07 บทที่ 2.docx

โฟลเดอร์word
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์147 KB
วันที่แก้ไข28 เมษายน 2562

เนื้อหาในไฟล์

4657725 -1028700 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยเรื่อง ประสิทธิ ผลของโปรแกรมสุขภาพ ตามหลักการ แพทย์วิถีธรรม กับภาวะสุขภาพ ของผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ในค่ายสุขภาพ สวนป่านาบุญ อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ผู้วิจัยได้ทบทวนแนวคิด ทฤษฎี และวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง ในงานวิจัยดังนี้ 1. ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน 2 . องค์ความรู้แพทย์วิถีธรรม 3 . ภาวะสุขภาพ 4 . งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 5. กรอบแนวคิด ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ในรอบทศวรรษที่ผ่านมาประชากรโลกอายุ 15 ปีขึ้นไป มีน้ำหนักเกินมาตรฐานประมาณ 1,600 ล้านคน ในจำนวนนั้นมีผู้ใหญ่อ้วนมากถึง 400 ล้านคน ซึ่งปัญหานี้มีผลเนื่องมาจากสภาพ เศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลง วิถีชีวิตแบบสังคมเมืองสมัยใหม่ ทำให้พฤติกรรมสุขภาพเปลี่ยนไปด้วย ส่งผลให้ประชากรโลกมีแนวโน้มของภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและ ต่อเนื่อง ปี พ.ศ. 2558 พบว่าทั่วโลกมีผู้ใหญ่น้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐานสูงถึงประมาณ 2,300 ล้านคน และมี คนอ้วนประมาณ 700 ล้านคน ส่วนประเทศไทยจากการศึกษาพบว่า ประชากรไทยกำลังประสบกับปัญหา ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนเช่นเดียวกัน เมื่อเทียบกับ 10 ประเทศในกลุ่มอาเซียนแล้ว ชายไทย มีความชุกของโรคอ้วนสูงเป็นอันดับที่ 4 ขณะที่หญิงไทยอยู่ในอันดับที่ 2 รองจากหญิงมาเลเซียเท่านั้น (สายสมร พลดงนอก. 2558 : 1) และจากผลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยครั้งที่ 5 พบความชุกของภาวะอ้วนที่มีดัชนีมวลกายมากกว่า 25 .00 ในประชากรไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป ร้อยละ 37.5 ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจ ครั้งที่ 4 ในปี พ.ศ. 2552 ความชุกของภาวะอ้วนมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในผู้หญิงความชุกเพิ่มจากร้อยละ 40.7 เป็นร้อยละ 41.8 ส่วนในผู้ชา

อ่านต่อ

ยเพิ่มจากร้อยละ 28.4 เป็นร้อยละ 32.9 (วิชัย เอกพลากร. 2557 : 5) การสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายทั่วประเทศ ในปี พ.ศ. 2552 พบ ว่า คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปมากกว่า 1 ใน 3 มีภาวะน้ำหนักเกินและอ้วน (ดัชนีมวลกายหรือ BMI ตั้งแต่ 25 . 00 ขึ้นไป) ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับผลการสำรวจรอบแรก ในปี พ.ศ. 2534 (โครงการสุขภาพคนไทย. 2557 : 8) ข้อมูลต่าง ๆ ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า คนไทยไม่ว่าชายหรือหญิง เด็ก วัยทำงาน หรือสูงอายุ ฐานะร่ำรวย ปานกลางหรือยากจน อาศัยในเขตชนบทหรือในเขต เมือง กำลัง “อ้วน” มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับ ข้อมูลของ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ( สปสช. ) ที่ แสดงถึงแนวโน้ม ของผู้ที่มี ภาวะอ้วนในคนไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 - 2551 พบว่ามีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยเฉพาะในกลุ่มเพศหญิงที่มี BMI ≥25 .00 นอกจากนั้น กระทรวงสาธารณสุข ก็ได้ มีการประเมินว่าคน ไทย มีภาวะ อ้วนอยู่ประมาณ 10 ล้านคน ( ในจำนวนนั้นเป็น เพศหญิงมากกว่าเพศชาย) หมายความว่า ผู้ชาย ไทย 3 คนเดินมาจะ พบผู้ที่ มีภาวะอ้วน 1 คน แต่หาก ผู้หญิง ไทย 3 คนเดินมาจะ พบผู้ที่ มีภาวะอ้วน 2 คน (วีระชัย สิทธิปิยะสกุล และคนอื่น ๆ. 2553 : 8 ) 1 . ความหมายของภาวะน้ำหนักเกินมาตรฐานและโรคอ้วน ( Overweight and Obesity ) ภาวะน ้ำ หนักเกิน มาตรฐาน ( O verweight ) หมายถึง ภาวะ ที่เกิด จากการ ร่างกาย ได ้รับพลัง งานจากอาหารเก ิน ความต ้องการ ของร่างกาย และเก็บสะสมไว้จนเกิดอาการปรากฏ เช่น ได้รับสารอาหารที่ให้พลังงานมากเกินไป จนมีการสะสมพลังงานไว้ในร่างกายในรูปของไขมันเพิ่มขึ้น ท ำ ให้ เกิดโรคอ้วน ( O besity ) ตามมา ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลกระทบในภายหลังได้ ส ำ หรับผู้ใหญ่ (อายุ 18 ปีขึ้นไป) นิยมใช้เกณฑ์น้ำหนักต่อส่วนสูง มา คิดเป็นค่าดัชนีมวลกาย ( B ody Mass I ndex : BMI ) ซึ่งค่า ดัชนีมวลกาย ปกติ ของประชากร เอเชียควรอยู่ระหว่าง 18.50- 2 2.99 ถ้าดัชนีมวลกายอยู่ ช่วง 23. 0 0 - 24.9 9 จะ หมายถึง น ้ำ หนักเกิน มาตรฐาน และ หาก ดัชนีมวลกาย เกิน 25 .00 ขึ้นไป จะ หมายถึง อ้วน ส ำ หรับประชากรในทวีปยุโรป และ อเมริกา ค่าปกติของดัชนีมวลกายจะอยู่ที่ 18.5 0 - 24.9 9 และดัชนีมวลกายระหว่าง 25 .00 -29.9 9 หมายถึง น ้ำ หนักเกิน แต่ ถ้าดัชนีมวลกาย 30 .00 ขึ้นไป จึงจะ ถือว่าอ้วน (ปุลวิชช์ ทองแดง และจันทร์จิรา สีสว่าง. 2555 : 288 ) ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่พบในปัจจุบันของผู้ที่มี ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน คือ โรคไม่ติดต่อ เรื้อรัง โดยผู้ที่มีน้ำหนักเกินจากน้ำหนักมาตรฐานมากหรือคนอ้วน จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่าง ๆ มากกว่าคนปกติ เช่น ผู้ที่มี BMI มากกว่า 27 .00 จะมีโอกาสเป็นโรคความดันโลหิตสูง ถึง 3 เท่าของผู้ที่ BMI ปกติ และผู้ที่มี BMI มากกว่า 32 .00 จะมีโอกาสเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดมากกว่าผู้ที่ ไม่อ้วน 4 เท่า เป็นต้น (วีรศักดิ์ เมืองไพศาล. 2557 : 2) ปัจจุบันนี้ สถ า นก า รณ์โรคอ้วนของประช า กรโลกทวีคว า มรุนแรง สูง ขึ้น อย่างมาก เห็นได้จ า กก า รสูญเสียปีสุขภ า วะและจำนวนก า รเสียชีวิตทั่วโลก จ ากการ มีดัชนีมวลก า ยสูงที่เพิ่มขึ้นเกือบเท่ า ตัวในช่วงเวล า 20 ปี ( พ.ศ. 2533-2553) โดยก า รสูญเสีย ปีสุขภ า วะ หรือ Disability - Adjusted Life Years ( DALYs ) นี้ เป็นวิธีก า รหนึ่งในก า รวัดสถ า นะสุขภ า พของประช า ชน ซึ่งรวมคว า มสูญเสียที่เกิดจ า กก า รต า ยก่อนวัยอันควร และคว า มสูญเสียจ า กก า รเจ็บป่วย หรือพิก า ร ก า รสูญเสียปีสุขภ า วะจ า กโรคอ้วน ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ เพร า ะต้องใช้ ทรัพย า กร จำนวนมาก เพื่อดูแ ลรักษ า ผู้ท ี่ป่ วยจ า กโรคอ้วน และยังต้องสูญเสียก ำลัง แรงง า นจ า กคว า มเจ็บป่วย หรือก า รต า ยก่อนวัยอันควรอีกด้วย ในประเทศไทยเริ่มเห็นแนวโน้มนี้อย่ า งชัดเจนเช่นเดียวกัน ในปี พ.ศ. 2552 พบว่ า ต้นทุนท า งเศรษฐศ า สตร์จ า กโรคอ้วนทั้งสิ้นอยู่ที่ 12,142 ล้ า นบ า ท โดยต้นทุนนี้ส า ม า รถแยกได้เป็นต้นทุนท า งตรงและท า งอ้อม ต้นทุนท า งตรง ได้แก่ ค่ า รักษ า พย า บ า ล คว า มเจ็บป่วยที่เกิดจ า กโรคอ้วน คิดเป็นเงิน 5,584 ล้ า นบ า ท ส่วนต้นทุนท า งอ้อมมูลค่ า ถึง 6,558 ล้ า นบ า ทนั้นม า จ า กก า รเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ประกอบกับก า รข า ดง า น เนื่องจ า กเกิดคว า มเจ็บป่วยจ า กโรคอ้วน ทำให้ประเทศข า ดกำลัง แรงง า น (โครงการสุขภาพคนไทย. 2557 : 17) นอกจากนั้นพฤติกรรมการนิยมบริโภคอาหารนอกบ้าน อาหารตามสั่ง ขนมกรุบกรอบ เครื่องดื่มอัดลมและเครื่องดื่มรสหวานต่าง ๆ มีผลทำให้เสียสุขภาพแล้ว ยังมีผลต่อ ค่ า ใช้จ่ า ยด้ า นอ าหา รของครัวเรือนไทย ด้วย โดยในช่วง 10 ปี ( 2545-2555 ) ที่ผ่านมา พบว่ า ค่ า ใช้จ่ า ยส ำ หรับอ าหาร ส ำเ ร็จรูปที่ซื้อม า กินที่บ้ า นมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น ในขณะที่ค่ า ใช้จ่ า ยส ำหรั บข้ า ว แป้ง และผักที่ใช้ส ำหรั บก า รปรุงอ าหา ร ด้วยตน เองในครัวเรือน มีสัดส่วนลดลง (โครงการสุขภาพ คนไทย. 2557 : 20 ) 2 . การวินิจฉัยภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน สภาวะที่ร่างกายมีไขมันสะสมตามอวัยวะต่าง ๆ มากเกินความต้องการ หรือมีน้ำหนักตัวมากกว่าปกติ จน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ก่อให้ เกิดความไม่สมดุลระหว่างการรับพลังงานเข้าไปในร่างกายและการใช้พลังงาน ตัวชี้วัดสภาวะของร่างกายว่าอ้วนเกินไปหรือไม่ ดู ได้ จาก 2 . 1 น้ำหนัก น้ำหนักมาตรฐาน มีวิธีการคำนวณ 2 แบบ รูท ( R oot . 2559 ) คือ 2 . 1 . 1 การ คำนวณ น้ำหนักมาตรฐาน แบบ ที่ 1 ชาย (ความสูง (เซนติเมตร) - 100) = น้ำหนักมาตรฐาน หญิง (ความสูง (เซนติเมตร) - 110) = น้ำหนักมาตรฐาน 2 . 1 . 2 การ คำนวณ น้ำหนักมาตรฐาน แบบ ที่ 2 น้ำหนักมาตรฐานของผู้ชาย = (ความสูง (เซนติเมตร) - 100) น้ำหนักมาตรฐานของผู้หญิง = (ความสูง (เซนติเมตร) - 100) x 0.9 2 . 2 ดัชนีมวลกาย ( Body Mass I ndex ) ดัชนีมวลกายเป็น ค่าดัชนีความสัมพันธ์ระหว่างส่วนสูง และน้ำหนักตัว โดยคำนวณจากน้ำหนักตัว (กิโลกรัม) หารด้วยความสูง (เมตรยกกำลังสอง) ดัชนีมวลกาย ( BMI ) = น้ำหนัก (กิโลกรัม) ส่วนสูง (เมตร) 2 ตารางที่ 1 เกณฑ์ การแบ่ง ค่าดัชนีมวลกาย ( BMI ) ขององค์การอนามัยโลก ที่จุดตัดของ ประชากรเอเชีย สภาวะร่างกาย ดัชนีมวลกาย (กก./ ม 2 ) โรคผอม ระดับ 3 <16.0 0 ระดับ 2 16. 10 -16.9 9 ระดับ 1 17. 1 0-18.4 9 ปกติ 18.5 0 - 22.9 9 น้ำหนักเกิน 23.0 0 - 24.9 9 โรคอ้วน ระดับ 1a 25. 0 0-29.9 9 ระดับ 1 b 30. 0 0-34.9 9 ระดับ 2 35.0 0 -39. 9 9 ระดับ 3 ≥40. 0 0 ตัวอย่างการคำนวณค่าดัชนีมวลกาย ถ้า คนไทยคนหนึ่ง มี น้ำหนักตัว 65 กิโลกรัม ความสูง 158 เซนติเมตร หรือเท่ากับ 1 . 58 เมตร แทนค่าในสูตร ดัชนีมวลกาย ( BMI ) = 65 1 . 58×1 . 58 = 65 2 . 4964 = 26 . 03749 ดังนั้น คนไทยคนนี้ มีค่า ดัชนีมวลกาย เท่ากับ 26 . 04 หมายความว่า อ้วนระดับ 1a เกณฑ์ในการ แบ่งค่าระดับดัชนีมวลกาย ของผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินและอ้วน ยังมีความแตกต่าง กันในแต่ละภูมิภาค โดย องค์การอนามัยโลกได้มีการ แบ่งไว้ เพื่อใช้เป็นแบบคัดกรองภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ของประชากร โดย มีจุดตัดค่าดัชนีมวลกายของประชากรยุโรปและอเมริกา คือ ค่าดัชนีมวลกาย ≥ 25 แสดงว่า มี ภาวะน้ำหนักเกิน และค่าดัชนีมวลกาย 30 หมายถึง อ้วน แต่สำหรับประชากรในเอเชีย นั้น มีข้อเสนอจุดตัดในการแบ่ง คือ ดัชนีมวลกาย 23 หมายถึง ภาวะน้ำหนักเกิน และดัชนีมวลกาย 25 แสดงว่า อ้วน ( วิชัย เอกพลากร. 255 2 : 105 ) ดังนั้น จากตัวอย่างที่คำนวณได้หากเป็นประชากรใน ประเทศทางเอเชีย ดัชนีมวลกาย 26 . 04 จัด ได้ว่าเป็น ผู้ที่เป็นโรคอ้วนระดับ 1 a (แต่หากเป็นประชากรยุโรปหรืออเมริกา จะเป็นผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินมาตรฐาน) ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขแนะนำ ให้ บุคคล เริ่มตระหนักถึงอันตรายต่อสุขภาพระยะแรก เมื่อมีดัชนีมวลกายตั้งแต่ 23. 0 0 ขึ้นไป (สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย์. 2553 : 1) 2. 3 การวัดเส้นรอบเอว ( Waist Circumference ) ตำแหน่งที่วัดเส้นรอบเอว คือ จุดกึ่งกลางระหว่างขอบล่างของกระดูกซี่โครง และ ขอบบนของกระดูกเชิงกราน ให้วัดในท่ายืนตรง ขณะหายใจออก ควรวัดในตอนเช้าก่อนรับประทานอาหาร โดยพ ั นสายวัดแนบกับลำตัว ไม่รัดแน่นจนเกินไป และสายวัดขนานกับพื้น (สถาบันวิจัย และ ป ระเมินเทคโนโลยีทางการแพทย์. 2553 : 3 ) โดย มีเกณฑ์ในการวัด รอบเอว คือ ชาย ≥ 90 เซนติเมตร และ หญิง ≥ 80 เซนติเมตร ถือว่ามีรอบเอวเกินปกติ ใน ปัจจุบันพบว่า การวัดรอบเอว ( Waist Circumference หรือ WC ) อย่างเดียวก็เพียงพอ เพราะการวัดเส้นรอบเอวต่อสะโพก หรือ Waist Hip Ration ( WHR ) ไม่ได้ให้ประโยชน์เหนือกว่าวัด เส้นรอบเอวอย่างเดียวมากนั ก (ชลทิศ อุไรฤกษ์กุล. 2552 : 1 ) 2 . 4 การวัดด้วยวิธีอื่น ๆ การวัดว่าอ้วนไปหรือไม่สามารถวัดด้วยวิธีต่าง ๆ ซึ่งอาจจะทำได้ด้วยวิธีการ ที่ ง่าย และทำ ได้ด้วยตนเอง ดังนี้ 2 . 4 . 1 ยืนขึ้นในท่าตรงแล้วเหลือบตามองลงหัวแม่เท้าตนเอง ถ้ามองเห็นแต่พุงหรือหน้าท้องที่ยื่นออกมา และไม่สามารถเห็นหัวแม่เท้าของตนเองได้แสดงว่าเป็นคนอ้วน 2 . 4 . 2 นอนหงายราบ ลง กับพื้น แล้วใช้ไม้บรรทัดวางบนหน้าท้อง ถ้าไม้บรรทัดลอยอยู่บนหน้าท้อง ไม่แตะกับส่วนอก แสดงว่าเป็นคนอ้วน 2 . 4 . 3 โดยการยืนส่องกระจกเพื่อสำรวจไขมันบริเวณหน้าท้อง และส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย ถ้ามีไขมันเกาะอยู่มากกว่าปกติก็แสดงว่าเป็นคนอ้วน ในสมัยก่อนแพทย์จะรักษาโรคอ้วนก็ต่อเมื่อโรคอ้วนนั้นก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อน เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคข้อเสื่อม เป็นต้น แต่ปัจจุบันแพทย์จะให้ความสนใจตั้งแต่เริ่มแรก นั่นคือ เมื่อน ้ำ หนักเริ่มเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ โดยไม่รอจนกระทั่งเกิดโรคแทรกซ้อน (คณาจารย์สำนักวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ. 2557 : 144) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น วิธีตรวจสอบ ที่ ง่าย ที่สุด สำหรับ ทุกคนก่อนที่ความอ้วนจะมีผลกระทบต่อสุขภาพ คือ การวัดรอบเอวตนเองอยู่เป็นประจำ เพื่อควบคุม ภาวะ สุขภาพ ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ นั่นเอง (วีระชัย สิทธิปิยะสกุล และคนอื่น ๆ. 2553 : 7 ) 3 . ปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ภาวะน้ำหนักเกินจัดเป็นปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพอันดับสอง ในประชากรหญิงไทย และ อันดับหกในประชากรชาย ไทย โดยก่อภาระโรคคิดเป็นประมาณร้อยละ 6 และร้อยละ 2 ของภาระโรคทั้งหมดตามลำดับ ซึ่งสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคคือ การมีพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ ไม่เหมาะสมตามวัย เช่น เด็กทารกไม่ได้กินนมมารดาอย่างเดียว 6 เดือน และเด็กปฐมวัยจนถึงผู้ใหญ่กินผักผลไม้น้อย กินอาหารรสหวาน มัน เค็มมากขึ้น และการมีกิจกรรมทางกายที่ไม่เพียงพอ(คณะกรรมการขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ. 2554 : 12 ) อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่มี ผลต่อภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 3.1 ปัจจัยด้านปัจเจกบุคคล ประกอบด้วย พันธุกรรม เพศ อายุ ความผิดปกติของการทำงานของต่อมไร้ท่อ และ ยาบางชนิด เป็นต้น โดยปัจจัยในกลุ่มนี้เป็นปัจจัยที่ควบคุมได้ยาก 3. 1 . 1 พันธุกรรม เด็กที่ เกิดมาในครอบครัวที่ บิดาและมารดาอ้วนทั้งสองคน ลูก จะ มีโอกาสอ้วนได้ถึงร้อยละ 80 แต่ ถ้า หาก บิดาหรือมารดาคนใดคนหนึ่งอ้วน ลูก จะ มีโอกาสอ้วนร้อยละ 40 ( ชื่นฤทัย กาญจนะจิตรา และค นอื่น ๆ . 2554 : 77) 3. 1 .2 เพศ เพศหญิง จะ มีโอกาสอ้วนมากกว่าเพศชาย โดย ภาวะน้ำหนักเกิน และโรคอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพระดับต้น ๆ ของผู้หญิง ซึ่งจะ สังเกตได้จากการสำรวจสุขภาพประชาชน ไทย ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2551-2552 พบความชุกของกลุ่มอาการอ้วนลงพุงร้อยละ 41.8 ใน เพศหญิง และร้อยละ 32.9 ในเพศชาย แต่อย่างไรก็ตาม จากข้อมูล การสำรวจสุขภาพประชาชนไทย เอง พบว่า สัดส่วนของการเพิ่มขึ้นของภาวะอ้วนกับระดับการศึกษามีความแตกต่างกันระหว่างเพศ โดยในเพศชาย ความชุกเพิ่มขึ้นตามระดับการศึกษาที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ในเพศหญิงนั้นความชุกของภาวะอ้วนมีแนวโน้มลดลงเมื่อระดับการศึกษาเพิ่มขึ้น (วิชัย เอกพลากร. 2557 : 137 ) 3. 1 .3 อายุ เมื่ออายุ เพิ่ม มากขึ้นจะมีโอกาสอ้วนมากขึ้น ทั้งในเพศหญิงและ เพศชาย ซึ่ง มีสาเหตุ มาจากการเคลื่อนไหวร่างกายน้อยลง รวมทั้งมีการเผาผลาญพลังงานหรือใช้แคลอรี่ของร่างกายน้อยลง โดยเฉพาะในเพศหญิงเมื่ออายุ เพิ่ม มากขึ้น จะมีการเพิ่มของน้ำหนัก ตัว มากกว่าเพศชาย นอกจากนั้นจากการศึกษาความสัมพันธ์ของพฤติกรรมการบริโภคอาหารกับปัญหาสุขภาพของสต รี มุสลิมที่มีอายุ ระหว่าง 35-70 ปี จำนวน 200 คน พบ ข้อมูล ว่า เมื่อ ชาวมุสลิม มี อายุเพิ่มมากขึ้น จะ มี ภาวะ ความเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังสูง มากขึ้น โดยร้อยละ 65 มีภาวะความดันโลหิตสูง ร้อยละ 57.15 เป็น โรคเบาหวาน ร้อยละ 47.5 มี ภาวะอ้วน และร้อยละ 35 มี ภาวะอ้วน ในขีด อันตราย (รุสมีนา นิมะ. 2557 : 2 ) 3. 1 .4 ความผิดปกติของการทำงานของต่อมไร้ท่อ เมื่อต่อมไร้ท่อ มีการ ทำงานผิดปกติ มีผล ทำให้การผลิตฮอร์โมนบางชนิด เกิดความ ผิดปกติ ขึ้น เช่น ทำให้เกิดโรค Cushing ’ s Syndrome โดยสาเหตุของโรคนี้ จะ เกิดจากความผิดปกติของสเตียรอยด์ฮอร์โมนในร่างกาย จน เป็นเหตุ ทำให้อ้วนบริเวณใบหน้า ลำตัว ต้นคอด้านหลัง แต่แขนขาจะเล็กและไม่มี เรี่ยว แรง การรักษาจะต้องรักษาที่ต้นเหตุ คือ รักษา ฮอร์โมนที ่ ผิดปกติ จึงจะ สามารถ รักษา โรค อ้วน ช นิดนี้ได้ 3. 1 .5 ปัญหาสุขภาพ โรค บางโรคทำให้เป็นโรคอ้วนได้ง่าย เช่น โรคของต่อมไทรอยด์ ( Hypothyroidism ) หรือรังไข่ ( Polycystic Ovarian Syndrome ) 3. 1 . 6 ยาบางชนิด ซึ่งมีผลต่อ การเพิ่มของ น้ำหนัก เช่น ยากันชัก ยาทำให้ ไม่ซึมเศร้า เป็นต้น 3.2 ปัจจัยด้านพฤติกรรมสุขภาพ ภาวะ น้ำหนักเกินและโรค อ้วน ที่เกิดจาก พฤติกรรมสุขภาพ คือ ความไม่สมดุลระหว่างพลังงานที่ได้รับจากการบริโภคอาหารกับพลังงานที่ ถูก ใช้ไป เมื่อพลังงานที่รับเข้าไปมากกว่าพลังงานที่ถูกใช้ไป จะ ทำให้เกิดเป็นไขมันสะสมในร่างกาย ได้ และสิ่งสำคัญที่เป็นสาเหตุของความไม่ สมดุลดังกล่าวคือ การที่บุคคลมีพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสม อย่าง ชัดเจน ได้แก่ พฤติกรรม การบริโภค อาหาร พฤติกรรมการเคลื่อนไหว ร่างกาย และ การ ออกกำลังกาย รวมถึงพฤติกรรมการพักผ่อนให้พอเหมาะพอดี 3.2.1 พฤติกรรมการบริโภคอาหาร พฤติกรรมการบริโภคอาหารของประชากรไทยในปัจจุบัน มีทิศทางแนวโน้มที่น่าเป็นห่วง อย่างยิ่ง ภายใต้กระแสสังคมบริโภคนิยม ความรีบร้อนในการใช้ชีวิต ทำให้ไม่คำนึงถึงคุณค่าของอาหาร ส่วนใหญ่ จะ เน้นบริโภคอาหารพลังงานสูง เช่น ไขมัน น้ำตาล น้ำอัดลม ขนมหวาน และขนมกรุบกรอบ แต่ บริโภคผักและผลไม้น้อย จาก การ รายงานของกรมอนามัยพบว่า ประชากรไทยบริโภคผักผลไม้น้อยกว่าปริมาณที่กำหนด ( 500 กรัม/วัน) โดยเพศชายบริโภคเฉลี่ย 268 กรัม/วัน และเพศหญิงบริโภคเฉลี่ย 283 กรัม/วัน และมีการบริโภคน้ำตาลเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า ซึ่งข้อมูล ใน ปี พ.ศ. 2550 พบว่า ประชากร ไทย บริโภคน้ำตาลสูงกว่าปริมาณสูงสุดที่ควร จะ บริโภคถึง 4 เท่า (เฉลี่ยคนละ 29 . 6 กิโลกรัมต่อปี หรือวันละ 20 ช้อนชา) ขณะที่ค่ามาตรฐานกำหนดให้บริโภคได้ ไม่เกินคนละ 10 กิโลกรัมต่อปี หรือวันละ 6 - 8 ช้อนชา พระพุทธเจ้าตรัส ไว้ ว่า อาหารเป็น หนึ่งในโลก หมายความว่า หาก ท่าน รับประทานอาหารได้ถูกต้องจะมีผลทำให้ เกิด สุขภาพที่ดี เป็นที่หนึ่ง แต่หากรับประทานอาหารไม่ถูกต้องก็มีผลให้เสียสุขภาพได้ เป็นที่หนึ่ง เพราะอาหารเป็น ปัจจัยที่สำคัญต่อชีวิต จะเห็นว่า ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคอาหาร ได้แก่ ปริมาณอาหารและประเภทของอาหารที่บริโภค ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับพฤติกรรมการเลือกอาหาร องค์ประกอบของอาหาร วิธีการประกอบอาหาร การเลือกแหล่งอาหารต่าง ๆ ซึ่งล้วน มีความเกี่ยวข้องกับภาวะสุขภาพ ทั้งสิ้น โดยส่วนใหญ่ประชากรไทยนิยมรับประทานอาหารปรุงเองที่บ้าน แต่ ปัจจุบัน ประชากรที่อยู่ในเขตเทศบาลจะรับประทานนอกบ้านมากกว่า ผู้ที่อยู่ นอกเขตเทศบาล และมีความแตกต่างระหว่างกลุ่มอายุ โดยช่วงอายุ ระหว่าง 15-29 ปี จะรับประทาน อาหารตามสั่งมากที่สุด รองลงมาคือ อาหารที่ซื้อมาจาก ตลาดและ อาหารจาก รถเร่ ส่วนกลุ่ม ที่มี อายุ 30 ปีขึ้นไป จะ เลือก รับประทาน อาหารที่ขายในตลาด และร้านอาหารตามสั่งในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน และ ความนิยมบริโภคอาหารนอกบ้าน จะ เพิ่ม มาก ขึ้น ใน ช่วงวันเสาร์ และวัน อาทิตย์ นอกจากนั้น ประมาณ 1 ใน 4 ของประชากร ไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป รับประทา นอาหารนอกบ้านอย่างน้อย วันละ 1 มื้อ โดยนิยม บริโภค อาหารตามสั่งและอาหาร ที่ ซื้อ มา จากตลาด (วิชัย เอกพลากร. 2557 : 4) และ ความ นิยมบริโภคอาหารปรุงสำเร็จและอาหารจานด่วนแบบตะวันตก มีแนวโน้มเพิ่ม มาก ขึ้นตามภาวะความเป็นเมือง โดยในเขตเมืองมากกว่าครึ่งหนึ่งนิยมรับประทานอาหารนอกบ้าน ในขณะที่ใน คน ชนบทมีเพียงร้อยละ 20 ทำให้ ธุรกิจประเภทร้านอาหาร ซึ่งประกอบไปด้วยร้านอาหารรายย่อย (สัดส่วนการตลาดประมาณร้อยละ 70) ร้านบริการอาหารจานด่วนแบบตะวันตก (สัดส่วนการตลาดร้อยละ 20) และภัตตาคาร (สัดส่วนการตลาดร้อยละ 10) มีอัตราขยายตัวของมูลค่าการตลาด เพิ่มขึ้นเฉลี่ ย ร้อยละ 3 ต่อปี ในขณะที่ร้านอาหาร ประเภท ที่ได้รับการรับรองจากกรมอนามัย ให้เป็นร้านอาห า รที่มีเมนูชูสุขภาพจำหน่าย มีเพียงร้อยละ 16.5 เท่านั้น (คณะกรรมการขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ. 2554 : 12-13) จะเห็นได้ว่า พฤติกรรมการรับประทาน อาหารของคนไทยส่วนใหญ่เน้นไปที่อาหารที่ให้พลังงานสูง ทำให้ร่างกายได้รับพลังงานเกินกว่าที่จำเป็น จะ ต้องใช้ ในขณะที่การรับประทาน ผักและผลไม้ยังอยู่ในระดับน้อยหรือไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย การ รับประทานอาหาร ที่ให้ พลังงานสูงมากเกินไป ทำให้ ร่างกายเกิดความไม่สมดุล ระหว่างพลังงานที่ได้รับกับพลังงานที่ถูกใช้ไป จึง ก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ สังเกต จาก ความชุกของปัจจัยเสี่ยงที่เกิดการบริโภคผักและผลไม้น้อย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ส่วนใหญ่ มีสาเหตุมาจาก 1 . เน้นอร่อยปากมากกว่าคำนึงถึงคุณประโยชน์ 2. นิยมบริโภคอาหารที่ประกอบด้วยแป้งและน้ำตาลเพิ่มขึ้นและเกินเกณฑ์มาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกกำหนด 3 . เด็กไทยนิยมบริโภคกลุ่มขนม แป้งกรอบมากกว่ากลุ่มผลไม้ 4 เท่า 4 . วัฒนธรรม บริโภคนิยมตามแนวตะวันตก ที่อุดมด้วยอาหารไขมัน เกลือ และแป้ง ทัศนคติวัยรุ่นไทยเรื่อง กิน ดื่ม ช้อป ส่งผลให้การบริโภคผัก ผลไม้น้อยลง 5 . ขาดการเชื่อมโยงของกิจกรรมส่งเสริม สุขภาพ มายังผู้บริโภค อย่าง ครบวงจร (ชนิพรรณ บุตรยี่. 2557 : 1) ดังนั้น ในสังคมปัจจุบันนี้สามารถเกิดภาวะอ้วนได้ง่ายมาก เนื่องจากอาหารเป็นหนึ่งในโลก นั่นเอง บางท่านรับประทานอาหาร 3 มื้อบางท่านรับประทานมากกว่า 3 มื้อ ถ้าหากอาหารที่รับประทาน แต่ละมื้อเป็นอาหารที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย รับประทานเพียงเพื่อสนองความต้องการของกิเลสหรือตามใจปาก หรือรับประทานตามกระแสโดยไม่ฟังเสียง ความต้องการ ของร่างกาย อาหารนั้นก็จะเกินความต้องการของร่างกายทันที และจะถูกสะสมในรูปไขมันซึ่งเป็นโทษอย่างมากต่อผู้บริโภค ก่อให้เกิดโรคเรื้อรังตามมามากมาย แต่หากอาหารที่รับประทานนั้นเป็นอาหารที่มีประโยชน์ ทานแค่พออิ่ม ไม่รับประทานอาหารมากเกิน ไป อาหารนั้นก็จะเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ส่งผลให้แข็งแรง และอายุยืน จะเห็นว่า ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการมีภาวะอ้วนที่เกิดจาก พฤติกรรม การ รับประทา น อาหาร มี 2 ประเภท คือ 1. เกิดจากทัศนคติในการกินที่ไม่ถูกต้อง ไม่รู้ว่าควรจะกินอย่างไร ยิ่งกิน ยิ่งอ้วน และส่งผลให้เกิดโรคเรื้อรังต่าง ๆ มากมาย 2. เกิดจากการกินไม่หยุด กินเพื่อระบายความรู้สึกในใจ เช่น โรคบูลิเมีย หรือโรคอนอเร็กเซีย ( สวี่ รุ่ยอวิ๋น . 2555 : 165) ซึ่งความอ้วนที่เกิดจากกินไม่ถูกต้องนั้นจะลดน้ำหนัก ได้ยาก มาก ถึงแม้ว่า ในท้องตลาด มีการนำ เสนอวิธีลดน้ำหนัก มากมาย แต่ผลที่ได้ส่วนใหญ่คือ ยิ่งลดยิ่งอ้วน เช่น การ ลดน้ำหนักด้วยการกินเนื้อสัตว์ หรือ การ ลดน้ำหนักด้วยการกินแอบเปิ้ล น้ำหนัก ส่วนที่ลดไปจริง ๆ คือ น้ำและกล้ามเนื้อ ผล ที่ตามมา ก็คือ ทำให้กลับมาอ้วนได้อีก และเป็นความอ้วนจากไขมัน ซึ่งทำให้ การ ลดน้ำหนักยาก ยิ่ง ขึ้น นอกจากนั้นยังมี พฤติกรรมการลดน้ำหนักที่ไม่ถูกต้อง เช่น เมื่อกินอาหารมากเกินไป แล้วใช้วิธีการ ล้วงคอให้อาเจียนหลังอาหาร ซึ่งเป็นอันตรายต่อหลอดอาหาร ทำให้เคลือบฟันถูกทำลาย และเป็นผลเสียต่อสุขภาพ วิธีลดน้ำหนักที่ไม่ถูกต้องเช่นนี้ เมื่ออายุเข้าสู่วัยกลางคน จะทำ ให้ยิ่งอ้วนง่าย และสุขภาพที่เสียไปก็จะฟื้นฟูได้ยาก การลดน้ำหนักที่ถูกต้อง จึง ควรเริ่มจากการปรับเปลี่ยน อาหารการกิน เป็นที่ทราบกันดีว่าเริ่มแรกที่คนอ้วนจะลดน้ำหนักนั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ยากมาก แต่หากมีความมุ่งมั่น ที่จะต่อสู้ก็ไม่มีอะไรยากเกินไป ดังคำกล่าวของใจเพชร กล้าจน (2560 : พฤศจิกายน 28) ที่ว่า ผู้ที่มาเข้าค่ายวันแรก ๆ จะเห็นว่าการรับประทานอาหารสุขภาพเป็นเรื่องยาก แต่การได้ฝึกลดละเลิกกิเลส จะทำให้สามารถทำเรื่องที่ยากได้ง่ายขึ้น แรก ๆ อาจจะ ฝืดฝืนมาก ทานอาหารสุขภาพไม่ได้ หรือทานได้น้อย เพราะยังไม่ได้บำเพ็ญกุศลอะไร แต่หากเริ่มจากการลดการกินเปรี้ยว หวาน มันเค็ม ลดการเสพรูปรสกลิ่น เ สียงสัมผัส หรือฝึกทานอาหารที่ไม่มีเนื้อสัตว์ ก็ถือว่าได้ลดละกิเลสแล้ว ทั้งการได้ช่วยเหลือผู้อื่น การบำเพ็ญฐานงานต่าง ๆ การได้ฟังธรรมะก็เป็นการทำความดีและเป็นตัวอย่างที่ดี การได้ทำกุศลร่วมกับหมู่มิตรดีสหายดีมากมาย เมื่อได้เพิ่มบุญกุศลไปเรื่อย ๆ ปัญญาจะแตกฉานมากขึ้น เห็นประโยชน์ของอาหารสุขภาพมากขึ้น มีความรู้ ความเข้าใจ มากขึ้นไปเรื่อย ๆ กิเลสก็ลดลงมากขึ้น ๆ สิ่งร้าย ๆ ลดลง ได้ มาก วันต่อมา ๆ จึงทำได้ง่ายขึ้น ๆ นอกจากพฤติกรรมการบริโภคอาหาร แล้ว พฤติกรรมการบริโภค เครื่องดื่ม ก็ มีส่วนสำคัญที่ ทำให้เกิดภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ปัจจุบันจากวิถีชีวิตที่เร่งรีบ ทำให้คนหันมากินอาหารนอกบ้าน และซื้ออาหารที่ปรุงสำเร็จมากขึ้น ทำให้ต้อง บริโภคน้ำตาล ไขมัน และโซเดียม ( จาก อาหารหวานมัน เค็ม) มากกว่าปริมาณที่แนะนำต่อวันถึง 2 - 3 เท่า ขณะที่บริโภคผักและผลไม้เพียง 3 ใน 5 ของปริมาณ ที่แนะนำ โดยเฉพาะเด็กกินผักน้อยแต่กินอาหารไขมันสูงและขนมกรุบกรอบมากขึ้น ทำให้ได้ พลังงานจากไขมันเพิ่มขึ้นจาก 9 % เป็น 24 % ภายในช่วงเวลา 40 ปี ( สถาบันวิจัยประชากรและสังคม. 2559 : 20, 29 ) ยืนยันได้ว่า การบำบัดภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ด้วยอาหารเป็น

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน

word1.ปก.docx
19 พฤษภาคม 2565
wordภาคผนวก.docx
6 กันยายน 2564
word01 ปก พริ้วลมบุญ.docx
15 พฤศจิกายน 2563