สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน แยกธาตุจิตวิญญาณ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.61 KB
วันที่แก้ไข2 มีนาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

แยกธาตุจิตวิญญาณ ธาตุจิตวิญญาณนี้ละเอียดกว่า แก๊สหรืออากาศ ทางฟิสิกส์ วัตถุศึกษาได้แยกแยะได้ละเอียดลึกซึ้ง ถึงขั้นสุดยอด ทางวัตถุเล็กที่สุดเรียกว่านิวเคลียส เขาก็รู้ได้ว่าในนิวเคลียสมี นิวเคลียร์ตัวบวก กับตัวลบ 2 สภาพจับตัวกันอยู่ ผู้ใดสามารถควบคุมได้ ก็เอาพลังงานนิวเคลียสมาทำงานได้ ควบคุมธาตุบวก กับ ลบ ธาตุบวก จะเป็น static ส่วนธาตุลบจะเป็น kinetic ยิ่งเล็กยิ่งวิ่งเร็ว แรง ไอน์ไสต์ค้นพบ นิวเคลียส แต่ไอน์สไตน์ ไม่เอาไปใช้ในทางเป็นโทษ มันเป็นพลังงานที่แรงมาก มันรวมตัวกันในส่วนเล็กที่สุด มีธาตุ 2 ตัวสุดท้าย ที่เรียกว่านิวเคลียร์ ธาตุนิวเคลียส ที่มีบวกลบจับตัวเป็น cylcic ที่เป็นกรอบ ถ้าระเบิดกรอบนี้ไม่ออก มันก็จะอยู่อย่างนั้น ในธาตุของมันเอง หากไม่มีตัว catalyse แล้ว ไม่มีตัวจุดระเบิด มันก็จะอยู่ด้วยกันไป กลมกลืน harmonyไปก็ได้ แต่ถ้าใครมาจุดชนวนให้มันแตก ทะเลาะ ขัดแย้งกัน มันจะเกิดระเบิด เกิดแรงมากเลย อันนี้ คนทำได้ เอาสสารนี้ เอานิวเคลียสมาทำเป็นระเบิดนิวเคลียร์ ไอน์สไตน์ค้นพบจุดนี้ได้แล้ว เป็น E=mc 2 เป็นพลังงานที่มีมวลกับความเร็ว ทำความเร็วให้ได้มากที่สุด มากเท่าไหร่ ยิ่งความเร็วสูงสุดก็คือความเร็วแสง ถ้าใครทำได้ยิ่งกว่านั้นเลย เรียกว่ายกกำลังเลย ทำให้เป็นพลังงานคูณยกกำลัง ก็จะเกิด E มากขึ้นเท่านั้น นั่นคือความรู้ที่ไอน์สไตน์ค้นพบ นั่นเป็นเรื่องของวัตถุ ในนามธรรมหรือจิตวิญญาณของคนมีลักษณะเดียวกัน เป็นสองเส้า สามเส้าเช่นกัน เป็นพลังงานบวกลบ แต่ยิ่งกว่านั้นจิตวิญญาณ มีเจ้าของเป็นตัวควบคุม จิตนิยาม เป็นตัวประธานและบงการ ธาตุบวกลบ แยกความต่างได้เรียกว่าเพศ หรือลิงค ธาตุบวกเหมือนเพศชาย ปุริสภาวะ ธาตุลบ เพศหญิง อิตถีภาวะ โดยมีประธาน จิตนิยามเป็นเจ้าของพลังงาน จึงจัดก

อ่านต่อ

ารกับบวก ลบ เมื่อพลังงานเกิด cyclic order ของพลังงานพีชนิยาม พลังงานของพืช มันมีตัวตนของพืช เรียกว่าพลังงาน สามเส้า ควบคุมทำงานให้เป็นพืช พืชแต่ละตระกูลก็รู้ธาตุของตัวเอง ว่ามีอะไรจะหาธาตุอะไร มาทำให้เป็นตัวเองได้ ไม่ไประรานไม่เป็นเบียดเบียนทำร้ายใคร ไม่มีความรู้ที่จะไปแย่ง รุกราน ทำร้ายสิ่งอื่น ไม่ใช่ ธาตุประธานคือ i อีกสองธาตุคือ he กับ she ธาตุพีชนิยาม ก็จะมีสามเส้า แยกเป็นตระกูลต่างๆไป สร้างสรรค์อยู่ในโลกแต่ละลูกเป็นธรรมชาติ หมุนเวียนเป็นธาตุดินน้ำลมไฟ พีชะ เป็นอัตโนมัติในตัวเอง สร้างตัวเองอยู่ในพื้นดิน แม่น้ำ อากาศ สิ่งเหล่านี้เป็นธรรมชาติเป็นสัจจะสาระ ที่ศาสนาพุทธ รู้และเข้าใจ จะตรงกับทางวิทยาศาสตร์หรือไม่ ก็พูดด้วยความจริงใจตามภูมิ ตามที่ตัวเองรู้ยังมั่นใจว่าเป็นความรู้ความถูกต้องเป็นสิ่งที่จริง จนกระทั่งถึง จิตนิยาม จิตนิยามสามเส้านี้อาละวาด ออกมาเป็น 4 5 6 7 แทนที่จะเป็นแค่สามเส้า แทนที่จะไม่ไปวุ่นวายทำร้ายเบียดเบียนอันอื่น เมื่อมาเป็นจิตนิยาม มันต้องการ เบ่งตัวเอง แสดงอำนาจยิ่งใหญ่เหนืออันอื่น จึงเป็นพลังงานที่เป็นพิษภัยต่ออันอื่นเรียกว่าอวิชชา สิ่งที่ปรุงแต่งเป็นวงวนสามเส้า เรียกว่าสังขาร จิต มโน วิญญาณ ทำงานอยู่ เมื่อเริ่มต้นทำงานโดยไม่มีธาตุรู้ ก็จะเป็นตัวของตัวเองที่แรงตามลำดับ ยังเป็นชีวะ ที่มีเซลล์น้อยก็อาละวาดเบียดเบียนน้อย แต่เมื่อเซลล์จิตนิยามมากขึ้น ก็อาละวาดแรงขึ้นๆ ถ้าอยากจะศึกษา ก็ให้ไปศึกษาจิตนิยามในน้ำ มีหลากหลาย พีชนิยามก็เกิดจากน้ำ พอมาเป็นจิตนิยามก็จะมีมากกว่าสามเส้า ไปจนไม่มีที่สิ้นสุด อวิชชาจะทำให้แย่งชิงเบียดเบียน มาเป็นตัวกูได้ใหญ่พิสดารมหาศาลใหญ่ขึ้นได้เรื่อยๆ สัตว์ในแม่น้ำในมหาสมุทรจึงใหญ่ เช่นปลาวาฬเป็นต้น ในยุคหนึ่งมันจะต้องพัฒนาขึ้นมาบนบก แล้วใหญ่บนบกเป็นไดโนเสาร์ สุดท้ายก็จะตายเองในยุคจูราสสิคพาร์ค เพราะว่ามันสร้างสิ่งที่จะหมุนเวียน สังเคราะห์สังขาร ในองค์ประกอบของแผ่นดิน มันไม่พอเพียง กับสัตว์บก ที่เกิดมาในยุคนั้น ก็ล้มละลายไปแล้ว ภาคพื้นดินมีน้อยกว่าพื้นน้ำในโลก แต่สัตว์น้ำยังมีในโลก สัตว์โลกในระดับใหญ่เป็นสัตว์บก เป็นไดโนเสาร์นั้นก็สูญพันธุ์ไปแล้ว สัตว์น้ำที่ใหญ่โตยังปลาวาฬก็ยังมีอยู่ยืนยันในโลก ถ้าเข้าใจนิยามชีวิตทั้งหลาย ก็จะสังเคราะห์สังขารกันอย่างนี้ ด้วยอวิชชาที่เป็นจิตนิยาม ก็จะวนเวียนกันไป สัตว์ปลาวาฬที่ใหญ่ที่สุด กินสัตว์เล็กที่สุดเรียกว่าแพลงตอน ปลาวาฬที่กินสัตว์อาละวาดมากดุมากก็จะใหญ่ระดับหนึ่ง แต่ไม่ใหญ่เท่าปลาวาฬที่กินชีวะที่เล็กในน้ำ จะเป็นธรรมชาติที่หมุนเวียนกันในนั้น ขอสรุป โครงสร้างการหมุนเวียนที่อวิชชา ไม่รู้ แล้วเบียดเบียนกัน การเบียดเบียนกันและกันเป็นสิ่งเลว ผู้ที่รู้แล้วว่าเป็นสิ่งเลว เป็นปัญญา เป็นธาตุรู้ของจิตนิยาม เมื่อไม่รู้ก็แย่งชิงกันเป็นใหญ่ ผู้ที่สร้างจิตวิญญาณ ให้เป็นธาตุเกื้อกูลผู้อื่น เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นคุณธรรม คุณวิเศษ คุณสมบัติที่สุดยอด ไม่ทำร้ายใคร มีแต่ให้กับใคร มีแต่ความเกื้อกูลช่วยเหลือผู้อื่นรับใช้ผู้อื่นอย่างสูงสุด ความรู้อันนี้ทุกวันนี้ รู้ดีหมดแล้ว ผู้ที่เกิดมาเป็นผู้รับใช้มวลชน ได้มากที่สุดเรียกว่า พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) บุคคลที่มีคุณสมบัติดังกล่าวพระพุทธเจ้าสรุปไว้ว่า นี่คือบุคคลที่เป็นยอดนักประชาธิปไตย เป็นคนที่ทำให้มวลชนเป็นอยู่สุข

600301_เทศน์ก่อนฉันศีรษะอโศก อาวุธที่ยิ่งใหญ่กว่าอาวุธใดคือบุญ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน