็นแจ้งในธรรมๆ มันมีผลจริง อาตมาบรรลุธรรมอย่างนั้นจริง บรรลุธรรมของพระพุทธเจ้าจริง ก็จึงได้เลิก ลามาทางนี้ ถึงได้ทำงานให้แก่ศาสนาเต็มมือ เพราะถ้าอาตมายังอยู่ทางคฤหัสถ์ ยังจะต้องทำมาหากิน หรืออะไรต่ออะไรอยู่นั่น มันก็ไม่เต็มไม้เต็มมือนี่ เพราะว่าศาสนานี้ต้องการคน ทำงานให้แก่ศาสนาม้ากมาก เพราะศาสนานี่สำคัญต่อมวลมนุษย์ชาติมากเหลือเกิน อาตมาก็ยังแน่ใจอยู่ว่าเดียวนี้นี่ การพัฒนาบ้านเมือง พัฒนาเศรษฐกิจ พัฒนาสังคม พัฒนาแม้แต่ทางด้านวัตถุต่างก็ดี หรือแม้ แต่มีบางที่บางแห่งพัฒนาจิตใจก็ตาม ก็ยังไม่ได้เป็นไปด้วยดีการพัฒนาก็ขัดข้องเป็นการ พัฒนาที่ยังล้มเหลวอยู่ เ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive