สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน พ่อครูผู้หมดบุญหมดบาป.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข3 ธันวาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน พ่อครูผู้หมดบุญหมดบาป SMS 25 พ.ย.60 0816963xxx กราบเรียนพ่อครูที่เคารพยิ่ง วิเคราะห์มณี ศรียงค์ ตอนแรกผมรู้สึกทึ่งที่มีนักรบนิรนามที่ไม่เคยมีผลงานใดๆมาก่อนมารำทวนท้ายอดขุนศึกแห่งกองทัพธรรมโลกโลกุตระ พอเห็นฝีมือซึ่งมีไม่เท่าไหร่แต่ไฉนบังอาจนัก พอค้นหาดูผลงานในโลกออนไลน์ ก็พบว่า 1.นิรนามในโลกออนไลน์จริงๆ(มีเพื่อนเฟสบุคน้อยมาก เหมือนเปิดเฟสขึ้นมาเฉพาะกิจเพื่อภารกิจก่อกวนจริงๆ) 2.วิเคราะห์ความคิดทางการเมือง ไม่มีข้อความใดๆที่แสดงว่ามีความคิดและแนวทางการเมืองที่เด่นชัดแต่พอเห็นบ้างว่าไม่ชอบทหาร แสดงความนิยมชมชอบตัวอดีตผู้นำ ณแดนไกลว่าเป็นคนโกงที่คนส่วนใหญ่รัก แต่ถูกแก๊งค์คนดีลวงโลกใส่ร้าย และได้แสดงความเห็นใจน้องสาวอดีตผู้นำว่าจำเป็นต้องหนีคดี 3.ชอบโชว์รูปถ่ายอวดความสวยเซ็กซี่ ณ สถานที่ต่างๆ ผิดวิสัยผู้มีภูมิรู้ทางพุทธธรรมระดับปรมาจารย์ที่กล้ามาตีฝีปากกับพ่อครู 4.ดูโดยรวมแล้ว ผมว่าเขาเป็นแค่นักรบรับจ้างในสงครามออนไลน์เพื่อเข้ามาก่อกวนเท่านั้น อาจเป็นลูกจ้างคนพเนจร ณ แดนไกล 5.ดูรูป/ดูพฤติกรรมการแสดงออก ผมว่าเขาเหมือนเป็นหญิงเทียม แต่จะให้ชัวร์ถ้าได้ฟังเสียงด้วย รู้แน่นอนว่าเป็นหญิงแท้หรือเทียม .....ขอบพระคุณพ่อครูที่แสดงออกในเรื่องนี้อย่างสุขุมคัมภีรภาพ ไม่มีอารมณ์แม้เล็กน้อย ผมเห็นความเมตตาของพ่อครูต่อเขาชัดมากครับ ขอยึดไว้เป็นแบบอย่างในการปฏิบัติเมื่อเผชิญปัญหา ขอกราบขอบพระคุณพ่อครูด้วยใจจริง จากศิษย์นอกวัดครับ

พ่อครูว่า...อาตมาตั้งแต่ตัดสินใจชีวิตออกมาทางนี้ ก็ไม่เคยมีความคิดที่จะหันกลับหรือว่าที่จะวอบแวบอะไรว่าเราจะต้องไปเป็นฆราวาสหรืออยู่กับโลกเขา ไม่เคย มาแล้วก็มาเลย มาแล้วตั้งแต่เริ่มตัดสินใจมา มาจนกระทั่งป่านนี้ อาตมาว่า

อ่านต่อ

ถ้าจะเป็นการเดินทางไปในเส้นทางนี้ อาตมาว่าโอ้โห ไม่ได้หันหลัง นาคาวโลก หันหลัง นาคาวโลกคือเหลียวหลังกลับไปดูทางเก่า คือนาค นาคา งูเหลียวหัวกลับไป ได้เดินมาทางนี้เพื่อประกาศพุทธธรรมของพระพุทธเจ้า ที่ทุกวันนี้เขาปู้ยี่ปู้ยำเละแล้ว จึงพยายามพูดมาก ว่าอย่างนั้นมันผิดมันบาปมันชั่ว ว่าเพื่อให้เข้าใจให้รู้สึกตัว ไม่ได้โกรธไม่ได้เกลียดได้ชังเลย ไม่รู้จะไปโกรธไปเกลียดไปชังอย่างไรเพื่ออะไร อาตมาว่า อาตมาไม่มีความโกรธความเกลียดความชังที่ใจ มีแต่ความสงสารเมตตาเป็นหลัก อาตมาว่ามีจิตเช่นนี้ ตั้งแต่รู้จักธรรมะ แล้วตนเองบรรลุธรรม จิตใจก็ไม่มีอะไรเป็นโลกียะเลย อาตมาอ่านจิตตัวเองเป็น ปฏิบัติธรรมก็อ่านจิตตัวเองเป็น รู้อาการ ลิงค นิมิต ตามอุเทศ ตามอนุสาสนีย์ของพระพุทธเจ้า ตรวจสอบได้ชัดเจนว่าตัวเราเองตรงตามที่พระพุทธเจ้าท่านทรงสอนไว้ ยิ่งหอบพระไตรปิฎกมาอ่านมาตรวจสอบ ก็ยิ่งชัดเจน ยิ่งชัดเจน ยิ่งมั่นใจ ยิ่งแน่นอน ยิ่งแน่นอนว่าเรานี่ถูกต้องๆ ก็ยิ่งเห็นความผิดของผู้ที่เขาพาออกนอกทาง พาผิดยิ่งละเอียดๆๆ ขึ้น ซึ่งความละเอียดนี้จะหมุนรอบเชิงซ้อน ที่คนเข้าใจได้ยาก ปฏินิสสัคคะ ปฏินิสสรณะ ปฏิแปลว่าย้อนกลับทวนกลับ เป็นเรื่องที่ยิ่งน่าเห็นใจว่าเขาจะรู้ต้นปลายได้อย่างไร มันสลับซับซ้อน ต้นปลายคือต้นที่ถูกที่ผิด สลับไปมา จนไม่รู้ว่าต้นปลายรอบไหนคือถูกคือผิด อาตมาว่าเขาไม่รู้นะ เขาคลำไม่ถึงหรอกว่าอันนี้ถูกอันนี้ผิด มันสลับซับซ้อนผิดถูกถูกผิด จนเขาไม่รู้เลยว่าอันไหนผิดหรือถูกกันแน่ เช่นคำว่า บาปกับบุญ มันชัดมากจนอาตมายืนยันว่าศาสนาพุทธทุกวันนี้ไม่มีคนเข้าใจคำว่าบุญอีก เข้าใจผิดกันทั้งนั้น เขาเข้าใจบุญนี่คือกุศล ซึ่งบุญไม่ใช่กุศลเลย บุญเป็นโลกุตระ 100% อย่างเดียว ถ่ายเดียว ไม่มีโลกียะเลย ส่วนกุศลนั้น ไม่เป็นโลกุตระ กุศลเป็นโลกียะและมีอกุศลอยู่ในตัว บุญนี่จะบอกว่าเป็นโลกุตระก็เป็นอย่างที่ว่า จริงๆแล้วไม่มีอะไรที่บอกได้ว่าบุญนี้คือโลกียะในเศษเสี้ยวใดๆเลย คือพลังงานหนึ่ง คือพลังงานชนิดหนึ่งเกิดในปัจจุบันเท่านั้น พลังงานที่คนสามารถสร้างขึ้นในจิตตัวเอง สร้างขึ้นในปัจจุบันที่มีเหตุปัจจัย ถ้าไม่มีเหตุปัจจัยบุญไม่เกิด บุญจะเกิดเมื่อมีผัสสะ ตากระทบรูป หูกระทบเสียง ผัสสะภายนอก ผัสสะภายในไม่ได้เพราะว่าบุญเป็นปัจจุบัน บุญอยู่กับโลกียะ แต่ตัวบุญเป็นโลกุตระ ถ้าไม่มีโลกียะ บุญทำหน้าที่ไม่ได้ บุญมีหน้าที่หั่นฆ่าโลกียะหมดเลย เจอโลกียะที่ไหนฆ่าหมดเลย ฆ่าแล้วก็สูญจบ คนต้องสร้างพลังงานจิตตัวเองให้เป็นพลังงานที่เรียกได้ว่าบุญ แล้วจัดการปัจจุบันใดที่เห็นเป็นโลกียะในตน ตั้งแต่หยาบระดับอบายมุข หมดอบายเหลือกามภพก็ฆ่าต่อ จากกามภพหมด สัมผัสภายนอกเหลือเชื้อเป็น รูปภพภายใน แต่ต้องมีสัมผัสเป็นปัจจัย แต่ยังเกิดเชื้อเหลือโลกีย์เป็นรูปภพ ฆ่ารูปภพก็เหลืออรูปภพก็สัมผัสภายนอก ฆ่าอรูปภพอีกหมดเกลี้ยงเลยโลกียะ กามภพ รูปภพ อรูปภพหมดเลยบุญก็หมดไป ปุญญปาปปริกขีโณ สิ้นบุญสิ้นบาป ไม่มีบุญไม่มีบาป จบ ความรู้อันนี้ไม่มีแล้วในวงการศาสนาพุทธ อาตมาว่าทั้งโลก ไม่มีความรู้ที่อาตมาพูดนี้กันแล้ว เป็นความรู้ศาสนาพุทธศาสนาเดียวในโลกที่มีอันนี้ คือมีเรื่องของบุญ บุญเป็นคำเฉพาะของศาสนาพุทธเท่านั้น เป็นของศาสนาพุทธ ตราออกมา เมื่อบุญหรือว่าเครื่องมือในการกำจัดกิเลส กุศลกำจัดกิเลสไม่ได้ มีแต่บุญกำจัดกิเลสหมด บาปก็หมดเกลี้ยงด้วย พระอรหันต์ที่หมดบุญหมดบาปยังเหลือชีวิตเหลือกรรม กายกรรม วจีกรรมมโนกรรม ทุกกรรมของพระอรหันต์ ถ้ามีอาการขึ้นมาก็มีแต่กุศล เพราะเป็นพระอรหันต์แล้วไม่มีบุญแล้ว อาการที่เกิดอยู่เป็นกายวาจาใจของพระอรหันต์ ไม่มีบุญเกิดแล้ว หมดบุญหมดบาปแล้ว เป็นคนสิ้นบุญสิ้นบาป มีแต่กุศลอย่างเดียว สัพพะปาปัสสะ อกรณัง จะมีกรณีใด กรรมใด มีอาการใดกระทำขึ้นมา กายวาจาใจไม่มีบาปทั้งหมดแล้ว ปุญญปาปปริกขีโณ อาการกายวาจาใจกระดิกขึ้นมา เป็นอาการทางกายวาจาใจเป็นกุศลทั้งสิ้น ซึ่งลึกซึ้งอย่างนั้น เพราะฉะนั้นในโอวาทปาติโมกข์ที่ว่า สัพพะปาปัสส อกรณัง กุสลสูปสัมปทา กุสลสูปสัมปทาท่านไม่ได้บอกว่า กุสละกรณัง นะ อย่างคำว่า อันต้นที่คำว่า บาป อกรณังไม่ทำ อันที่สองทำแต่กุศล ทำไมท่านไม่บอกว่า กรณัง บาปอกรณะ แต่กุศลทำไมไม่บอกกรณะ เป็นนัยที่ลึกซึ้งมากเลย ถ้าไม่เข้าใจที่ไปที่มาของภาษาที่ชัดเจนลึกซึ้ง เข้าใจแม้แต่บาปกับอกุศล หรือบุญกับกุศล มันคนละเรื่องเลย บุญกับบาปคู่กัน กุศลกับอกุศลเป็นคู่กัน บาปคืออาการของกิเลสเกิด กิเลสเกิดเมื่อไหร่ก็คือบาป ส่วนกุศลและอกุศลนั้นเป็นเรื่องของกรรม เป็นเรื่องการกระทำ แต่ว่าการกระทำนั้นเป็นโลกียะ กระทำและมีสภาพปรากฏ สั่งสมเป็นกัมมัสกะ กรรมเป็นของของตน ทุกกรรมเป็นกุศลอกุศลทั้งสิ้น แต่บาป บุญไม่ได้เป็น กัมมัสกะ ไม่ได้มีกรรมเป็นของๆตน แต่เป็นอาการของพลังงานทุกปัจจุบัน บุญก็ดีบาปก็ดี บุญกับบาปคู่กัน ถ้าทำไม่ดีไม่สำเร็จก็เรียกบาป ถ้าทำสำเร็จก็เรียกว่าบุญ ทำสำเร็จคือกำจัดกิเลสได้ ก็เรียกว่าบุญ ถ้ากำจัดไม่ได้ก็เรียกว่าบาป อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเป็นเรื่องที่อาตมาพูดไป คงมีคนเข้าใจไม่เข้าใจกันเยอะ 601127_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ แบบคนจนตามลำดับวิชชาของพุทธ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน