ฌานของพุทธเกิดจากจรณะ 15.docx
เนื้อหาในไฟล์
ฌานของพุทธเกิดจากจรณะ 15 เข้าสู่ ฌาน ฌานของพระพุทธเจ้าต้องเกิดจากจรณะ 15 หรือเกิดจาก ศีล สมาธิ ปัญญา หรืออธิศีล อธิจิต อธิปัญา อธิมุติ(การเจริญทางมุติ) ฌาน คือพลังงานไฟ ในพจนานุกรมหลายเล่มแปลว่าไฟ แต่บางเล่มแปลว่า การเพ่ง ของ เจ้าคุณอุดร กับของ รองศาสตราจารย์ดรจำลอง สารพัดนึก ก็มีแปลว่า ไฟ แต่ของท่านพุทธโฆษาจารย์แปลว่า เพ่ง หรือพินิจด้วยจิตที่แน่วแน่ มันเป็นสมถะมันไม่เป็นพลังงานปัญญา ที่เป็นความรู้ที่มีพลังงานวิเศษเหนือชั้นกว่าความโง่ เหนือชั้นกว่าความรู้ที่ยังไม่รู้เท่า พลังปัญญานี้เป็นความรู้ที่ยิ่งกว่าความรู้ที่เป็นโลกียะที่เป็นเทวนิยมจึงละลายหรือกำจัดความรู้ที่มันไม่รู้นี้ได้ มันเป็นความเหนือ เหนือกว่ากันจริงๆ มันเป็นนามธรรมทั้งหมดเลย ฌาน ของพระพุทธเจ้าจึงจะเกิดได้ด้วยการปฏิบัติ มี การปฏิบัติที่ถูกต้อง ไม่ผิด 3 ข้อ คือ สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยค ถ้าไม่มี 3 ข้อนี้ปฏิบัติผิดไปจากศาสนาพุทธ 1 คุณมีชีวิตอยู่ในสามัญปรกติ ตาหูจมูกลิ้นกายใจเปิดได้รับ ก็มีการสังวรระวัง แล้วคุณก็เกี่ยวข้องกับของกินของใช้ โภชเนมัตตัญญุตา มันสัมผัสสัมพันธ์เมื่อไหร่ก็จะเกิดการปรุงแต่งในจิตเสมอและคุณต้องรู้ทัน จึงเรียกว่าชาคริยา ตื่น ไม่ใช่เผลอๆง่วงๆลืมๆ..ไม่ใช่..ต้องตื่นรู้ ทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมก็มีสติเต็มรอบ รู้ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับคุณ นี่คือเงื่อนไขหลักของ 3 ข้อนี้ เพราะฉะนั้นผู้ที่ไปนั่งหลับตาปฏิบัติตัดทิ้งทวาร 5 ไปเลย จบเห่เลย ไม่มีทางบรรลุธรรมของพระพุทธเจ้า เลิกเลย เพราะฉะนั้นกำกับว่าจะต้องมีการสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายอย่างนี้ แล้วเขาเข้าใจคำว่ากายก็ผิดอีก หากเขาเข้าใจผิด เข้าใจกายคือภายนอก พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า คุณจะต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 แต่ไปเข้าใจว่าวิโ
อ่านต่อ
มกข์ 8 คือนั่งหลับตาสมาธิอีกเรียกว่าสมาบัติ ถึงขั้นเข้าไปอยู่ในฌานในสมาธิอย่างนี้จริงๆ ต่อให้คุณเข้าใจผิดอย่างนี้อีก ท่านก็บอกว่าต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย คุณเข้าใจคำว่ากายนี้คือภายนอกเท่านั้นก็ต้องมีแต่ภายนอกสิ เห็นไหมมันซับซ้อนกี่ชั้น ท่านกำกับไว้หมดทุกหมวดหมู่ แต่เขาก็ไม่เข้าใจฌาน
ของท่านพุทธโฆษาจารย์(ท่านประยุทธ ประยุตโต) แปลวิโมกข์ 8 คือ ความหลุดพ้น ภาวะที่จิตปลอดพ้นจากสิ่งรบกวน และจิตใจน้อมดิ่งเข้าไปในอารมณ์นั้นๆ อย่างปล่อยตัวหรือปลอดตัวหรือปล่อยตัวเต็มที่ ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนต่างๆ ไม่ใช่! วิโมกข์ 8 คือธาตุพฤติกรรมของการปฏิบัติตั้งแต่ข้อ 1 1. ผู้มีรูป ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย (รูปี รูปานิ ปัสสติ) 2. ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปภายใน (10/66) ย่อมเห็นรูปทั้งหลายในภายนอก (อัชฌัตตัง อรูปสัญญี . เอโก พหิทธา รูปานิ ปัสสติ) . (*พ่อท.แปลว่ามีสัญญาใส่ใจในอรูป) 3. ผู้ที่น้อมใจเห็นว่าเป็นของงาม (สุภันเตวะ อธิมุตโต . โหติ, หรือ อธิโมกโข โหติ (พ่อครูแปลว่า เป็นโชคอันดีงามที่ผู้นั้นโน้มไปเจริญ สู่การบรรลุหลุดพ้นได้ยิ่งขึ้น) พตปฎ. ล.10 ข.66 / ล.23 ข.163 ข้อ 1 2 3 คือข้อนิยาม ข้อจำกัดตามเงื่อนไขของการปฏิบัติ คุณต้องมีวิโมกข์ข้อที่ 1 ต้องมี รูปี รูปานิปัสสติ คุณต้องมีรูปและคุณต้องเป็นผู้ที่สามารถสัมผัสรูปเรียกว่า รูปานิ รูปี คือรูปต่างๆ รูปีคือเงินของอินเดีย รูปานิ คือตัวของคนผู้นี้สามารถรู้รูป คนตาบอดจะไม่เห็นนะรูปไม่เข้ากับวิโมกข์ข้อนี้ปฏิบัติไม่ได้เพราะเป็นคนไม่เห็นรูป ตาไม่มี หรือคุณหลับตา คุณก็ไม่ได้อยู่ในฐานะของ รูปานิ หรือคนตาบอดไม่มีตาเห็นก็ไม่มีรูปานิ ปัสสติคือเห็น ข้อ 1 รูปีรูปานิปัสสติบาลีมีแค่นี้ ข้อที่ 2 ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปภายใน (10/66) ย่อมเห็นรูปทั้งหลายในภายนอก (อัชฌัตตัง อรูปสัญญี . เอโก พหิทธา รูปานิ ปัสสติ) . (พ่อครูแปลว่ามีสัญญาใส่ใจในอรูป) ข้อนี้ พยายามอนุโลมก็ได้ ละเว้นรูปภายใน จะไปเห็นแต่ภายนอก คือ คุณไม่ต้องสำคัญภายใน เอาแต่ภายนอกก็ดีนะ แต่ไปนั่งหลับตาทำสมาบัติก็เห็นแต่ภายในไม่มีรูปภายนอก ข้อ 1 คุณไม่มีแล้วข้อ 2 คุณก็ไม่เข้าท่า ของพระพุทธเจ้านั้น อัชฌัตตัง อรูปสัญญี . เอโก พหิทธา รูปานิ ปัสสติ หมายความจำเต็มว่าในประดารูปมีทั้งรูปภายนอก พหิทา มีทั้งรูปภายใน อัชฌัตตัง เพราะฉะนั้นคุณมี สัญญา ผู้นี้ถ้าสัญญากำหนดรู้ได้เรียกว่า เป็นผู้มีสัญญากำหนดรู้ได้ทั้งโลกภายนอก สามารถที่จะรับรู้ได้ทำให้กิเลสหมดได้ทางภายนอกจนกระทั่งเข้าไปถึงขั้น รูปสัญญา มีกามสัญญา มีรูปสัญญา หลุดพ้นไปตามลำดับ หมดกามสัญญาภายนอกหมดก็เหลือ ภายใน รููป อรูป แต่คุณไม่ต้องหนีไปไหนคุณก็ลืมตาอยู่กับกามคุณ 5 ทั้งหมดแต่คุณมีอุตรจิต คุณมีจิตอยู่เหนือกมทั้งหลายแล้ว กามทั้งหลายทำอะไรคุณไม่ได้แล้วคุณเป็นโลกุตระบุคคล คุณเป็นคนอยู่ในโลกของกามนี้ได้แล้ว เหลือแต่กิเลสภายในเป็นอนาคามีภูมิ เป็นรูปาวจร เป็นรูปของกิเลสขั้นหยาบต่อมาจากกาม มันเหลือภายในก็ล้างรูปภพหรือรูปาวจรให้หมด หมดแล้วก็เหลืออรูป ซึ่งเป็นภายใน มี กาม มีรูป มีอรูป ภายในมีขั้น รูป อรูปเป็นอัชฌัตตังเป็นภวตัณหา หรือภวกิเลส เป็นอนาคามี ก็ล้างรูปก่อน เหลือแต่อรูป เพราะฉะนั้นก็ละไว้ในฐานที่เข้าใจเลยว่าคุณต้องละกิเลสที่หยาบตั้งแต่ภายนอก ทั้งรูปภายใน หมดแล้วเหลืออรูปก็ต้องจัดการต่ออีก จัดการให้หมด นี่คือวิโมกข์ ข้อที่ 2 อย่างสัมผัสเห็นของคุณเอง ไม่ใช่เดาเอา แต่สัมผัสอยู่โต้งๆ สัมผัสอยู่เห็นภายนอกด้วยนะ นี่สัมผัสทุเรียนอยู่ภายนอกกาม เราเฉยๆ แต่มันยังระริกระรี้อยู่ภายใน ถ้ามันแรงก็เรียกว่ารูป ถ้ามันเหลือนิดหน่อยก็เรียกว่าอรูป นี่เหตุจากทุเรียนนี้ก็สัมผัสทุเรียนนี้อยู่แต่มันยังมีกิเลสข้างใน ใครมีรูปกับคุณหรอกคุณจะรู้ของคุณ ถ้าคุณไม่รู้คุณก็เผลอไผล เลอะหลวม นึกว่าคุณหมด แต่มันไม่หมดมันต้องอ่านละเอียดเข้าไปรู้ความจริงตามความเป็นจริงนะ เพราะฉะนั้นต้องทำซ้ำแล้วซ้ำอีกทำอีก ทำแล้วต้องสัมผัสกันไม่รู้กี่ครั้ง มันถึงจะชัดเจนว่าจะมาอีกเท่าไหร่ก็หมดแล้วจากเหตุอันนี้ แต่ก่อนติดทุเรียนแต่ก่อนติดแตงไทยแต่ก่อนติดแตงโม แต่ก่อนก็ติดเสียงติดในกลิ่นในรูปในรสอะไรก็แล้วแต่ ก็ทั้งนั้นแหละ เพราะฉะนั้นคุณปฏิบัติธรรมของพระเจ้าคุณสัมผัสจริงและคุณก็รู้อาการเกิด มีกิเลสจริงแล้วคุณก็จัดการกับกิเลสนั้นให้ไม่มีจริง คุณก็จะต้องรู้ วิราคานุปัสสี นิโรธานุปัสสี ปฏินิสสัคคานุปัสสี ตามอ่านตามเห็นว่ามันจางคลาย มาอีกกี่ครั้งกี่ทีก็ ปฏินิสสัคคา ทำทวนทำซ้ำ จิตไม่มีสวรรค์ สัคคะ คือสวรรค์เสพติดอยู่ นิสสัคคะคือไม่มีอีก ทวนแล้วทวนอีก ปฏินิสสัคคะ รู้ว่ามันไม่มีหรือว่ามันไม่มีจนชัดเจนเลย ทีนี้เป็นนิโรธานุปัสสี ดับ เห็นความดับเลยมีสัมผัสอย่างไรจะทีเผลอที่ตั้งใจไม่ตั้งใจมันก็ไม่เกิด กิเลสก็ไม่เกิด อันนี้เป็นการรักษาผลปฏิบัติในเวทนา 108 ปฏิบัติกับกระบวนการของ 18 เคหสิตะ กับ ของเนกขัมมสิตะ ตั้งแต่ เวทนา สัมผัสแล้วเกิดความสุขความทุกข์ไม่สุขไม่ทุกข์ ต้องเรียนรู้ถ้าคุณไม่เรียนรู้มันก็เกิดตามธรรมชาติของคุณ อันนี้มันแต่ก่อนอร่อยแต่ตอนนี้มันเซ็งๆเฉยๆ บางครั้งมันก็พักยกมันก็เฉยได้เป็นได้แบบเคหสิตะ ตั้งใจสะกดจิตจนสัมผัสอย่างไรมันก็ไม่ขึ้นด้วยวิธีสมถะก็ได้ ทำได้ เป็นเคหสิตะ คุณต้องชัดเจนว่าเป็นแบบโลกีย์เป็นแบบของทางโลก แต่ของพระพุทธเจ้าต้องสัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกายใจเป็นลำดับมาตั้งแต่กามละเอียดทำตั้งแต่เรื่องของกาม หมดแล้วก็เป็นรูปอะไรรูปชัดเจนทุกขั้นตอนแล้วก็แถมซ้ำทำให้มากทำให้บ่อยทำให้ซ้ำ ยังมีของโลกที่เขามีอยู่แล้วเราก็มีความอยู่เหนือโลกเป็นเนกขัมมะ 18 ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ 6 ทวารกับความสุขความทุกข์ไม่สุขไม่ทุกข์ ตากระทบรูปมันสุขก็ได้ไม่สุขก็ได้ มันเป็นทุกข์ก็ได้ไม่สุขไม่ทุกข์ก็ได้ เฉยๆ นี่คือ 3 แง่ 3 Choice ของสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ เวทนา 3 คุณก็ทำต่อไป มันยังมีมากมีน้อยก็เป็นเวทนา 5 ยังมีความแรงมีความสุขทุกข์กับภายนอกเลย หรือไม่ไม่สุขไม่ทุกข์แล้วกับภายนอก มันอยู่ภายในเป็นโสมนัสโทมนัส ก็คือความสุขความทุกข์นั่นแหละ นั่นเหลือข้างในมันเบาบางกว่า มันเป็นคนละเรื่องมันเป็นของรูปจิต อันนั้นเป็นของกามจิต โสมนัสโทมนัสเป็นเรื่องของ รูปจิต คุณก็ยังเหลือจนหมดความโสมนัสโทมนัสเป็นอุเบกขา อินทรีย์ 5 มี โทมนัสโสมนัส จนมันเฉยไม่รู้ตัวมันก็ยังเฉยปฏิบัติอยู่ในชีวิตสามัญนี่แหละคุณก็อ่านให้ชัดเจน ให้มากๆๆๆๆ จึงให้ทำปัจจุบันทั้ง 36 เคหสิตะ 18 เนกขัมมสิตะ 18 เป็น 36 คุณรู้ความจริงตามความเป็นจริงและก็เรียนรู้เนกขัมมะ มีเนกขัมมสิตอุเบกขาเป็นฐานตัวที่สุดท้ายตัวที่ 18 ของเนกขัมมะ เคหสิตอุเบกขา ก็มีของโลกีย์ ต่างกันอย่างไรกับของพุทธ แบบนี้คำว่าอุเบกขาคุณก็ต้องรู้ความต่าง ลิงค ในอาการ ลิงค นิมิต ตามที่อาตมาอุเทส คือสอนอธิบายไปอย่างนี้คุณก็ไปปฏิบัติดูนิมิตของมันดูความต่างของมัน ลิงค หรือเพศ มันต่างกันนะระหว่างเนกขัมมะกับเคหะสิตะ เหลือมากหรือน้อยมันก็ต่างกัน มีกับไม่มีมันหมดแล้วกับไม่หมดก็ต่างกัน 630621_รายการวิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ สัมผัสวิโมกข์ด้วยกายจนเป็นฌานของพุทธ