ล้าง ตัณหา อุปาทาน ในอาหารของจิต.docx
เนื้อหาในไฟล์
ล้าง ตัณหา อุปาทาน ในอาหารของจิต พ่อครูว่า... เพราะฉะนั้น อาหารของจิต ทีนี้ มาพูดถึงอาหารของจิต ผู้สร้างอาหารให้แก่โลกที่เป็นวัตถุ ที่เป็นพืชพันธุ์ธัญญาหารก็ดีแล้ว แต่อย่าไปสร้างอาวุธยุทธภัณฑ์เป็นอาหาร อย่าไปสร้างอะไรเลอะเทอะ อย่าไปสร้างแฟชั่นอะไรบ้าๆบอๆ หรือไปสร้างทางจิตวิญญาณให้เป็นคน ล่า ลาภยศสรรเสริญโลกียสุขเป็นนายทุนสามานย์อยู่อย่างนั้น มาสร้างอาหารทางวิญญาณ เรียกว่าวิญญาณอาหาร อาหารทางวิญญาณ พระพุทธเจ้าตรัสรู้เอามาสอนไว้ อาหารทางวิญญาณ วิญญาณคือธาตุรู้ประจำสัตว์ ตั้งแต่สัตว์เดรัจฉานจนถึงมนุษย์ โดยเฉพาะมนุษย์ที่เป็นมนุษย์อาริยะ จึงรู้จักธรรมะในระดับโลกุตระนี้ สร้างอาหารให้กับวิญญาณ วิญญาณแยกเป็นนามรูปเป็นสภาวะ 2 ไปรู้จักตั้งแต่เริ่ม ผัสสะ ก็รู้แล้ว จิตเมื่อผัสสะก็มีความรู้สึก มีอาการรับรู้เรียกว่าเวทนา เรียนรู้เวทนา ที่มีมีผัสสะอายตนะเกิดขึ้นมา แล้วมันก็มีตัวที่เกิดด้วยอวิชชา คือตัณหา มาปรุงแต่งในจิตปุ๊บเลย โดยมีอวิชชา มีสังขาร มีตัณหามาปรุงแต่งด้วยทันทีเลย แล้วตัณหามันมีคู่ของมันอยู่ด้วยกัน คือ อุปาทาน อุปาทาน คือ Static ตัณหา คือ Dynamic อุปาทาน คือ จิตเป็นตัวตั้ง ตัณหาคือ Dynamic คือตัวเคลื่อนที่จากตัวตา คู่กัน อุปาทานกับตัณหา พระพุทธเจ้าจึงให้ศึกษาที่ความรู้สึก แยกตัณหา ตัวที่เคลื่อนไหวอยู่คือตัณหา ดูได้ง่ายกว่านิ่งดิ่งทำไม่รู้ไม่ชี้ เฉย เหมือนกับไม่มีตัวตน หลอก อุปาทาน ไอ้ตัวนั้นมันรู้ได้ยาก ก็มาเรียนรู้ตัณหา พระพุทธเจ้าถึงให้เรียนรู้อาการเคลื่อน เมื่อสัมผัสก็มีตัณหาเกิดอาการเคลื่อน แล้วก็แยกไปดูตั้งแต่ กามตัณหา ซึ่งเป็นเบื้องต้น ต้องเรียนรู้ เมื่อสัมผัสทางกายภายนอกสัมผัสแล้วเรียกว่า กามคุณ 5ตัณหา กิเลส 5 ทางภายนอกรูปรสกลิ่นเสียง เราต้องรู้ตัวจริงส
อ่านต่อ
ภาวะธรรมของกิเลสคือตัณหานี้ แล้วลดมันให้ได้ จะลดตัณหาได้ด้วย ปัญญาวุธ อย่างเดียว ตัณหาไม่มีอะไรไปฆ่ามันตายได้นอกจากปัญญา ถ้าปัญญาเกิด ฌาน ก็เกิด เป็นพลังงานเผา พลังงานที่เรียกว่าปัญญาเป็นพลังงานที่สร้างขึ้นมา คนที่สร้างพลังงานปัญญาได้ ปัญญาก็จะมีฤทธิ์ มีอำนาจ เป็นพลังงานที่เหนือชั้น ที่พระพุทธเจ้าท่านค้นพบ เป็นพลังงานที่สุดยอด ไอน์สไตน์ค้นพบพลังงานนิวเคลียร์มาใช้ E= MC2 พระพุทธเจ้าค้นพบพลังงานทางจิตเรียกว่าปัญญา เมื่อสร้างปัญญาได้เอาปัญญามาใช้ มันก็จะเผาเรียกว่า ฌาน สร้างปัญญาได้เผา เพราะเป็นพลังงานที่เหนือชั้นกว่าราคะ ท่านเรียกว่า ไฟ ไฟฌาน เผา เผาไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ ราคะก็เป็นพลังงานไฟ โทสะก็เป็นพลังงานไฟ โมหะก็เป็นพลังงานไฟ แต่ฌาน เป็นพลังงานที่เหนือชั้นเรียกว่าโลกุตระเหนือชั้นกว่าพลังงานโลกีย์ เหล่านั้น จึงเผา เป็นพลังงานที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าพลังงานราคะ พลังงานโทสะ พลังงานโมหะ เพราะฉะนั้นผู้ที่มีปัญญาฉลาดเฉลียวสร้างพลังงานจิต มนสิการ ทำใจในใจของตนเองให้เฉลียวฉลาดให้มีปัญญา ความฉลาด ปัญญา ก็เป็น อจินไตย เป็นเรื่องที่คิดไม่ออก แต่สร้างได้พระพุทธเจ้าท่านพาทำ สร้างขึ้นมาได้ มันสามารถสลายหรือละลาย ราคะ ละลายโทสะโมหะ ลงไปได้จริงๆเลย พวกเราฟังแล้วพอรู้ไหม ทำได้ไหม ..ทำได้ โอ้โห พวกนี้เป็นนักวิทยาศาสตร์ทางจิตชั้นยอดเลยนะ สร้างพลังงาน ฌานนี้ได้หรือ เพราะฉะนั้นพวกเดียรถีย์ไม่เข้าใจเรื่อง ฌาน ฌาน เกิดได้จากการมีศีล และมีอปัณณกปฏิปทา 3 แล้วสร้างด้วย สัทธรรม 7 ก็จะเกิด ฌาน 1 2 3 4 ที่เป็นสัจธรรมของพระพุทธเจ้า ไปเข้าใจผิดว่า ฌาน คือการนั่งหลับตาสะกดจิต ไปหลงทาง ไปหลงทำให้จิตนิ่งสงบแล้วหยุดนี่คือจบ แต่ไม่รู้ว่า กลางทาง คือการปฏิบัติอย่างไรให้จิตสงบ แต่ไปกดข่มจิต ดับเวทนา ดับสัญญา ดับได้ ก็เลยกลายเป็ฯ อุทกดาบส อาฬารดาบส พวกเดียรถีย์เก่าโบราณทำอย่างนั้นได้ ทำได้เหมือนกันสะกดจิตได้ อย่างพวกงมงายหลับตาสะกดจิตอยู่ทุกวันนี้ ไม่รู้จะปลุกอย่างไร ปลุกอย่างไม่ธรรมดาเอาหอกแทง 100 เล่มเช้ากลางวันเย็น โอ้โห ยิ่งกว่าเอาหอกไปแทงภูเขา หอกหัก ไม่รู้กี่ 100 ด้ามแล้ว ภูเขาก็เฉย มันดื้อยิ่งกว่าภูเขา พวกนั่งหลับตานะ โง่ได้ที่ เป็นคนไม่ตื่น เป็นคนไม่รู้เรื่อง เป็นคนไม่มีประสาท แทงเข้าไปประสาทตื้อ จะเรียกว่าประสาทเสียก็ไม่ใช่นะ ประสาทบอด เมื่อไหร่จะรู้เรื่องนะ ไม่ใช่ประสาทเสียอย่างเดียว ทั้งเสียทั้งบอด ปลุกไม่ขึ้นปลุกไม่ตื่น แทงด้วยหอกขนาดไหน ก็ไม่รู้สึกรู้สา ก็พูดซ้ำพูดซ้ำหลายที ถ้าเมืองไทยตื่นจากการไปหลงนั่งหลับตา ให้มาเข้าใจจรณะ 15 วิชชา 8 ของพระพุทธเจ้า อย่างถูกต้องเลย ปฏิบัติ อปัณณกปฏิปทา 3 นี่แหละเป็นตัวปฏิบัติหลัก ถ้าไม่มี 3 ตัวนี้ไม่ใช่ศาสนาพุทธ ก็พูดไปหมด โบราณาจารย์อธิบายไว้หมด ก็เอามาฟื้น อาตมาเอามาฟื้นอธิบายอีก ไม่ใช่บื้ออยู่อย่างนั้น เขาให้ตื่นไม่ใช่หลับ ให้ชาคริยาไม่ใช่นิทราหรือไสยา ให้ตื่น แล้วก็อยู่กับสิ่งกินสิ่งที่ใช้เรียกว่า โภชเนมัตตัญญุตา แล้วสำรวมอินทรีย์ตาหูจมูกลิ้นกายกับสิ่งที่เกี่ยวข้องกับของกินของใช้และเกิดกิเลส รู้กิเลส เมื่อเวลากระทบสัมผัส ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาอยู่อย่างนั้น เมื่อไหร่มันจะรู้เรื่องวะ ไปสร้างฌาน ด้วยการหลับตาเป็นอาหาร มันคนมิลักขะ เก่าแก่คนเถื่อนคนป่าคนโง่แล้วก็ออกป่าอีกด้วย มันสมเหมาะเลย คนหลงทิศทางก็เป็นอย่างนั้น นอกจากหลงทางออกมาแล้วยังหลับตาปฏิบัติอีก พระพุทธเจ้าสอนไว้ให้มี จักษุ ปัญญา ญาณ วิชชา อาโลก ให้มาตื่นอยู่กับแสงสว่าง อาโลก เขาก็ไม่ค่อยเรียนรู้ สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ ให้มาตื่นรู้ทันกิเลส แล้ววิจัยกิเลสให้ออกแล้วพยายามสร้างความฉลาดให้รู้ทัน กิเลสมันเป็นของปลอม กิเลสไม่ใช่ของจริง กิเลสพระพุทธเจ้าใช้สำนวนภาษาบาลีเรียกว่า อาคันตุเก อาคันตุกะ มันไม่ใช่ของจริง มันเป็นของจรอาคันตุกะ มันเป็นของจรเข้ามาสิงสู่อยู่ในจิตเรา แล้วมายึดถือจิตเราเป็นเจ้าเรือน ให้กิเลสเป็นเจ้าของจิตเราเลย ทำไมคนถึงโง่ เอาจิตตัวเองให้กิเลสมันครอบครอง คนที่จิตตัวเองเป็นของตัวเอง แล้วก็เอาไปให้กิเลสมันครอบครองนี้เป็นคนโง่หรือคนฉลาด ...เด็กๆตอบ ...โง่ มาเรียนรู้ให้ดีๆเด็กทั้งหลายเอ๋ย ผู้ใหญ่ที่โง่แล้วโง่เลย ปล่อยให้เขาโง่ ก็น่าสงสารปล่อยให้เขาโง่ไปก่อนช่วยไม่ได้ มันแก่เกินแกง มาเรียนรู้กับหลวงปู่นี่ หลวงปู่จะพาตื่นพาฉลาด แล้วจะได้รู้ว่า จิตของเราอย่าให้กิเลสมันมาครอบครอง อย่าให้มันมาเป็นเจ้าเรือน อย่าให้มันมาเป็นใหญ่เป็นโตอยู่ในตัวเรา ศาสนาเทวนิยมเขาไม่มีอาจารย์ ศาสดาเขาไม่รู้จัก จิต เจตสิก รูป นิพพาน ไม่รู้จัก เวทนา 108 ไม่รู้จักจิตเจตสิกต่างๆ แยกออกเป็นเวทนา 108 เคหะสิตเวทนา รูปรสกลิ่นเสียงปรุงแต่งมันตรงกันอยู่ทางตาหูจมูกลิ้นกาย แล้วหลงความสุขทุกข์ไม่สุขไม่ทุกข์อยู่ 18 อย่างเรียกว่า มโนปวิจาร ก็มาเรียนรู้ตัวร้ายเรียกว่ากิเลส เอาตัวกิเลสออกจากจิต เนกขัมมะเอาตัวกิเลสออกไปเรียกว่าเนกขัมมะ ภาษาก็พูดได้แค่นี้วนเวียน รู้จักสร้างธาตุปัญญาสร้างไฟฌานที่ไปเผากิเลส ฌานคือปัญญา ปัญญาคือฌาน สร้างพลังงานฉลาด แล้วพลังงานนี้มันเกิดจริงนะ ปรุงได้ เป็นปัญญา ปัญญามันจะทำให้พลังงานราคะ โทสะ ลดลงได้จริงๆ สร้างให้มันถูกสัมมาทิฏฐิอย่างที่หลวงปู่พาสอนพาทำ ใครพิสูจน์แล้วมันจะเห็นจริงเลยว่า แต่ก่อนนี้อาการมันแรงนะแต่ตอนนี้มันเบาบาง หลายคนจะรู้สึกว่ามันหมดจนไม่มีอาการ บางคนก็นึกว่าตัวเองหมดจริงๆ ก็อุทานออกมาว่าเราเป็นอรหันต์แล้วก็มี เขาหมดจริงก็ได้หรือไม่เราไม่รู้ เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งไปดูถูกดูแคลนกัน เมื่อเรียนถูกอย่างที่หลวงปู่นำความถูกต้องมาอธิบาย แล้วเอาไปทำ มันทำได้จริงๆมันถูกจริงๆแล้วมันก็ลดลงได้จริง กิเลสมันตายไม่ฟื้นจริง ก็เป็นอรหันต์จริงๆ ในอโศกตอนนี้มีอรหันต์จริงๆนะ อย่าเพิ่งไปดูถูกดูแคลนกันเลย คนข้างนอกเขาไม่รู้เรื่องเขาพูดว่าอะไร ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายแล้ว อย่างมหาบัวนี้ เราก็ดูกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม โดยเฉพาะดูอาการทางกายทางวจีวจีก่อนก็ไ การติดการยึดการเสพอยู่คืออะไร คนที่ไม่เสพแล้ว อย่างหลวงปู่นี้ประกาศตัวเองว่าเป็นอะไร เขาบอกว่ารู้ได้อย่างไรว่าตัวเองเป็นอะไร เราก็บอกว่าเราไม่ได้เสพติดแล้วไม่ได้เสพอะไร ทุกวันนี้มีชีวิตอยู่ไม่ได้เสพ รูปรสกลิ่นเสียงก็ไม่ได้เสพ ลาภยศสรรเสริญโลกียสุขก็ไม่ได้แสบ โลกียสุขใดๆอาตมาก็ไม่ได้เสพ อาตมาก็รู้ความจริงว่าอาตมาไม่ได้เสพแม้แต่สุข สุขก็คือผีบ้าตัวหนึ่ง ที่มันไปด้วยกันอองลองๆกับความทุกข์ อาการความสุขก็เป็นอย่างไร อาการความทุกข์ก็เป็นคู่กัน เราเอามันออกไป ไม่ให้เกิดอาการความทุกข์ความสุขในจิตเราอีกเลย โดยตัดต้นขั้วดับเหตุที่มันโง่ มันไม่รู้จัก แล้วมันก็ปล่อยให้มันมามีสุขมีทุกข์ในตัวเรา ล้างกิเลสได้หมดจริงๆเหรอ กิเลสเราก็ไม่มี จิตเราก็เป็นอุเบกขา ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ก็เราเห็นจิตของเราเป็นอย่างนี้สะอาดอยู่อย่างนี้ แล้วเราก็ต้องรู้สิว่าเราเป็นอรหันต์ คนมาถามว่า บอกตัวเองเป็นอรหันต์แล้วรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองเป็นอรหันต์ ใครบอก เราก็บอกว่าใครจะมาบอกตัวเองก็ต้องบอกสิ ตัวเองมีความรู้ว่าอาการของจิตเจตสิกต่างๆ โดยเฉพาะเวทนาเจตสิกเวทนา เวทนา 108 โอ้โห กระบวนการ 108 ของเวทนานี่ เป็นกรรมฐานหลักสำคัญของศาสนาพุทธเลย แล้วเขาก็ได้ละเลยไป ไม่ไปให้มันเกิดเวทนา หลับตาหนีเข้าป่าไม่ให้เกิดเวทนา มันทำไมถึงได้เสื่อมถึงขนาดนี้หนอศาสนาพุทธ เสื่อมจนกระทั่งพูดอย่างไรก็ไม่รู้กระตุกอย่างไรก็ขึ้นยาก นี่มีพวกฟังรู้เรื่องแล้วก็มาทำตามอยู่ในนี้ เอ๊าะเจ๊าะ อยู่แค่นี้ พวกเรานี้ตาใสสะอาดสว่างแต่พวก ตาเปียกตาโป นี่มีอยู่กลุ่มเล็กๆ เอ๊าะเจ๊าะแค่นี้ 641107_พ่อครูเทศน์งานมหาปวารณาครั้งที่ 39 คนฉลาดสร้างอาหาร คนชั่วช้าสามานย์สร้างอาวุธ