สื่อธรรมะพ่อครู(นิยามชีวิต 5) ตอน concept ของศาสนาพุทธ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข2 มีนาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

concept ของศาสนาพุทธ คนที่ชั่วนี้ไม่รู้แม้แต่ต้นทางแห่งความชั่ว ต้นทางแห่งความชั่ว ก็คือคนไม่รู้จักสวรรค์ ว่าสวรรค์นั้นคือนรก นี่คือต้นทางแห่งความชั่ว ไชยบูลย์นี้โง่สนิทอีกหลายชั้น เขาไม่รู้ว่าเขาโง่ หลงสวรรค์ติดสวรรค์ จึงหลงสวรรค์เพ้อพกฝันเฟื่องอยู่กับสวรรค์ ซึ่ง สวรรค์จริงๆนั้น ผู้ที่รู้ยิ่งรู้จริงอย่างพระพุทธเจ้าแล้ว บอกว่าสวรรค์ไม่มี สวรรค์นั่นแหละคือนรก ผู้ใดมีจิตต้องการสวรรค์นิดนึงขึ้นมา ผู้นั้นเริ่มมีนรกขึ้นมาทันที ผู้ใดไม่ตั้งจิตมีภพเลย ไม่ต่อความเป็นภพเลยได้ อย่างเด็ดขาด อย่างเก่งที่สุด absolute ผู้นั้นแหละคืออรหันต์ ผู้ที่รู้จิตรู้ใจตัวเอง รู้อาการของใจ ใจเรานี้ถ้าเริ่มไปเป็นสวรรค์ เริ่มไม่เป็นกลาง สวรรค์ คือสิ่งที่ได้มาให้แก่ตัวเอง นี่เป็นสวรรค์ของชาวปุถุชน สวรรค์ของชาวนรก เพราะเขาหลงสวรรค์เขาจึงมีนรก ผู้ที่ไม่เอาแล้วสวรรค์เรียกว่า อสังสัคคะ ไม่ทำสวรรค์ เป็นผู้ที่ไม่สร้างสวรรค์อีกแล้ว มีแต่สร้างคุณค่าประโยชน์ ไม่ต้องบำเรออัตตา ไม่ต้องมาโอ๋ อัตตาตัวเองเลย เพราะไม่มีอัตตาจะโอ๋ จึงเป็นคนที่มีคุณค่าประโยชน์ต่อมนุษยชาติ 1. เป็นคนที่มีคุณค่าประโยชน์ต่อตน คือ เป็นผู้ที่พึ่งพาตนเองได้ อัตตาหิอัตโนนาโถ ทำอยู่ทำกินไม่เบียดเบียนใครจริงๆ สัตว์เดรัจฉานทุกตัว มันจะช่วยตัวเองมันจะหากินของมันเอง มันจะเบียดเบียนใครก็ต่อเมื่อ มันไม่รู้ มันอวิชชา สัตว์เดรัจฉานถ้ายังกินแค่พืช สัตว์เดรัจฉานนั้นไม่มีวิบาก เพราะพืชมันไม่ใช่สัตว์ที่มีกรรมวิบาก มันไม่ใช่วิญญาณ ไม่มีกรรมครอง ไม่มีวิบาก เป็นอนุปาทินกสังขาร เป็นสังขารที่ไม่มีวิญญาณครอง พืชมันก็สังเคราะห์ตัวเอง เลี้ยงตัวเองไปตลอดกาล ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร มันจึงไม่มีวิบาก มีแต่สัตว์ไปกินมัน เอามันไปเป็นอาหาร ส่วนตัวมันเองไม่ทำร้

อ่านต่อ

ายใคร ยิ่งอุตุนิยาม ดินน้ำไฟลมมันไม่มีวิบากกับใคร เป็นธาตุสามัญที่เป็นธาตุขั้นต้น อันอื่นเอาไปใช้สังเคราะห์สังขารกันไปเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น ธาตุพีชะ จึงเริ่มต้นสังเคราะห์ตัวเองด้วย ISH ทำงานเป็นสามเส้า เกิดแตกเผ่าพันธุ์ไปในโลกสารพัดตระกูล จนมาเป็นจิตนิยามเซนสัตว์โลกก็เริ่มมีอวิชชาเห็นแก่ตัวเอง จะให้เป็นตัวตนที่ใหญ่ หนักเข้าร้ายกาจเข้า สูงสุดก็เบียดเบียนผู้อื่นได้สูงสุด นั่นคือสัตว์เดรัจฉาน เมื่อพัฒนามาเป็นสัตว์มนุษย์ก็มีความรู้ 2 อย่าง ความรู้อย่างหนึ่งเรียกว่าโลกียะ ความรู้อีกอย่างหนึ่งเรียกว่าโลกุตระ ผู้ตรัสรู้โลกุตระเรียกว่าสัมมาสัมพุทธเจ้า ศาสนาพุทธเป็นอเทวนิยม เป็นศาสนาที่เข้าใจความเป็นพระเจ้า และไม่หลงยึดมั่นถือมั่นในความเป็นพระเจ้า ทำพลังงานที่เป็นพระเจ้า ที่เป็นคุณลักษณะ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ได้สูงสุด เป็นพลังงานที่มีชีวิตอยู่ด้วยเมตตา ทำงานรับใช้มนุษยชาติ มีความกรุณาคือลงมือทำ เป็นจิตใจที่เมตตา ช่วยเหลือผู้อื่นเห็นทุกข์ของผู้อื่น ส่วนตัวตนนั้นหมดทุกข์ หมดสุขแล้ว ก็เลยมีหน้าที่ช่วยผู้อื่น แม้จะไม่มีอะไรเลย เป็นคนสูญ เป็นคนไม่มีทรัพย์ศฤงคารบ้านช่องเรือนชาน ทำแต่งานช่วยเหลือผู้อื่น คนนั้นก็อยู่รอด ชีวิตนี้เนื่องด้วยผู้อื่น ปรปฏิพัทธา เม ชีวิกา มีชีวิตให้ผู้อื่นเลี้ยงไว้ ทำงานรับใช้ผู้อื่นไปโดยที่ตัวเองไม่ต้องกังวลจะกินจะอยู่จะมีจะเป็นอะไร จะมีคนบริการคนอื่นช่วยอนุเคราะห์ช่วยเหลือพิสูจน์ได้เลยในสังคมมนุษย์นี้ แม้จะอยู่ในสังคมที่ เลวร้าย ก็ยังพิสูจน์ได้ เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ ต่อให้คุณเป็นคนที่ไม่ทำงาน มันก็อยู่ได้ ประเทศอื่นเขาไม่เอาเลยเอาไปดัดสันดาน เมืองไทยนี้เลี้ยงดูกันไป พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ตรัสรู้เรื่องคุณธรรมขั้นโลกุตระ ซึ่งเป็นคุณธรรมที่มีความรู้ถึงพลังงานระดับจิตนิยาม แล้วสร้างพลังงานที่จะเป็นของตัวเองที่เป็นประธาน ให้มีคุณสมบัติเหมือนกับ พีชนิยาม คือเป็นจิต หรือเป็นพลังงานชีวที่เป็นพลังงานชีวที่ไม่ทำร้ายใคร ในคุณสมบัติพิเศษคือ พีชะ เป็นคุณสมบัติที่ไม่ทำร้ายใครได้สำเร็จ พระพุทธเจ้าสามารถรู้จัก อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม สามารถทำจิตตัวเองอย่างมนสิการให้มีคุณสมบัติสุดยอดคือเป็น พีชนิยาม สร้างตัวเองให้อยู่ได้อย่างสมดุลพอดี พลังงานที่เหลือจากสร้างนี้ก็ทำให้มีคุณสมบัติพีชะ ไม่เบียดเบียนใครไม่สร้างกรรมวิบากให้แก่ตัวเองอีก มีแต่คุณค่าประโยชน์มีแต่รับใช้ต่อผู้อื่น เมื่อทำจิตนิยามของตัวเองให้มีคุณสมบัติแบบพีชนิยามได้ เลี้ยงตัวเองได้พอสมคว รส่วนเหลือพลังงานของจิตนิยามช่วยเหลือ จึงเป็นส่วนเกินของตัวเองที่กินที่ใช้ แล้วก็สร้างสรรโดยที่ไม่เอาไปอยู่เฉยๆ เหมือนลัทธินั่งหลับตาสมาธิ อยู่ตัวคนเดียว ไม่ใช่ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาสังคมช่วยเหลือสังคม อยู่กับสังคมตามลำดับ เป็นอัศจรรย์ โสดาบันก็ช่วยคนได้มากระดับหนึ่ง หิตายะ ทำประโยชน์แก่ประชาชน ชนหิตายะ เริ่มต้นเป็นอนุหิตายะ จนมากขึ้นเป็น พหุชนหิตายะ เก่งขึ้นจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมมนุษยชาติมากขึ้น นี่คือลักษณะจริงของสภาวะพลังงานจิต ที่พระพุทธเจ้าท่านค้นพบแล้วจัดการได้ สุดท้ายเป็นพลังงานจิตนิยามที่มีคุณสมบัติแบบ พีชนิยาม มีส่วนพลังงานเหลือที่ทำงานเสียสละ สร้างสรร อุดหนุนจุนเจือ ช่วยเหลือผู้อื่นทั้งสิ้น ตัวเองได้เท่านี้ก็สันโดษ ใจพอ มีปัจจัยแห่งชีวิตพอแล้ว มีบริขารอันพอเหมาะก็พอแล้ว สมาหิตัง พอแล้วจริงๆ แข็งแรงตั้งมั่น พลังงานของตนเองที่เป็นพลังงาน static ตั้งมันเป็นพลังงานคงที่ กินเท่านี้ใช้เท่านี้พอแล้ว พลังงานที่เหลือจึงเป็นพลังงานที่เอาไปใช้ เป็นสัมประสิทธิ์ เป็นพลังงานตัวแปรที่จะเอาไปทำงาน ถ้าคนอวิชชา ก็จะมีพลังงานแห่งตัวกูของกู ไม่รู้ตัวตน มีแต่กลับเบ่งใหญ่เอามาก ก็จะไประรานคนอื่นมาก จนกว่าจะรู้ตัวเองว่าตัวเราก็เท่านี้ จะกินจะใช้ก็แค่นี้ นอกนั้นก็จึงทำพลังงานนี้ เป็นพลังงาน พีชนิยาม ไม่ทำร้ายไม่โหดร้ายไม่เบียดเบียนใคร เอาไปทำประโยชน์แก่คนอื่นให้หมด ก็เป็นพลังงานตัวแปร เป็นสัมประสิทธิ์ที่มีคุณค่าประโยชน์ต่อคนอื่น คนที่รู้จักพลังงานคู่ ที่เรียกว่าสัมประสิทธิ์นี้ เดี๋ยวจัดสรรตัวเอง เรียกว่า status รู้ตัวเองอย่างพร้อมสูงสุด ทุกลมหายใจเข้าออก ทุกปัจจุบัน ก็เรียกว่าเป็นผู้รู้จัก statusquo สถานะปัจจุบันซึ่งมันก็ไม่เที่ยง เวลานี้ต้องอาศัยใช้มากกว่านี้ อาตมาจะเดินทางมาศีรษะอโศกก็ต้องใช้รถยนต์ จะเดินมา ก็จะใช้เวลามากเกินไป ก็ต้องใช้รถยนต์ตาม statusquo ซึ่งที่นี่ซื้อให้ ก็มาช่วยเขาเดือนละครั้ง ไม่มาก็ไม่ไหวเพราะจะอกตัญญูต่อเขา ก็ต้องมาเดือนละครั้งด้วยประการฉะนี้ นี่คือสัจธรรมที่อาตมาขยายความ อาตมาสาธยายสิ่งที่สังเคราะห์สังขาร อยู่ในจักรวาลอยู่ในประเทศอยู่ในสังคมอยู่ในหมู่กลุ่ม ตั้งแต่หมู่กลุ่มชาวอโศก จนกระทั่งหมู่กลุ่มสังคมที่ร่วมด้วยจนถึงขั้นประเทศ แล้วอาตมาก็ไม่บังอาจ ไม่อาจเอื้อมที่จะไปสามารถทำงานรับใช้ต่างประเทศเขาได้ แค่รับใช้ในประเทศ อาตมาก็หมดพลังแล้ว ช่วยให้คนในประเทศมีความรู้ ทำได้ตามทฤษฎีของพระพุทธเจ้า ของศาสนาพุทธเท่านี้เองที่อาตมารับผิดชอบ ส่วนต่างประเทศจะมาเอา ก็อนุโมทนา ถ้าเขาอยากได้ อยากมีอยากเป็น อาตมาไม่มีใจเผื่อ ก็ไม่บังอาจที่จะไปเอื้อมเอื้อเกื้อกว้างไป อาตมาชาตินี้พูดภาษาต่างประเทศไม่ได้ พูดภาษาลาวภาษาอีสานได้ แต่ประเทศลาวก็ยังไม่ได้ไปช่วยเขาเลย อาตมาเหมือนใจดำ อุตส่าห์ได้ภาษาลาวมาตั้งแต่เกิด อาตมาเป็นลูกพระพุทธเจ้า ได้คุณธรรม คุณสมบัติ คุณวิเศษของธรรมะพระพุทธเจ้า จนมาเป็นคนเช่นนี้ได้ ในทุกวันนี้ อาตมาประกาศไปหมดแล้ว ใครจะหาว่าอวดอุตริมนุสธรรมก็แล้วแต่ ก็จะพูดความจริงใจจริงๆ โดยไม่มีสาเฐยจิต หรืออาการอยากอวด แต่พูดเพื่อยืนยันสัจจะ ว่าในโลกนี้ยังมีคนที่บรรลุพระอรหันต์ อาตมาก็บอกว่าอาตมาพาคนให้บรรลุพระอรหันต์ได้ด้วย ก็ได้ไปเรื่อยๆ ไม่ประกาศตัวเท่านั้นเอง ประกาศมากเดี๋ยวก็ ชักกัน แล้วคุณเองก็ดูไม่ออกว่าพระอรหันต์เป็นเช่นไร เพราะทิฏฐิ หรือทฤษฎี concept ได้เข้าใจผิดเพี้ยนไปแล้ว แม้ชาวพุทธกระแสหลักก็เข้าใจ concept ความเป็นพระอรหันต์มาคนละอย่าง Concept ของท่านเป็นพระอรหันต์เก๊หมดแล้ว ที่ท่านมีความรู้องค์รวมว่าอรหันต์ต้องเป็นแบบนี้ คือดาบสฤาษี มันเป็นการย้อนไปเหมือนยุคพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาในโลก ก่อนนั้นก็นับถือพวกพราหมณ์ นับถือดาบสฤาษี พราหมณ์คือพระบ้าน ดาบสฤาษีคือพระป่า พวกนับถือพระบ้านก็นับถือพราหมณ์ผู้เจริญ มีหลายสำนักมาก ใหญ่ทั้งนั้น ในพระไตรปิฎกมีเขียนไว้ ฤาษีต่างๆนานา พวกพราหมณ์ต่างเหล่านั้น ก็ยึดถือความรู้ของตัวเอง มีนัยสำคัญ คือรากฐานเดียวกัน แต่มีแตกต่างกันตามที่มุม แล้วยึดมั่นถือมั่นความรู้ของตน ว่าของข้านี่แหละถูกและจริง ของข้าคนเดียวเท่านั้น จึงจะเป็นของแท้ ของคนอื่นไม่แท้ ต่างก็แย่งบริวารกัน ยุคนี้ กึ่งพุทธกาล ก็ได้ผิดเพี้ยนไปหมดแล้ว อาตมากล่าวว่าหมดแล้วจริงๆ เพราะอาตมาไม่ได้เห็น ว่าผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิสมบูรณ์เต็มรูปแบบ อาจจะมีบ้างที่สัมมาทิฏฐิ แต่มิจฉาทิฏฐินั้นมีเยอะ เยอะจนอาตมาต้องใช้คำว่า หาไม่ได้แล้ว (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย)

600301_เทศน์ก่อนฉันศีรษะอโศก อาวุธที่ยิ่งใหญ่กว่าอาวุธใดคือบุญ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน