ทำงานในอโศกคือการสร้างบารมีหรือใช้หนี้กรรม.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข30 กันยายน 2563

เนื้อหาในไฟล์

ทำงานในอโศกคือการสร้างบารมีหรือใช้หนี้กรรม _สติพล จนพัฒนา · มีบางคนเขาบอกว่า..คนที่ทำงานให้อโศกมาก เพราะเคยเป็นหนี้อโศกเลยต้องมาทำงานใช้หนี้ แต่บางคนบอกว่าเขากำลังสร้างบารมี..อย่างไหนถูกหรือเป็นความจริงกว่ากันครับ. พ่อครูว่า…ปล่อยให้คิดไป 10 วินาที...ไขความ ถ้ามาทำงานใช้หนี้ ก็เรียกว่าใช้หนี้วิบาก แต่ถ้ามาทำงานสร้างบารมี ก็ไม่ใช่มาใช้หนี้ คำสองคำ คำว่าใช้หนี้วิบาก กับคำว่าสร้างบารมีแยกให้ชัด แต่มันมีเหลื่อมกันอยู่นะจริงๆ ผู้ที่มาอโศก อาตมากันไว้แล้วด้วย ให้มาด้วยปัญญา เพราะอาตมาไม่หลอกล่อ ไม่เรียกร้องและเล็มเลียบเคียง คุณมาด้วยปัญญาของคุณเอง จะรู้ว่ามาทำงานอย่างนี้ คุณจะรู้มาที่นี่มาทำงานฟรีนะ ไม่ได้อะไรนะ ถ้าเผื่อว่า คุณเองเป็นหนี้ก็ทำงานใช้หนี้นะแต่มาทำงานไม่ได้อะไรเลยคุณจะได้อะไร … คุณสร้างบารมี เพราะฉะนั้นคนที่มีปัญญาจะรู้ว่า ถ้าเรามานี่ แม้แต่คุณยังไม่หมดหนี้ คุณก็มาใช้หนี้ได้ มาทำงานใช้หนี้ได้ และก็ต้องมีปัญญารู้ว่ามันเป็นการทับทวีของการสร้างบารมีนะ ผู้ที่ทำงานกับชาวอโศกนี่ มาเองนะ ใช่ไหม มาเอง มาด้วยอิสระของตัวเอง ไม่ได้ถูกหลอกลวง ไม่ได้ถูกครอบงำทางความคิด แต่รู้ว่า การมาเนี่ยเป็นยังไง มานี่ อโศกเป็นไง เขาอยู่ยังไง ทำอะไรอย่างไร คุณก็ต้องเข้าใจแล้ว ก็รู้ว่าทำงานไม่ได้อะไรตอบแทน ที่นี่พึ่งเกิดแก่เจ็บตายกันได้ ต้องมีปฏิภาณปัญญาลึกซึ้งนะ ว่ามันหาสังคมอย่างนี้ไม่ได้ง่ายๆ สังคมที่จะพึ่งการเกิดแก่เจ็บตายกันได้ เขาไม่ได้เป็นญาติ สายเลือด แต่ช่วยกันนะ ไม่ใช่ญาติเขาก็ช่วย ช่วยกันจริงๆพึ่งเกิดแก่เจ็บตายกันได้จริงๆ เพราะฉะนั้นคนที่ยังไม่มาทำงานอโศก จึงคือ คนที่ยังใช้หนี้อยู่โดยแท้ ยังไม่ได้มาสร้างบารมี คนที่ยังไม่ได้มาทำงานในอโศก คือ คนหนี้ยังหนักอยู่ข้างนอก ยังใช้ไม่

อ่านต่อ

หมดเจ้าหนี้ยังไม่ยอมให้มา ยังมาไม่ได้ ยังเป็นคนที่ยังใช้หนี้อยู่โดยแท้ และ หรือ ยังไม่มีปัญญา ชัดไหม ว่า ในแดนอโศกนี่แหละ คือ ถิ่นที่สร้างบารมี เพราะฉะนั้นบารมีของคนที่มีบารมี จึงเป็นคนที่มีปัญญา รู้จริงเลยว่า แค่คำว่าบารมีกับคำว่าใช้หนี้ ก็มีนัยชัดเจนแล้ว เพราะฉะนั้นแม้จะมีปัญญารู้แล้ว มีบางคนเข้าใจ รู้แล้ว มีปัญญาว่าแดนอโศกนี่แหละคือถิ่นสร้างบารมี แต่แม้จะรู้แล้วก็ยังมาไม่ได้ ก็ต้องใช้หนี้วิบากอยู่ข้างนอกอโศก มีหลายคนก็โอดโอยๆอยู่ คนที่ไม่โอดโอยมันอาย เสียหน้าขายตาก็ทำเอง ถึงเวลาลืมตาอ้าปากได้ก็ค่อยบอก และที่สำคัญก็คือ การเข้าใจกรรม เข้าใจวิบาก ไม่ต้องเอาอะไรหรอก ดีรัตนา นี่เป็นต้น มาอยู่หน่อเดียว รู้ทั้งรู้อยู่ ตั้งต้นด้วยกันทั้งนั้นแหละ อาจจะยกเว้นบางคนไม่มาคลุกคลีเท่าไหร่ แต่ที่คลุกคลีมาตั้งแต่นายเล็กก็ตาม แจ๋วก็ตาม ไม่มา เห็นไหม ที่จริงแล้วควรมายิ่งกว่า ศิริ นะ เห็นไหม นี่มันคืออะไร แต่เอาเถอะถึงยังไงเล็กก็ไม่ได้ห่างกันทีเดียว ถ้ายิ่งมาที่นี่ได้ก็จะดี นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สมณะฟ้าไท...คนเป็นหนี้ก็จะมีอย่างนึง คือไม่เต็มใจหรือไม่ก็ถูกหลอกถูกบังคับทรมาน อยู่อโศกเขาไม่มีประเด็นเหล่านี้เลย ถูกหลอกก็ไม่ถูกหลอก เขาไม่ได้บังคับมา มีระเบียบปฏิบัติ แต่ก็ให้อิสระเสรีภาพ ไม่กดดัน อยู่ทางโลกเขาก็ถูกกดดันหากไม่ให้เงินลูกก็เกิดเรื่อง เรามีบริษัทมีลูกจ้างหากไม่มีเงินให้เขาก็มีปัญหา อย่างพ่อครูทำงานหนักแต่ไม่เอาอะไรเลย จะเรียกว่าใช้หนี้หรือสร้างบารมี ท่านมาสร้างบารมีต่างหาก พ่อครูว่า...ผู้ที่มาใช้หนี้หรือสร้างบารมี พวกเรา มันก็มีที่อาตมาอธิบายไปแล้ว พวกคุณจะต้องมีความเฉลียวฉลาดหรือมีปัญญาของตัวเอง ที่จะมา ตัวปัญญาหรือธาตุรู้ของแต่ละบุคคลเป็นตัวตัดสินตัวเอง คุณจะได้ฟังใครพูดจะได้ฟังอะไรอย่างอื่นแนะนำมาบ้างก็แล้วแต่ แต่การตัดสินใจมันอยู่ที่ตัวคุณเอง ตัวเราเองเป็นเจ้าของชีวิตของเรา เพราะฉะนั้นเราจะเป็นอย่างไรก็ตัดสินของเราเอง ถือว่าตัวตัดสินนั้น ที่นี้ตัวความรู้ ไหวพริบ ความเฉลียวฉลาด การตัดสินใจมาอยู่กับอโศก กับการตัดสินใจ ไม่เอา ไม่อยู่กับอโศก ต่างกันไหม ...ต่าง ก็เป็นเชิงความคิดของเขาแต่ละคน อย่างนี้นี่ง่ายๆ เพราะฉะนั้นผู้ที่ตัดสินใจมาอยู่กับอโศกจริงๆโดยความมุ่งมั่นหรืออะไรก็แล้วแต่ มันก็ต้องมีตัวความเจริญ ความฉลาด ความรู้ของแต่ละคน ทั้งๆที่ลึกๆแล้วคุณมาที่นี่โดยทางโลกแล้วคุณไม่มีได้เลย มีแต่ทำ โดยโลกโลกีย์คุณไม่ได้ คุณก็มีภูมิปัญญารู้อันนั้นใช่ไหม และที่ว่าทำนี้เป็นโลกุตรธรรม คุณได้อะไร คุณได้ความไม่ได้ ? แล้วเอาไปทำไม...ก็ไม่เอา…(ดี) ได้ก็ไม่ได้ ก็คือไม่เอา ไม่ได้แล้วไปทำมันทำไม ก็คือไม่ได้ เพราะไม่เอา เอากับไม่เอา ใช่ไหม ไม่ใช่เล่นลิ้นตลกชวนชื่นนะ เอาอะไร? ...เอาไม่เอา เราเอาความไม่เอา แล้วไม่เอาอะไร หากคนโลกีย์จะไม่รู้เรื่อง คนที่มี อัญญธาตุ เป็นธาตุโลกุตระในจิต แต่มาไม่ได้เพราะมีวิบาก คุณก็ได้แต่ติดตามฟัง ค่อยๆปฏิบัติใช้หนี้ทางโน้นค่อยๆพัฒนาตัวเองไปจนกว่าจะหลุด หลุดๆๆ หนี้ หลุดที่มันเกาะเกี่ยวได้จนมาได้ ก็ป่วยการพูดถึงคนที่มาได้ อะไรก็ไม่ติดยึด อยากให้มาเสียด้วยซ้ำ แต่ไม่มา อย่างนี้ก็แล้วไปเถิด หากคนไม่รู้จักคำว่าควรมา เขาก็ไม่มา การจะมาก็ต้องสมัครใจ มาเองอย่างอิสรเสรี จึงไม่ใช่ผู้มาทำงานใช้หนี้ มาเอง เราไม่ได้มาทำงานใช้หนี้ เรามาสร้างบารมี เป็นนัยสำคัญที่ชัดเจน เป็นเทวมาแล้วเราจะได้สร้างบารมีที่ยังมีวิบาก ที่มานี้ยังมีความทุกข์ยังไม่หมดจริงหรอกแต่ละคนมา ยังมีละเอียด แม้ในระดับนี้อาตมาว่าสังคมชาวอโศกนี้ เป็นสังคม อนาคาริกชน สังคมอนาคามีเชียวนะ เป็นโครงสร้างใหญ่ ส่วนย่อยของแต่ละคนจะมีแทรกอยู่ แต่คนส่วนใหญ่อนาคามี ไม่ต้องไปห่วงหาอาวรณ์อะไรแล้ว เพราะที่นี่มีอย่างบริบูรณ์ เสนาสนะสัปปายะ บุคคลสัปปายะ อาหารสัปปายะ ธรรมะสัปปายะแล้ว ระวังแต่ว่า มาที่นี่แล้วจะเผลอ เป็นหนี้ซ้อนอยู่ในที่นี้ ระวังนะ บอกไว้ให้ไปคิดเอาเอง คิดให้ดีๆ ไม่รู้ตัวกลายเป็นเกาะกิน หรือมาสร้างหนี้ให้ที่นี่ เป็นหนี้ที่ราคาแพงนะ มาเกาะกินในกองบุญ กองกุศล กองสาธารณโภคี มันราคามันแพง เป็นนัยที่พวกเราฟังพอจะเข้าใจกัน แต่ข้างนอกนั้นยากอยู่ หลายคนก็จะเข้าใจ อรหัตตผล ของพระอรหันต์ อรหัตตผลของพระอนาคามี อรหัตตผลของพระสกิทาคามี อรหัตตผลของพระอรหันต์ พวกเรา ที่แม้ไม่มีสภาวะ ถ้ามันไม่มีสาเฐยจิตก็จะไม่ค่อยกล้าบอกหรอก แต่ถ้าเรามีของจริงแล้ว เช่น เรามีเงินอยู่ในกระเป๋า 10 ล้าน แต่เขาจะบอกว่าไม่มีเงินเราคลำอยู่ก็รู้ว่า 10 ล้าน ของจริงๆอยู่ในนี้แท้ๆไม่มีแบ็งก์ปลอมด้วย เราจะไปหวั่นไหวอย่างไร ถ้าเขาว่าเราไม่มี ไม่ได้ตกอกตกใจ เพราะว่าคนที่รู้จริงเป็นจริงชัดเจนจริงๆก็จะชัดเจนแล้วมันไม่มี สาเฐยจิต อยากอวดโอ่ คุณไม่มีจิตอยากอวดโอ่ คุณก็เป็นอรหันต์แน่ แม้เป็นอรหันต์ก็ไม่มีความอยากอวด แต่บางทีกิริยาไม่เหมาะดี คนก็ไม่รู้ว่าเป็นอรหันต์ด้วย แต่หากคนฝึกกิริยาวาจาดี ปาสาธิโก อาการที่น่าเลื่อมใสดี คนบอกว่าเป็นอรหันต์ก็จะเชื่อเลย แต่บางคน อาตมาบอกไปแล้วคนก็งงว่าอรหันต์อะไรวะ อาตมาก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอก ไม่ได้น้อยใจเสียใจ กิเลสพวกนี้ก็ไม่มี เพราะว่าชัดเจน จริงจังอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นไม่มีปัญหาอะไร สู่แดนธรรม..ลูกๆชาวอโศกมาบำเพ็ญบารมี พระพุทธเจ้าตรัสไว้มี 4 จำพวก พ่อครูว่า...หากจะหาพระสูตรมาขยายความก็จะไปได้เรื่อยๆ 1.ทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา (ปฏิบัติลำบาก ทั้งบรรลุช้า) . 2.ทุกขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา (ปฏิบัติลำบาก แต่บรรลุเร็ว) 3.สุขาปฏิปทา ทันธาภิญญา (ปฏิบัติสะดวก แต่บรรลุช้า) 4.สุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา (ปฏิบัติสะดวก ทั้งบรรลุได้เร็ว) (พตปฎ.เล่ม 11 ข้อ 248)

มีคน 2 จริต แบบที่ 1 ชอบแบบลำบากดี แล้วก็บรรลุช้า มันก็เป็นของตัวเอง ลำบากแต่ก็บรรลุได้ช้า แบบที่ 2 ชอบแบบลำบากแต่บรรลุได้เร็วก็แล้วไป ทีนี้คนที่ชอบแบบสบายๆ สุขาปฏิปทา เรื่อยๆมาเรียงเรียง นกบินเฉียงไปทั้งหมู่ แก้ตัวว่าทางสายกลาง ไม่โต่งไปมาก ทั้งๆที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ตั้งตนอยู่บนความลำบาก กุศลธรรมเจริญยิ่ง กำชับกำชา แต่ไม่ยอมลำบาก มีสุขาปฏิปทา คือไม่ลำบาก แต่ทันธาภิญญา บรรลุช้าอีก มันย้อนกับ ตั้งตนบนความลำบากกุศลธรรมเจริญยิ่ง ปฏิบัติอย่างลำบากแต่เร็วก็มี แต่ถ้าหากไม่ปฏิบัติอย่างลำบากมันจะช้า สุขาปฏิปทา ปฏิบัติไม่ลำบากแต่ช้า ก็ไม่ดี เอาเร็วหน่อย แต่ผู้ที่ดีที่สุดก็คือ ปฏิบัติอย่างไม่ลำบาก แล้วก็ได้เร็วด้วย คุณจะได้แบบสุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา (ปฏิบัติสะดวก ทั้งบรรลุได้เร็ว) อยู่ดีๆจะเอามาได้จะไปซื้อตามห้างได้ไหม ใครก็อยากได้แบบนี้ เพราะฉะนั้นเรา ทุขาปฏิปทา ก็อย่าให้ลำบากจนเกินเลยก็แล้วกัน สรุปแล้ว อย่างที่พระพุทธเจ้าสรุปไว้ในพระสูตรนี้.. ตั้งตนบนความลำบาก กุศลธรรมเจริญยิ่ง เทวทหสูตร 630722_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ทำงานหนักในอโศกคือใช้หนี้หรือสร้างบารมี

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน