10 บท 5 ___ถึงขวัญพุทธ หงษ์พันธ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การศึกษา เรื่อง “ ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองกับภาวะสุขภาพของวัยผู้ใหญ่ในชุมชนราชธานีอโศก อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ” เป็นการวิจัยแบบภาคตัดขวางเชิงวิเคราะห์ ( Analytical C ross - Sectional S tudy ) โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อ ( 1 ) ศึกษา พฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของวัยผู้ใหญ่ ในชุมชนราชธานีอโศก อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ( 2 ) ศึกษาภาวะสุขภาพของวัยผู้ใหญ่ ในชุมชนราชธานีอโศก อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ( 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองกับภาวะสุขภาพ ของวัยผู้ใหญ่ในชุมชนราชธานีอโศก อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ( 4) หาตัวแปรพยากรณ์ที่ส่งผลต่อภาวะสุขภาพของ วัยผู้ใหญ่ในชุมชนราชธานีอโศก อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ วัยผู้ใหญ่ที่อายุระหว่าง 20- 60 ปี ใน ชุมชนราชธานีอโศก อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ทั้งหมดที่อาศัยอยู่ในชุมชนระหว่างช่วงเวลาที่ผู้วิจัยลงพื้นที่เก็บข้ อมูล ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2560 -เดือนธันวาคม 2560 จำนวน 205 คน ผลจากการวิจัยสามารถสรุปผล ดังนี้ สรุปผลการวิจัย 1 . ข้อมูลส่วนบุคคล ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จำนวน 122 คน (ร้อยละ 59 . 5 ) ส่วนใหญ่เป็น วัยผ ู้ใหญ่ ตอนปลาย (อายุระหว่าง 41- 60 ปี) จำนวน 144 คน (ร้อยละ 70 . 2 ) 2 . ข้อมูลพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเอง ตามหลัก 3 อ. (อ. อาหาร อ. ออกกำลังกาย อ. อารมณ์) พฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเอง โดยรวม อยู่ในระดับดี รวม รายด้าน พบว่า อ. อาหาร อ. ออกกำลังกาย และ อ. อารมณ์ อยู่ในระดับดีทั้ง 3 อ. โดย อ. อารมณ์ มี ค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา คือ อ. อาหาร และ อ. ออกกำลังกาย ตามลำ
อ่านต่อ
ดับ 3 . ภาวะสุขภาพ 4 ด้าน (ร่างกาย จิตใจ สังคม จิตวิญาณ) ภาวะสุขภาพ 4 ด้าน โดยรวม อยู่ในระดับดี รวม รายด้าน ภาวะสุขภาพ ด้านร่างกาย ภาวะสุขภาพด้านจิตใจ ภาวะสุขภาพด้านสังคม ภาวะสุขภาพด้านจิตวิญญาณ อยู่ในระดับดี ทั้ง 4 ด้าน และรวมรายข้อพบว่า ภาวะสุขภาพด้านจิตวิญญาณมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา คือ ภาวะสุขภาพด้านสังคม ภาวะสุขภาพด้านจิตใจ และภาวะสุขภาพด้านร่างกาย ตามลำดับ 4 . ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองกับภาวะสุขภาพ พฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเอง ของวัยผู้ใหญ่ ใน ชุมชนราชธานีอโศก มีความ สัมพันธ์กับภาวะสุขภาพระดับปานกลางในทางบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 ( r = . 565 ) 5 . การถดถอยเพื่อพยากรณ์พฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองตามหลัก 3 อ. (อ. อาหาร อ. ออกกำลังกาย อ. อารมณ์) พฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของวัยผู้ใหญ่ ชุมชนราชธานีอโศกทั้ง 3 อ. มี ค วามสัม พันธ์กับภาวะสุขภาพในระดับสูง มีค่า สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหูคูณ . 726 และสามารถพยากรณ์ภาวะสุขภาพ ได้ร้อยละ 52 . 7 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ . 05 มีค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐานในการพยากรณ์ เท่ากับ ± 12 . 607 เมื่อพิจารณาค่าสัมประสิทธิ์กา รถดถอยของตัวพยากรณ์ มีเพียง ปัจจัยพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองด้านอารมณ์ สามารถพยากรณ์ภาวะสุขภาพได้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ . 05 ส่วน ปัจจัยพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองด้านอาหาร ( β = . 099, p . 115 ) และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองด้านออกกำลังกาย ( β = . 080, p . 158 ตามลำดับ) ไม่สามารถพยากรณ์ภาวะสุขภาพได้ อภิปรายผลการวิจัย ผลการวิจัยสามารถนำมาอภิปรายตามวัตถุประสงค์ และสมมุติฐาน ดังนี้ 1. พฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองตามหลัก 3 อ. (อ. อาหาร อ. ออกกำลังกาย อ. อารมณ์) พฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเอง ตามหลัก 3 อ. โดยราม อยู่ในระดับดี รวมรายด้านทั้ง 3 อ. (อ.อาหาร อ.ออกกำลังกาย อ.อารมณ์) อยู่ในระดับดี และรวมรายข้อพบว่า ด้าน อ. อารมณ์ มี ค่าเฉลี่ยสูงสุด อยู่ในระดับดี รองลงมา คือ อ. อาหาร อยู่ในระดับดี และ อ. ออกกำลังกาย อยู่ในระดับดี ตามลำดับ สืบ เนื่อง มา จาก ประชากรวัยผู้ใหญ่ในชุมชนราชธานีอโศก อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี มีพฤติกรรมการดูสุขภาพตนเองดี โดยยอมรับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต มีกำลังใจที่จะต่อสู้กับปัญหาอุปสรรค ผ่อนคลายความเครียดด้วยวิธีทำงานอดิเรก ปลูกต้นไม้ ฟังธรรม เป็นต้น และเมื่อเกิดปัญหาจะแก้ไขที่ตนเองก่อน สอดคล้องกับทฤษฏีของโอเร็ม ( Orem . 2001 : 258 -265) พบว่า ธรรมชาติของมนุษย์เมื่อเกิดปัญหาต่าง ๆ ขึ้นในชีวิต จะพยายามหาทางแก้ไขปัญหา ของ ตนเองก่อนเป็นอันดับแรก และ ต้องการที่จะดูแลสุขภาพของตนเองให้ดีอยู่เสมอ กล่าวได้ว่า “ การดูแล สุขภาพตนเองเป็นกิจกรรมที่บุคคลแต่ละคนปฏิบัติ และยึดเป็นแบบแผนในการปฏิบัติเพื่อให้สุขภาพดี ” ( วิษณุ แผลงประพันธ์. 2554 : 6 ) ซึ่งเป็นเรื่องของ บุคคล ครอบครัว กลุ่มคนและชุมชนด้วย การ ที่จะ มีสุขภาพที่ดีได้นั้น บุคคลต้องเห็นความสำคัญของการดูแลตนเองและปฏิบัติได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ไม่จำกัดเฉพาะการดูแลสุขภาพร่างกายแต่ยังรวมไปถึงการดูแลด้านจิตใจ อารมณ์ และสังคมของบุคคลอีกด้วย เพราะหากบุคคลปฏิบัติถูกต้องตามเกณฑ์ สามารถป้องกันและลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังได้ ดังนั้น ความสามารถในการปฏิบัติการเพื่อการดูแลตนเอง ( Capabilities for S elf - Care O perations ) จึง จำเป็น เพราะ ผู้ที่มีพฤติกรรมการดูแลตนเองในด้านป้องกันดีจะมีสุขภาพดีและมีอายุยืนยาว (เดชา บัวเทศ. 2553 : 70 - 71 ) ซึ่งวัยผู้ใหญ่ในชุมชนราชธานีอโศก มีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพดี เป็นผู้มีความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง เป็นผู้ที่มีความสามารถและเต็มใจที่จะดูแลตนเองหรือผู้ที่ อยู่ในความปกครองของตนเอง เพราะ วัยผู้ใหญ่ในชุมชนราชธานีอโศก ส่วนใหญ่เป็นวัยผู้ใหญ่ตอนปลาย ซึ่งตาม พัฒนาการขั้นที่ 7 ของอิริคสัน พบว่าเป็นช่วงวัยแห่งความรับผิดชอบ ตรงกับการศึกษาของ อั มพร ไทยขำ ( 2553 : บทคัดย่อ) พบว่า เมื่ออายุมากขึ้นระดับวุฒิภาวะจะเจริญเติบโตตามวัย ซึ่ง บุคคล ที่มีวุฒิภาวะมากขึ้น ย่อมมีการตัดสินใจ และรับผิดชอบต่อพฤติกรรมสุขภาพได้ดีขึ้น จากการศึกษาของ ชื่นกมล สุขดี , ชวพรพรรณ จั นทร์ประสิทธิ์ และวันเพ็ญ ทรงคำ ( 2553 : 135) พบว่าวัยผู้ ใหญ่ ที่ มีอายุในช่วง 41- 50 ปี สามารถวิเคราะห์และตัดสินใจในการแก้ไขปัญหา มี ความรับผิดชอบต่อพฤติกรรมสุขภาพ ได้ ดีกว่าช่วงอายุอื่นๆ ประกอบกับชุมชนราชธานีอโศก มีนโยบายในการดูแลสุขภาพ แบบพึ่งตน คือ 8 อ. (อิทธิบาท อารมณ์ อาหาร อากาศ ออกกำลังกาย เอนกาย เอาพิษออก และอาชีพสัมมา) ที่มีการผสมผสานองค์ความรู้และข้อดีของระบบการ แพทย์ที่หลากหลายนำมาประยุกต์ใช้ เพื่อให้เกิดการพึ่งตนเองด้านสุขภาพ สอ ดคล้องกับการศึกษาของจรุง วรบุตร (2550 : 90 - 95) ที่ พบว่ า พฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดย ด้านการป้องกันโรค อยู่ในระดับมาก แต่ ไม่สอดคล้องกับ ศิโรรัตน์ โชติกสถิต และ เสาวนีย์ พงผึ้ง ( 2553 : 297 - 307 ) ที่ พบว่า พฤติกรรมการดูแลสุขภาพ ตนเองโดยรวม อยู่ในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย 3.46) 1.1 พฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเอง อ. อาหาร อยู่ในระดับดี เนื่องมาจากมีการ รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่เสมอ ล้า งมือทุกครั้งก่อนรับประทานอาหาร อยู่ในระดับดี และอ่านข้อมูลฉลากโภชนาการก่อนเลือกซื้อ ก่อนใช้อาหารที่บรรจุสำเร็จ เช่น วันที่ผลิต-หมดอายุ ประโยชน์ - โทษ หรือผลข้างเคียงของผลิตภัณฑ์นั้น ( µ = 4 . 07 ) เนื่องมาจากการ ที่ ชุมชน ราชธานีอโศก เป็น นักมังสวิรัติเคร่งครัด คือ ไม่บริโภคเนื้อสัตว์ ไข่ และนม ด้วยหลักการสำคัญของชาวอโศกที่มุ่งพัฒนาคนให้เป็นอริยะชนตามแนวพุทธธรรม คือ การปลดปล่อยตัวเองให้หลุดพ้นจากกิเลส จึง เป็นสาเหตุให้ชุมชนบริโภคอาหารมังสวิรัติ ที่ มุ่งบริโภคอาหารที่ได้มาจากผลผลิตพืช ผัก ผลไม้ ธัญพืชที่เป็นธรรมชาติ ไร้สารพิษ ที่ปลูกเองบริโภคเอง ตลอดจน ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากพืชสมุนไพรธรรมชาติ คือ ใช้วัตถุดิบในการปรุงอาหารที่ผลิตได้ในชุมชนเป็นหลัก เช่น ซีอิ้ว เต้าเจี้ยว กะปิเจ งดเว้นอาหารและเครื่องอุปโภคที่เป็นโทษต่อร่างกายและจิตใจ เช่น พืชที่มีสารพิษ อาหารรสจัด บริโภคเท่าที่จำเป็นทั้งอาหารและเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ให้มีพออาศัยพอบริโภค ไม่สะสมกักตุน ส่วนที่เหลือจะสะพัดออกไปแบ่งปันผู้อื่น นอกจากอาหารทางกาย ทางชุมชนยังเน้นการให้อาหารทางใจ คือ อาหารที่เสพทางตา หู จมูก ใจ โดยการควบคุมสภาพแวดล้อมทางสังค ม ไม่ให้คนในชุมชนเสพคุ้นสิ่งที่เป็นโทษต่อจิตวิญญาณ เช่นแต่งกายสุภาพเรียบร้อย ฟังเพลงและดูภาพยนตร์ในชุมชนที่ผ่านการพิจารณาคัดเลือดโดยสมณะก่อน จึง เป็นพฤติกรรมที่ควรส่งเสริมให้มีการปฏิบัติเช่นนี้ต่อไป ส่วน การ รับประทานอาหารตามลำดับการย่อย จากอาหารที่ย่อยง่ายไปจนถึงย่อยยาก อยู่ในระดับปานกลาง ( µ = 4 . 07 ) การ เคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนกลืน อยู่ในระดับปานกลาง ( µ = 3 . 40 ) จึง ควรได้รับการส่งเสริมและชี้แจงรายละเอียดทั้งด้านประโยชน์ และโทษ ของการรับประทานอาหารตามลำดับ และ การเคี้ยวอาหาร เพื่อให้วัยผู้ใหญ่ในชุมชนราชธานีอโศกเข้าใจชัดเจน และตระหนักในการนำไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้องเหมาะสมยิ่งขึ้น สอดคล้องกับการศึกษาของ Lap Tai Le and Joan Sabaté . ( 2014 : 2131 - 2147 ) พบว่า ผู้ที่บริโภคอาหารมังสวิรัติแบบเคร่ง ที่ละเว้นการบริโภคเนื้อสัตว์ ไข่ นมและเนย สามารถ ช่วยป้องกัน โรคความอ้วน โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวานประเภทสอง และลดอัตราการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด อย่างไรก็ดีถ้าจะสรุปให้เป็นกลางแล้ว ประโยชน์ของการรับประทานอาหารมังสวิรัตินั้นมีมากกว่าข้อเสีย สอดคล้องกับ การศึกษาของ Zijlstra N 1, de Wijk RA , Mars M , Stafleu A , de Graaf C . ( 2009 ) เรื่อง Effect of bite size and oral processing time of a semisolid food on satiation ที่ทดลองให้กลุ่มผู้มีสุขภาพดี 22 ท่าน เคี้ยวช็อคโกแลตขนาดและระยะเวลาต่าง ๆ กัน พบว่า ความเร็วในการรับประทาน ขนาดของคำ และระยะเวลาการเคี้ยวในปาก ( OPT ) ส่งผล ต่อความอิ่ม เนื่องจากเมื่อให้เวลาในการเคี้ยวอาหาร ส่งผลให้ ประสาทในช่องปากได้สัมผัสกับอาหาร มากขึ้น ด้วยการเคี้ยวคำให้เล็กลงและใช้เวลาในการเคี้ยวมากขึ้น ส่งผลให้ความอิ่มและจำนวนครั้งในการ บริโภคลดลงอย่างเห็นได้ชัด สอดคล้องกับหลักในการบริโภคของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี (2551 : 30) เน้นบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ คือ การกินอาหารพืชสด ลดเกลือ เนื้อน้อย ด้อยไขมัน น้ำตาลต่ำ ธรรมชาติปลอดภัย สอดคล้องกับ ทริกเกอร์ ( Tricker, A . R . 1997 : 266 - 268 ) ได้วิจัยทางระบาดวิทยาโดยการเปรียบเทียบและหาความสัมพันธ์ระหว่างความถี่และปริมาณในการบริโภคอาหารพืชผักผลไม้ต่าง ๆ กับอัตราการเกิดโรค พบว่าผู้ที่หันมารับประทานอาหารมังสวิรัติร่วมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดำรงชีวิตประจำวัน จะลดอัตราความถี่ในการเจ็บป่วยและการเข้ารับการรักษา รวมทั้งระยะการรักษาจะหายเร็ว ใช้เวลาฟื้นจากความเจ็บป่วยสั้นลงกว่าบุคคลทั่วไป ด้วยอาหารถือเป็นยาที่ธรรมชาติมอบให้ คนจีนมีคำกล่าวว่า อาหารและยาคือสิ่งเดียวกัน ก่อนจะกินอะไรเข้าไป จดจำไว้เสมอว่า “กินอะไรก็ได้อย่างนั้น” หรือ “ you are what you eat ” (อุ่นเอื้อ สิงห์คำ. ม.ป.ป. : 54 - 57 ) สอดคล้องกับผลการวิจัยของ มงคล การุณงามพรรณ และคณะ (2555 : 58 - 60 ) ที่ศึกษาภาวะสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพของคนวัยทำงานใน สถานประกอบการ : กรณีศึกษาเขตสาทร กรุงเทพมหานคร. พบว่า พฤติกรรมการดูแลสุขภาพด้านโภชนาการและความรับผิดชอบต่อสุขภาพอยู่ในระดับดี คือ 3.60 และ 3.55 ตามลำดับ สอดคล้องกับงานวิจัย ของ โสภิดา แก้วนาหลวง ( 2558 : 40 - 45 ) ได้ศึกษาพฤติกรรมการบริโภคอาหาร ภาวะโภชนาการและภาวะสุขภาพของผู้รับบริการคลินิกแพทย์แผนไทย โรงพยาบาลเถิน จังหวัดลำปาง พบว่า พฤติกรรมการบริโภคอาหารโดยรวมของกลุ่มตัวอย่างอยู่ในระดับดี สอดคล้องกับการศึกษาของยุรวัฒ ทองผา. (2554 : 118 - 120 ) ศึกษาเรื่องภาวะสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพของประชาชนอำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี พบว่าพฤติกรรมการบริโภคอาหาร ภาพรวมอยู่ในระดับดี แต่ ไม่สอดคล ้องกับการศึก ษาของเกษณี สุขพิมาย (2555 : 105 ) ที่ศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริโภคอาหารและการออกกำลังกายของกลุ่มเสี่ยงโรคอ้วนลงพุ่ง พบว่าพฤติกรรมการบริโภคอาหารของกลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่ถูกต้อง และกลุ่มตัวอย่างปฏิบัติเป็นส่วนใหญ่ คือ รับประทานอาหารประเภทติดมัน ประเภททอด ร้อยละ 93 . 5 รองลงมา คือ อาหารประเภทผัดแกงกะทิ ร้อยละ 89 . 7 และดื่มน้ำอัดลมและน้ำหวาน ร้อยละ 82 . 7 และส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการบริโภคอาหารอยู่ในระดับปรับปรุงร้อยละ 56 . 2 และ ไม่สอดคล้อ งกับการศึกษาของศรีพรรณ ตันเจริญ (2555 : 55 ) เรื่องการบริโภคอาหาร การออกกำลังกาย การจัดการความเครียด และภาวะสุขภาพของพยาบาลวิชาชีพ พบว่าประชากรส่วนใหญ่รับประทานอาหารวันละ 3 มื้อ ร ้อยละ 91.30 และดื่มน้ำวันละ 8- 10 แก้ว ประชากรมีระดับคะแนนการรับประทานอาหารจำแนกตามความถี่ที่บริโภคโดยรวมอยู่ในระดับพอใช้ และมีระดับการปฏิบัติของการรับประทานอาหารตามปริมาณที่ต้องปรับปรุง ได้แก่ อาหารพวกเนื้อ ถั่ว ข้าว แป้ง และผัก ไม่สอดคล้องกับกา รศึกษาของวาทินี คุณเผือก และคณะ (2558 : 15- 33) พบว่า ประชาชนยังขาดความเข้าใจฉลากโภชนาการและยังไมใช้ประโยชน์จากฉลากโภชนาการ ประชาชนยังขาดความเข้าใจฉลากโภชนาการและยังไม่ใช้ประโยชน์จากฉลากโภชนาการเท่าที่ควร ซึ่งสามารถ อธิบายได้ว่าคนจะแข็งแรงเป็นที่หนึ่งก็ด้วยอาหาร คนจะเจ็บป่วยเป็นที่หนึ่งก็ด้วยอาหาร เพราะอาหารกินเข้าไปแล้วจะต้องไปเป็นเนื้อตัวเราเป็นพลังชีวิตของเรา ดั่งคำตรัสของพระพุทธเจ้าในพระไตรปิฎกที่ว่า“อาหารเป็นหนึ่งในโลก” หรือในสังคีติสูตร พระสูตรเล่มที่ 11 ข้อ 293 ทรงตรัสไว้ว่า “เป็นผู้มีโรคน้อย มีทุกข์น้อย ประกอบด้วย เตโชธาตุ (ความร้อนในร่างกาย) อันมีวิบาก(ผล) เสมอกัน ไม่เย็นนักไม่ร้อนนัก เป็นอย่างกลางๆควรแก่ความเพียร” (ใจเพชร กล้าจน. 2553 : 129) 1.2 พฤติกรรมการดูแลสุขภาพตามหลัก 3 อ. ด้า น อ. ออกกำลังกาย อยู่ในระดับดี อาจเนื่องจาก มีการออกกำลังกายในสถานที่ปลอดโปร่ง อากาศถ่ายเทดี อยู่ในระดับดี รองลงมา คือ เลือกประเภทการออกกำลังกาย ทั้งปริมาณ ความหนัก ความนานให้เหมาะสมกับสุขภาพของท่าน ทุกครั้ง เช่น โยคะ เดินเร็ว แอโรบิค ปั่นจักรยาน เป็นต้น อยู่ในระดับดี ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ควรส่งเสริมให้มีการปฏิบัติเช่นนี้ต่อไ ป เนื่องจากเป็นช่วงวัยที่มีความรับผิดชอบ และต้อง ดูแลวัยพึ่งพิง วัยผู้ใหญ่ในชุมชนราชธานีอโศกส่วนใหญ่จะอุทิศเวลาและกำลังกาย กำลังใจให้แก่งานและสังคม ด้วยหลักการของชุมชนที่คิดว่า การทำงานคือการปฏิบัติธรรม ทุกกิจกรรมการกระทำจึงเป็นไปเพื่อก่อประโยชน์อันเป็นบุญกุศลของตนและผู้อื่นเป็นหลัก และด้วยกิจวัตรประจำวันที่เริ่มตั้งแต่ 04.30 น. ถึง 20.00 น. ประกอบกับชุมชนราชธานีอโศกเป็นชุมชนพึ่งตน “ฐานงานในชุมชนจึงมีหลายฐานงานที่ทุกคนร่วมกันรับผิดชอบ เมื่อฐานงานใดฐานงานหนึ่งต้องการแรงงาน จ ะรวมพลกันเพื่อลงแรงอย่างพร้อมเพรี ยงและสามัคคี โดยเฉพาะวัยผู้ใหญ่จะเป็นแม่ฐานรับผิดชอบ งานเป็นส่วนใหญ่ ด้วยภาระและหน้าที่เป็นผลให้วัยผู้ใหญ่อาศัยออกกำลังกายจากการเคลื่อนไหวร่างกายขณะทำงานเป็นส่วนใหญ่ ซึ่ง การทำงานหรือกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหนที่ออกแรงมากกว่าเล่น มีแบบแผนและปฏิบัติสม่ำเสมอ ถือเป็นการออกกำลังกาย ( Berger BG, Pargman D, Weinerg RS . ( 2007 ) อ้างถึง ในสนธยา สีละมา (2557 : 3 - 4 ) ซึ่งวัยผู้ใหญ่เลือกประเภทกิจกรรมการออกกำลังกายได้เหมาะสมกับสุขภาพที่เป็นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นปริมาณ ความหนัก ความนาน โดยเริ่มอย่างเบา ๆ ก่อนแล้วจึงเพิ่มความหนัก ตรวจสอบความพร้อมของร่างกายทุกครั้ง เช่น อาการอ่อนเพลีย หรือมีไข้ อยู่ในที่ปลอดโปร่ง อากาศถ่ายเทดี ซึ่งถือว่าเป็นความสามารถในการปฏิบัติการเพื่อการดูแลตนเองในด้านการป้องกันที่ดีตามทฤษฏีการดูแล ตนเองของโอเร็ม ( Orem . 2001 : 258 - 265 ) อย่างไรก็ตามยังมีข้อปฏิบัติบางข้ออยู่ในระดับปานกลาง คือ หลังจากออกกำลังกาย ท่านผ่อนคลายกล้ามเนื้อ 5 -10 นาที สอดคล้องกับการศึกษาของรัชตา คำมณี และคณะ ( 2557 : 61 - 66 ) ได้ศึกษาพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของบุคลากรสาธารณสุข ผลการศึกษาพบว่า พฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของบุคลากรสาธารณสุขรายด้าน และด้านการออกกำลังกาย อยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย =3.72) ไม่สอดคล้อ งกับการศึกษาของศรีพรรณ ตันเจริญ (2555 : 55 ) ศึกษาเรื่องการบริโภคอาหาร การออกกำลังกาย การจัดการความเครียด และภาวะสุขภาพของพยาบาลวิชาชีพ พบว่าประชาชนส่วนใหญ่มีการออกกำลังกายโดยรวมอยู่ในระดับพอใช้ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.59 ไม่สอดคล ้องกับการศึกษาของเกษณี สุขพิมาย (2555 : 105 - 106 ) เรื่องปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริโภคอาหารและการออกกำลังกายของกลุ่มเสี่ยงโรคอ้วน ลงพุง พบว่า พฤติกรรมการออกกำลังกายของกลุ่มตัวอย่างออกกำลังกายเพียงร้อยละ 19.5 และส่วนใหญ่ออกกำลังกายเพียงบางครั้ง ร้อยละ 67.9 ออกกำลังกายอย่างน้อย 5 ครั้งต่อสัปดาห์ เพียงร้อยละ 16.5 ระยะเวลาในการออกกำลังกายต่อครั้งส่วนใหญ่ใช้เวลาน้อยกว่า 45 นาที (ร้อยละ 90.7) และพบว่ากลุ่มตัวอย่างปฏิบัติตัวก่อนและหลังการออกกำลังกายไม่ถูกต้อง โดยพบว่ามีการอบอุ่นร่างกายทุกครั้งเพียงร้อยละ 14.0 และมีการผ่อนคลายร่างกายหลังออกกำลังกายเพียงร้อยละ 13.9 คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการออกกำลังกายกลุ่มตัวอย่างอยู่ในระดับปรับปรุง (ร้อยละ 70.2) และ ไม่สอดคล้อ งกับการศึกษาของกิตติกร สีหาบุตร (2556 : 45 - 46 ) ศึกษาอาสาสมัครเพศหญิงอายุระหว่าง 30-45 ที่ อยู่ในวัยทำงานซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการปวดหลังจากการอยู่ในท่าเดิมเป็นเวลานาน จากการศึกษาพบว่าในผู้ใหญ่ควรออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นอย่างน้อย 2-3 วัน/สัปดาห์ เพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพในการเคลื่อนไหว อย่างน้อย 10-30 นาที ซึ่งจากข้อมูลของทวิกานต์ อมฤตรส (2555 : 20 ) ได้อธิบายสาเหตุที่ต้องผ่อนคลายกล้ามเนื้อไว้ว่า เมื่อร่างกายต้องทำงานที่หนักมากเป็นระยะเวลาที่ยาวนานติดต่อกันทั้งจากการออกกำลังกาย หรือเคลื่อนไหวจากกิจกรรมทำงาน สิ่งที่เกิดขึ้นตามมา คือ จากความเมื่อยล้าของร่างกายที่เกิดขึ้นในส่วนของกล้ามเนื้อจะส่งผลให้เกิดความเครียดทางด้านจิตใจได้ หากบุคคลได้ฝึกเกร็งและคลายกล้ามเนื้อหลังจากการใช้ร่างกายที่หนักทั้งจากการออกกำลังกายหรือเคลื่อนไหวในกิจกรรม การงาน จากการศึกษาของอรรรพ นับถือตรง (2550 : 50 - 51 ) ศึกษาเรื่องผลของการคลายอุ่นร่างกายด้วยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ การเดิน และการวิ่งเหยาะ ที่มีต่อการฟื้นสภาพของร่างกาย พบว่าหลังการคลายอุ่นร่างกายด้วยการวิ่งเหยาะ มีผลต่อระดับกรดแลคติกในเลือด แตกต่างกับการเดินและการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งวิธีการคลายอุ่นร่างกายทั้ง 3 วิธี มีผลต่อการฟื้นฟูสภาพของร่างกาย โดยวิธีการคลายอุ่นด้วยการวิ่งเหยาะมีผลทำให้ระดับของกรดแลคติกในเลือดลดลงมากกว่าวิธีการคลายอุ่นร่างกายด้วยการเดินและยึดเหยียดกล้ามเนื้อ และการผ่อนคลายกล้ามเนื้อจะให้ประโยชน์กับบุคคลที่มักมีอาการวิงเวียน ปวดมึนศีรษะ อ่อนเพลีย มีเหงื่อออกตามฝ่ามือ นอนไม่หลับ ความดันโลหิตสูง แผลในกระเพาะอาหารและโรคกลัวต่าง ๆ (ทวิกานต์ อมฤตรส. 2555 : 20 ) เพื่อคงความสมดุลของร่างกาย ความมั่นคงของกระดูกสันหลัง และเชิงกราน และกำลังของกลุ่มกล้ามเนื้อหลังให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงในการเกิดอาการปวดหลังส่วนล่าง สามารถนำรูปแบบการฝึกโยคะไปใช้กับคนทั่วไปที่สนใจในการฝึกโยคะ เพื่อช่วยในการเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกาย และป้องกันการปวดหลังได้ ดังนั้นนอกจากจะคำนึงถึงกิจกรรมที่ช่วยสร้างแรงจูงใจหรือกิจกรรมที่กระตุ้นให้มีการออกกำลังกายโดยการยืดกล้ามเนื้ออย่างถูกต้องและต่อเนื่องร่วมด้วย ควรมีการส่งเสริมให้มีการผ่อนคล้ายกล้ามเนื้อหลังการใช้งานหนัก จะเป็นการดีขึ้น ทั้งนี้เพื่อลดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ และการช่วยให้เส้นเอ็นผ่อนคลาย เคลื่อนไหวคล่องตัวได้ยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การออกกำลังกายเพื่อสร้างความแข็งแรงของระบบโครงสร้างกล้ามเนื้อเป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุ ควรมีการจัดการแก้ไขที่ต้นเหตุ โดยคำนึงถึงการปรับปรุงทางด้านสิ่งแวดล้อมการทำงานให้มีความเหมาะสมร่วมด้วย 1.3 พฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเอง อ. อารมณ์ อยู่ในระดับดี เนื่องจาก วัยผู้ใหญ่ในชุมชน มีพัฒนาการด้านอารมณ์ที่ดี ด้วย ส่วนใหญ่เป็นวัยผู้ใหญ่ตอนปลาย จึงมีความสามารถในการดูแลตนเอง คือความสามารถที่จะรับรู้และความสามารถที่จะกระทำ เช่น การรับรู้ในเหตุการณ์การต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกตนเอง เห็นคุณค่าในตนเอง เข้าใจและยอมรับตนเอง สามารถจัดลำดับความสำคัญ แบ่งเวลาในการกระทำกิจกรรมต่าง ๆ สอดคล้องกับ โครงสร้างของความสามารถในการดูแลตนเองของโอเร ็ ม ( Orem . 2001 : 258 – 265 ) และ พัฒนาการด้านอารมณ์ตาม หลักการ ของ สกุณา บุญนรากร (2556 : 210 – 211 ) พบว่า วัยนี้ มีความยืดหยุ่นทางอารมณ์ ยืดหยุ่นทางความคิด สามารถปรับอารมณ์เข้ากับบุคคลและกิจกรรมต่าง ๆ กันได้ สามารถควบคุมจิตใจให้เหนือร่างกาย ( Body transcendence ) โดยใช้ประสบการณ์และเจตนาเดิมเป็นแนวในการแก้ปัญหา และเป็นวัยที่มีความเครียดสูง เป็นวัยวิกฤตตอนกลางของชีวิต แต่ด้วยผู้ใหญ่ในชุมชนราชธานีอโศก มีการฝึกสติเตือน ตนเองให้รู้ตัวเร็ว มีวิธีการในการระบายอารมณ์ในทางบวกหรือที่เป็นประโยชน์ ไม่ปล่อยให้อยู่ในอารมณ์ทุกข์นาน โดยการหากิจกรรมทำให้เพลิดเพลินและได้ประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น เกิดความภาคภูมิใจในตนเองที่ได้ให้การช่วยเหลือและสนับสนุนคนรอบข้าง ด้วยเพราะวัยนี้ได้รับอาหาร ทางจิตวิญญาณด้วยการฟังธรรมทุกวัน อยู ่ ในสังคมสิ่งแวดล้อมที่มีความเป็นพี่น้องที่เกื้อกูลกันสูง จึงส่งผลให้พฤติกรรมการดูแลสุขภาพด้านอารมณ์ดี สอดคล้องกับการศึกษาของวิษณุ แผลงประพันธ์ ( 2554 : บทคัดย่อ) เรื่องพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของพนักงานในสังกัดเทศบาลตำบลบ้านด่าน อำเภอบ้านด่าน จังหวัดบุรีรัมย์ พบว่าเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน ด้านการเสริมสร้างความมั่นคงทางอารมณ์ ความสามารถในการควบคุมตนเอง อยู่ในระดับมาก แต่ ไม่สอด คล้องกับการศึกษาของยุรวัฒ ทองผา (2554 : 118 - 120 ) เรื่องภาวะสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพของประชาชนอำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี. พบว่าพฤติกรรมด้านอ ารมณ์ ภาพรวมกลุ่มตัวอย่างอยู่ในระดับต่ำ ความเชื่อในทางการแพทย์แผนจีน เชื่อว่าอารมณ์มีความสัมพันธ์กับอวัยวะภายในร่างกาย และสุขภาพ แล ะการศึกษาของทรรศณีย์ โกศัยพิทพ์ (2552 : 26 ) พบว่า บุคคลที่หัวเราะบ่อย ๆ จะส่งผลให้มีชีวิตยืนยาว และถือเป็นการออกกำลังกายชนิดหนึ่ง เพราะการหัวเรา ะ เป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายสามารถต่อสู้กับความกลัว ความเครียด การย่อยอาหารดีขึ้น เจริญอาหาร การไหลเวียนโลหิตดีขึ้น เพียงเพราะการยิ้มหรือหัวเราะ 1 นาที เท่ากับได้พักผ่อนนานถึง 45 นาที อาจ อธิบายได้ว่าบุคคลต่างมีเหตุปัจจัยและประสบการณ์ชีวิตต่างกัน การควบคุมและจัดการกับอารมณ์ของบุคคลย่อมต่างกันด้วยเพราะธรรมชาติของมนุษย์ย่อมมีความสุขและความทุกข์ซึ่งแตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลา 2. ภาวะสุขภาพ 4 ด้าน (ด้านร่างกาย ด้านจิตใจ ด้านสังคม ด้านจิตวิญญาณ ) ภาวะสุขภาพ 4 ด้าน (ร่างกาย จิตใจ สังคม จิตวิญญาณ) โดยรวมอยู่ในระดับดี เนื่องจากวัยผู้ใหญ่ ในชุมชนราชธานีอโศก มีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองดี ประกอบกับภาวะสุขภาพทั้ง 4 ด้านอยู่ในสภาพดี ด้วย ส่วนใหญ่เป็นวัยผู้ใหญ่ตอนปลาย (ร้อยละ 70.2) ซึ่งเป็นวัยที่มีประสบการณ์ชีวิต คือใช้ประสบการณ์และเจตนาเดิมเป็นแนวทางในการแก้ปัญหา และประกอบกับชุมชนราชธานีอโ ศกมีหลักปฏิบัติ เพื่อดูแลสุขภาพแบบพึ่งตนทั้งในยามที่ปกติและในยามเจ็บป่วย ดูแลตนเองในเชิงป้องกัน เช่นบริหารร่างกายใช้หลักการดูแลสุขภาพ 8 อ. คือ อิทธิบาท อารมณ์ อาหาร อากาศ ออกกำลังกาย เอนกาย เอาพิษออก และอาชีพสัมมา และเมื่อเกิดการเจ็บป่วยไม่สมดุลของร่างกาย สมาชิกจะเริ่มดูแลตนเองก่อนด้วยวิธีการต่าง ๆ ส่วนใหญ่นิยมใช้วิธีทางธรรมชาติ เช่น แช่มือ แช่เท้า ดีท็อก ซ์ ล้างพิษ ปรับการรับประทานอาหารโดยการทานรสจืด บริหารร่างกายในท่าที่เหมาะสม มีเพื่อนบ้านช่วยเหลือดูแล หาอาการไม่ดีจึงจะไปพึ่งบ้านสุขภาพของทางชุมชนเพื่อก
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive