เป้าหมายของศาสนาพุทธอยู่ที่หยุดหลงวนเวียนในวัฏฏะ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.43 KB
วันที่แก้ไข30 กันยายน 2563

เนื้อหาในไฟล์

เป้าหมายของศาสนาพุทธอยู่ที่หยุดหลงวนเวียนในวัฏฏะ พ่อครูว่า…ก็ต่อที่ท่านฟ้าไท ที่ทิ้งท้ายไว้ว่า เราเป็นคนจะต้องแสวงหาใฝ่หาสิ่งที่ดี เป็นคนนี่แหละประเสริฐสุดในสัตว์โลกไม่ว่าจะในยุคไหน กัปป์ไหนก็แล้วแต่ ที่มีโลกและมีสัตว์โลกเกิดอยู่ในมหาจักรวาลนี้ มนุษย์จะรู้จักทุกอย่างจนกระทั่งที่สุด รู้ตัวเอง จนกระทั่งรู้แจ้งในตัวเอง ซึ่งถ้าไม่รู้ในตัวเองแล้ว เหมือนอย่างพระพุทธเจ้าตรัสรู้และศึกษาพิสูจน์ รู้รอบ รู้ครบแล้ว คุณก็จะไม่รู้ที่จะทำให้ตัวเองหมดสภาพจากความเป็น อัตตา หรือความเป็นมนุษย์ในโลกอีกต่อไป สูญหายไปเลย คุณจะไม่มี ทำไม่ได้ นอกจากทำไม่ได้แล้ว คุณก็ยังจะหลงงมงายอยู่ เป็นความหลงงมงายถาวร ความหลงงมงายถาวรนั้นก็คือ จะหลงงมงายว่า โลกนี้เต็มไปด้วยสุข แม้มันไม่ได้สุขก็ต้องแสวงหาเอาความสุข แล้วเราจะได้ความสุข ได้จริงๆ มีวิธีมีศาสดาที่สอนเรื่องสุขนิยม สอนจนกระทั่งได้สุขมาก เสพสุขมาก เสร็จแล้วตายไปก็ไปอยู่สวรรค์กับพระเจ้าอะไรอย่างนี้ นิรันดรแล้วก็จบ ความรู้จะไม่ต่อไปจากไปอยู่กับพระเจ้า เมื่อไม่รู้ความเป็นอยู่กับพระเจ้าเขาก็ไม่รู้ แต่จริงๆแล้วมันเป็นภาวะที่จากนั้นคุณไม่ได้อยู่กับพระเจ้าหรอก จริงๆแล้วพระเจ้าจะเป็นแหล่งที่อะไรไปสิงอยู่ มันไม่มีหรอก แต่เขาหลงว่ามีพระเจ้า แท้จริงไม่มี มีแต่กรรมกับวิบาก ฟังตรงนี้ดีๆ ไขความตรงนี้ให้ฟัง พระเจ้าที่เป็นแท่งอยู่บนเวียงวังวิมานตายไปจะไปอยู่กับพระเจ้าให้พระเจ้าจัดการ พระเจ้าไม่ให้ไปลงนรกไม่ไปไหน ก็อยู่กับพระเจ้านิรันดร เป็นความเพ้อฝันไม่ใช่ความจริง มันมีไม่ได้เพราะทุกอย่างต้องวนเวียนไปด้วยกรรมวิบาก เพราะฉะนั้นผู้ที่ยังไม่รู้เราก็จัดการวิบากที่จะหมดสิ้นกรรมวิบากเลย แล้วคุณก็สลายธาตุไปเลย คุณไม่มีความรู้คุณจะเป็นเทวนิยม เป็นพระเจ้า คำว่า เทวะ ที่แปล

อ่านต่อ

ว่า 2 ก็แยกไม่เป็นแยกรูปนาม ก็แยกไม่ได้ ก็มีแต่ความดิ้นรนไปหาพยายามบำเรอกิเลสให้ได้สมใจ สุขๆๆๆ เป็นมายาหลอกตัวเอง พากเพียรให้ได้ก็เมื่อย มันมีวิบากตัดรอนก็ต้องพยายามให้ได้ก็ต้องพยายามกลบเกลื่อนต้องสู้ต้องแข่งขัน เหนื่อย แล้วก็จะทำอย่างนั้นจนกระทั่งสักวันหนึ่ง เข็ดขยาด ก็จะหาทางแสวงหา แล้วก็ไปเข้าใจทางด้านเทวนิยมเหมือนกัน เขาบอกว่าไปปฏิบัติธรรม เสร็จแล้วก็ไปนั่งสะกดจิตได้ผลอีกแหละ ได้ผลสงบชั่วคราว นานจนนึกว่านิรันดร์ จนหลงว่าเป็นนิรันดร์ เพราะจริงๆแล้วความมีอยู่เป็นนิรันดร์ มันไม่มี มีแต่เปลี่ยนไปไม่เที่ยงแล้วก็หมุนเวียนอยู่อย่างนั้น มันไม่มีความเที่ยง มันไม่มี สุขนิรันดร์ก็ไม่มี เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสรู้อย่างนี้ มันก็เหนื่อยตายวนเวียนอยู่อย่างนี้ แล้วก็อยู่ในโลกมหาจักรวาลนี้หมุนเวียนอย่างนี้ตลอดกาลนาน ท่านก็ไม่เอาแล้ว การวนเวียนอย่างนี้ซ้ำซาก ซ้ำซาก ซ้ำซาก จนลืมของเก่าก็มาลงของอันนี้ปัจจุบันไป แล้วก็นึกว่ามันมีใหม่อีกๆ วนไปหาของเก่านั่นแหละ แต่จำไม่ได้ ก็วนอยู่อย่างนั้นแหละซ้ำซาก ไม่รู้จักจบ เพราะฉะนั้นผู้ที่ไม่รู้ความจริง ก็จะจมอยู่กับความหมุนเวียนซ้ำซาก แล้วก็ได้ใหม่ลืมเก่า ได้ใหม่ลืมเก่าได้ใหม่ลืมเก่า ได้ใหม่ลืมเก่า อยู่อย่างนี้ เพราะฉะนั้นผู้ที่รู้ความจริงแล้วจึงมีทางออก พระพุทธเจ้ารู้ทางออกก็เลิกก็หยุด หาทางปฏิบัติออกได้ จนค้นพบพลังงานจิตวิญญาณ ที่เรียนรู้ได้ด้วยรูปนาม มีผัสสะเป็นปัจจัยเกิดในปัจจุบัน ที่อาตมาเน้นมากเลย ภาวะแท้จริงนั้นเป็นปัจจุบันนิดเดียว แต่คุณให้นิดเดียวนั้นต่อเนื่องอยู่ได้ ถ้าไม่ใช่ปัจจุบันนี่นะ มันไม่ใช่ภาวะที่แท้ จำได้คุณอาจจะจำได้ มันไม่ใช่ตัวจริง มันเป็นเงาของตัวจริง คุณจะฆ่าตัวจริง คุณก็ได้แต่ ฆ่าเงาๆๆๆ แล้วเมื่อไหร่ตัวจริงมันจะตายเสียที เพราะมันไม่ใช่ตัวจริง จริงๆ สัจธรรมมันละเอียดมาก เหตุปัจจัยกระทบอยู่ตอนนี้ เกิดตัวจริงขณะนี้ พอผ่านอดีตไปแล้ว มันไม่ใช่ปัจจุบัน มันไม่ใช่ความจริงแล้วนะ มันเข้าใจไม่ง่ายเหมือนกัน เพราะว่าความจำมันก็จะนึกว่าเหมือนกันใกล้ๆกัน ความจำกับความจริงมันคล้ายมากเลย จำได้เมื่อกี้นี้ ยิ่งใหม่ๆก็จำได้ดี เมื่อผ่านปัจจุบันแป๊บเดียวไปแล้วมันไม่ใช่ปัจจุบัน ถ้ายังไม่ขาดช่วงมันยังมีสัมผัส อินทผาลัมต่อเนื่องอยู่ แต่คุณตัดรอบแล้วไม่มีอินทผาลัมที่สัมผัสอันนั้น คุณขาดตอนแล้วนะ เป็นความจำแล้วนะ กลับแล้วนะ แต่ถ้ายังต่ออยู่ก็ต้องมีสันตติ แต่มันยืดยาวเป็น ยามะ แล้วยาวเป็นยาวะ ยามมะ อันนี้อาจจะ 5 นาที ยามะอันนี้อาจจะ 10 นาที อันนี้อาจจะ 1 ชั่วโมงอันนี้อาจจะ 3 ชั่วโมง หรือ 12 ชม.ก็แล้วแต่ ยามะ หรือ ยาม มันยังต่อกันไปเป็น ยาวะ คือยาวไปเรื่อยๆ ภาษาบาลี พอเปลี่ยนเป็นภาษาไทยก็คือยาว คือต่อไปอีก แต่ยาวนี่มีกรอบขอบ เท่านี้นะ อันนี้ชั่วโมงนึงนะ อันนี้ 3 วันนะ อันนี้ 3 ชั่วโมงนะ หรือ 12 ก็แบ่งสามยาม ยามละ 4 ชั่วโมงเป็นยาม 1 ยามสองยาม 3 ยามต้น กลาง ปลาย ก็เป็นการกำหนดกันเท่านั้นเอง ธรรมะพระพุทธเจ้า อาตมาย้ำแล้วว่าเกิดมาเป็นอัตภาพ เกิดมาเป็นมนุษย์ มันสุดยอดศึกษาดีๆ สูงสุดแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าคุณจะเลิก ก็เอาพระอรหันต์ให้ได้ พอได้อรหันต์แล้วคุณรู้จักแยกธาตุ ทำลายกลายเป็นอรหันต์ตายด้วย สุญญตนิพพาน อนิมิตนิพพาน อปณิหิตตนิพพาน แต่ผู้ใดจะทำต่อก็เป็นส่วนตัว พระอรหันต์ตอนเริ่มต้น ยังอธิบายอะไรไม่ได้เท่าไหร่หรอก อธิบายภาวะอะไรยังไม่ได้อย่างที่อาตมาอธิบาย ไม่ได้หรอก ยังไงยังไงก็อธิบายไม่ได้ ไม่เหมือนอาตมา อย่างนี้เป็นต้น เอาสิ คุณพยายามจะอ่านหนังสือท่องมาสู้อาตมา รับรองคุณไม่ทันหรอก คุณคว้าจับเล่มนั้นเล่มนี้ต่อกันไม่ทันหรอก จำมาสู้ไม่ได้ อาตมานี่ไม่ได้จำมาก แต่มันก็มีแล้ว พยายามจำพยัญชนะเท่านั้นเอง เดี๋ยวนี้ก็เฟื่องขึ้นเยอะ ได้เยอะเหมือนกัน รู้สึกว่าเฟื่องขึ้น ข่มริปูขึ้นเยอะแต่คนฟังจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็แล้วแต่

630722_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ทำงานหนักในอโศกคือใช้หนี้หรือสร้างบารมี

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน