ฌานในพุทธวิสัย.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข30 กันยายน 2563

เนื้อหาในไฟล์

ฌานในพุทธวิสัย พ่อครูว่า..พูดไปแล้วก็ถึงจุดของ ปฏิจจสมุปบาท ที่พระพุทธเจ้าบอกว่ารู้ยิ่งด้วยตนเองแล้วไม่ต้องเชื่อใครเชื่อความจริงอันนี้มันชัดเจน ที่จริงก็ต้องเชื่อพระพุทธเจ้าพระพุทธเจ้าค้นพบก่อน แต่ตอนนี้พระพุทธเจ้าก็พระพุทธเจ้าเถอะ ตรงกันก็ไม่มีปัญหาเลยมันตรงกัน มันไม่ต้องเชื่อใครอีกแล้วมันจบในตัวของมันเอง แล้วท่านก็ตรัสต่อมาอีก อธิบายความไปถึง อาตมาก็มีพุทธวิสัยตามขนาดโพธิสัตว์ อจินไตยมี 4 พุทธวิสัยของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ฌานวิสัยของผู้ได้ฌาน . วิบากแห่งกรรม ความคิดเรื่องโลก (จักรวาล เอกภพ) (พตปฎ. เล่ม 21 ข้อ 77)

ฌานที่เขาทำกัน เป็นฌานในภพชาติ เกิดในสภาวะนั่งหลับตา แต่ของพระพุทธเจ้านั้นเกิดในขณะลืมตา ฌาน จะเกิดได้ก็ต้องมีตัวปัจจัย เหตุปัจจัย ฌาน 1 ข้อต้นที่สุด จะเกิดได้เมื่อเกี่ยวข้องกับสัตว์โดยมีศีลเป็นตัวกำหนด ศีลข้อที่ 1 คือเกี่ยวข้องกับสัตว์ ถ้าเราจะเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับสัตว์ เราจะต้องรู้จักว่าสัตว์นี้เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น จะต้องอยู่กันด้วยการเอ็นดู ด้วยการกรุณา ไม่ใช่จะฆ่าแกงทำร้ายกัน ต้องหวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่นะ ฌาน ต้องมีปัญญา ปัญญากับฌานอยู่ที่ใด

นัตถิ ฌานัง อปัญญัสสะ ปัญญา นัตถิ อฌายโต ยัมหิ ฌานัญจะ ปัญญา จ ส เว นิพพานสันติเก

ฌานย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีปัญญา ปัญญาย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีฌาน ฌานและปัญญามีอยู่ในผู้ใด ผู้นั้นแล อยู่ในที่ใกล้นิพพาน (พตปฎ. เล่ม 25 ข้อ 35)

ฌานกับปัญญา เหมือนเหรียญสองหน้า แต่อันเดียวกันเลย ฌาน ของพระพุทธเจ้านั้นคือผู้มีปัญญา ผู้ไม่มีฌานไม่มีปัญญา และปัญญาไม่ใช่ไปนั่งหลับไป ฌาน และปัญญามีอยู่ในผู้ใดผู้นั้นใกล้นิพพาน เพราะฉะนั้นเรื่องของฌานกับปัญญาจึงไม่ง่าย ถ้าคุณมีก็จะเข

อ่านต่อ

้าสู่ สัมโพธิปรายนะ ได้ แต่ทุกวันนี้แค่เฉกะกับปัญญายังแยกไม่ออก มีแต่ความรู้ดีกับชั่วกับดีไม่รู้จักกิเลส ประพฤติตามแบบโลกียนั้นไม่รู้จักกิเลสมีแต่สะกดจิต มีแต่ทำความทึบ ความมืดดำให้แก่ธาตุรู้ ก็ไม่รู้จักกิเลสจึงไปอยู่กับความมืดดำ คุณลืมตา มีแสงสว่าง คุณมี ตาหูจมูกลิ้นกายรับรู้ทั้ง 6 ทวาร แล้วคุณก็ต้องรู้ให้ครบ ยังมีโลกที่เกิดจากการสังขารกับ 6 ทวารกับสิ่งต่างๆอีกเยอะแยะที่คุณจะต้องรู้จัก แล้วคุณไปนั่งดับทวาร ดับเข้าไปมืดเข้าไปแน่นเข้าไป มันเดินทางคนละทิศทางเลย พูดยังไงเขาถึงจะสะดุ้งสะเทือนว่าไปนั่งหลับตาสะกดจิตนั้นเป็นโมฆะมันยิ่งเป็นเดียรถีย์ที่หนักเข้าไปใหญ่เลยก็จมไปเป็นอาฬารดาบส อุทกดาบส แล้ว ก็ได้แต่สุภกิณหา นึกว่ามืดดำนี่แหละน่ามีน่าได้น่าเป็น พูดไปผู้มีปฏิภาณก็น่าจะรู้ได้เลิกได้แล้วให้มาศึกษาดีๆ เอาของพระพุทธเจ้าไปปฏิบัติ อาตมาเอามาอ้างอิง โดยเฉพาะในอุปาลิสูตร พระอุบาลีปรารถนาจะไปอยู่ป่า และราวป่าอันสงัด พระพุทธองค์ตรัสว่า... ป่าและราวป่าอันสงัดอยู่ลำบาก ทำความวิเวกได้ยาก ยากที่จะอภิรมย์ในการอยู่ผู้เดียว. ป่าทั้งหลายเห็นจะนำใจของภิกษุผู้ไม่ได้สมาธิไปเสีย ผู้นั้นจำต้องหวังข้อนี้ คือ จักจมลงหรือจักฟุ้งซ่าน เปรียบเหมือนกระต่ายหรือเสือปลาลงสู่ห้วงน้ำใหญ่ หวังจะเอาอย่างช้างใหญ่สูง 7 ศอก หรือ 7 ศอกกึ่ง กระต่ายหรือเสือปลานั้น จำต้องหวังข้อนี้ คือ จักจมลง หรือจักลอยขึ้น !! (พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 99) พ่อครูว่า...ผู้ที่จะไปอยู่ป่าได้ต้องมีสมาธิและเป็นสมาธิของพระพุทธเจ้าด้วยนะไม่ใช่สมาธิของเดียรถีย์จึงจะสมควรออกป่าได้ ไม่เช่นนั้นป่าจะนำใจของภิกษุผู้ไม่ได้สมาธิไปเลย ป่ามันเอาไปกินเลย ยิ่งเป็นคนที่อยู่ในถ้ำยิ่งไกลจากวิเวกๆๆ เลยนะ ไม่จมก็ฟุ้งซ่าน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมเข้าไปอาศัยป่าชัฏแห่งใดแห่งหนึ่งอยู่ เมื่อเธอเข้าไปอาศัยป่าชัฏนั้นอยู่ สติที่ยังไม่ปรากฏ ก็ไม่ปรากฏ จิตที่ยังไม่ตั้งมั่นก็ไม่ตั้งมั่น อาสวะที่ยังไม่สิ้นไปก็ไม่ถึงความสิ้นไป และภิกษุนั้น ไม่ได้บรรลุธรรมอันปลอดโปร่งจากโยคะอย่างสูงที่ยังไม่บรรลุด้วย ส่วนปัจจัยเครื่องอุดหนุนชีวิต คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัช บริขารเหล่าใด ที่บรรพชิตจำต้องนำมาบริโภค ปัจจัยเหล่านั้น ย่อมเกิดขึ้นได้โดยยาก (วนปัตถสูตร พตปฎ.เล่ม 12 ข้อ 235)

อาตมาขอยืนยันว่าอาตมาพูดความจริงไม่ได้มี สาเฐยจิต เอาความจริงมายืนยัน คนอย่างอาตมาไม่มีแล้วในยุคนี้ที่จะมาเปิดเผยสัจธรรม อาตมาเป็นโพธิสัตว์ จะเกิดในชาติไหนก็ตั้งจิตเป็นโพธิสัตว์ อาตมาเป็นอรหันต์แล้วเป็นโพธิสัตว์ก็คือผู้สืบทอดศาสนาทำความรู้จากที่ได้รู้จบของตัวเองเป็นอรหันต์จบแล้วก็รู้เพิ่มเติมไปอีกจนกว่าจะรู้จบอีกทีหนึ่งคือรหันสัมมาสัมพุทธะ ส่วนพระอรหันต์ธรรมดารู้ประจำขั้นตอน อรหันต์ใน พระโสดาบัน สกิทาคามีอนาคามี อรหันต์ อรหันต์ในอนุโพธิสัตว์ อรหันต์ในอนิยตโพธิสัตว์ อรหันต์ในนิยตโพธิสัตว์ อาตมายังไม่มีอรหันต์ของมหาโพธิสัตว์ อาตมากำลังทำอรหันต์นิยตโพธิสัตว์ จนกว่าจะเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า อาตมายังไม่เคยได้ยินใครมาพูดเรื่องโพธิสัตว์ 9 ระดับนี้ อาตมาก็เอามาพูดเพราะว่าเป็นความรู้จริงของอาตมา อดีตอาตมาผ่านมาหมด โพธิสัตว์ 9 ระดับ 1.โสดาบันโพธิสัตว์ 2.สกิทาคามีโพธิสัตว์ 3.อนาคามีโพธิสัตว์ 4.อรหันต์โพธิสัตว์ 5.อนุโพธิสัตว์ 6.อนิยตโพธิสัตว์ 7.นิยตโพธิสัตว์ 8.มหาโพธิสัตว์ อาตมายังไม่ถึงมหาโพธิสัตว์ตอนนี้ยังทำอรหันต์ในระดับนิยตโพธิสัตว์แล้วก็จะทำอรหันต์ในมหาโพธิสัตว์จึงจะไปถึงขั้นสุดท้ายเป็น 9.พระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

อาตมาพูดยืนยัน ก็จับอาตมาได้ จับได้ตรงไหน พระไตรปิฎกก็ยังมี คุณเปิดพระไตรปิฎกมายืนยันกับอาตมาเลย พระสูตรไหนประโยคไหนที่อาตมาพูดไปอ้างอิงแล้วมันไม่ตรงก็มาวิเคราะห์วิจารณ์กัน เอามาวิจัยกัน อาตมาเอง 1. ถือว่า ความรู้ของตัวเอง 2. ความรู้นั้นก็เป็นของพระพุทธเจ้าตรงกัน 3. ยืนยันได้ด้วยหลักฐานที่มีอยู่ในโลกหรือบันทึกไว้ในพระไตรปิฎกเป็นต้น โชคยังดีพระไตรปิฎกยังเหลือ มันก็มีเท่านี้แหละ อีกอันหนึ่งเมื่อมีความรู้ จนกระทั่งความรู้ของตนตรงกับของพระพุทธเจ้า เอาพระไตรปิฎกมายืนยัน ความรู้ของอาตมาความรู้ของพระพุทธเจ้า 3 ความรู้ที่มีบันทึกในพระไตรปิฎกเอามายืนยันตรงกันตรงกัน แล้วไอ้ที่ยืนยันลงกันตรงกันนี่ ถ้าในยุคที่อธิบายธรรมะพระพุทธเจ้าและยังมีประชาชนยังมีคนฟังรู้เรื่อง ฟังเข้าใจ ฟังแล้วเอาไปปฏิบัติได้ เมื่อปฏิบัติได้ก็เกิดผล เกิดผลแก้วเกิดบุคคลจริง ที่เป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ จริง เมื่อจริงแล้วก็มายืนยันร่วมกันน้ำก็ไหลไปหาน้ำ น้ำมันก็ไหลไปหาน้ำมัน ก็เกิดเป็นชุมชน เกิดเป็นชุมชนก็ตรวจสอบตามพระไตรปิฎกสิ อาตมาก็ตรวจสอบว่าชาวอโศกนี้ยืนยันได้ ตรวจอย่างน้อยเอาหลักสาราณียธรรม 6 มาตรวจ เอาหลักธรรมวรรณะ 9 มาตรวจสอบก็ได้ หรือจะเอารายละเอียดอื่นๆที่จะขยายความไปตามเนื้อหาสาระธรรมะมาตรวจสอบก็ได้ แต่ที่อาตมายืนยันสาราณียธรรม 6 ก็คือ จะมีคนที่มาอยู่รวมกันนั้นอยู่อย่าง สาราณียธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ลาภธัมมิกา ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา เกิดได้จริง แม้แต่วรรณะ 9 ก็เอามายืนยัน เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ9 ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) คนเลี้ยงง่าย คือ คนเลี้ยงไม่ยาก อัตตาน้อย คนที่เลี้ยงยากคือคนที่อัตตามาก จะไปก็ยากจะมาก็ยากจะกินก็ยากจะนอนก็ยากจะอยู่ก็ยาก อะไรก็ยากไปหมด สู่แดนธรรมว่า...มีคลิป คนประสบอุบัติเหตุนอนอยู่ แต่ผู้หวังดีเป็นอาสาสมัครจะไปช่วยเขาก็บอกว่าอย่ามาแตะต้องตัวเขาถ้าไม่ใช่หมอ อย่ามาเคลื่อนตัวฉันถ้าไม่ใช่หมอ คือเขาเริ่มมา สมณะฟ้าไทว่า… พ่อครูว่า...ยังที่พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องคนที่มีลูกศรอาบยาพิษปักอยู่ ก็บอกว่าจะต้องรู้ก่อนว่าใครยิงมา ลูกศรทำจากไม้อะไร ทำจากพิษอะไร คนยิงชื่ออะไร ต้องให้รู้ก่อนแล้วค่อยยอมให้ถอนลูกศรออก คนนี้ เรื่องมาก ผู้ที่เลี้ยงง่ายบำรุงง่าย สุภระ สุภโร เป็นคนอย่างนี้ ถ้าหากว่าพวกคุณเป็นคนเลี้ยงยากอาตมาก็คงจะเป็นไมเกรน เป็นมะเร็งในสมองตาย แต่ทีนี้พวกคุณเลี้ยงง่าย ไม่เชื่อเรื่องโมเมไม่ใช่เรื่องทำเล่น แต่พวกเราเป็นจริงมีคุณธรรม มาจากทุกทิศ แม้แต่ต่างประเทศก็มา เพราะต้องมีคุณธรรมที่สมส่วน เลี้ยงง่าย บำรุงได้หมายความว่าทำให้เจริญง่าย อย่างเช่นเย็นนี้ก็มานั่งฟังธรรม เช้าก็มาฟังธรรม ถ้าปฏิบัติได้ดีง่ายๆ อย่างไรอย่างไรก็มีการใฝ่ดีพากเพียรอุตสาหะวิริยะ ที่จะเอาธรรมะไปพัฒนาตัวเองเห็นความสำคัญกว่าที่จะเอาเวลาแรงงานไปหาเงินไปเที่ยวเตร่ไปสนุกสนานมาเอาอันนี้ดีกว่า เพราะว่าเข้าใจแล้วว่าอะไรคือสาระอะไรเป็นความจำเป็นของชีวิตทุกวินาที คนเราเห็นความสำคัญในความสำคัญรู้จักสาระในสาระจึงจะสุดยอด 630515_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ อรหันต์จริงจบประโยชน์ตนก่อนประโยชน์ท่าน

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน