10 บทที่ 5.docx
เนื้อหาในไฟล์
4733925 -914400 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และ ข้อ เสนอแนะ การดำเนินงานวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง ( Quasi - Experimental Research ) แบบกลุ่ ม เดียว เก็บข้อมูล 2 ครั้ง ก่อนและหลังเข้า รับ โปรแกรมสุขภาพ ตามหลักการแพทย์ วิถีธรรม ( One Group Pre - Test Post - Test Design ) โดย มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรม สุขภาพ ตามหลักการแพทย์ วิถีธรรม เปรียบเทียบ ระดับดัชนีมวลกายแ ละ ระดับ ความดันโลหิต เปรียบเทียบ ผลการปฏิบัติตามโปรแกรมฯ ก่อนและหลังการทดลองของผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ในค่ายสุขภาพสวนป่านาบุญ อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ ผู้ที่มี ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ที่มาเขาค่ายสุขภาพแพทย์วิถีธรรม ในเดือนธันวาคม 2560 จำนวน 234 คน โดยคัด กลุ่มตัวอย่างที่ มีอายุระหว่าง 40-59 ปี มีดัชนีมวลกายเกินมาตรฐาน ( BMI เกิน 23) และความดันโลหิตไม่เกิน 140/90 มิลลิเมตรปรอท โดย การสุ่มตัวอย่างแบบ เจาะจง ( Purposive Sampling ) ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 117 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ โปรแกรม สุขภาพ ตามหลักการ แพทย์วิถีธรรม และเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล และแบบ วัดพฤติกรรมการปฏิบัติตามโปรแกรม สุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ซึ่ง สามารถ สรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะของการวิจัย ดังรายละเอียดต่อไปนี้ สรุปผลการวิจัย ผลการวิจัยสรุปได้ว่า โปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม มีประสิทธิภาพต่อ การเปลี่ยนแปลงภาวะสุขภาพของผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน โดยใช้เวลาในการเข้ารับโปรแกรมฯ น้อยที่สุด คือ ใช้เวลาเพียง 9 วันเท่านั้น ซึ่ง สามารถสรุปผลได้ดังนี้ 1. ข้อมูลทั่วไปของ
อ่านต่อ
ผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนในค่ายสุขภาพสวนป่านาบุญ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงคิดเป็นร้อยละ 76.10 มี อายุระหว่าง 55 - 59 ปี คิดเป็น ร้อยละ 42.73 และอายุเฉลี่ย 51.91 ปี ( S . D . = 5 . 971 ) 2 . ผล การเปรียบเทียบภาวะสุขภาพทางกาย ได้แก่ น้ำหนักตัว ระดับดัชนี มวลกาย ระดับ ความดันโลหิตตัวบน และ ความดันโลหิตตัวล่าง ก่อนและหลังการทดลอง พบว่า หลังการทดลอง น้ำหนักตัว ระดับดัชนี มวลกาย ระดับ ความดันโลหิตตัวบน และ ความดันโลหิตตัวล่าง ลดลงอ ย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0 .05 3 . ผล การเปรียบเทียบ ระดับการปฏิบัติตามโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม หลังการทดลอง พบว่า ระดับ การ ปฏิบัติตามโปรแ กรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม สูงขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0 .0 5 อภิปรายผล การวิจัย ผลการศึกษาแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม มี ผล ต่อการเปลี่ยนแปลง ภาวะสุขภาพ ของผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนได้อย่างชัดเจน เนื่องจาก ผู้วิจัย เลือกเทคนิค 9 ข้อ (ยา 9 เม็ด) ตามแนวคิดของใจเพชร กล้าจน ( 2558 ) มาสร้างเป็นโปรแกรม สุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม เพื่อใช้กับกลุ่มตัวอย่าง ส่งผลให้ผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ได้เรียนรู้ และลงมือฝึกปฏิบัติจนเห็นผลจริง ในเรื่องการรับประทานอาหารและสมุนไพรปรับสมดุล การเดินเร็วและการใช้แรงบำเพ็ญฐานงานต่าง ๆ การเอาพิษออกจากร่างกายด้วยการสวนล้างลำไส้ใหญ่ การใช้ธรรมะ ละบาป บำเพ็ญบุญกุศล ทำจิตใจให้ผ่องใส คบมิตรดีสร้างสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดี เพื่อผ่อนคลายอารมณ์ ควบคุมสิ่งเร้า และลดละเลิกการบริโภคสิ่งที่เป็นโทษต่อสุขภาพขณะลดน้ำหนัก ด้วยการสวดมนต์ ทบทวนธรรม ฟังธรรม และการสนทนาธรรม ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญที่จะควบคุมเร้าหรือสิ่งกระตุ้นทั้งจากภายในและภายนอก รวมถึงการพากเพียรตัดวงจรหรือลดละเลิกพฤติกรรมที่ทำให้เกิดความรู้สึกหิว เบื่อหน่าย หรือท้อแท้ และการรู้เพียรรู้พักให้พอดีระหว่างการพักผ่อนและการพากเพียรในการปฏิบัติตามกิจกรรมของโปรแกรม สุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ผู้วิจัยจึงขออภิปรายผลดังนี้ 1 . หลังได้ รับโปรแกรม สุขภาพ ตามหลักการ แพทย์วิถีธรรม กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ ที่ มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน มีน้ำหนัก ตัว ระดับดัชนีมวลกาย ระดับความดันโลหิตตัวบน และ ความดันโลหิตตัวล่าง ลดลงอ ย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0 .05 สามารถ อภิปรายผลได้ว่า 1.1 ด้านน้ำหนักตัว พบว่าหลังการทดลองกลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยน้ำหนักตัวลดลงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0 . 05 เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างได้รับประทานสมุนไพรและอาหารปรับสมดุลที่ให้พลังงานต่ำ ได้ฝึกเคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนกลืน และได้ออกกำลังกายด้วยการเดินเร็วและใช้แรงบำเพ็ญกุศลอย่างเพียงพอ สอดคล้องกับนันทิชา แปะกระโทก ( 2554 : 15 ) พบว่าการศึกษาเชิงปฏิบัติการที่ใช้เวลา 2 เดือน ผู้ที่มีภาวะอ้วนสามารถป้องการมิให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นและสามารถลดน้ำหนักได้ด้วยการเพิ่มการเคลื่อนไหวออกแรงหรือออกกำลังกายร่วมกับการลดการบริโภคอาหาร รู้จักเลือกรับประทานอาหารอย่างฉลาด เพื่อลดพลังงานทำให้น้ำหนักตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยผู้รับบริการมีค่าเฉลี่ยน้ำหนักตัวก่อนเข้าโปรแกรมเท่ากับ 77 . 47 กิโลกรัมและหลังเข้าโปรแกรมเท่ากับ 75 . 46 กิโลกรัม นอกจากนั้นการรับประทานอาหารสูตร 2 น้องพุทธกลุ่มตัวอย่างได้ฝึกเคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนกลืน ซึ่งมีส่วนทำให้การเผาผลาญอาหารดีขึ้น อิ่มนานขึ้นและน้ำหนักลดลง สอดคล้องกับ การศึกษาที่พบว่า การเคี้ยวอาหารแต่ละครั้งเผาผลาญพลังงานประมาณ 1 - 2 แคลอรี หากเคี้ยวเร็วกลืนเร็วแคลอรี่ที่เผาผลาญจะน้อยลงไปด้วย ดูเหมือนการเคี้ยวจะใช้ พลังงานเพียงน้อยนิด แต่เมื่อสะสมกันทุกวัน วันละหลาย ๆ มื้อ คำนวณได้ว่า อาจเทียบเท่ากับการเดินเร็ว 2 ไมล์ต่อชั่วโมง เดือนละ 3 ครั้ง ๆ ละ 20 นาที ปภังกรกิจ ( Paphangkorakit J . , et al . 2013 : 1 - 4 ) เช่นเดียวกับการศึกษาของสุมาลี เกียรติชนก ( 2558 : 112 ) ที่พบว่าการพัฒนาสูตรอาหาร ลดพลังงานแคลอรี่ต่ำ 1,200 กิโลแคลอรี่ต่อวันเป็นเวลา 4 สัปดาห์ และการนำคู่มือปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การกินอาหารลดพลังงานไปใช้ทำให้น้ำหนักตัวลดลง โดยก่อนทดลองมีน้ำหนักเฉลี่ย 89 . 94±21 . 73 กิโลกรัม หลังทดลอง 88 . 80±21 . 76 กิโลกรัม นอกจากนั้นยังมีการศึกษาเรื่องอาหารของ พีเค , แคทเธอรีน , และอลิจา ( PK, N . , Katherine, L . T . , and Alicja, W . 2005 : 1267 - 1274 ) ที่ ได้ออกแบบมาเป็น อย่างดีเพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบการรับประทานอาหารมังสวิรัติ และค่าดัชนีมวลกายโดยตรง พบว่า อาหารที่อุดมด้วยเส้นใยอาหารจากพืช เช่น ผัก ผลไม้ธัญพืช และพืชตระกูลถั่วมีความเกี่ยวข้องกับดัชนีมวลกาย ( BMI ) โดยสตรีชาวสวีเดนอายุระหว่าง 57 - 91 ปีที่ทานอาหารมังสวิรัติเป็นประจำมีความเสี่ยงต่อการมีน้ำหนักเกินและโรคอ้วนต่ำกว่าผู้หญิงที่กินเจ และมีคำแนะนำในการบริโภคอาหารจากพืชและผลิตภัณฑ์จากสัตว์น้อย อาจช่วยให้ควบคุมน้ำหนักได้ ยังสอดคล้องกับ เมนซ่า และคนอื่น ๆ ( Menza, M . , et al . 2004 ) ที่ได้กล่าวไว้ ใน การศึกษา เรื่อง Managing Atypical A ntipsychotic - A ssociated . Weight G ain : 12 - M onth D ata on a M ultimodal Weight Control P rogram ว่าหลังได้รับโปรแกรมควบคุมน้ำหนักหลายรูปแบบ ซึ่งรวมถึงการปรับเปลี่ยน โภชนาการและการออกกำลังกายเป็นเวลา 52 สัปดาห์ เปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองที่เป็นผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักเกินและเป็นโรคอ้วนที่มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ในขณะที่ใช้ยาลดความอ้วน และผู้ป่วยโรคจิตเภท หรือโรค S chizoaffective ที่ได้รับการรักษาด้วยยารักษาโรคจิตแบบผิดปกติ จำนวน 36 คนและกลุ่มเปรียบเทียบที่เป็นผู้ป่วยในคลินิกเดียวกัน (กลุ่ม “ การดูแลตามปกติ ” ) ผลลัพธ์หลักคือกลุ่มทดลองมีน้ำหนักตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ( p = 0 . 01 ) ในขณะที่กลุ่มเปรียบเทียบมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น การศึกษาของ ดีเลีย และคนอื่น ๆ ( Delia E . S . , et al . 1997 ) เรื่อง Motivational Interviewing to Improve Adherence to a Behavioral Weight - Control Program for Older Obese Women with NIDDM : A pilot study ก็ได้ทดลองกับกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม โดยกลุ่มที่ 1 ได้รับโปรแกรมควบคุม น้ำหนักตามพฤติกรรมกลุ่มอายุ 16 สัปดาห์ ที่ให้คำแนะนำในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย และกลุ่มที่ 2 ได้รับโปรแกรมการสัมภาษณ์เพื่อสร้างแรงบันดาลใจเป็น รายบุคคล 3 ช่วงเวลา ผลปรากฏว่า ทั้งสองกลุ่มมีน้ำหนักตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ไม่พบความแตกต่าง ระหว่างกลุ่ม นอกจากนั้นการศึกษาของ เบคเกอร์ , มิลเนอร์ และแคมป์เบล ( Baker, H . E . , Milner, N . A and Campbell, D . A . 2015 : 822 - 824 ) เรื่อง Walking Programs to Promote Weight Loss A mong Obese and Overweight Individuals : Walking Buses for Adults เป็นการ ศึกษาการใช้โปรแกรมส่งเสริมการเดินให้เป็นรูปแบบของการขนส่งแทนการใช้ยานพาหนะ เป็นการผสมผสาน การเดินเข้าสู่วิถีชีวิตของแต่ละบุคคล พบว่าสามารถกระตุ้นให้เกิดการออกกำลังกายและเพิ่มการสูญเสีย น้ำหนักของผู้ที่มีอายุระหว่าง 23 - 63 ปี (มี BMI เกิน 25 ขึ้นไป) ในรัฐแอละแบมา โดยในช่วงเวลาที่ศึกษาผู้เข้าร่วมมากกว่าครึ่ง ( 54 . 5 %) มีน้ำหนักลดลง 1 . 2 ด้าน ดัชนีมวลกาย การศึกษานี้พบว่า หลังการทดลองกลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ย ระดับ ดัชนีมวลกายลดลงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0 . 05 เนื่องจากการรับประทานอาหารปรับสมดุลสูต 2 น้ องพุทธ การใช้พลังงานที่เหมาะสม การเอาพิษออกจากร่างกายด้วยการสวนล้างลำไส้ใหญ่ และการ เรียนรู้การใช้ ธรรมะเพื่อลดละเลิกสิ่งที่เป็นโทษภัยต่อชีวิต เพียง 9 วัน สามารถช่วยให้ระดับดัชนีมวลกายลดลงได้ หากกลุ่มตัวอย่างนำไปปฏิบัติอย่างต่อเนื่องก็จะสามารถลดระดับดัชนีมวลกายลงได้อย่างถาวร ตรงกับการศึกษาของนิตยาภรณ์ สุระสาย ( 2558 : 113 ) ได้ศึกษาผลการใช้โปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพด้วยการแพทย์ทางเลือกวิถีธรรมต่อสุขภาวะ ของผู้ต้องขังหญิง โดยให้ผู้ต้องขังหญิงฝึกปฏิบัติตามหลักเทคนิค 9 ข้อหรือยา 9 เม็ดของการแพทย์วิถีธรรม 28 สัปดาห์ พบว่าระดับดัชนีมวลกายของผู้ต้องขังหญิงก่อนและหลังการทดลองลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0 . 01 สอดคล้องกับการศึกษาที่เน้นการเปลี่ยนแปลงในด้านโภชนาการและ กิจกรรมที่เพียงพอ จะช่ วยระงับการเพิ่มขึ้นของค่าเฉลี่ย ดัชนีมวลกาย ได้ของคณะ เอ็นซีดี ริส ( NCD - RisC 2016 ) เรื่องแนวโน้มของค่า ดัชนีมวลกาย ทั่วโลกเพิ่มขึ้นใน 4 ทศวรรษที่ผ่านมา โดยค่าเฉลี่ย ดัชนีมวลกาย และความอ้วนในเด็กและวัยรุ่นอายุ 5 - 19 ปี เพิ่มขึ้นในทุกภูมิภาคและ ทุก ประเทศ ส่งผลกระทบด้านสุขภาพที่ไม่พึงประสงค์ไปตลอดชีวิต การศึกษานี้คาดว่าปี พ.ศ. 2565 โรคอ้วนในเด็กและวัยรุ่นจะสูงเกินระดับความหนักปานกลางและรุนแรง สอดคล้องกับกาญจนา ศักดิ์ชลาธร ( 2558 : 90 ) ได้ทำการศึกษาผลของโปรแกรมสุขศึกษา ต่อค่าดัชนีมวลกายของ อสม. 26 คน มีการบรรยายให้ความรู้ประกอบสไลด์เรื่องพฤติกรรมการควบคุม น้ำหนักด้วยหลัก 3 อ และ เรื่องภาวการณ์เจ็บป่วยที่เกิดจากโรคอ้วน ทำให้ตระหนักถึงโรคร้ายแรงที่จะตามมา เช่น เบาหวาน ความดันโลหิต รวมทั้งการให้ความรู้เรื่องพลังงานแคลอรี่ของอาหารแต่ละ ประเภท วิธีคำนวณแคลอรี่ และความรู้ในการออกกำลังกายอย่างง่าย ๆ ให้อสม.นำไปปฏิบัติ 4 สัปดาห์ พบว่าก่อนการทดลองมีดัชนีมวลกาย 27 . 31 หลังการทดลอง 26 . 94 เมื่อเปรียบเทียบทางสถิติพบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ( p = 0 . 000 ) สอดคล้องกับการศึกษาของสุดารัตน์ วาเรศ ( 2556 : 38 ) ทำการศึกษาผลการออกกำลังกายด้วยเดินต่อดัชนีมวลกายของนักเรียนมัธยมศึกษาที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์ พบว่าดัชนีมวลกายก่อนการฝึกกับหลังการฝึกมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0 . 05 เนื่องจากกลุ่มทดลอง ออกกำลังกายด้วยการเดินตามโปรแกรม 8 สัปดาห์ ๆ ละ 3 วัน ซึ่งเป็นไปตามหลักการออกกำลังกายแบบแอโรบิคที่ชนิด ความถี่ ความนาน และความหนักถูกต้องและเหมาะสม สามารถทำให้ด ัชนีมวลกายของนักเรียนลดลงได้จริ ง ความรุนแรงของปัญหาน้ำหนักเกินแล ะโรคอ้วน มีการศึกษาที่ชัดเจนของ แบนเวล และลิม ( Banwell, C . and Lim, L . 2009, January ) เรื่อง Body Mass Index and H ealth - Related Behaviors in a National C ohort of 87, 134 Thai Open University S tudents พบว่านักศึกษาในมหาวิทยาลัย ของประเทศไทย 16 % เป็นโรคอ้วน (ดัชนีมวลกาย > หรือ= 25 ) และ 15 % มีน้ำหนักเกิน ( BMI> หรือ = 23 - 24 . 9 ) ผู้ชายมีน้ำหนักเกินและอ้วนกว่าผู้หญิงเป็นสองเท่ า เป็นผู้ที่พักอาศัยอยู่ในเมือง ใช้พลังงานในการ ทำ งานบ้านหรือทำสวน เพียง เล็กน้อย และใช้เวลามากกว่า 4 ชั่วโมงต่อวันในการดูโทรทัศน์หรือใช้คอมพิวเตอร์ และพบว่านักศึกษาบริโภคอาหารทอดเป็นประจำทุกวัน เป็นสาเหตุทำให้เกิดภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน การลดปริมาณพลังงานและสารอาหารในผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน มีผลต่อการลดน้ำหนักโดยตรง 1.3 ด้าน ระดับ ความดันโลหิต การศึกษานี้พบว่า ระดับความดันโลหิตตัวบนและระดับความดันโลหิตตัวล่าง หลังการทดลองมีค่าเฉลี่ย ลดลงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เนื่องจาก 9 วันของการเข้าค่ายสุขภาพแพทย์วิถีธรรม กลุ่มตัวอย่าง สามารถ ปฏิบัติตามโปรแกรมสุขภาพแพทย์วิถีธรรม ด้านการรับประทานอาหารปรับสมดุลได้ในระดับมาก ทั้งนี้ ผู้วิจัยมิได้เน้น การ ลดระดับความดันโลหิตเป็นหลัก แต่ การรับประทาน อาหารปรับสมดุล ที่ ให้พลังงานต่ำและปรุงรสไม่จัด เน้น ปรุงอาหารจาก ความหวาน ความเปรี้ยว ของ ผัก สมุนไพร ที่หลากหลาย จากนั้น ปรุงด้วยเกลือ ปริมาณเล็ก น้อย โดย ไม่ ต้อง ใช้ซีอิ๊ว เต้าเจี้ยว กะปิ น้ำปลา ปลาร้า หรือเครื่องปรุงรสใด ๆ แต่อาหารกลับมีรสชาติกลมกล่อมใกล้เคียงกับ รส ธรรมชาติ ทำให้ กลุ่มตัวอย่าง ได้รับโซเดียมในปริมาณน้อย ลง เป็นผลให้ ความดัน โลหิต ลดลง ส อดคล้องกับ สิรญา ธาสถาน (2557 : 44 ) เรื่อง ผลของ โปรแกรมการก ำ กับตนเองที่ประยุกต์การแพทย์วิถีพุทธต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองและระดับความดันโลหิตในผู้ที่เสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง เป็นการศึกษา เปรียบเทียบพฤติกรรมการดูแลตนเองและระดับความดันโลหิตของผู้ที่เสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูงในระยะก่อนและหลังการได้รับโปรแกรมการก ำ กับตนเองที่ประยุกต์การแพทย์วิถีพุทธ (วิถีธรรม) และระหว่างกลุ่มที่เข้าร่วมโปรแกรมฯและไม่ได้เข้าร่วมโปรแกรม ฯ พบว่า หลังการเข้าร่วมโปรแกรมการก ำ กับตนเองฯ กลุ่มท ี่เข้าร่วมโปรแกรมฯ มีพฤติกรรมการดูแลตนเองดีกว่าก่อนทดลอง และมีระดับความดันโลหิตช่วงบนและช่วงล่างลดลงกว่าก่อนทดลอง ส่วนกลุ่มที่ไม่ได้เข้าร่วมโปรแกรม ฯ พบว่า มี ระดับความดันโลหิตช่วงบนและช่วงล่างลดลง น้อย กว่า กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมฯ จากการค้นคว้าพบว่า หากบุคคลมี น้ำหนักตัวลดลงจะทำให้ระดับความดันโลหิตลดลงด้วย ตรงกับการศึกษาของนิตยาภรณ์ สุระสาย (2558 : 134 ) เรื่อง ผลของโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพด้วยการแพทย์ทางเลือกวิถีธรรมเพื่อการพึ่งตน ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงต่อพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพและสุขภาวะของผู้ต้องขังหญิง เรือนจำกลางนครพนม อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม ที่ศึกษาเปรียบเทียบผลการใช้โปรแกรมฯในกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ พบว่า ภายในกลุ่มทดลองหลังการทดลองมี น้ำหนักตัวและ ค่าเฉลี่ยของระดับความดันโลหิตตัวบน ( Systolic Blood Pressure ) ต่ำกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0 .0 1 และ ภายในกลุ่มเปรียบเทียบ หลังการทดลองมีค่าเฉลี่ยของระดับความดันโลหิตตัวบน ( Systolic Blood Pressure ) ไม่แตกต่างจากก่อนการทดลองที่ระดับนัยสำคัญ 0 . 01 2 . หลังได้รับโปรแกรมสุขภาพ ตามหลักการ แพทย์วิถีธรรม กลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมการปฏิบัติตามโปรแกรม ฯ สูง ขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เนื่องจาก ทั้ง 9 วันกลุ่มตัวอย่าง ได้รับประโยชน์จากการฟัง องค์ ความรู้ การแพทย์วิถีธรรม และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากคณะจิตอาสา แพทย์วิถีธรรม ที่เป็นตัวแบบที่มีประสบการณ์ในการลดน้ำหนัก รวมถึงการปฏิบัติตามโปรแกรม ฯ นี้ สามารถแก้ปัญหาน้ำหนักเกินและโรคอ้วนได้อย่างแท้จริง และสามารถปฏิบัติตามได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ทำให้ กลุ่มตัวอย่าง มีความมั่นใจในการปฏิบัติมากยิ่งขึ้น และ การพูดคุยแลกเปลี่ยน ประสบการณ์ภายในกลุ่มที่ปฏิบัติแนวทางเดียวกันจำนวนมาก เป็นพลังหมู่สนับสนุนให้เกิดพลังในการปฏิบัติได้มากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับ ทฤษฎีการรับรู้ความสามารถตนเอง แบดูรา ( Bandura : 1997) เมื่อกลุ่มตัวอย่างได้สัมผัสกับ ตัวแบบที่เป็น บุคคล ผู้ มีประสบการณ์ในการลดน้ำหนักได้ด้วยวิธีการนี้จริง กลุ่มตัวอย่างจึงมีความมั่นใจในการปฏิบัติ ตาม จนเห็นผลประจักษ์ด้วยตัวเขาเอง การแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันในกลุ่มผู้ปฏิบัติและการปฏิบัติตามโปรแกรมฯ พร้อมเพรียง กันเป็นหมู่ใหญ่ สามา รถทำให้เกิดพลังในการเปลี่ยนแปลงได้ สูงขึ้นกว่าการปฏิบัติเพียงลำพัง ทั้งในเรื่องของการออกกำลังกายและการลดละเลิกการบริโภคอาหารอร่อยแต่เป็นโทษภัยต่อสุขภาพ สอดคล้องกับ การศึกษาของ อี๊ดยังวัน ยงย่วน และค นอื่น ๆ (2555 : 245 ) เรื่อง ผลของโปรแกรมประยุกต์ใช้กระบวนการจิตตปัญญาศึกษาในการสร้างความตระหนักรู้และพฤติกรรมการควบคุมน้ำหนัก พบว่า กิจกรรมสุนทรียสนทนาและการสนทนากลุ่ม กระบวนการจิตตปัญญาศึกษา ช่วยสร้างความตระหนัก รู้ถึงสาเหตุและแนวทางการควบคุมน้ำหนัก รวมทั้งเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารและการออกกำลังกาย ได้แก่ การหลงติดในรูปลักษณ์และรสอาหาร ความหิว ความโลภทำให้ตักอาหารมากเกินไป การควบคุม จิตใจให้กินอย่างมีสติ เคี้ยวช้า ๆ ใช้ปัญญาในการเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ การใช้สติแยกแยะ ระหว่างความหิวกับความอยาก เลือกปรุงอาหารด้วยการต้ม ลวก และนึ่ง หลัง จาก เข้าร่วมโครงการ 3 เดือน น้ำหนักตัว รอบเอว และดัชนีมวลกายลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ( P <0 . 001 ) เช่นเดียวกับการศึกษาของใจเพชร กล้าจน และจิรวัฒน์ เวชแพศย์ (2554 : 26) พบว่า หลักการแพทย์ ทางเลือกวิถีพุทธ (แพทย์วิถีธรรม) ทุกคน สามารถปฏิบัติได้ด้วยตนเอง ง่ายต่อการนำไปปฏิบัติใ นชีวิตประจำวัน เป็นการพึ่งพาตนเอง ใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นเป็นหลัก ประหยัด เรียบง่ายตามวิถีไทย มี ความปลอดภัย เน้นแก้ปัญหาที่จิตใจและพฤติกรรมการบริโภคซึ่งเป็นสาเหตุใหญ่ของโรคต่าง ๆ ที่สำคัญ เป็นการใช้ทรัพยากรโดยเฉพาะผักพื้นบ้านและสมุนไพรในท้องถิ่นที่ประชาชนผลิตได้เอง เป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายในครอบครัว ลดการพึ่งพาผู้อื่นหรือการเป็นภาระของสังคม จากการที่ตนพึ่งตนเองได้แล้วยังสามารถช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นต่อไปได้ ย่อมส่งผลให้ภาระของประเทศด้านการดูแลสุขภาพของประชาชนลดลงด้วย การอภิปรายผลสามารถแยกเป็นด้านต่าง ๆ ดังนี้ 2.1 ด้านการรับประทานสมุนไพรและอาหารปรับสมดุล เนื่องจาก การศึกษาครั้งนี้ ใช้ อาหารปรับสมดุลสูตร 2 น้องพุทธให้กลุ่มตัวอย่างรับประทาน ทั้ง 9 วัน ๆ ละ 3 มื้อ ซึ่ง คำนวณคุณค่า สารอาหาร ด้วย โปรแกรมสำเร็จรูป INMUCAL - N Version 3 เป็น โปรแกรม สำหรับ การ ประเมินภาวะ โภชนาการด ้วยน้ำ หนัก ส่วนสูง ( สถาบันโภชนาการมหาวิทยาลัยมหิดล. 2559 ) พบว่า มีพลังงานเฉลี่ย 1 , 010 . 88 กิโลแคลอรี่ต่อวัน (รายละเอียดศึกษาได้ในภาคผนวก ฉ) แต่ทำให้กลุ่มตัวอย่างมีความรู้สึกสบายเบากายและมีกำลังมากกว่าเดิม เนื่องจากเป็นอาหารที่ใช้ผัก ผลไม้ สมุนไพร ไร้สารพิษ ปรุงรส ไม่จัด ไม่ใช้น้ำมันพืช ใช้เกลือปริมาณเล็กน้อย ใช้ธัญพืชแทนเนื้อสัตว์ และใช้ไฟปานกลาง ซึ่งตรงกับการศึกษาของ ลี และซาบาเต้ ( Le, L . T . & Sabate , J . 2014 : 2131 - 2147 ) ที่ศึกษาเรื่องการบริโภคอาหารมังสวิรัติและมังสวิรัติ แบบเคร่งต่อสุขภาพและความเป็นโรค ในประเทศ สหรัฐอเมริกา พบว่า อาหารมังสวิรัติแบบเคร่งที่ละเว้นการบริโภคเนื้อสัตว์ ไข่ นมและเนย สามารถ ช่วยป้องกัน โรคความอ้วน โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวานประเภทสอง และลดอัตราการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด และยังสอดคล้องกับการศึกษาของนวลรัดดา ประเปรียว ( 2555 : 110 ) เกี่ยวกับผลของ โปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหาร การเคลื่อนไหวออกกำลังกายในผู้รับบริการ ภาวะอ้วนลงพุง ที่โรงพยาบาลอำนาจเจริญ วางแผนให้โภชนบำบัดแก่ผู้ที่มีภาวะอ้วนลงพุง อายุระหว่าง 18 - 59 ปี คือ ลดพลังงานในอาหารลง 500 - 1 , 000 กิโลแคลอรี่/วัน และเพิ่มการออกกำลังกาย พบว่า หลังทดลอง กลุ่มทดลองได้รับพลังงานและสารอาหารลดลงเฉลี่ย 1255 . 62 กิโลแคลอรี่ต่อวันมีค่าเฉลี่ยดัชนีมวลกาย 29 . 6 และหลังทดลอง 27 . 18 2.2 ด้าน การเดินเร็ววันละ 30-50 นาที รวมถึงการอบอุ่นร่างกาย มีผลต่อการเผาผลาญพลังงาน สอดคล้องกับ การศึกษาของเกศิ นี แซ่เลา และวิชิต คะนึงสุขเกษม (2555 : 92 ) เรื่องผลของการออกกำลังกายด้วยการแกว่งแขน การเดิน และการเดินตามด้วยการแกว่งแขนที่มีต่อสุขสมรรถนะของผู้สูงอายุหญิง พบว่า ก่อนการฝึกเดินเร็วกลุ่มตัวอย่างมีดัชนีมวลกายเฉลี่ย 24.37 หลังการฝึก 4 สัปดาห์ดัชนีมวลกายลดลงเหลือ 23.83 ( SD = 2 . 55 ) รวมถึง การ ใช้แรงบำเพ็ญประโยชน์ในค่ายสุขภาพสวนป่านาบุญ เช่น กลุ่มฐานงาน ทำควา ม สะอาดห้องน้ำ ทำความสะอาดศาลาอบรม ทำกสิกรรมไร้สารพิษ ทำอาหาร และแยกขยะ วันละ 1-2 ชั่วโมง เป็นการทำงานด้วยจิตอาสา นอกจากจะมีส่วนในการเผาผลาญพลังงานในร่างกายแล้วยังทำให้รู้สึกสดชื่นเบิกบานใจ ส่งผลให้เกิดพลังในการปฏิบัติตามโปรแกรม ฯ ได้มากขึ้นสอดคล้องกับการศึกษา ของใจเพชร กล้าจน (2558 : 516 ) เรื่องจิตอาสาแพทย์วิถีพุทธเพื่อมวลมนุษยชาติ พบว่า การได้มาเสียสละและแบ่งปัน ได้เป็นผู้ให้และได้ช่วยเหลือผู้อื่นอย่างไม่คิดจะเอาอะไรตอบแทน จะทำให้สามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้สูงสุด และจะเป็นกุศลสูงสุด จะทำให้มีสุขภาพกายที่แข็งแรงที่สุดและสุขภาพใจที่ เบิกบานแจ่มใสสูงสุด 2.3 การเอาพิษออกจากร่างกาย ด้วยการสวนล้างลำไส้ใหญ่ด้วยตนเอง มีผลให้เกิดการเผาผลาญพลังงานในร่างกายดีขึ้น เนื่องจากการสวนล้างลำไส้ใหญ่เป็นการปรับสมดุลด้วยการล้างพิษ สอดคล้องกับการศึกษาของใจเพชร กล้าจน (2553 : 75) เรื่องความเจ็บป่วยกับการดูแลสุขภาพ แนวเศรษฐกิจพอเพียง ตามหลักการแพทย์ทางเลือกวิถีพุทธ ของศูนย์เรียนรู้สุขภาพพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง สวนป่านาบุญ อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร พบว่า การล้างพิษ 3 อย่างออกจากลำไส้ใหญ่ ได้แก่ พิษของเนื้ออุจจาระที่หมักหมม น้ำที่เป็นพิษอันเกิดจากทุกอวัยวะในร่างกายส่งสิ่งที่เป็นพิษมากำจัดที่ตับ ตับก็ระบายพิษบางส่วนส่งไปที ่ ลำไส้เล็ก พิษบางส่วนระบายไปที่ลำไส้ใหญ่โดยตรง และพิษของพลังงานความร้อนที่เป็นของเสียจากทุกอวัยวะในร่างกาย ส่วนใหญ่ส่งมาระบายที่ลำไ ส้ใหญ่ ดังนั้นการสวนล้างลำไส้ใหญ่ ด้วยน้ำสมุนไพรที่ถูกกับสภาพร่างกาย และ ในปริมาณที่พอเหมาะส่งผลให้รู้สึกสบาย เบากาย และมีกำลัง นอกจากนั้นยังสอดคล้องกับการศึกษาของอุ่นเอื้อ สิงห์คำ (2556 : 171 ) พบว่า การสวนล้างลำไส้ใหญ่มี ส่วนทำ ให้น้ำหนัก ตัว ลดลง 2.4 ด้าน การใช้ธรรมะ ละบาป บำเพ็ญบุญกุศล ทำจิตใจให้ผ่องใส คบมิตรดีสร้างสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดี เพื่อผ่อนคลายอารมณ์ ควบคุมสิ่งเร้า และลดละเลิกการบริโภคสิ่งที่เป็นโทษต่อสุขภาพขณะลดน้ำหนัก ด้วยการสวดมนต์ ทบทวนธรรม ฟังธรรม สนทนาธรรม ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญที่จะควบคุม สิ่ง เร้า หรือสิ่งกระตุ้นทั้งจากภายใ น และภายนอก รวมถึงการพากเพียรตัดวงจรหรือลดละเลิกพฤติกรรมที่ทำให้เกิดความรู้สึกหิว เบื่อหน่าย หรือท้อแท้ และการรู้เพียรรู้พักให้พอดีระหว่างการพักผ่อนและการพากเพียร ในการปฏิบัติตามกิจกรรมของโปรแกรม สุขภาพตามหลักการ แพทย์วิถีธรรม สอดคล้องกับการศึกษาของ ใจเพชร กล้าจน ( 2558 : 367 , 538 ) เรื่องจิตอาสาแพทย์วิถีพุทธเพื่อมวลมนุษยชาติ พบว่า การใช้แพทย์วิถีพุทธ (แพทย์วิถีธรรม) ช่วยทำให้กิเลสลด คือ การออกจากสิ่งที่เป็นพิษเป็นภัย ตัดสิ่งที่ติดยึดได้ สามารถลดละเลิกสิ่งที่ติดยึดได้อย่างมั่นใจและสุขใจ ด้วยการฝึกฝืนลดละเลิกการบริโภค เนื่องจากอาหารเป็นหนึ่งในโลก การหมั่นพิจารณาประโยชน์ของอาหารสุขภาพและโทษของอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ การฝึกทานอาหารปรับสมดุลตามลำดับ การฝึกกินผักให้ได้มากขึ้น การพยายามลดเนื้อสัตว์ การไม่ทานอาหารรสจัด เน้นรสจืดและทำอาหารทานเอง การพยายามลดมื้ออาหารลง และไม่ทานขนมขบเคี้ยวต่าง ๆ ทำให้สาม
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive