สื่อธรรมะพ่อครู(เทวดา นรก สวรรค์) ตอน โยนิโสมนสิการให้พ้นอสุรกาย.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข3 ธันวาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(เทวดา นรก สวรรค์) ตอน โยนิโสมนสิการให้พ้นอสุรกาย _8498 ว่าด้วยอสุรกายคือพวกที่อายตนะกระทบแล้วเกิดทุกข์จึงกลัว ว่าด้วยเปรตคือพวกอายตนะกระทบแล้วเกิดสุขจึงเสพและรักษา ว่าด้วยพวกเดรัจฉานคือพวกกระทบแล้วเกิดอาการขวางๆเก้ๆกังๆเหมือนไบโพลาร์ รวมทุกข์ สุข ไม่สุขไม่ทุกข์ แบบโลกีย์ยะจึงรวมเป็นนรก เข้าใจแบบนี้พอได้ไหมครับ คือพวกนั่งหลับตามืด พวกปั้นสวรรค์ พวกขวางๆไม่ตัดสินใจ กราบนมัสการครับ พ่อครูว่า...อสุระคือไม่กล้าแข็งไม่แข็งแรง ซึ่ง ความรู้นั้นต้องมีรูป นาม มีแต่รูปรู้เองไม่ได้ ต้องมีรูปและนามจึงครบ อสุรกายคือความไม่ลงตัวไม่ครบของรูปและนาม อาตมาอธิบาย รูป 28 นาม 5 ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ปฏิจจสมุปบาท แต่ที่อภิธรรมเขาเรียนอภิธรรม เจตสิก 89 121 เขาเรียนกันเก่งกันเยอะ แต่ไม่รู้เอาไปปฏิบัติได้หรือเปล่า แค่รูป 28 นาม 5 นี้ ปฏิบัติไปเถอะจะได้เป็นพระอรหันต์ นาม 5 มี เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ถ้าเข้าใจ 5 ตัวนี้แล้ว ครบเครื่องลงตัวของการปฏิบัติธรรม เวทนาเป็นกรรมฐานของศาสนาพุทธ สัญญาเป็นตัวทำงานกำหนดรู้ ไปตลอดทั้งนอกและใน กำหนดรู้สัญญา เสร็จแล้วก็รู้เจตนา ที่จะรู้เจตนา ที่จะรู้สังขาร ที่จะรู้เวทนาเพราะว่ามีผัสสะ ถ้าไม่มีผัสสะไม่มีเวทนาให้รู้ได้ ตามที่พระพุทธเจ้ายืนยันด้วยพรหมชาลสูตร ล. 9 ข.87 [87] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า นิพพานในปัจจุบัน ย่อมบัญญัติว่า นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ด้วยเหตุ 5 ประการ เขาเหล่านั้นเว้นผัสสะแล้วจะรู้สึกได้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ศาสนาพุทธนั้นกลายเป็นศาสนาสมถะ หาอะไรมาเพ่งเป็นกสิณ รวมเป็นกสิณ 40 เอาอะไรมาเพ่งอีกก็ได้ เป็นการออกนอกรีตศาสนาพุทธ เป็นการสะกดจิตอยู่ที่กสิณ ศาสนาพุทธเป็นศ

อ่านต่อ

าสนาวิปัสสนาไม่ใช่เป็นศาสนาแบบนั้น เป็นศาสนาธัมมวิจัยไม่ใช่ให้จิตหยุดคิด คนที่ยังหลงสวรรค์จะต้องมีสวรรค์อยู่ ไม่มีทางหลุดพ้นได้ ต้องทำความเข้าใจว่าสวรรค์นั้นเป็นคู่ของนรก ต้องเข้าใจให้ได้ บทเรียนของศาสนาพุทธเรียกว่าอนุปุพพิกถา มี ทาน ศีล กามาทีนวะ อสังสัคคะ(สวรรค์) เนกขัมมะ ในบทเรียน 5 คำนี้ ทาน ทานอย่างไรจึงจะเนกขัมมะ ปฏิบัติศีลอย่างไรจึงจะเนกขัมมะ กามาทีนวะ ทำอย่างไรถึงจะเห็นโทษของกาม เพราะไม่เห็นโทษของกามได้เสพกาม มันจึงมีสวรรค์ เพราะไม่รู้จักสวรรค์ เพราะฉะนั้นสำคัญคือตัวปฏิบัติจะต้องมีทานกับศีล ก็รู้ว่าจะต้องมี เห็นว่าเป็นโทษรู้ว่าเป็นโทษ สอง ให้รู้มันเป็นของไม่จริง สวรรค์ไม่มีจริง สวรรค์เป็นอุปทาน ใครอยากได้สวรรค์ได้นรกไปทันที เพราะสวรรค์กับนรกเป็นตัวเดียวกัน ใครอยากได้สวรรค์คือนั่นแหละกำลังมี ทุกข์อริยสัจทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นสวรรค์ภายนอกสวรรค์ภายใน เพราะฉะนั้นจึงต้องเนกขัมมะ จบแล้วศาสนาพุทธในจุดนี้ เริ่มต้นแล้วปฏิบัติตามที่ว่านี้จบแล้ว เนกขัมมะออกได้หมด ก็เป็นเนกขัมมสิตอุเบกขา เป็นนิพพาน ไม่ว่าจะสัมผัสเกี่ยวข้องอะไรจิตเราก็ทำให้เป็นเนกขัมมสิตอุเบกขานี้ได้ทุกตัว แจกปริญญาเป็นบัณฑิตอรหันต์ได้เลย ปฏิบัติได้แล้วก็เป็นในตัวเองไม่ต้องไปแจกให้หรอก ทีนี้ที่ถามว่าอสุรกายที่สรุปมาก็ ok ใช้ได้ นามต่างๆที่อธิบายมาเข้าคร่าวๆ มนสิการ คือการทำใจในใจนี่แหละ ตัวนี้แหละคือการทำสมาธิ ทำให้กิเลสลด ทำสมาธินี้คือทำให้กิเลสลด แล้วก็มีสัมมาทิฏฐิที่จะอ่านอาการ ลิงค นิมิต อุเทศในจิตแล้วแยกแยะ วิตกวิจารวิจัยแยกกิเลส แล้วทำให้กิเลสลดไปจนหมดได้ สรุปเรียนแค่นี้แหละธรรมะพระพุทธเจ้า แต่ทุกวันนี้ได้ผิดเพี้ยนไป กลายเป็น มนสิการทำใจในใจไม่เป็น เป็นอโยนิโสมนสิการ ทำใจในใจไม่ถูกต้องถ่องแท้ ออกนอกรีตนอกทาง อโยนิโสมนสิการ คำว่าโยนิโสมนสิการ จึงเป็นหัวใจการปฏิบัติธรรม แม้แต่ในสัมมาทิฏฐิก็ต้องรู้จักโยนิโสมนสิการ รู้จักสมณพราหมณ์ ฯ หรือสัตบุรุษ กว่าจะรู้จริงว่า โยนิโสมนสิการทำอย่างไร เพราะฉะนั้นจึงต้องมีปรโตโฆษะ ผู้ที่ยังไม่รู้ทำใจในใจไม่เป็นจะต้องได้ฟังจากสัตบุรุษ ในวุฒิ 4 จักร 4 หรืออวิชชาสูตร ตั้งแต่พบสัตบุรุษให้บริบูรณ์ ฟังสัทธรรมบริบูรณ์ ถึงจะโยนิโสมนสิการให้บริบูรณ์ หรือในปัญญาวุฒิหรือจักร 4 ก็ต้องพบสัตบุรุษแล้วฟังธรรม จะทำใจในใจได้ดี พบสัตบุรุษ ได้ฟังธรรม โยนิโสมนสิการ แล้วมีธัมมานุธัมมปฏิปัตติ ที่จะทำใจในใจโยนิโสมนสิการ แต่ทุกวันนี้ไปแปล โยนิโสมนสิการว่าทำใจให้แยบคายเท่านั้น ไม่ได้ทำใจให้เปลี่ยนแปลงถึงที่เกิด มนสิการ นี่สำคัญ คือการทำใจในใจให้ได้ อย่างในมูลสูตร 10 ต้องมี 1. มีฉันทะ เป็นมูล-รากเหง้า (มูลกา) 2. มีมนสิการ เป็นแดนเกิด (สัมภวะ) 3. มีผัสสะ เป็นเหตุเกิด (สมุทัย) 4. มีเวทนา เป็นที่ประชุมลง (สโมสรณา) 5. มีสมาธิ เป็นประมุข (ปมุขะ) 6. มีสติ เป็นใหญ่ (อธิปไตย = พลังอำนาจ) 7. มีปัญญา เป็นยิ่ง (อุตระ = เหนือ) กัปตันรู้ยิ่งยอด 8. มีวิมุติ เป็นแก่น (สาระ) หลุดพ้นสุดยอดที่จะรู้ยิ่ง 9. มีอมตะ เป็นที่หยั่งลง (โอคธา) = สอุปาทิเสสนิพพาน 10. มีนิพพาน เป็นที่สุด (ปริโยสาน) = อนุปาทิเสสนิพพาน (พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 58)

คำว่าโยนิโสมนสิการคือการพิจารณาในใจให้ถ่องแท้แยบคาย ก็เอาแต่คิด ไม่ได้พูดถึงมนสิการ คือการทำใจตามที่เรารู้ถ่องแท้นั่นแหละ ต้องทำใจในใจ ถ้าไม่ทำ มันก็ไม่ได้ทำ จิตใจมันก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลง มันก็เป็นอย่างเก่า ได้แต่รู้รู้รู้แล้วไม่ได้ทำที่ใจ เดี๋ยวนี้ผู้รู้ท่านแปลอย่างนั้น ผู้รู้เป็นยอดรู้ด้วยที่ยกเป็นหนึ่งในประเทศด้วยซ้ำ แปลอย่างนั้นก็เลยไปใหญ่ เพราะมันไม่ได้มนสิการ ต้องทำให้เกิดให้เปลี่ยนแปลงให้จิตใจเปลี่ยนแปลง โอปปาติกโยนิ อสุรกายที่ไม่แข็งแรงในเรื่องนาม ก็คือไม่รู้นามธรรม ไม่แข็งแรงเพราะมันโง่ ไม่แข็งแรงของอสุรกายนี้มันมีอยู่ 1. ทุกข์อย่างเดียว จิตมันทุกข์อย่างเดียวจะแข็งแรงได้อย่างไร พวกนี้เรียกว่าสัตว์นรก 2. โง่ อย่างเดียว พวกนี้เรียกว่าเดรัจฉาน 3. อยากอย่างเดียวพวกนี้เรียกว่าเปรต ทั้งสามอย่างนี้แหละ รวมแล้วก็เป็นอสุรกาย คือความไม่แข็งแรงในส่วนใดส่วนหนึ่งหรือครบทั้ง 3 ส่วนเป็นอสุรกาย จิตใจไม่แข็งแรงมีความทุกข์ตะพึด อยากตะพึด ก็ต้องทุกข์ตลอดกาลนาน นี่เรียกว่า นาม ที่เราต้องเรียนรู้และแก้ไขปรับปรุง

601126_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ชาวอโศก เป็น คนจนที่สุขสำราญเบิกบานใจ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน