สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน พ่อครูหมดบุญหมดบาปแล้วหรือไม่.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์14 KB
วันที่แก้ไข3 ธันวาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน พ่อครูหมดบุญหมดบาปแล้วหรือไม่ _หนูอยากทราบว่า หลวงปู่หมดบุญหมดบาปหรือยัง พ่อครูว่า...ดูคนนี้ตั้งคำถามเข้าเป้า ผู้ใหญ่บางคนจะรู้เรื่องอย่างนี้ไหมเนี่ย พระโพธิราช ท่านก็พูดว่า ท่านเป็นผู้หมดบุญหมดบาปแล้ว พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่าท่านเป็นผู้สิ้นบุญสิ้นบาปแล้ว ตอนท่านเองกล่าวถึงอดีต ที่เป็นโชติปาลมานพ มีคำนี้อยู่ คำว่าสิ้นบุญสิ้นบาป หลวงปู่หมดแล้ว เป็นผู้หมดบุญหมดบาปแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเข้าใจว่าผู้หมดบุญหมดบาปคือคนในระดับไหน มันก็เป็นการบอกแจ้ง ในอุตริมนุสธรรมที่เรามีเราเป็นแท้ๆ คนทุกวันนี้กลัวมากที่จะบอกอุตริมนุสธรรมแก่ใคร กลัวมาก กลัวจนทำให้ธรรมะพระพุทธเจ้าผิดเพี้ยนไป จนกลายเป็นว่า คนบรรลุธรรมไม่ควรจะบอกใคร บอกแล้วจะเป็นบาป ตามพระไตรปิฎกเล่ม 9 ในโลหิจจสูตร โลหิจจพราหมณ์ มีทิฏฐิลามก ว่า “ผู้บรรลุแล้วไม่พึงบอกแก่ผู้อื่น เพราะคนอื่นจะทำอะไรแก่อีกคนหนึ่งได้ การบอกแก่คนอื่นจัดว่าเป็นความโลภที่เป็นบาป เปรียบเหมือนคนตัดเครื่องพันธนาการเก่าออกแล้ว กลับทำเครื่องพันธนาการใหม่... ฯลฯ ” พระพุทธองค์ตรัสว่า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ย่อมมีคติ 2 คือ นรกหรือกำเนิดเดียรัจฉาน อย่างใดอย่างหนึ่ง (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 358) จะเห็นได้ว่า ผู้บรรลุธรรมควรจะบอกผู้อื่น ไม่เช่นนั้นก็ไม่รู้ว่าศาสนามีมรรคผลหรือไม่ เพราะฉะนั้น ผ่านมาเกือบ 2600 ปีแล้ว จนป่านนี้ ก็เข้าใจอย่างนี้มาถึงวันนี้มันก็เลยมาไกลมากจนกระทั่งว่าบอกใครไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นเมื่อบอกใครไม่ได้และก็ไม่มีใครบอกใครมา นานถึงหลายพันปีมาถึงป่านนี้ แล้วมันจะนึกออกหรือไม่ว่าคนบรรลุธรรมเป็นอย่างไร เพราะไม่บอกกันเลยว่าใครบรรลุธรรม และให้เดาเอาเองว่า คนไหนบรรลุ ต้องรู้เองดูเอง เอ๊องค์นี้อรหันต์นะ องค์นี้อนาคามี ต่างคนต่างเดา ศาสน

อ่านต่อ

าจึงฉิบหาย สมณะเดินดินว่า..ผู้บรรลุธรรมแล้วไม่บอกใคร เหมือนเจ้าของแคว้นที่มีทรัพย์สมบัติมากมายแต่ไม่แบ่งใครเลย ในโลหิจสูตรนี่แหละ พ่อครูว่า...ยิ่งพูดอย่างนี้ทำให้เป็นการทำลายศาสนาพุทธ ให้เป็นศาสนาที่ เดาคลำ มืดมัว ดำปี๋ ไม่รู้ว่าศาสนาพุทธคืออะไร นี่คือความหลงผิด องศาที่ผิดนิดนึงมันไปไกลมาก จนวันนี้มา 2560 ไกลจากความจริงมาไกลจนไม่เห็นความจริง น่าสงสารจริงๆ น่าสงสารศาสนา เอาล่ะ อาตมาวิจารณ์พูดย้ำแล้วย้ำอีก เพื่อให้ผู้ที่ได้ยินได้ฟังมีความรักในศาสนา สะดุดบ้างสะเทือนบ้างเอาไปไตร่ตรองบ้าง ว่าจริงอย่างที่อาตมาพูดไหม ถ้าหากเป็นจริงก็ควรจะทบทวนและแก้ไข ถ้าแก้กลับมาจนเกิดปฏิภาณความรู้ว่า อย่างที่โพธิรักษ์พูดนี้มันถูก เป็นสัมมาทิฏฐิ สัมมาปฏิบัติ สัมมาปฏิเวธทั้งนั้น จะเกิดการเข้าใจมีปฏิภาณ เห็นอย่างนี้จริงๆเลย อาตมากล้า ยืนยันตัวเองอย่างนี้จริงๆ ซึ่งอาตมาก็บอกตัวเองจนไม่รู้จะบอกยังไงแล้วจนกระทั่ง ว่าอาตมาเป็นใคร ก็มีคนเดาว่าอาตมาเผลอพูดลักษณะเขาก็เดาเอาว่าอาตมาเป็นใครมาเกิด เป็นใครมาทำงานนี้ อาตมาประกาศไปว่าอาตมาคือคนนี้ คนไหนที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในสัมมาทิฏฐิข้อที่ 10 ในมหาจัตตารีสกสูตร อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ ประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง ปเวเทนตีติ แปลว่าประกาศให้แจ่มแจ้ง ผู้ใด เข้าใจว่า สัมมาทิฏฐิหรือมิจฉาทิฏฐิข้อที่ 10 พระพุทธเจ้าท่านตรัสเพื่อเตือนนักการศาสนาทุกคน ว่า นัตถิโลเก ในโลกขณะนี้ นัตถิโลเก หรืออัตถิโลเก ในโลกนี้ คุณว่า...สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ นัตถิ แปลว่าไม่มี อัตถิแปลว่ามี มีไหมในโลกนี้ขณะนี้. ..มี แล้วมีอยู่ไหน ? ต้องหาให้เจอคนผู้นี้ต้องหาให้เจอ ถ้าหาไม่เจอแล้วไม่เข้าใจแล้วไม่เชื่อว่าผู้นี้คือผู้นี้ไม่ใช่ว่าผู้นี้เป็น สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ เป็นผู้รู้ชอบปฏิบัติชอบ ไม่รู้ไม่เข้าใจไม่เชื่อ คนนั้น นัตถิโลเก เกิดมาในโลกนี้ก็ไม่รู้ไม่เห็นคนๆนี้มีไหม? ถ้าในโลกนี้มีคนประกาศ อย่างอาตมา แสดงตัวอย่างอาตมา คุณก็ต้องไปรู้คนนั้น แล้วเอาของคนนั้นมาเทียบกับของอาตมา ว่าอะไรเข้าร่องเข้ารอยกับพระไตรปิฎกบ้าง คนไหนจะสอดคล้องกับคําสอนพระพุทธเจ้า ลงกันกับคำสอนพระพุทธเจ้าอันนั้นก็เป็นธรรมวาที คนไหนอันไหนไม่ลงกับคำสอนพระพุทธเจ้าก็เป็น อธรรมวาที ไม่ใช่ธรรมะของพระพุทธเจ้า อย่างนี้เป็นต้น สมณะเดินดินว่า..ผมคิดว่า ผู้ที่เป็นสยัง อภิญญา จะตรวจสอบได้ ต้องมีคุณสมบัติ 2 ข้อ ข้อ 1. คือถ้าท่านเป็นจริงก็ต้องประกาศให้คนอื่นรู้ได้ และข้อ 2. ก็คือว่า เมื่อประกาศสยัง อภิญญา ก็ต้องอธิบายสัมมาทิฏฐิ 10 ข้อที่ 1 ถึงข้อ 9 ได้ พ่อครูว่า...อธิบายมหาจัตตารีสกสูตร จนรวมเป็นสมาธิพุทธเล่ม 1 เล่ม 2 จนเล่ม 2 ไปไหนไม่รู้แล้ว พิมพ์มาแต่เล่ม 1 ก็ไม่เห็นมีใครเห็นความสำคัญดังนี้แล้วอธิบายแจกแจงเพื่อให้ปฏิบัติ เพราะว่าในมหาจัตตารีสกสูตรนี้สำคัญมาก ตั้งแต่ข้อ 252 ถึง 281 มีทั้งหมด 30 ข้อด้วยกัน พระสูตรนี้เป็นพระสูตรที่ไขความถูกต้องชัดเจนว่า สมาธิของพระพุทธเจ้านั้น หรือของตถาคตเอง ท่านตรัสว่าของตถาคต เป็นอริโยสัมมาสมาธิ เป็นสมาธิที่เป็นสัมมา และเกิดอาริยธรรม อาริโยสัมมาสมาธิ ก็มีคำที่ชัดเจนทุกอย่าง นอกนั้นมันไม่ใช่ ต้องอย่างนี้ถึงจะใช่ อย่างเดียวด้วย ทางปฏิบัติของพระพุทธเจ้ามีทางเดียวด้วย “มรรค มีองค์ 8” นั้นคือ "ทางเอกทางเดียว ไม่มีทางอื่น"(เอเสวมัคโค นัตถัญโญ) ล.25 ข.30 ทางปฏิบัติที่ถูกต้องมีอันนี้อันเดียวไม่มีสองด้วย ทางปฏิบัติที่สัมมามีทางเดียวมีสองทางไม่ได้ จนกระทั่งผิดเพี้ยนไปว่าทางปฏิบัติไปนิพพานไปทางไหนก็ได้ เหมือนจะไปที่ไหนก็เดินทาง มีทั้งทางรถทางน้ำทางอากาศ เขาก็บอกว่าทางไหนก็ได้ แต่เป้าหมายคือนิพพานซึ่งมันไม่ใช่ คําสอนพระพุทธเจ้าไม่ได้เป็นอย่างที่พูดนี้เลย อาตมาเองอาตมายิ่งต้องประกาศตัว ยิ่งต้องประกาศความจริง ว่าอาตมามากอบกู้ศาสนา เอาความผิดพลาดจากธรรมะพระพุทธเจ้ากลับคืนมา แล้วก็ต้องบอกความจริงว่า อย่างนั้นมันผิด ถูกเป็นอย่างนี้ ก็พูดด้วยความจริงใจ ก็หาว่าไปดูถูกคนอื่น ก็เทียบทำไมว่าผิดนั้นมันเขาผิด มันก็ถูกแล้วที่อาตมาพูดนี้ถูก เขาก็หาว่าอาตมาอวดดี อาตมาพูดดีนะ ไปอวดดีนะทำไมไปอวดชั่วทำไม อาตมาก็ว่า อวดสิ่งที่ดี ไม่ได้อวดชั่ว ใครจะอวดความชั่วก็อวดไปเถอะ แล้วก็หาว่าอวดดีของอาตมาเป็นสาเฐยจิต ใครคนไหนพูดว่าอาตมามีสาเฐยจิต อยากโชว์ดีนี้ อาตมาก็บอกว่าอาตมาไม่มีสาเฐยจิต ที่เป็นจิตอยากอวดว่า ตัวเองดีตัวเองรู้อย่างนั้นอาตมาไม่มีจิตเช่นนี้ เป็นการแสดงความจริง ไม่มีการอยากอวด ถ้าบอกว่าอยากพูดนั้นมี อยากบรรยายอยากบอกมีเต็มๆเลย แต่อยากอวดโอ่โชว์ตัวว่า ฉันรู้ฉันมีฉันเป็นอย่างนี้ไม่มี ใครจะไม่เชื่อก็แน่นอนไม่มีปัญหา แต่ใครฟังอาตมาพูดความจริง ถ้าอาตมาโกหก อาตมาอาบัติปาราชิกนะ เพราะการอวดตัวว่าไม่มีกิเลสมันเป็นอุตตริมนุสสธรรม ถ้าตนเองไม่มี ความจริงที่พูดนั้นอวดตัวเองว่าไม่มีกิเลสก็ปาราชิก และพวกนักรู้ก็หาว่าอาตมาอวดบอกตัวเอง นั้น ถ้าจะอวดได้ต้องบอกกับอุปสัมบัน ก็แย้งกันอีกว่า อุปสัมบันกับอนุปสัมบันต่างกันอย่างไร อาตมากล้าพูดว่าคนที่ฟังธรรมะอาตมาก็เป็นอุปสัมบันทั้งนั้น คนที่เป็นอนุปสัมบันไม่มาฟังอาตมาหรอก ส่วนใหญ่เป็นคนที่ฟังธรรมมะรู้เรื่องทั้งนั้น อุปสัมบันแปลว่าผู้ที่เข้าถึง แต่เขาไปแปลว่า ผู้ที่บวชเป็นพระคืออุปสัมบัน อนุปสัมบันคือฆราวาส แล้วอาตมาก็พูดกับฆราวาสเสียส่วนใหญ่ ก็ขอยืนยันว่าฆราวาสนี่แหละรู้ยิ่งกว่าพระอีก การบวชทีละแสนรูปคือการทำลายศาสนา เกณฑ์กันมาทำพิธีเล่นๆ นี่ธงชัยพระอรหันต์นะ จีวรนี่ ใครที่ผ่านพิธีบวชตามพระวินัยของพระพุทธเจ้าแล้ว คลุมนี้เข้าปั๊บ พ่อแม่ก็ต้องกราบต้องไหว้ ผู้ใหญ่ชั้นไหนๆก็ต้องไหว้ ครองผ้านี้แล้วนี่ มันเป็นของเล่นหรือ เอาไปปู้ยี่ปู้ยำเล่น เป็นเครื่องมูรธาภิเษกนะไม่ใช่ของเล่น ซึ่งบาปกินหัวกันไม่รู้เท่าไหร่ที่ทำเล่นทำหัวกัน หยุดเสียทีที่จะไปเกณฑ์คนมาบวช นั้นมันหาเงินหาชื่อเสียงโฆษณาตัวเอง เอาเรื่องมากๆ เกณฑ์คนมาแสดง มหัปปิจฉะ ฉันมีความใหญ่ มีแต่ความเบ่งความใหญ่ ตรงกันข้ามกับศาสนาพระพุทธเจ้าที่บอก พระธรรมใดวินัยใดมีแต่ความมากๆ ธรรมวินัยนั้นไม่ใช่ของเราตถาคต พระธรรมใดมีแต่ความมักน้อยอัปปิจฉะ พระธรรมนั้นวินัยนั้นเป็นของเราตถาคต แต่นี้ก็ไม่รู้เรื่อง ไปแสดงความใหญ่แล้วหลงกัน ก็เลยพาลให้คนโง่ด้วยกันหลงเข้าใจผิด เพราะคนโง่โลกียะหลงความใหญ่ความหรูหราอยู่แล้ว ก็เข้ากันกับกิเลสเป็นมวลใหญ่ แล้วคนก็หลงเถรสมาคมเป็นส่วนใหญ่ ว่าเป็นคนที่มีผลสำเร็จทางศาสนาไปถึงต่างประเทศ ที่จริงแล้วเอาอบายอเวจี ไปสร้างทั้งนั้นเลย ทำลายศาสนามาก ยิ่งมีมากยิ่งจะทำลายศาสนามาก ยิ่งธัมมชโยไม่รู้จะตกนรกเท่าไหร่ คือความโง่ในตัวเองไม่รู้ความจริง นึกว่าใช่นึกว่าถูก แล้วเขาก็ยิ่งได้ลาภยศ ซึ่งไม่ใช่เรื่องของศาสนาเลย ยิ่งได้รับเกียรติสรรเสริญโลกียสุขมาก ยิ่งบ้าใหญ่เลย มันน่าสังเวช สงสารมาก ทำไมทำกับตัวเองอย่างนั้น ใครเตือนก็ไม่ฟัง เข้าหลักเดียวกันเลย ยิ่งลักษณ์มาเป็นนายกฯ รับคำสั่งจากพี่ชาย ใครจะเตือนว่าอย่าทำต่อ แม้แต่พวกกันเองจะเตือนก็ไม่ฟังเลย ดันทุรังจะทำเหมือนกันเลย สุดท้ายหายไปเลยหาหัวไม่เจอ ทั้งสองหัว เหมือนกันเลย จุดสุดท้ายเหมือนกันเลย จะว่าลงรูก็หารูไม่เจอ ไม่รู้อยู่รูไหน ถึงขนาดนั้น มุดรูเงียบไม่ให้ใครเห็น สงสัยปิดปากรู สงสัยขาดใจตายไปแล้วก็ไม่รู้ อาตมาพูดเหมือนแดกดันยัดเยียด แต่พูดให้เกิดความชัดเจนให้เข้าใจ ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ ธรรมะหลักคือพุทธศาสนา เมื่อคนพาลพาศาสนา พาล แปลว่าโง่ไม่เดียงสา เกเร เป็นนักเลง สรุปคือเป็นคนโง่คนไม่รู้ความจริง แล้วเอาความไม่รู้ความจริง เอาความผิดมาปรุงรส มาเชิดชู เอาความผิดนี้มาให้ ประชาชนคนไทยที่เป็นพุทธศาสนิกชนรับรู้เรียนรู้และมาใช้ สังคมประเทศชาติจึงมีผลอย่างนี้ อย่างที่เป็น งมงายกันไปเกือบหมดไม่เหลือ อาตมาว่าเกือบ มันจมในก้นมหาสมุทร เกือบดึงขึ้นไม่ทัน สมณะเดินดินว่า...แสดงว่าศาสนาอาการหนักกว่าชาติ แต่ก่อนเราไปชุมนุมกู้ชาติ แต่ไม่เคยมีใครพูดถึงกู้ศาสนา พ่อครูว่า..ไปกู้ชาติก็เอาศาสนาไปกู้ชาติ เอาศาสนาไปกู้ อาตมาพาไป neoprotest neo คือเป็นการประท้วงแบบที่เขาไม่เคยทำกัน เป็นการประท้วงแบบใหม่ ที่ใหม่คืออะไร ที่เอาไปประท้วงคือ เอาความสงบไปสยบความรุนแรง ให้มันเข้าร่องเข้ารอยให้เข้าที่ แล้วอาตมาก็เห็นผลว่า เอาความสงบสยบความรุนแรงได้สำเร็จ ซึ่งไม่เคยมีใครเขาทำกัน เขาประท้วงกันมีแต่ทำความเดือดร้อน ก็ไปประท้วงแล้วก็เกิดการปะทะ มีการตายเกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากเราเป็นต้นเหตุ เกิดจากกรณีไปทางการเมือง เกิดจากเรื่องการเมือง แล้วไปครอบงำภิกษุฆราวาส ให้มาก่อเรื่องรุนแรง จนกระทั่งฆราวาสนั้นแหละมาทำรุนแรง ก็คือพวกที่ไม่ใช่เรื่องของศาสนา ไม่ใช่เรื่องของธรรมะ อาตมาเอาธรรมะความสงบไปแสดงเป็นเดือนเป็นปี แสดงความสงบตลอดเวลา คำพูดแค่ว่าไปแสดงความสงบนี้ลึกซึ้ง เป็นภาวะ สภาวะธรรมที่มากลีลา ที่สุดแล้วที่ อาตมาพาไปทำ แม้แต่เราเคลื่อนไหวเคลื่อนตัวพากันเป็นหมู่กลุ่ม ก็อยู่ในครรลองความสงบทั้งสิ้น จนไปนั่งสมาธิหลับตานิ่ง แบบสะกดจิตสมถะ ก็ยิ่งเป็นความสงบรูปธรรมชัดๆ ก็ทำทั้งนั้น จะมีการเคลื่อนไหวกระบวนการลีลาอย่างโน้นอย่างนี้ ถึงขั้นเข้าไปในทำเนียบ ก็เป็นความสงบทั้งนั้น แสดงอย่างสุภาพ มันจำเป็นจะต้องทำเช่นนั้น มันซับซ้อนเราไปรักษาทำเนียบเอาไว้ก็หาว่าเราบุกทำเนียบ ขนาดนั้นยังทิ้งระเบิดเข้าไปในทำเนียบอีก นี่คือเรื่องจริง พวกตื้นๆก็บอกว่า เพราะเอ็งไปอยู่ในทำเนียบ เขาก็เลยโยนระเบิดเข้าไปยังไง แต่เราไม่เคยมีเครื่องมืออาวุธอะไรไปตอบโต้เลย เข้าไปนั่งสงบอยู่ในนั้น แสดงออกถึงขนาดว่า อย่าว่าแต่สงบเลย ปลูกข้าวทำนาในทำเนียบเลย ให้เห็นว่ามีความสงบสุภาพ มีชีวิต ทำนาทำไร่ ทำสัมมาอาชีพ ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ เขาเอาแก๊สน้ำตา เอากระสุนที่เขาว่าเป็นกระสุนปลอมเอามายิง แต่ที่ยิงลูกปลอมลูกจริง ไม่ใช่พวกเรา เราใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหวจริงๆ สมณะเดินดินว่า...เขาเอาปืนอาวุธสงครามจ่อหัวญาติธรรมเรา เขาก็นั่งสงบ แกไม่รู้เรื่องว่าเกิดอะไรขึ้นเพราะเขานั่งสมาธิอย่างเดียว ลูกๆที่อยู่ต่างจังหวัดดูแล้วก็ตกใจมาก พ่อ่อครูว่า...แกนั่งสมาธิหลับตาสมาธิไม่รู้ข้างนอก เขาจะยิงหัวก็เฉย จนกระทั่งเขาถอยไปเอง สยบความรุนแรงได้แล้ว ในตอนผู้การแต้ม เอาตำรวจจะมาไล่มาปราบเรา ก็เป็นคู่ต่อสู้กัน เราไปประท้วงด้วยความสงบ มีคำสั่งชัดว่า ถอนรื้อเต็นท์ให้เสร็จ แล้วมาตั้งแต่ตี 2 ตี 3 ตำรวจมามีเครื่องไม้เครื่องมือครบพร้อมทั้งเครื่องกลหนัก แบริเออร์ อาตมาก็พาลงนั่งบนถนน ทำความสงบนิ่งนั่งสมาธิกันประนมมือ ตั้งแต่ตีสองตีสามยันสว่าง เขาก็ไม่กล้าทำอะไร เพราะความสงบมีพลังงานความสงบ ทำให้เขาไม่กล้าทำอะไร ผู้การแต้มก็ไม่กล้าสั่งทำอะไร ทั้งที่เขามีครบหมด เอาแท่งคอนกรีตมากั้นๆๆไว้ เขาดันทำได้เลย แต่เขาไม่กล้ามารุกรานผู้สงบ เราไม่ได้ถอยหนีไปไหนเลยเราก็สงบนิ่ง นี่คือ ธัมโม หเว รักขติ ธรรมจารี ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม อธรรมทำอะไรไม่ได้ ไม่กล้าทำ ให้ว่าเขาจะทำได้ แสดงว่าผู้การแต้มมีธรรมะพอสมควร ไม่กล้าลงมือ ถอยกลับไปนี่เสียนะ ผู้การแต้มเสีย ทำงานไม่สำเร็จ เสียคะแนน แต่เพราะธรรมะในใจของผู้การแต้ม ที่ยอม ความรุนแรงให้กลับไป ให้ความสงบชนะ อาตมาอธิบายขยายความให้ชัดๆ เป็นการแสดงออกให้ชัดเจนเป็นเหตุการณ์จริง ที่เป็นสงครามระหว่างความสงบกับความรุนแรง และความสงบชนะความรุนแรง อาตมาพูดไปนี้โมเมไหม เป็นการบอกอธิบายความจริงให้ฟัง ว่านี่คือธรรมาธรรมะสงครามที่สู้กัน เหมือนในหนังรามเกียรติ์ ความสงบสยบความรุนแรงมันงดงามเหมือนดอกไม้ความสงบชนะ 601127_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ แบบคนจนตามลำดับวิชชาของพุทธ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน