560411_การเตรียมงานตลาดน้ำอาริยะ ๒๕๕๖ (1).doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
การเตรียมงานตลาดน้ำอาริยะ ๒๕๕๖ 560207_ พ่อครูพาลูกๆนั่งเรือไฉไลสันติ ล่องแม่มูนเยือนกรมเจ้าท่าอุบลฯ ๑๓.๔๐ น. วันที่ ๗ ก.พ. ๕๖ พ่อครู 560222_ สะเก็ดข่าวเตรียมงานตลาดอาริยะปี ๒๕๕๖ งานตลาดอาริยะปีนี้ จะมีการจัดที่ในช่วงสงกรานต์ของปี ๒๕๕๖ ในวันที่ ๑๓-๑๕ เมษายน ๒๕๕๖ นี้ ที่หมู่บ้านชุมชนราชธานีอโศก ข่าวดี ! ปีนี้อาจมีตลาดอาริยะน้ำ ขึ้นเป็นครั้งแรกของชาวอโศก ที่แม่น้ำมูล....เป็นดำริของพ่อครูให้มีโครงการคืนชีวิตให้แม่มูน(ใช้น-หนู สะกดเพราะเป็นภาษาโบราณ)ดังที่พ่อครูได้ให้โอวาทในการประชุมชุมชนราชธานีอโศกว่า... “ วันนี้(๑๗ ก.พ. ๕๖)พวกเราได้ไปเดินดูหาดแนมตะเวน ที่จะได้จัดงานตลาดอาริยะขึ้น เพื่อปลุกชีวิตลำน้ำมูน ซึ่งเมื่อ 30 ปีก่อนนั้นมีชีวิตชีวา ถ้าปลุกขึ้นก็จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมมหาศาล “ เราจะใช้เงินแสนล้านก็ทำลำน้ำมูนให้เป็นอย่างนี้ไม่ได้” เราใช้งานปลุกเสกฯและตลาดอาริยะ เป็นเหตุให้เกิดสิ่งนี้ เราทำจะได้แค่ไหนก็แล้วแต่ แต่คืองานสร้างสรร ไม่ได้ยากลำบากมากมายสำหรับพวกเรา เรามีชีวิตอย่างนี้อยู่แล้ว เรามีเรืออยู่แล้ว จอดไว้ก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์ เราไม่ได้ทำเพื่อกำไรของเราแต่อย่างใด เราทำเราได้ประสพการณ์ หาค่าบ่มิได้ในงานนี้ ” พ่อครูยังได้สาธยายต่อว่า “ต้องการความร่วมมือ การรวมแรงกัน ไม่ว่าจะแผนกไหน ยิ่งแผนกไหนที่ต้องใช้คนมาก อย่างงานกสิกรรมเป็นต้น อย่างสวนทานตะวัน เราจะมีสวนทานตะวันคือที่แพผัก ที่ต่อไปจะปลูกผัก แต่งานนี้เราจะปลูกทานตะวันให้เป็นสีสันของงาน เห็นว่าเพาะเอาไว้หมื่นต้น คิดว่าไม่น่าจะพอ เราจะเอาไปปลูกที่หาดใกล้เนินเบิ่งฟ้า จะเป็นหาดแนมตะเวน ที่จะรับตะวันเช้า และตะวันตอนเย็น จะมีคนไปถ่ายรูปกันมาก และจะมีสวนทานตะวันอีกแห่งที่ริมน้ำ และจะมีไม้หลากหลายทั้งดอกทั้งใบที่จะปรุงแ
อ่านต่อ
ต่งให้มากขึ้น มีสีสัน มีการตกแต่งมากขึ้น เพื่อให้สังคมเขา แต่เราก็จะไม่ให้เสียประโยชน์เราหรอก ตอนนี้มีแปลงข้าวโพดเป็นตัวยืนหลักแล้ว” ถ้าจินตนาการไปตามพ่อครูก็พลอยยินดีไปด้วย และรู้สึกชื่นชมกับชาวบ้านราชฯและชาวศีรษะอโศกที่ได้ระดมกำลังทั้งแรงงานทุนรอน แรงสมอง มาช่วยกันรังสรรสิ่งดีดีกันอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย เด็กนร.สส.ธ.ก็มีการเข้าค่ายบูรณาการเตรียมงานกันที่ริมมูล แม้ในช่วงงานพุทธาภิเษกฯก็ต้องมีทั้งสมณะฆราวาส เด็กนร.บางส่วนอยู่เพื่อเตรียมงาน จึงไม่ได้ไปร่วมงานพุทธาฯ แต่ทางสภาคณาจารย์ก็เอื้อเฟื้อแก่ชาวนิสิตว.บบบ. ด้วยการส่งข้อสอบแบบฝึกหัดมาให้ทำถึงที่บ้านราชฯเลยทีเดียว พ่อครูยังได้สาธยายต่อว่า..... “ให้หลับตานึกว่า คนเขามองลงไปจากข้างบน(บนตลิ่ง) เห็นเขียวปื๊ดยาวไปสุดลูกหูลูกตา เขาจะรู้สึกอย่างไร? เมื่อเขาเห็นแปลงผักยาวสุดลูกหูลูกตา.....ตอบสิเกาลัด” .....ดญ.เกาลัดตอบว่า... อยากซื้อปุ๋ย ! .....การเตรียมแปลงเพาะกล้าปลูกผักควรระดมกันในช่วงนี้จึงจะทัน ให้พักงานอันอื่นก่อนมาระดมงานนี้”นี่คือคำย้ำสำทับของพ่อครู การเตรียมงานตลาดอาริยะในปีนี้ยังดำเนินต่อไปอย่างขมักเขม้น....จะเป็นรูปเป็นร่างอย่างไร? จะมีตลาดน้ำหรือไม่?อย่างไร? เป็นเรื่องน่าติดตาม... ส่วนใครจะมีใจมาช่วยเตรียมงานที่บ้านราชฯก็เชิญได้เลยเรายังมีงานดีๆมีแต่บุญให้ทำ ไม่จำกัดตำแหน่ง 560309 พ่อครูพาลูกๆสำรวจพื้นที่ฝั่งกรมเจ้าท่าและฝั่งบ้านราชฯ วันนี้(๙ มี.ค. ๕๖)พ่อครูพาลูกๆไปดูท่าเรือหน้ากรมเจ้าท่า เพื่อสำรวจพื้นที่สำหรับทำตลาดอาริยะ รถบัสฮ่อลก(หกล้อ) ก็พาพวกเราไปถึงท่าเรือกรมเจ้าท่า พอไปถึงก็มีญาติธรรมคุณดาบใจ ไปกวาดเศษแก้วแตกที่หล่นเกลื่อนกลาดอยู่ที่หน้าท่าเรือกรมเจ้าท่า เป็นที่น่าประทับใจ จากนั้นพ่อครูกับลูกๆก็พากันเป็นนายฟุ้งกับนายฝัน(แต่สำหรับพระโพธิสัตว์เรียกว่า อปุญญาภิสังขาร หรือเนญชาภิสังขาร) ช่วยกันออกแบบว่าจะนำเรือมาจอดที่ท่าน้ำอย่างไร จะมีเรือเอี้ยมจุ๊นกี่ลำ ลำไหนจะเป็นเรือเวที ลำไหนจะเป็นเรือขายสินค้า จะทำที่ให้คนข้ามเรืออย่างไร และที่ท่าเรือนั้นก็มีขั้นบันไดที่หน้ากรมเจ้าท่า ก็ดูเหมือนอัฒจรรย์สำหรับคนดูเรือเวทีพอดีเลย เมื่อไปดูที่จะกางเต็นท์ที่ริมถนนหน้ากรมเจ้าท่า ก็ให้วัดระยะทางว่ามีความกว้างของถนนเท่าไหร่ จะกางเต็นท์ได้หรือไม่ เพราะเต็นท์ใหญ่ของเรานั้นใหญ่มากจริงๆ แต่พอให้วัดระยะทางปรากฏว่าได้ความยาวประมาณ ๑๗ เมตร ซึ่งเต็นท์นั้นมีความกว้างประมาณ ๑๖.๕ เมตร ก็เรียกว่าพอดิบพอดี ไม่รู้ว่า เราทำเต็นท์ได้พอดีถนน หรือถนนเขาสร้างมาพอดีเต็นท์เรากันแน่...แต่ทั้งหมดนี้พ่อครูก็ให้แง่คิดว่า เรามากะเกณฑ์กันนี่ยังไม่ได้คุยในรายละเอียดกับกรมเจ้าท่าเขาเลยนะนี่ นี่คือนายฟุ้งกับนายฝันคุยกันนั่นเอง....ซึ่งจะเป็นจริงได้นั้นก็ต้องให้พวกเราไปคุยกับกรมเจ้าท่าเขา และเราจะสามารถทำองค์ประกอบต่างให้ทันกับเวลาที่จะจัดตลาดอาริยะได้หรือไม่นั่นเอง พ่อครูพาลูกๆดูงานกสิกรรมริมมูล เตรียมงานตลาดอาริยะ ภายหลังจากไปดูท่าเรือพ่อครูก็พาลูกๆไปดูงานที่ริมมูล ซึ่งทีมงานกสิกรรมริมมูลก็กำลังขมักเขม้นทำกัน ที่จะเนรมิตให้เกิดพื้นที่สีเขียวให้เต็มริมมูล ซึ่งวันนี้ที่แพทานตะวันของคุณกิมฮวดและคณะก็กำลังนำต้นทานตะวันที่ได้เพาะกล้าจนเติบโตแข็งแรง ต้นสูงประมาณ ๑๐ ซม.ลงปลูกบนแพผัก แพนี้เป็นแพที่สองแล้ว จากเดิมที่ทำไปแล้ว ๑ แพ แพทานตะวันนี้ จะเป็นสีสันสำหรับตลาดอาริยะ และตลาดน้ำครั้งนี้เลยทีเดียว มีบางคนเสนอว่า น่าจะลากแพไปไว้ที่หน้าท่าเรือกรมเจ้าท่าด้วย แพทานตะวันครั้งนี้มีการใช้ท่อพีวีซี เป็นโครงในการทำแพ แทนไม้ไผ่ เพื่อให้มีความคงทนแข็งแรง ซึ่งเดิมไม้ไผ่นั้นจะมีอายุการใช้งานเป็นแพผักประมาณ ๒ ปี ก็จะผุพังแล้ว ถือเป็นแพทดลองไปในตัว เป็นนวัตกรรมที่สำคัญสำหรับพวกเราที่อยู่กับน้ำท่วมได้อย่างเหนือน้ำ สามารถปรับตัวได้อย่างดี และที่ถนนที่คู่ขนานไปกับแปลงผักนั้นก็ได้มีการทำซุ้มสำหรับให้พืชผักปีนป่าย แล้วให้คนมาซื้อของลอดซุ้มไปสามารถเก็บเกี่ยวพืชผักไปเพื่อจ่ายเงินได้ด้วยตนเอง ก็น่าจะเป็นอีกสีสันอันเขียวชอุ่มของตลาดอาริยะปีนี้ งานกสิกรรมริมมูลในตลาดอาริยะปีนี้ก็เป็นอีกงานที่เรารวมเหล่าจอมยุทธกสิกรรมไร้สารพิษของชาวอโศก จากหลายชุมชนชาวอโศกมารวมตัวกันเพื่อเนรมิตให้เกิดปาฏิหารย์สีเขียวของคนจนมหัศจรรย์ ที่แม้จะจน แต่มีสมรรถภาพสร้างสรรเสียสละให้แก่พ่อแม่พี่น้องที่จะมารับบริการในตลาดอาริยะครั้งนี้........ 560406_ พ่อครูพาลูกๆนั่งเรือ "ย่านซัว" ไปทดสอบเทียบท่าหน้าท่าเรือกรมเจ้าท่า วันนี้เป็นวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๕๖ เป็นวันแรกของงานปลุกเสกฯครั้งที่ ๓๗ ที่บ้านราชฯเมืองเรือ เนื่องจากในปีนี้หลังงานปลุกเสกฯก็จะมีการจัดงาน ตลาดอาริยะ-ตลาดน้ำ "คืนชีวิตแม่มูน" ในวันที่ ๑๓-๑๕ เมษายน ๒๕๕๖ ซึ่งพระเอกของงานก็คือเรือใหญ่เอี้ยมจุ๊น ที่มีแผนการว่าจะนำเรือ ๓ ลำไปจอดที่ท่าเรือกรมเจ้าท่าเพื่อทำเป็นเรือขายอาหาร ขายสินค้า และเป็นเรือเวที เป็นตลาดน้ำสองท่าที่จะมีการติดต่อสัมพันธ์กันมีการคมนาคมระหว่างสองท่าเรือ เนื่องจากท่าเรือกรมเจ้าท่านั้นค่อนข้างจะตื้น ทำให้หลายคนเกรงว่า เรือใหญ่เอี้ยมจุ๊นของเราจะไปจอดไม่ได้อาจเกยตื้น เราเลยติดต่อกรมเจ้าท่าให้อนุญาตให้เรือดูดทรายไปดูดทรายออกจากหน้ากรมเจ้าท่า เพื่อให้เรือใหญ่ไปจอดได้ ซึ่งทางกรมเจ้าท่าก็ยินดีและติดต่อเรือดูดทรายได้แล้ว แต่ว่ามีอุปสรรคตรงที่ชาวบ้านบุ้งมั่ง ไม่ยอมให้เรือไปดูดทราย เพราะเกรงว่าจะทำให้หาดวัดใต้หายไปจากการดูดทรายออก ซึ่งชาวบ้านได้ใช้หาดวัดใต้ที่อยู่ติดท่าเรือกรมเจ้าท่าเป็นที่ทำกิจกรรม แต่ว่าแม้ไม่ดูดทรายออก ก็ยังมีร่องน้ำลึกที่จะให้เรือเราผ่านได้ ชาวบ้านบอกว่าหากเรือเราติดสันดอนก็จะมาช่วยลากเรือออกอีกด้วย แม้จะมีความเป็นไปได้ว่าเรือใหญ่เราจะสามารถไปจอดได้ที่ท่าเรือกรมเจ้าท่า แต่ก็ยังไม่มีใครกล้ารับรองว่าจะเป็นไปได้จริง ดังนั้นวันนี้ ๖ เม.ย. ๕๖ พ่อครูจึงได้พาสมณะ ๖ รูป สิกขมาตุ ๒ รูป พร้อมทั้งญาติธรรมประมาณ ๔๐ คน ขึ้นเรือ "ย่านซัว" ไปทดลองแล่นไปจอดเทียบท่าที่ท่าเรือกรมเจ้าท่า เพื่อที่จะดูว่าเรือสามารถแล่นไปจอดถึงจุดหมายได้หรือไม่ ถ้ามีอุปสรรคก็จะได้ทำการแก้ไขก่อนที่จะนำเรือที่จะใช้จริงในวันงานไปจอด เมื่อถึงเวลา ๑๓.๐๐ น.พ่อครูพร้อมสมณะ-สิกขมาตุและญาติธรรมก็พร้อมกันที่เรือ "ย่านซัว" โดยมีเรือ "ชราชล" ที่ชราแต่ชื่อและลำเล็ก แต่ที่จริงมันคือเรือหัวลาก มีกำลังมากใช้ลากจูงเรือใหญ่ๆโดยเฉพาะ โดยมีคุณกล้าทน และลูกชายคือดช.กระทกรก เป็นกัปตันขับเรือ "ชราชล" และพอถึงเวลาที่เรือจะออกจากท่าเรือที่ หาดแนมตะเว็น ปรากฏว่ามีอุปสรรคทำให้ล่าช้าคือ ไม่สามารถแก้เชือกป่านเส้นโตที่ผูกเรือไว้กับหลักไม้ริมฝั่งแม่มูน เพราะมีดินที่ถูกไถมากลบปมเชือกไว้ เลยต้องใช้เวลาประมาณ ๑๐ นาที จึงสามารถแกะเชือกออกได้ โดยญาติธรรมเราใช้วิธีถอนหลักไม้ออกจากดินเลย เรือจึงสามารถออกเดินทางได้ในเวลาประมาณ ๑๓.๓๐ น. เรือ "ชราชล" ลำเล็กแต่มีพลัง สามารถลากเรือใหญ่เอี้ยมจุ๊นลำนี้ไปได้อย่างสบายๆ โดยใช้ความเร็วไม่มากนัก ดูแล้วเหมือนมดลากหนูประมาณนั้นเลย เรือใช้เวลาเดินทางประมาณ ๙๐ นาทีจึงถึงท่าเรือกรมเจ้าท่า แต่ก่อนจะถึงเรือต้องลอดสะพานใหญ่ซึ่งเรือก็เกือบชนกับตอม่อของสะพาน แต่เคราะห์ดีที่พวกเราช่วยกันใช้ไม้ไผ่ช่วยยันเรือให้รอดจากการชนกับต่อม่อได้อย่างเฉียดฉิว จากนั้นพอเรือไปถึงใกล้ท่าเรือกรมเจ้าท่า ก็จะเห็นแนวธงสีแดงและสีเหลืองที่ปักไว้ให้รู้ว่า ถ้าธงแดงคือแนวที่อันตรายเป็นแนวที่ตื้นเขินเรืออาจเกยตื้นได้ สำหรับแนวธงสีเหลืองเป็นแนวน้ำลึกให้เรือสามารถแล่นผ่านได้ มีป้ายปักไว้กลางน้ำว่าอันตราย และมีป้ายประชาสัมพันธ์ตลาดน้ำอาริยะอีกด้วย คาดว่าเป็นทางกรมเจ้าท่าจัดทำขึ้น เรือเราต้องแล่นอ้อมธงเหลืองเลยท่าเรือกรมเจ้าท่าไปประมาณ ๕๐ เมตร แล้วจึงวกกลับมาจอดที่ท่าเรือกรมเจ้าท่าได้อย่างปลอดภัย ไม่ติดสันดอน โดยมีเรือ "แบนกอ" เป็นเรือนำร่องและช่วยดันให้เรือ "ย่านซัว" ไปจอดติดท่าเรือกรมเจ้าท่า เมื่อมองไปที่ท่าเรือกรมเจ้าท่าก็จะเห็นธงสีเหลืองไปติดหน้าท่าเรือเป็นทิวแถว มีการตัดต้นไมยราพที่หน้าท่าเรือ คาดว่าเป็นกรมเจ้าท่าเป็นคนทำ เป็นความร่วมมือกันอย่างดีระหว่างบ้านราชฯกับทางกรมเจ้าท่า เมื่อเรือเทียบท่าแล้วท่านสมณะด่วนดีก็ได้ไปช่วยประเมินว่าจะสร้างสะพานให้คนข้ามไปขึ้นเรือได้ ซึ่งเมื่อประเมินแล้วก็เป็นที่น่าพอใจ ว่าจะสามารถมาจอดเรือและทำเป็นเรือขายสินค้า หรือเรือเวทีได้แน่นอน จากนั้นในเวลาประมาณ ๑๕.๐๐ น. ก็ได้เดินทางกลับไปที่หาดแนมตะเว็น ซึ่งขากลับนั้นก็ใช้เวลาเดินทางประมาณ ๙๐ นาที และไม่มีอุปสรรคใดๆในการเดินทาง ทั้งหมดกลับสู่บ้านราชฯได้โดยสวัสดิภาพ และประสบผลสำเร็จในการทดลองนำเรือไปจอดเทียบท่าครั้งนี้ 560310_ เรือจริงต่างจากเรือกงเต็ก.... เรือเอี้ยมจุ๊นที่จะทำการตอกหมันยาชันเสร็จทันลงน้ำใช้ได้ มีเพียงอีก ๓ ลำ(คือลำที่ได้ซ่อมแซมตัวเรือเสร็จ) แต่ติดที่เงื่อนไขการขนย้ายเรือเอี้ยมจุ๊นทั้งสามลำไปลงท่าน้ำที่เนินเบิ่งฟ้านั้น ติดขัดเพราะมีเรือเอี้ยมจุ๊นอีก ๗ ลำขวางทางอยู่ เพื่อที่จะให้เรือสามลำที่ว่านี้ลงน้ำได้ ก็ต้องทำการขนย้ายเรือที่ขวางทางออกไปเนินเบิ่งฟ้าก่อน พ่อครูว่า ก็เรือนี่ไม่ใช่เรือกงเต็กนะจะได้ย้ายได้ง่ายๆ แต่ลำลำนั้นหนักไม่ต่ำกว่า ๕๐ ตันเลยทีเดียว การขนย้ายเรือนี้ ก็ได้อาศัยกำลังแรงงานจากสมณะ โดยเฉพาะท่านอาจารย์ ๒ นำทีมงานสมณะนวกะมาช่วยเสริมแรงกับท่านพอแล้ว สมาหิโต ที่เป็นแม่งานหลัก ยังมีทีมงานศิษย์เก่าสัมมาสิกขานำโดย ตูน ศิษย์เก่าศีรษะอโศกก็มาเชื่อมเหล็กสำหรับทำโครงหลังคาและพื้นเรืออีกด้วย งานเรือนี้เป็นงานไม้ที่หินมากๆ เพราะเป็นเรือใหญ่ ต้องระดมสรรพกำลังทั้งคนและเครื่องมือ ประกอบกับรถแบ็คโฮลคันใหญ่ที่สุดในบ้านราชฯคือเจ้าคำธง (แบ็คโฮล ๘๐๐) เกิดเสียขึ้นมา ต้องใช้เงินกว่า ๗ แสนบาทในการซ่อมและซ่อมยังไม่เสร็จก็เลยขาดเครื่องกลหนักที่จะย้ายเรือ ดังนั้นต้องใช้เวลาสามวันจึงย้ายเรือได้ ๑ ลำ งานนี้ต้องอาศัยสองมือสองแขนหนึ่งสมองของหมู่สมณะและญาติธรรมแต่ละคนมาโฮมแฮงกันย้ายเรือให้สำเร็จ จะได้เกิดตลาดน้ำอาริยะได้ในปีนี้ พ่อครูก็ไปให้กำลังใจแก่พวกเราเกือบทุกวันทีเดียว ใครจะมาช่วยกันทั้งงานเรือ งานกสิกรรมยังต้องการคนไม่อั้น...อโศกเรามีแต่งานตกคน ไม่มีคนตกงานแน่นอน 560316_ เรือจมน้ำแต่ไฟกลับไหม้เรือ ! วันนี้พ่อครูก็ได้ไปเยี่ยมให้กำลังใจลูกๆทั้งที่ "เนินเบิ่งฟ้า" ที่ทีมงานสมณะและฆราวาสกำลังช่วยกันซ่อมสร้างและโยกย้ายเรือกันอย่างขมักเขม้น ทั้งที่บริเวณริมมูลจอมยุทธกสิกรรมไร้สารพิษของอโศกก็กำลังเร่งมือเต็มที่เลย ในส่วนของการเตรียมแปลงพืชผักนั้นก็ทำได้เสร็จแทบทุกแปลงแล้ว ในพื้นที่ประมาณ ๕๐ ไร่ ในนาก็ได้ทำการโยนกล้าเรียบร้อยแล้ว เรียกว่าโยนกันพรึ่บเดียวหลายคนก็เสร็จในเวลาไม่นานเลย ต้นทานตะวันก็กำลังโตวันโตคืน เพราะได้แสงแดดดี น้ำดีจากแม่มูน มีปุ๋ยดีจาก โรงปุ๋ยพลังชีวิตผลิตปุ๋ยงอกงาม ที่ทุ่มให้ไม่อั้นเพราะผลิตใช้เอง แถมส่งขายทั้งในและต่างประเทศ(ลาว)ด้วย ดูสภาพการงานแล้วมีสภาพการ "ลุ้น" ว่าจะเสร็จทันหรือไม่ พ่อครูก็ไปเยี่ยมให้กำลังใจแทบทุกวัน และบอกกับพวกเราว่า มันน่า "ลุ้น" นะ ว่าจะทันไหม? และพ่อครูได้ให้ธรรมะเกี่ยวกับการ "ลุ้น" ไว้ว่า....." "ลุ้น" นี่แหละเข้าใจจิตวิทยาตัวนี้ไหม เราแปรตัว "ลุ้น" นี่แหละที่เป็นตัวเร่งเร้าในเรื่องอกุศล แต่เรามาแปรให้แข่งกับตัวเองแข่งกับเป็นสาระนี่แหละ เพียงแต่การเร่งเร้าอย่างโลกๆมันจะเอาชนะๆ ซึ่งเป็นเกมเฉยๆ พอได้มาแล้วก็ไม่มีอะไรเหลือเลย จ่ายแรงงาน จ่ายวัตถุ ทุกอย่างเสียเวลาหมดเลย แต่อย่างเราทำนี่เสียเวลาแล้วได้ผลผลิต ได้กำลังใจได้พลังขยัน พลังชำนาญ มันคนละเรื่องเลย จิตวิทยามันลุ้น นี่ก็ "ลุ้น" ให้ทันเวลา ถ้าทันเวลาก็ชนะ นี่คือเอาจิตวิทยาจากอกุศลมาใช้เป็นกุศล ตัวเดียวกันกับทางโลก ไอ้นั่นมัน "ลุ้น" แล้วเสื่อม เสื่อมเพราะไปติดยึดไอ้ที่ไร้สาระโง่เง่า แต่นี่มีแต่จะส่งเสริมกัน ซึ่งมันคนละเรื่องเลย จะเห็นกุศลอกุศลจะต่างกันชัดเลย นี่คือการบูรณาการธรรมะ Integrate ธรรมะ จ่ายเวลา ทรัพย์สิน ทุนรอน แรงงานเหมือนกัน แต่ได้ผลต่างกัน" เด็กนร.จากหลายพุทธสถานเข้าพื้นที่ตั้งแต่งานรับกลดที่ผ่านมาที่พ่อครูให้ชื่อรุ่นว่ารุ่น "คืนชีวิตให้แม่มูน" เพิ่งจะจบรายการรับกลดไปเมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๖ ที่ผ่านมา หลังจากเสร็จพิธีรับกลด นร.จากหลายพุทธสถานก็ได้ลงพื้นที่ช่วยเตรียมงาน ทั้งส่วนกสิกรรมริมมูล ทั้งทำเรือ ทั้งการขนย้ายเรือเพื่อนำไปทำร้านค้า ทำให้การเตรียมงานรุดหน้าด้วยพลังของเยาวชนที่มาเสริมกำลังของผู้ใหญ่ได้อย่างกลมกลืนกลมเกลียว เมื่อคืนวานนี้มีข่าวว่าเรือ "ฉลาดใช้" ได้จมแม่น้ำมูน เพราะมีการรั่วซึมของพื้นเรือและไม่ได้ทำการดูดน้ำออก รุ่งเช้าเรือจึงจมลง แต่ในคืนนั้นเอง ก็ได้ข่าวว่าเรือเอี้ยมจุ๊นเกิดไฟลุกไหม้ตัวเรือ จนพื้นเรือทะลุ เนื่องจากสะเก็ดไฟที่เกิดจากการเชื่อมเหล็กตกลงไปในเรือ แต่ไม่มีใครรู้ว่าพื้นเรือกำลังลุกไหม้(เพราะทีมงานเชื่อมเหล็กเลิกทำงานตอนเที่ยงคืน) พอตอนตีสาม มีทีมช่างของพวกเราที่นอนบนเรือได้กลิ่นไหม้ และเป็นการลุกของไฟจึงช่วยกันดับได้ทันท่วงที แต่กว่าจะดับได้ ไฟก็ได้ลุกไหม้จนพื้นเรือทะลุ ทีมช่างบอกว่าเคราะห์ดีที่มันไม่ไหม้ทั้งลำ ตื่นมาพบเสียก่อน...... เช้าวันรุ่งขึ้นเรือฉลาดใช้ก็ได้รับการกู้คืน.....นี่แหละการทำงานต้องมีอุปสรรค อุปสรรคนี่แหละของมันส์ พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ได้ให้คำแนะนำไว้ การทำงานของชาวอโศกแต่ละครั้งประสพการณ์ของคนทำงานที่ต้องผ่านอุปสรรคนี่แหละที่จะพัฒนาคนให้ยินดีกับปัญญา ยินดีกับทุกข์ เพื่อดับทุกข์ที่ใจเรา เมื่อจิตใจหายทุกข์ การแก้ปัญหาที่ถูกวิธีจะตามมา ดังนั้นพวกเราจึงพยายามทำใจให้ไม่กลัวอุปสรรค ยินดีกับอุปสรรค เพราะ คนไม่มีอุปสรรค คือคน "ซวย".... 560324_ ระดมไฟไตรสิกขาทำลายเชื้อราไฟกิเลส เมื่อหัวค่ำวันนี้(๒๔ มี.ค. ๕๖) ประมาณ ๐๖.๓๐ น.ที่บ้านราชฯ ได้ยินเสียงประกาศระดมโฮมแฮงกันที่แปลงปลูกต้นทานตะวันของหาดแนมตะเวน เป็นเรื่องด่วนฉุกเฉินแต่เสียงเบามากฟังไม่รู้เรื่อง ว่าเพราะเหตุใดต้องระดมกำลังกันทั้งชุมชน จิ้งหรีดได้ยินแล้วก็อดแปลกใจไม่ได้ว่า ที่หาดแนมตะเวนมีแต่งาน กสิกรรม ซึ่งตอนนี้ก็ดูลงตัวดี จะมีเรื่องด่วนอะไร ! เก็บความสงสัยแล้วก็ไปดูกันดีกว่า เห็นพ่อครูและปัจฉาฯก็นั่งรถลูกหลงไปกัน คนอื่นๆจะช้าได้อย่างไรต้องไปดูด้วยแล้ว พอไปถึงที่หาดแนมตะเวนก็เห็นรถจักรยานจอดเป็นทิวแถวเลย พวกเรามาช้าไปนิดนึงแล้วสิ เข้าไปในแปลงทานตะวันถึงรู้ว่า พวกเรากำลังระดมกันเอาฟางออกให้ห่างจากต้นทานตะวัน เนื่องจากตอนเย็นวันนี้ มีคนไปพบว่าต้นทานตะวันตายไปหลายต้น ต้องถอนออกจากแปลงไปหลายรอบ แล้วให้หมอต้นไม้วินิจฉัย ปรากฎว่าเป็นโรคเชื้อรา " ไฟทอปธอร่า " ที่ระบาดอย่างรวดเร็ว เพราะเราใช้ฟางคลุมหนาชิดโคนต้นทานตะวัน ประกอบกับฝนตกเมื่อคืนวาน และอากาศร้อนในตอนเช้าวันรุ่งขึ้น ก็เป็นองค์ประกอบให้เชื้อราเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้ต้นทานตะวันตายไปมากกว่า ๑๐๐ ต้นแล้ว สิกขมาตุผาแก้ว ผู้ดูแลแปลงทานตะวันอยู่ก็เห็นท่าไม่ดี หากรอถึงวันรุ่งขึ้นเกรงว่าต้นทานตะวันจะตายไปอีกมาก แม้ปลูกเสริมก็อาจบานไม่ทันกับงานตลาดอาริยะ จึงประกาศให้ชาวบ้านราชฯมาโฮมแฮงกันเอาฟางออกห่างจากต้นทานตะวัน ซึ่งชาวบ้านราชฯทั้งนักบวชและฆราวาสรวมทั้งเด็กนร. ต่างระดมมาช่วยกันจนงานเสร็จภายในเวลาไม่ถึง ๑ ชั่วโมง คุณดาวเย็นผู้เชี่ยวชาญโรคพืช บอกว่าต้องใช้เชื้อรา "ไตรโคเดอร์ม่า" ที่สามารถควบคุมเชื้อราโรคพืชอย่างรา "ไฟทอปธอร่า" ได้ ราโรคพืชอย่าง "ไฟท็อปธอร่า" ต้องใช้รา "ไตรโคเดอร์ม่า" ไปกำจัด ส่วนโรคกิเลสที่เกิดจาก ไฟราคะ-โทสะ-โมหะ นั้นต้องใช้ไฟฌาน ที่เกิดจาก "ไตรสิกขา" จึงจะสำเร็จ สะเก็ดข่าว ว่า....มีโยมถามท่านส.ดินทองว่า ต้องเด็ดใบทานตะวันที่อยู่ด้านล่างออกด้วยหรือไม่?....ส.ดินทองตอบว่า...สมณะเด็ดใบพืชไม่ได้ เป็นอาบัติ ! ...... 560411_ เรือ "คัวงาน" จากลำน้ำเจ้าพระยาสู่แม่มูนแดนอีสาน กำหนดการที่จะซ่อมแซมเรือเอี้ยมจุ๊นลำใหญ่ ๓ ลำให้เสร็จทันใช้ในงานปีใหม่ตลาดน้ำอาริยะที่เคยกำหนดไว้เดิมคือ จะนำเรือลงสู่แม่มูนในเวลา ๗.๐๗ น.ของวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๕๖ แต่เนื่องด้วยมหามหัศจรรย์อนิจจัง เพื่อความปลอดภัยของการดำเนินการ เรือ "คัวงาน" จึงได้ฤกษ์ดียามดี คือความพร้อมของทุกฝ่าย นำเรือลงสู่แม่มูนในวันพฤหัสบดีที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๕๖ ตั้งแต่ตอนบ่ายโมงของวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๕๖ เครื่องกลหนักคือรถแบ็คโฮ ๒๐๐ รถฟอล์คลิฟต์ และรถเอวอ่อน ได้ประจำการพร้อมที่จะทำการลากจูงเรือ "คัวงาน" สู่ลำน้ำมูน โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ได้ไปให้กำลังใจและช่วยในการขนย้ายเรือด้วย พ่อครูได้ให้สัมภาษณ์ตอนหนึ่งว่า....การเตรียมงานของเราก็เตรียมกันอย่างกระหอบกระหืด หามรุ่งหามค่ำ หามซอดแจ้ง เพื่อที่จะเอาเรือลงให้ทันงานในวันที่ ๑๓-๑๕ เม.ย. ๕๖ นี้ ลำแรกที่จะลงนี่ชื่อว่า "คัวงาน" คืออาการไขว่คว้าหางาน ลำนี้ใหญ่เป็นอันดับที่สองในบรรดาเรือเอี้ยมจุ๊นที่เรานำมาจากลำน้ำเจ้าพระยา ซึ่งลำที่ใหญ่ที่สุดชื่อว่าเรือ "โคกใต้ดิน" ที่เราได้ลากขึ้นไป เรือ "คัวงาน" กว้าง ๙.๕ เมตรกว่า ยาว ๒๗ เมตร เป็นเรือที่ท่านมุ้ย(มจ.ชาตรีเฉลิม ยุคล) นำไปตกแต่งใช้ในภาพยนต์เรื่อง นเรศวร มาแล้ว ทำเสร็จแล้วท่านก็ทิ้งเราก็เลยไปเก็บตกซื้อมาได้ แล้วเราก็เอามาซ่อม ตอนนี้เรือไม่ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทยได้มาอยู่ที่เราหมดแล้ว การขนย้ายเรือซึ่งอยู่บนรถสาลี่เพื่อลงสู่แม่น้ำมูนนั้นไม่ง่าย เราเคยมีประสบการณ์จากการนำเรือลงน้ำ แล้วเกิดอุบัติเหตุเรือเกือบพลิกคว่ำ ดังนั้นการนำเรือลงน้ำในครั้งนี้จึงต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะความใหญ่โตและเรือลำนี้หนักไม่ต่ำกว่า ๘๐ ตัน แม้จะมีเครื่องจักรกลช่วยแต่ว่านำหนักของเรือก็ทำให้รถแบ็คโฮ ๒๐๐ เกือบถูกลากลงไปด้วย จนต้องเปลี่ยนแผนด้วยการ ให้คนนำไม้หมอนไปคอยห้ามล้อรถสาลี่เป็นระยะๆ และพยายามปรับทิศทางของล้อสาลี่ เพื่อให้เรือตรงเส้นทางอีกด้วย จึงทำให้การเคลื่อนย้ายในระยะทางประมาณ ๑๐๐ เมตรต้องใช้เวลามากกว่า ๕-๖ ชั่วโมง ตั้งแต่บ่ายโมงไปถึง6โมงกว่าจึงจะสามารถนำเรือลงน้ำได้สำเร็จ งานนี้ดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด สมณะถักบุญได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังจากเรือลงน้ำแล้วว่า....เรือลำนี้เป็นเรือเอี้ยมจุ๊นที่ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศไทย ซึ่งสมัยโบราณเขาจัดลำดับความใหญ่ของเรือโดยใช้ความจุของเรือในการบรรทุกกระสอบข้าวสารกระสอบละ ๑๐๐ กก. สำหรับเรือลำนี้บรรทุกข้าวสารได้ ๓,๐๐๐ กระสอบ ก็คือรับน้ำหนักได้ ๓๐๐ ตันนั่นเอง ส่วนเรือโคกใต้ดินนั้นใส่ข้าวสารได้ ๓,๒๐๐ กระสอบ จากเรือที่เป็นจ้าวแห่งลำน้ำเจ้าพระยา เป็นเรือในหนังตำนานสมเด็จพระนเรศวร เมื่อมาสู่แผ่นดินพุทธ ก็ได้เปลี่ยนโคตรเปลี่ยนชื่อมาเป็น เรือ "คัวงาน" มาสู่แม่มูนสายน้ำอันชุ่มเย็นที่หล่อเลี้ยงชาวอีสานมาแต่ปางบรรพ์ มาเพื่อ "คืนชีวิตแม่มูน" อย่างแท้จริง 560411_ รวมพลบรรดาบัณฑิตบุญนิยมลากเรือกรรมแก้วคืนสู่อ้อมกอดแม่มูน ตลาดน้ำอาริยะปีใหม่สงกรานต์ ๒๕๕๖ "คืนชีวิตแม่มูน" เป็นนวัตกรรมของชาวอโศกที่ยังไม่เคยมีที่ไหนในโลก ซึ่งก่อนจัดงานมีผู้ถามว่าภาพของตลาดน้ำที่พ่อครูคิดนั้นเป็นอย่างไร ซึ่งพ่อครูก็ได้ให้แง่คิดว่า.... ภาพของตลาดน้ำ นั้นนึกไปได้หลากหลายมาก กายต่างกันสัญญาต่างกัน จะเห็นรูปกายของมันต่างกันมาก จะเห็นว่าจินตนาการไปคนละอย่างก็ได้ ก็ความคิดของแต่ละคนนั้นแหละมารวมกัน แต่ละสัญญา พอเสร็จงานก็เป็นกายหลายกายมารวมกันเป็นหนึ่งเดียวกัน หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของตลาดน้ำอาริยะที่จะเกิดขึ้นได้ ก็ต้องมีเรือ แน่นอนถ้าไม่มีเรือก็คงจะเรียกตลาดน้ำไม่ได้ และเรือที่เราจะใช้ทำตลาดน้ำนั้นเป็นเรือเอี้ยมจุ๊นลำใหญ่ เราได้นำเรือเอี้ยมจุ๊น ๓ ลำลงสู่แม่มูนไปในช่วงงานโพชฌังคาริยะสัจจายุครั้งที่ ๒ ไปก่อนหน้านี้แล้ว คือ เรือพกข่วมโอฆะ,เรือชนะมาร และ เรือย่านซัว ซึ่งจะใช้ทำเป็นเรือขายสินค้าในตลาดอาริยะฝั่งบ้านราชฯ และในงานตลาดน้ำอาริยะคืนชีวิตแม่มูนครั้งนี้ เราจะเอาเรือเอี้ยมจุ๊นลงน้ำเพิ่มอีก ๓ ลำ เพื่อที่จะทำเป็นร้านค้า เป็นตลาดน้ำ ซึ่ง๓ลำที่จะเอาลงน้ำนี้จะเอาไปจอดที่ท่าเรือกรมเจ้าท่าเมืองอุบลฯ จะเป็นร้านค้า ๑ ลำคือเรือชื่อ "คัวงาน" , เป็นร้านอาหาร ๑ ลำชื่อเรือ "สานธรรม" , เป็นเรือเวที ๑ ลำชื่อเรือ "กรรมแก้ว" เรือกรรมแก้วซึ่งจะใช้เป็นเรือเวทีนั้น ได้กำหนดเวลาที่จะเคลื่อนลงสู่แม่มูนในบ่ายสามโมงเย็น ของวันพฤหัสบดีที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๕๖ พ่อครูได้นัดรวมพลเหล่าบรรดาบัณฑิตบุญนิยม ที่มาในงานปลุกเสกฯ เพื่อร่วมเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ในการลากจูงเรือกรรมแก้วลงสู่น้ำมูนในบ่ายวันนี้ ซึ่งทีมงานซ่อมเรือก็เร่งงานกันทั้งวันทั้งคืน เพื่อให้เสร็จทันจัดงานตลาดอาริยะ ขณะที่จะลากเรือการทำราวสแตนเลสบนเรือก็ยังไม่เรียบร้อยดี แต่ก็ใช้งานได้แล้ว ค่อยมาตกแต่งให้เรียบร้อยภายในภายหลัง ในเวลา ๑๕.๐๐ น.เหล่านิสิตว.บบบ.ที่มาร่วมฝึกตนในงานปลุกเสกฯครั้งที่ ๓๗ ก็ได้มารวมตัวกันหน้าลานเบิ่งฟ้าอย่างพร้อมเพียงและรวดเร็ว เรียกว่า เป๊งพรึ่บตรงเวลา สมคุณค่า ว.บบบ. จำนวนคนที่ได้กำหนดไว้โดยประมาณคือ ให้ คน ๗๐ คนถือเชือก ๗ เส้น ที่จะลากจูงเรือกรรมแก้ว พอได้กำหนดเวลา เหล่าว.บบบ.ก็พร้อมพรึ่บจับที่เส้นเชือกใหญ่ ๗ เส้นที่ผูกไว้กับเรือกรรมแก้ว โดยมีรถแบ็คโฮ ๒๐๐ และรถเอวอ่อน ผูกโยงไว้ด้านหลังเรือ เพื่อเป็นตัวฉุดรั้งเรือไว้ไม่ให้ไหลเร็วเกินไปจนเกิดอุบัติเหตุได้ พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ได้มาให้กำลังใจและช่วยจัดแถวว.บบบ.ด้วย ในเวลาประมาณ ๑๕.๓๐ น. พ่อครูก็ได้ให้สัญญาณเริ่มการลากเรือกรรมแก้ว สู่แม่น้ำมูน ด้วยพลังของเหล่าว.บบบ.จำนวนหลายร้อยคน เรือกรรมแก้วก็ได้เคลื่อนตัวอย่างช้าๆสู่แม่มูน โดยมีพ่อครูคอยกำกับดูแล คอยบอกให้ดึงไปช้าๆให้เรือเคลื่อนไปช้าๆเพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ ต้องใช้เวลาประมาณ ๑ ชม.จึงสามารถเคลื่อนลงสู่อ้อมกอดของแม่มูนได้ แม้จะเป็นระยะทางสั้นๆไม่ถึง ๑๐๐เมตร แต่เนื่องด้วยต้องปรับเรือให้ตรงทิศทางอยู่เสมอ จึงต้องอาศัยกำลังของเหล่าว.บบบ.ลากเรือเดินหน้า-ถอยหลัง ไม่ต่ำกว่า ๑๐ รอบ เพื่อปรับทิศทางเรือให้ตรงที่สุด การลากเรือเป็นไปอย่างราบรื่น เพราะอาศัยพลังสามัคคีของเหล่านิสิตว.บบบ.นั้นเอง จากซากเรือที่ไร้คุณค่าตามกาลเวลาในลำน้ำเจ้าพระยา แต่บัดนี้เรือเอี้ยมจุ๊นใหญ่ ที่ได้มีนามใหม่ในการเรียกขานจากพ่อครูผู้ให้กำเนิดว่า "กรรมแก้ว" ซึ่งมีความหมายถึงกายกรรม-วจีกรรม-
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive