สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน บุญนิยม หมายความว่าอย่างไร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข2 มีนาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

บุญนิยม หมายความว่าอย่างไร _Phichidchai Nokun ฟังท่านพ่อครู แล้วมีปัญหา อยากจะถามนิดหนึ่ง ท่านบอกว่า สวรรค์ 6 ชั้น ก็คือนรก 6 ชั้น เป็นไปได้อย่างไร.... และไม่ให้หลงบุญ แล้ว บุญนิยม (บุญนิยมทีวี) หมายความว่าอย่างไร.... ตอบ...คนที่มีปัญหา คือคนยังไม่มีปัญญา คนที่มีปัญญา คือคนที่ไม่มีปัญหา บุญนิยม หมายความว่าอย่างไร… คำว่า สวรรค์ นรก คำว่าสวรรค์ เป็นภพแห่งความสุข นรก เป็นภพแห่งความทุกข์ ทั้งสวรรค์และทั้งนรก ทั้งสุขและทั้งทุกข์ เป็นภพเป็นชาติทั้งคู่ คนที่ยังเป็นภพชาติ ก็เป็นคนที่ไม่บรรลุธรรมสมบูรณ์ ศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธนั้น ไม่มีภพชาติ พ้นสุขพ้นทุกข์ หรืออุเบกขา คนอยู่ในโลกีย์ก็มีอุเบกขาได้ แต่เป็นอุเบกขาอย่างอวิชชา หรือพักยกชั่วคราว ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ คนสามัญปุถุชนก็มีได้ ที่ท่านพุทธทาสใช้คำว่า เป็นนิพพานชั่วคราว ทุกคนมีนิพพานชั่วคราว แต่อย่างนั้น ไม่ใช่นิพพานหรอก มันต้องพัฒนาตนเอง มีนิพพานอย่างมีภูมิปัญญา ไม่ใช่พักยก อย่างสามัญปุถุชน เฉยๆไม่สุขไม่ทุกข์ เป็นเคหสิตอุเบกขาเวทนา มันมีได้เป็นครั้งคราว แต่ไม่อุเบกขา อย่างเที่ยงแท้ถาวร ตลอดกาล ไม่แปรเปลี่ยนเป็นอื่นอีกแล้ว นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) ผู้ทำได้สำเร็จแล้ว ไม่แปรเปลี่ยนเป็นอื่นได้ เพราะมีศูนย์แล้ว เหตุมันดับสนิทตลอดกาลนานแล้ว ผู้ที่ยังไม่มีความเข้าใจในความเป็นภพ ทั้งสวรรค์และนรก สวรรค์ในความเข้าใจของศาสนาพุทธ คือ สุขเก๊ สุขเท็จ สุขขัลลิกะ พระพุทธเจ้าไม่เคยตรัสเลยว่า สุขนี้เป็นอาริยสัจ มีแต่ของเก๊ ไม่มีของจริงหรอก สุข+อัลลิกะ (ของเท็จของไม่จริงของเก๊) ผู้ที่จะเข้าใจธรรมะนี้ได้ จะต้องปฏิบัติจริง

อ่านต่อ

ๆ มีภาคปฏิบัติของตัวเองจริงๆ ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่นว่า ผู้ใดที่ได้พัฒนาตนเอง จนกระทั่งหลุดพ้นจากสิ่งที่เคยสุข เคยทุกข์มาแล้ว อบายมุขบางอย่าง ผู้ที่ปฏิบัติล้างจิต จนเป็น อุภโตภาควิมุติ ทั้งเจโตและปัญญาชัดแล้ว จะถาวรยั่งยืน จะรู้ได้ด้วยอุเบกขา ว่าอาการเวทนาที่เป็นสุขก็ไม่มี จะกลาง เฉยว่าง รู้ความจริงตามความเป็นจริง ไม่ว่าจะเป็น ลาภยศสรรเสริญ โลกียสุข ก็จะไม่มีอาการสวรรค์ ยิ่งนรกไม่เกิดแน่นอน เป็นต้น ธรรมะของพระพุทธเจ้า จึงเป็นเรื่องที่ 1. คัมภีรา (ลึกซึ้ง) 2. ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) 3. ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) 4. สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . 5. ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) 6. อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) 7. นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) 8. ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม ๙ ข้อ 34) จะเข้าเขตบัณฑิต ก็คือผู้ที่บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน สกทาคามี อนาคามีอรหันต์ ผู้จะเข้าใจคำว่า ภพ สวรรค์ นรก อย่างเป็นสภาวธรรม ไม่ง่ายๆ ภพ หรือโลก คือความวนเวียน ความยังมีอยู่ แม้จะมีนิ่งๆไม่ 0 ก็เรียกว่าภพ แม้จะนิ่ง รู้อะไรได้ แต่ว่าว่าง ไม่มีอะไรปรุงแต่ง รู้สิ่งนั้นเป็นสิ่งเดียว เป็นปุงลิงค์ชั่วคราว สิ่งนั้น ถ้าเผื่อว่า ไม่ได้เป็นเนกขัมสิตะ ไม่ได้เป็นการเรียนเหตุปัจจัย ที่จะว่างลง อย่างมีเหตุปัจจัย จนหมดไม่เหลืออะไรที่จะว่าง สมบูรณ์แบบ คืออรูปภพ อรูปภพสุดท้ายคือ เนวสัญญานาสัญญายตนภพ จะต้องรู้สภาวะละเอียดไปถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ อ่านแทงทะลุด้วย สัญญาเวทยิตตังนิโรธังโหติ ต้องมีการจัดการเรียนรู้จริงๆ มีการใช้สัญญาธาตุ ของเรา ซึ่งเป็นจิตเจตสิกของเรา ทำงานกำหนดรู้ สิ่งนั้นๆ สภาวะนั้น สุดท้ายละเอียดที่สุดถึง เนวสัญญานาสัญญายตนะ เป็นอันสุดท้าย หมายความว่า เป็นความรู้ที่ไม่เหลือความไม่รู้แล้ว ไม่เหลือความไม่รู้ใดๆอีกเลย จะไม่มีความไม่รู้ พ้นอวิชชาสวะ พ้นอวิชชานุสัย โดยสัญญา แทงทะลุรอบเคล้าเคลียเวทนา เวทยิตะแปลว่า เคล้าเคลียอารมณ์ จะเรียกว่า ค้นแล้วค้นอีก ตรวจสอบ จนกระทั่งสะอาดเกลี้ยง ไม่เหลือแม้เศษธุลีละออง อากิญจัญ เป็นภาวะที่ถูกรู้ เป็นรูป แม้นิดหนึ่งน้อยหนึ่งก็ไม่มี หมดเลย ไม่มีแล้ว ก็จะต้องรู้ซ้ำซ้อน เป็นวิมุติญาณทัสนะ แล้วต้องรู้ว่า ความไม่มีคืออะไร มีเหตุปัจจัยอย่างไร พ้นเนวสัญญานาสัญญายตนภพ เรียกว่า สัญญาเวทยิตนิโรธ นิโรธสุดท้ายแล้ว ให้ศึกษาบัญญัติภาษาไปก่อนก็ได้ แม้ไม่เข้าใจก็ไม่ต้องกังวล ให้ศึกษาไปตามลำดับ

คุณจะเข้าใจว่า แม้ทีสุด เนวสัญญานาสัญญายตนภพ จะพ้นภพสุดท้าย มันไม่ใช่พูดเป็นภาษาหรือสามัญ คนที่บรรลุอรหันต์ได้แล้ว ก็ไม่ใช่ว่าจะสามารถมี เนวสัญญานาสัญญายตนญาณ หรือเข้าใจ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ได้บริบูรณ์จนสามารถ เอามาขยายความ อธิบายให้คนอื่นฟังได้ อย่างละเอียดลออ ได้ง่ายๆไม่เลย แม้จะบรรลุอรหันต์แล้ว ยิ่งสายสัทธานุสารีจะยาก จะไม่มีปฏิภาณปัญญาไปอธิบาย ที่ไม่ใช่สายปัญญา ก็จะยากที่จะอ่านสภาวะ แล้วบอกคนอื่นได้ง่ายๆ สายปัญญาธิกะหรือธัมมานุสารีก็จะเร็ว แต่สายศรัทธาธิกะนั้น จะช้านานกว่า สายปัญญาธิกะ ใช้เวลาในการบรรลุเป็นพระพุทธเจ้า 20 อสงไขย์กับเศษแสนกัปป์ สายศรัทธาธิกะ ใช้เวลาในการบรรลุเป็นพระพุทธเจ้า 40 อสงไขย์กับเศษแสนกัปป์ สายวิตักกะ ใช้เวลาในการบรรลุเป็นพระพุทธเจ้า 80 อสงไขย์กับเศษแสนกัปป์ กัปป์หนึ่งยาวนานเท่ากับ คนเอาผ้าใยบัว ไปลาดปูที่ภูเขาเวปุลลบรรพต 100 ปีไปลาดที จนกว่าภูเขาจะราบเรียบ อาตมาว่าเดินทางไปยังดวงดาวต่างๆ จะใช้เวลาสั้นกว่านะ

ไม่มีใครในโลกต้องการได้นรก แม้หนึ่งอณูแห่งคน ก็ไม่มีใครต้องการนรก แต่นรกนั่นแหละ คือสวรรค์ปลอม สวรรค์เก๊ มันเป็นภพไง สวรรค์ก็เป็นภพ คุณอยากได้สวรรค์ ปั๊บ ก็ก่อนรกปุ๊บเลย ได้นรกปั๊บเลย ผู้ที่มีจิตจะเริ่มก่อเกิด ความหวัง เริ่มจุดความหวังนิดหนึ่ง เป็นต้นไป เรียกภาษาบาลีว่า สาเปกโข จะแยกพยัญชนะให้ฟัง สา เอก ปะ ข เอก กับ ปะ คือ เปก เอกคือหนึ่ง เกิดสภาพ จะหนึ่งด้วย .00001 ก็เกิด 1 แล้วเมื่อ 1 คุณปรุงแต่งขึ้น ปะ คือการสร้างภพ สัมภวะ ปภวะคือการสร้างภพ ตัว ป เป็นสายจิต คุณเริ่มมีจิตแล้ว มีจิตนิยาม มีอณูของนิยามมาแล้ว สา คือการสร้างขึ้นมา เพราะฉะนั้น คุณสร้าง เปกขะ โดยหลงว่า ว่าง ตัว ข คือว่าง ถ้าเกิด ฆ ก็เกิดนิวเคลียส ของจิตนิยาม มีประธานเป็นธาตุรู้ แต่ถ้าในฟิสิกส์ จะมีแค่บวกกับลบ ไม่มี i ไม่มี ish มีแต่ she กับ he ถ้าเป็นจิตนิยามแล้ว มี ISH คือมีประธานคือจิต ภพ คือลักษณะที่เริ่มมีอะไรเกิดขึ้น เมื่อกี้นี้ขยายถึงสาเปกโข พระพุทธเจ้าบอกว่า ถ้าเรามีจิต สาเปกโข คือมันอุปจยะ มันมีตัวเกิด ถ้าคุณสัมผัสอะไรแล้วจบ ไม่มีอะไรต่อสันตติ เลย ทุกอย่างก็จบ ในลักษณะรูป 4 สุดท้าย มีอุปจยะ สันตติ ชรตา อนิจจตา ถ้ารู้จักอุปจยะ กับสันตติ จะให้เกิดก็ได้ จะให้ไม่เกิดก็ได้ สำหรับอมตบุคคล ถ้าไม่ต่อก็ไม่ต่อสันตติ ก็สลายตัวเองก็จบ แต่ผู้อมตบุคคล จะต่อก็ได้ไม่ต่อก็ได้ แต่ถ้าต่อให้เกิดอุปจยะเมื่อไหร่ ก็ต้องมี ชรตา อนิจจตา นอกจากจะใช้แรงเสริมเพิ่มทศนิยม .00001 ก็คือแรงเคลื่อน ที่ทำให้ดำเนินต่อได้ แต่ถ้าไม่เพิ่มแรงแม้ .00001 ก็ 0 ไปหมดก็เสื่อม แต่ต่อให้แรงอย่างไรก็เสื่อม ศาสนาพระพุทธเจ้า ให้รู้ความเป็นภพ และไม่เกิดภพได้อย่างไร แม้จะเกิดอาการหวัง สาเปกโข ในจิต นั่นแหละคุณเริ่มเกิดภพแล้ว จะเป็นภพสวรรค์ ไม่มีใครอยากได้นรก ทุกคนอยากได้สวรรค์ทั้งนั้น แม้จะมีสวรรค์นิดน้อยอย่างไร ก็เป็นภพ ไม่มี 0 ถ้าเข้าใจที่พูดไปแล้ว เข้าใจว่า เมื่อใดคุณต้องการสวรรค์ เมื่อนั้นคุณมีนรก...พ่อครู 28 กพ. 2560 ผู้ที่บรรลุพระอรหันต์ทุกองค์แล้ว ไม่มีสวรรค์ ไม่ให้จิตต่อ ตัดสันตติไม่ให้เป็นภพ แน่นอน ทำได้จะเป็นอรหันต์จริง ทำไม่ได้ก็ไม่ใช่อรหันต์จริง ทำได้พอควรก็อรหัตตมรรค ถ้าทำได้อย่างสมบูรณ์แบบ ก็เป็นอรหัตตผล ไม่ให้หลงบุญ

บุญนิยมหมายถึงอะไร คำว่านิยม แปลว่าเที่ยง มาแปลเป็นไทยว่า พอใจยินดี ก็เรียกอังกฤษว่า ism คือลัทธิแนวทางทฤษฎี ที่มี concept แบบนี้ แล้วก็มาพากเพียรให้เป็นบุญ คำว่าบุญนี้ ก็ต้องขออภัย ถ้าไม่มีอาตมาเกิดในยุคนี้ คำว่าบุญ ก็จะสูญหายไปหมด เมื่อบุญความหมายผิด นิพพานก็ไม่มี โปรดฟังอีกครั้ง ถ้าคำว่าบุญนี้ ไม่มีใครมาขยายความ ดังที่อาตมาขยายความนี้ บุญตามนิยมของศาสนาพุทธโดยตรงแล้ว ไม่มีทางนิพพาน นิพพานก็สูญเด็ดขาด ขอขยายความนิพพาน หรือบุญ อีกที บุญ เป็นเอกังสวาที คือไม่แตกออกไปจากหนึ่งเลย จะอย่างไรก็แล้วแต่ ถ้ายังมีบุญอยู่ก็เป็น 1 ถ้าบุญหมดกิจ บุญก็หายไป ไม่มีสองต่อไปอีกเลย ไม่เป็นวิภัชวาที แต่เป็นเอกังสวาที ถ่ายเดียว บุญไม่มีสอง ในภาวะใดๆ บุญเป็นสองไม่ได้ บุญเป็นตัวทำลายภพชาติ เพราะฉะนั้น บุญนิยมหรือนิยมบุญ คืออะไร คือนิยมทำลายภพชาติ ไม่ให้หลงบุญ แล้วจะไปหลงผิดว่า บุญนี้คือสิ่งที่มี คือสิ่งที่ไม่สูญไม่ได้ มันเป็นวิบัติ ไม่ใช่สมบัติ เหลือบุญ มีบุญเมื่อไหร่ก็โหติ หรือสาเปกโขเมื่อนั้น ถ้ายังมีอาการของ สาเปกโข หรือโหติเมื่อใด คุณก็ยังไม่สูญ สา ตัวพาให้มี เปกโข คือสภาวะของ 0 ถ้ายังสาเปกโข ก็ต้องมีอยู่ ไม่ได้อธิบายบาลีด้วย หลักไวยากรณ์ จะเข้าใจสวรรค์นรกได้ ถ้าเข้าใจว่า มนุษย์ทั่วไปไม่ต้องการนรกหรอก แต่เกิดความต้องการขึ้นเมื่อใด มันเป็นนรกทันที แม้จะเลือกสิ่งที่คุณต้องการว่าสวรรค์ คนต้องการความทุกข์ความเจ็บปวดก็ masocism หรือไปนิยมความรุนแรงเจ็บปวดแต่ชอบดูคนอื่น เรียกว่า sadism พวกที่ตนเองเจ็บปวด ยิ่งอำมหิตยิ่งชอบ เรียกว่า masocism แม้จะเป็นอย่างนั้น ก็เป็น ภพชาติ แต่ธรรมดาสามัญ ใครหล่ะอยากจะได้ความเจ็บปวดในตัวเอง คนอื่นเจ็บปวด แล้วตนเองมีความสุข ก็เป็น sadims คนเอาไปชนะคะคานเบียดเบียนคนอื่น คือคน sadism ทั้งนั้น

เมื่อคนยินดีชอบใจเมื่อใด ก็เป็นนรกแล้ว แม้จะมีสิงที่ต้องการขึ้นมา ก็เป็นภพ ก็คือ นรกทันที นิยมบุญ คือนิยมชำระกิเลส บุญมีหน้าที่เดียว เอกังสวาที ทำกิเลสหายเกลี้ยง บุญก็เลิกราทันที จึงเรียกว่า ปุญญปาปปริกขีโณ ขอย้ำอีกทีว่า เข้าใจคำว่าบุญไม่ได้นี่แหละ จึงไปอธิบายคำว่า ส่วนบุญ มีส่วนแห่งบุญ ปุญภาคิยา ไปเป็นสิ่งที่เป็นสมบัติ เป็นสิ่งที่มีแล้ว เอาไปแบ่งกัน ส่งให้กันได้ ซึ่งส่วนบุญคือส่วนที่สูญหายไป แล้วจะเอาที่ไหนไปแบ่งกัน เสขบุคคล สามารถรู้จักกิเลส แล้วทำให้กิเลสหายไปได้ เป็นส่วนๆ จึงเรียกว่า ส่วนแห่งบุญ เป็นสาสวะ เมื่อกิเลสหายไปได้หมด ก็เป็นอนาสวะ ไม่เหลือส่วนแล้ว 0 แล้ว บุญก็จบบริบูรณ์ อธิบายคำว่า ส่วนแห่งบุญผิดเพี้ยน เพราะไม่เข้าใจคำว่าบุญ ถ้าเข้าใจคำว่าบุญเป็นสมบัติ ก็จะเอาบุญมาขายเป็นสิ่งวิเศษ เป็นสิ่งหรูหราสวยงามรุ่งเรือง มีแต่สวรรค์ และสวรรค์ ยิ่งใหญ่มาก บุญนี่ ก็บ้ากันใหญ่เลย บุญกับบ้านี้อักษรเดียวกันนะ บ้าใหญ่เลย บุญใหญ่ก็บ้าใหญ่นั่นแหละ เมื่อเป็นเช่นนั้น เมื่อไม่เข้าใจคำว่าบุญ จึงไปหลงส่วนบุญ ที่สุด ถ้าหมดบุญแล้ว ก็เข้าใจไม่ได้ สิ้นบุญสิ้นบาปแล้ว พระอรหันต์เป็นผู้สิ้นบุญ ถ้าไม่มีพยัญชนะ ปุญญปาปปริกขีโณ พูดไปใครจะเชื่อ ชาตินี้อาตมาพิสูจน์แต่ความจริง อย่างไม่มีเครดิตเลย คนที่มีภูมิปัญญา หรือว่าของจริงก็จะรับได้ ไม่ได้คิดว่า คนไหนจะต้องมาเชื่อ อาตมามีเจตนา แต่ไม่ได้อยากได้อยากมี อยากให้คนอื่นได้ หรือคนอื่นต้องได้ อาตมาไม่มีสันตติตัวนี้ ไม่ได้อยากมีอยากเป็น ได้ก็ได้ไม่ได้ก็ไม่ได้

600228_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สงครามศาสนาครั้งใหญ่ในกัปป์นี้

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน