ดูยูทิวป์ที่พาไปดูการกินเนื้อสัตว์ผิดศีลหรือไม่.docx
เนื้อหาในไฟล์
ดูยูทิวป์ที่พาไปดูการกินเนื้อสัตว์ผิดศีลหรือไม่ _Eak Glasses เอก กลาสเสส · ผมขอสอบถามครับ ถ้าเราเลิกทานเนื้อสัตว์แล้ว แต่เรายังชอบดูรายการ youtubeที่พาไปทานอาหาร บางทีก็พาไปกินหมูกรอบ ข้าวขาหมู กุ้งเผา แบบนี้เราถือว่าผิดศีลหรือไม่ครับ พ่อครูว่า...จะถือว่าผิดศีลก็ได้ หากคุณตั้งไว้ หากตั้งไว้ อาจจะไม่เกี่ยวข้องกับอาหารเนื้อสัตว์อย่างที่ว่ามา ถ้าคุณตั้งศีลไว้มันก็ผิดศีล แต่ไม่ตั้งศีลไว้ก็ดีคุณก็มีตั้งไว้ในใจแล้วตามที่คุณถามมาว่าอย่างนี้ มันไม่น่าจะทำ ไม่น่าจะไปเกี่ยวข้อง อ่านที่ใจคุณสิ อ่านใจคุณเอง คุณเห็นใน youtube เห็นเขากินข้าวขาหมู หมูกรอบ กุ้งเผา ใจของคุณไปยินดีไหม อ่านความรู้สึกอร่อยตามเขา มีไหม...ถ้าไม่มีก็ไม่มีปัญหาอะไร ก็เห็นได้เขาติดยึด ไม่ต้องไปลงโทษไม่ต้องไปย่ำยีไม่ต้องไปดูถูกดูแคลนเขา เขายังต้องอาศัยพวกนี้อยู่ เขายังไม่มีฐานไม่มีบารมีก็ต้องเป็นไป หากรู้จักกันพอช่วยกันได้ก็บอกกันไปหาวิธีช่วยกัน ถ้ามันบอกกันไม่ได้เขากินกันอย่างมูมมาม ไม่เกี่ยวอะไรกัน เป็นเหตุปัจจัยให้เราได้เช็คผลด้วย มันมีอยู่ 4 ข้อ 1. มีศีลอันเป็นอริยะ 2. สำรวมอินทรีย์เป็นอาริยะ 3. มีสติสัมปชัญญะอันเป็นอริยะ 4. มีความสันโดษอันเป็นอริยะ ศีลข้อที่ 1 ข้อที่ 2 ปฏิบัติแล้วอ่านจิตเป็น ไม่ใช่ทำแค่กายกับวาจา ต้องรู้ถึงจิตว่ามีความละอายมีหิริโอตัปปะ ปฏิบัติถูกต้องตามจรณะ 15 มีการสัมผัสจริง สำรวมอินทรีย์ 6 จริง แล้วก็มีของสัมผัสที่มีเครื่องกินเครื่องใช้ สัมผัสกับสัตว์ก็ตาม สัมผัสเครื่องกินเครื่องใช้นี่แหละตัวร้าย โภชเนมัตตัญญุตา เวลาคนที่ปฏิบัติเรื่องของสัตว์แล้วเข้าใจแล้วตัดเลยไม่ต้องเกี่ยวกับสัตว์ ให้มันเป็นไปตามเวรกรรม ก็เอาเกี่ยวกับคนนี่แหละเป็นเหตุปัจจัยที่จะต้องปฏิบัติศีล ส่วนเรื่องของ
อ่านต่อ
โภชเนมัตตัญญุตาที่อยู่ในข้อหลักของ อปัณณกปฏิปทา 3 คุณสัมผัสแล้วหากไม่เข้าใจจริงๆคุณจะมานั่งนึก ที่จะมีหิริโอตตัปปะ หรือมีการรู้จิตของเรา มีอารมณ์ มีกิเลส เวทนาเก๊หรือไม่ ถ้ามีคุณก็ละอายต่อตัวเอง มีตัณหาเป็นอาการที่ให้รู้ได้มันมาจากอุปาทาน ที่เป็นตัว static ส่วนตัณหานั้นเป็นตัว dynamic อุปาทานเป็นตัวนิ่งไม่ค่อยรู้ง่าย แต่จะรู้ได้เมื่อเรายังยึดถืออยู่ มันออกมาเป็นตัณหา เป็นเหตุปัจจัยแก่กัน อาตมากำลังเขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ สรุปแล้วตัวศีลก็ดีที่เป็นอาริยะ คืออะไร มันจะต้องมีจิตเจตสิก รูป นิพพาน จะต้องขยายโดยการมี จรณะ 15 มีเวทนา 108 บางทีมันไม่ได้ละอายถึงมากหรอก ก็หยุดแล้ว ก็คือหิริแล้ว ไม่ต้องไปถึงขั้นโอตตัปปะหรอก เราก็หยุดทันที มันเป็นคุณสมบัติของสัทธรรม 7 คุณก็ทำมันอีกเรื่อยๆสัมผัสมันอีกคุณก็ไม่ต้องไปหลบหลีกแล้ว ทางกายกรรมวจีกรรมไม่ทำแล้ว แม้แต่จิตมันมีอาการอยู่ก็ต้องปฏิบัติ ศีลไม่ใช่ตัดรอบแค่ปฏิบัติกาย วาจา ส่วนมะโน คือไปปฏิบัตินั่งหลับตาสมาธิ แบบนั้นมันมิจฉาทิฏฐิ มันไม่ใช่ มันได้แล้วกายไม่มีอาการแล้วไม่แสดงออกให้เขาเห็นแล้ว ว่าคุณยังเกี่ยวข้องยังติดยึดยังอยากอยู่ไม่แล้ว ดูภายนอกเหมือนกับเป็นอรหันต์แล้ว แต่เขาไม่รู้ในจิตของเราที่มีโอตตัปปะ คุณก็ปฏิบัติต่อไปอีก รู้ว่ามันเป็นผีที่มันมาหลอก มันไม่ใช่ตัวจริง แค่เราพยายาม พิจารณาอย่างนี้ว่า เราไปหลงกับสิ่งที่มันไม่มี แต่พอเราไปมี ไปหลงกับตัวที่มันไม่มี แต่เราโง่มี เออ ก็มันไม่มีแต่เรามี ถ้าเรายึดแล้วเราก็ไม่มี อันนี้เป็นสภาวะที่ลงตัวสองเป็นหนึ่ง สัจจะมีหนึ่งเดียว แต่สองคนก็ยึดสัจจะกันคนละอย่างเลยมี 2 อัน ต้องอ่านทำความเข้าใจ กำลังเขียนหนังสืออยู่เขียนมาหลายรอบแล้วรอบนี้จะละเอียดยิ่งขึ้น หากอยู่ไปอีกหลายสิบปีก็คงจะได้เขียนละเอียดยิ่งขึ้นคงจะเก่งยิ่งกว่านี้ มันเหมือนเรื่องเก่า แต่มันมีความละเอียดลออใหม่ จะเข้าใจได้ลึกเป็นอานิสงส์แห่งการฟังธรรมมันก็จะมีจริง สรุปอีกทีหนึ่ง ความเป็นอาริยะของ 4 ประเด็น ทีนี้สำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 เป็นอาริยะ ก็หมายความว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ภายนอกมี 5 และ 6 คือจิต ก็จะรวมกันอยู่รวมกันอยู่เป็น 6 จาก ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ของเราเองเป็นตัวกลางตัวใหญ่ เพราะฉะนั้นตัวใจนี้ต้องสัมผัสใจด้วยจึงหักออกไป 1 จึงเหลือทวารนอกอีก 5 นับนอกใจ รวมกันเป็น 9 ใจมันร่วมกับทวาร 5 ภายนอกหมดเลย จะไปนับที่ใจอีกก็ไม่ได้ แต่ถ้ามันไม่มี 5 ไปนอกใจมันก็ไม่มีร่วม ก็ไม่เกิดอะไร แต่ถ้าเอาใจคุณไปร่วมใน 5 นี่แหละ มันก็เลยต้องเหลือแค่ 9 เพราะอธิบายในเรื่องรูป ไม่ได้อธิบายนาม รูปก็เลยเหลือ 9 เพราะไม่มีรูปของใจ ตัดใจออกไป ตา หู จมูก ลิ้น กาย มีคู่ก็รวมเป็นเป็น 10 ถ้าเอาใจไปร่วมหมดก็เป็น 12 ใจก็มีใจของมันเองอีกคู่คือ ธรรมายตนะ กับ มนายตนะ วิการรูป 5 ใน 5 นี้มี กายวิญญัติ วจีวิญญัติ แต่2 อันนี้ก็มี 2 ภายนอกอยู่แล้ว แต่ในความเป็นจริงของ วิการรูป ขาดกายวิญญัติ วจีวิญญัติไม่ได้ ก็เลยต้องหักออก 2 เหมือนกัน หักออก 2 ก็จะเป็นรูป สรุปแล้ว การสำรวมอินทรีย์ 6 ไม่มี นี่แหละมันเป็นตัวยืนยันว่า ศาสนาหลับตาปฏิบัตินั้นให้ตายอย่างไรก็ไม่มีนิพพาน หลับตามันตัดออกไปตั้ง 5 ทวาร สำรวมอินทรีย์ 6 ไม่ได้สำรองภายนอกเลย มันไปสำรวมแต่ใจอันเดียวอันใดอันหนึ่ง แค่เราอธิบายเป็น 9 เป็น 10 เป็น 12 ก็ยังยากเลยแล้วไปนั่งหลับตาอย่างเดียวมันจะไปรู้อะไร รายละเอียดความซับซ้อนแค่นี้ก็ยังยากแล้ว เพราะฉะนั้นจะยิ่งเห็นความจริงว่าการกระทบทางตาเป็นอย่างไร รูปเป็นอย่างไรหูเป็นอย่างไรก็ไม่รู้เรื่อง เพราะฉะนั้นสรุปแล้วจึงไม่มีทาง พูดกันมีอะไรก็พูดกันไม่รู้เรื่อง ไม่รู้จะพูดกับเขาอย่างไร เพราะเขาไม่ได้ปฏิบัติเลย แล้วเขาก็มีของหลอก มันเป็นมโนมยอัตตาหลอกไปสร้างภพชาติสร้างรูปเรื่อง แล้วเขาไปสร้างเป็นนิรมานกายสร้างอุปาทานได้เหมือนกันอีก หลับตาเป็นนั่นมันง่าย แต่ลืมตานี้มันยาก ยังมีเกินกว่านั้น พวกสร้างหลับตาสร้างมโนมยาอัตตาได้เก่ง หรือสร้างภาพเนรมิตภาพเก่ง จนกระทั่งเห็นสิ่งที่มันไม่มี เช่นมี เห็นเป็นโครงกระดูกที่เดินไปเดินมาก็มี เนื้อหนังมังสาไม่มี มีแต่โครงกระดูกก็เดินได้ เพ่งจนเป็นอุปาทานเห็นคนไม่มีเนื้อเลยมีแต่กระดูก เห็นการเคลื่อนไหวของร่างกาย ก็เห็นเป็นโครงกระดูกเดิน หรือเห็นร่างกายของเราเปื่อยเน่าเสื่อมลงไป เขานั่งสมาธิแยกกายแยกจิตเห็นตัวเองนอนเน่าอยู่ ตัวเองนั่งอยู่อย่างนี้ แต่เห็นภาพตัวเองนอนเน่า น่ากลัวมันไม่เที่ยง มันก็เป็นประโยชน์บ้างนะ แต่มันไม่เข้าเหตุปัจจัยแท้ มันก็ได้แต่ ตรรกะ ได้แค่เหตุและผลชั่วคราวมันไม่ได้เข้าใจของจริง นี่พวกนี้ซับซ้อนยาก ตกลง การสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 1. เรื่องของศีล เขาก็ไม่ได้เกี่ยวข้องเลย 2. สำรวมอินทรีย์ เขาก็ไม่ได้ปฏิบัติให้สำรวมอะไร ยิ่งเป็นอาริยะก็ไม่ต้องพูดเลยคุณไม่ได้ทำเลย ที่นี้สติสัมปชัญญะอันเป็นอริยะ ก็คือความเป็นร้อย มีพลังมีกำลังที่เป็นอธิปไตย เป็นกำลังที่ช่วยในการตื่นรู้เรียกว่า ชาคริยา ทางกายก็ตื่น ทางตาก็ตื่น หูจมูกก็ตื่นเต็มไป (พ่อครู ไอ ตัดออกด้วย) คุณไม่มีสติอาการคุณก็ไม่ตื่นเต็ม วาจา คุณก็ไม่เต็ม คุณก็ได้แต่ใจตื่นเต็มอยู่อย่างนั้น มันก็ไม่ใช่สติอาริยะ สติต้องครบร้อย เป็นชาคริยา ตื่นไม่ใช่ไปหลับ ไม่ใช่ไปอยู่ในภวังค์ ความตื่น ชาคริยา คือ ความตื่นในภาคปฏิบัติเหมือนกับฌาน ชาคริยา คือ การสร้างอาการตื่นให้แก่จิต แต่ถ้าพุทธะก็คือ ผู้ตื่น แต่ชาคระ มันมีพยัญชนะเยอะ แต่เอาความหมายคือ ตื่นเต็ม ปฏิบัติในจิตที่ตื่นเต็มทั้งกาย ความเกี่ยวข้องทางกายกรรมภายนอก วจีกรรมก็ตื่นเต็มด้วย นี่คือความตื่น ที่มีสติเป็นอาริยะ นอกจากจะตื่นแล้วคุณต้องมีเหตุปัจจัยรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสด้วย จนสามารถลดละกิเลสได้ จนมีสันโดษอันเป็นอาริยะตัวที่ 4 เวลาก็มีเท่านี้ สำหรับวันนี้ 30722_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ทำงานหนักในอโศกคือใช้หนี้หรือสร้างบารมี