ภาคผนวก ฌ.docx

โฟลเดอร์word
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์38 KB
วันที่แก้ไข28 เมษายน 2562

เนื้อหาในไฟล์

ภาคผนวก ฌ คู่มือการผลิตข้าวอินทรีย์ การผลิตข้าวอินทรีย์ เป็นระบบการผลิตข้าวที่ไม่ใช้สารเคมีทางการเกษตรทุกชนิด ไม่วาจะเป็น ปุ๋ยเคมี สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช สารกำจัดวัชพืช และสารเคมีอื่น ๆ ในทุกขั้นตอนตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต ขั้นตอนการจัดเก็บผลผลิต และขั้นตอนการจัดจำหน่าย กาปลูกข้าวให้ได้ผลผลิตที่ดีจำเป็นอย่างยิ่งที่เกษตรกรต้องมีความรู้พื้นฐานเรื่องดินก่อน ดังนี้ ดิน คือ เทหวัตถุธรรมชาติ ที่เกิดจากการสลายตัวของหินแร่ผสมคลุกเคล้ากับเศษซากพืชซากสัตว์ หน้าที่ของดินคือเป็นที่ยึดเกาะของรากพืช 2 เป็นแหล่งธาตุอาหาร 3 เป็นแหล่งกักเก็บน้ำ 4 เป็นแหล่งให้อากาศ แบ่งออกเป็น 2 ชั้นใหญ่ ๆ คือ ดินชั้นบนและดินชั้นล่าง 1. ดินชั้นบนจะเป็นดินที่เกิดจากการทับถมของใบไม้ใบหญ้าและกิ่งไม้ สัตว์ที่ตายลง เกิดการเน่าเปื่อย ผุพัง ถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ ดินข้างบนจะเป็นดินที่มีสีคล้ำเข้ม เป็นดินที่มีคุณสมบัติเหมาะที่จะปลูกพืช มีความหนาประมาณ 15-30 ซม. จะเป็นชั้นที่รากของพืชแผ่ออกไป มีรากฝอยมี โคนรากหรือที่เรียกว่ารากขนอ่อน แผ่กระจายออกไป ในระดับนี้เป็นชั้นที่พืชหาอาหารได้ง่ายเพราะโครงสร้างของดินโปร่งร่วนและซุย มีจุลินทรีย์อาศัยอยู่ในดินชั้นนี้เยอะมาก 2. ดินชั้นล่าง จะอยู่ใต้ดินชั้นบนลึกลงไป ลึกเกินกว่า 30 เซนติเมตรลงไปจึงมีสีค่อนข้างซีดจางแปลเปลี่ยนไปตามวัตถุแม่ดินว่าเป็นหินแร่ประเภทไหน สีแตกต่างกันตามชนิดของแร่หรือวัตถุแม่ดิน บางแห่งเป็นสีขาว บางแห่งเหมือนทราย บางแห่งเป็นสีแดง เช่น ดินภาคอีสาน แถวอำเภอกันทรลักษณ์ จะมีสีแดงเนื่องจากดินมีธาตุเหล็กมาก โครงสร้างของดิน แบ่งเป็น 2 ส่วนเท่ากันคือ 1. ประกอบด้วย ส่วนที่เป็นของแข็ง 50 เปอร์เซ็นต์ เป็นหินแร่หรือวัตถุแม่ด

อ่านต่อ

ิน 45 เปอร์เซ็นต์เป็นอินทรียวัตถุ 5 เปอร์เซ็นต์ 2. ประกอบด้วย ส่วนที่เป็นของเหลว 50 เปอร์เซ็นต์ เป็น สารละลาย(น้ำ) 25 เปอร์เซ็นต์กับอากาศอีก 25 เปอร์เซ็นต์ หน้าที่ของดิน คือ 1. เป็นที่ยึดเกาะของรากพืช 2. เป็นแหล่งธาตุอาหาร 3. เป็นแหล่งกักเก็บน้ำ 4. เป็นแหล่งให้อากาศ องค์ประกอบของดิน ประกอบด้วย 1. ดินเหนียว ขนาดของเม็ดดินเล็กกว่า 0.002 มม. มีความละเอียดมากจึงมีคุณสมบัติในการอุ้มน้ำได้ดี มีช่องว่างน้อย ทำให้ดูดซับปุ๋ยได้น้อยเช่นเดียวกัน พืชหายใจไม่ออก ดูดอาหารไปใช้ในการสังเคราะห์แสงไม่ได้ ทำให้พืชเจริญเติบโตได้ ไม่ เต็มที่ ดินที่เหมาะสมสำหรับปลูกพืชต้องมีเนื้อของดินเหนียวไม่เกิน 22 เปอร์เซ็นต์ 2. ทรายแป้ง ขนาดเม็ดดินปานกลาง ขนาดของเม็ดดิน 0 . 002 - 0 . 02 มม . ดินที่เหมาะสมสำหรับการปลูกพืชต้องมีเนื้อทรายแป้งไม่เกิน 38 เปอร์เซ็นต์ 3. ทราย ขนาดเม็ดดิน 0.02-2.00 มม. เม็ดดินขนาดใหญ่อุ้มน้ำไม่ดี มีช่องว่างมาก ชะล้างง่าย เก็บน้ำเก็บปุ๋ยไม่อยู่ ปลูกพืชไม่งาม ดินที่เหมาะสมสำหรับการปลูกพืชต้องมีเนื้อดินทรายไม่เกิน 40 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นดินร่วนจึงหมายถึง ดินที่ประกอบด้วยส่วนผสมที่เป็น ทราย 40% ทรายแป้ง 38% และดินเหนียว 22% องค์ประกอบทั้งสามตัดกัน ณ จุดนี้จะทำเกิดโครงสร้างของดินที่เหมาะสมสำหรับการปลูกพืช ดินที่เหมาะสำหรับการปลูกพืชต้อง มีค่า PH ระหว่าง 5 . 5 - 7 หากค่า PH ต่ำกว่า 5.5 แสดงว่าดินมีฤทธิ์เป็นกรด ดินที่เป็นกรดจะไปดูดแร่ธาตุโดยเฉพาะ P กับ K มาใช้ไม่ได้ หมายความว่าพืชดูดสารอาหารมาใช้ไม่ได้ทำให้ต้นไม้เติบโตได้ไม่เต็มที่ ถ้าค่า PH เกิน 7 แสดงว่าดินเป็นด่างมากเกินไป ทำให้ดินปลดปล่อยแร่ธาตุออกมาไม่ได้ทำให้พืชเติบโตได้ไม่ดีเช่นเดียวกัน ปุ๋ย ประกอบด้วย ธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และธาตุอาหารเสริม ได้แก่ ธาตุอาหารหลัก ( Primary Macronutrients ) ประกอบด้วย ไนโตรเจน ( N ) ทำหน้าที่ เร่งใบเร่งยอด ทำให้ใบเขียวเข้มงาม กระตุ้นการเจริญเติบโตทางลำต้นและใบ ถ้าขาดพืชจะเจริญเติบโตช้า ขอบใบแห้งและร่วง ฟอสฟอรัส ( P ) ทำหน้าที่ ระยะเริ่มแรกทำให้พืชเกิดการแตกรากที่สมบูรณ์แข็งแรงและระยะที่ 2 เมื่ออยู่ในระยะเจริญพันธุ์จะไปกระตุ้นการออกดอก ถ้าขาดฟอสฟอรัส พืชจะเจริญเติบโตช้า ต้นพืชอาจกลายเป็นสีเขียวจนถึงสีม่วง เนื่องจากมีการสะสมคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป โปรแตสเซียม ( K ) ทำหน้าที่ ช่วยสังเคราะห์แป้งและน้ำตาลในพืช ไปกระตุ้นให้มีการลำเลียงอาหารที่สร้างเสร็จจากใบพืชลำเลียงน้ำตาลไปสะสมไว้ที่ผล ที่หัว เปลี่ยนน้ำตาลให้กลายเป็นแป้งที่ไม่ละลายน้ำ ถ้าการลำเลียงน้ำตาลเกิดขึ้นได้มาก ทำให้ผลหรือหัวใหญ่มากกว่าปกติ ถ้าขาดธาตุโพแทสเซียมจะทำให้ต้นแคระแกรนและมีสีเขียวซีด ขอบใบแห้ง ธาตุอาหารรอง ( Secondary Macronutrients ) ประกอบด้วย แคลเซียม ( Ca ) ทำหน้าที่ทำให้โครงสร้างของผนังเซลล์แข็งแรง เมื่อผนังเซลล์แข็งแรงทำให้ทานทนต่อแมลงศัตรูพืช มีเยอะในเปลือกไข่ ก้างปลา หรือหอยเชอรี่ มีส่วนป้องกันโรคก้นผลเน่า ป้องกันโรคเปลือกแตก ถ้าขาดแคลเซียมทำให้พืชลำต้นแคระแกรน ระบบรากสั้นหนา กำมะถัน ( S ) พืชนำไปใช้ในการกระบวนการของการสร้างคลอโรฟิลล์ ซึ่งพืชต้องการในปริมาณที่น้อยมากจึงเรียกว่าธาตุอาหารเสริม แต่ขาดไม่ได้เพราะถ้าขาดจะทำให้พืชเติบโตช้า จะแสดงอาการออกมาทันที เช่น ต้นข้าวมียอดขาว แมกนีเซียม ( Mg ) เป็นองค์ประกอบสำค ัญของคลอโรฟิลล์ (สีเขียว) ในพืช ช่วยสร้างโปรตีน ไขมัน วิตามิน และน้ำตาลในพืช ถ้าขาดแมกนีเซียมต้นจะตายใบ ในการปลูกข้าวอินทรีย์ ปุ๋ยคือส่วนสำคัญที่ช่วยทำให้ต้นข้าวสมบูรณ์แข็งแรง ทั้งที่เป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่อยู่ในรูปของปุ๋ยหมัก ปุ๋ยน้ำ และปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยเม็ดทางดินกว่าที่รากพืชจะนำไปใช้ถึงยอดต้องใช้ระยะเวลานานเมื่อเปรียบกับการให้ปุ๋ยทางใบ เช่น ไนโตรเจนให้ทางดินกว่าพืชจะนำไปใช้ได้ ใช้เวลา 7 วัน ถ้าให้ปุ๋ยน้ำทางใบ ใช้เวลาเพียง 20 นาที ฟอสฟอรัสให้ทางดินกว่าพืชจะนำไปใช้ได้ ใช้เวลา 21 วัน ถ้าให้ปุ๋ยน้ำทางใบ ใช้เวลา 2 ชั่วโมง โพแทสเซียมให้ทางดินกว่าพืชจะนำไปใช้ได้ ใช้เวลา 14 วัน ถ้าให้ปุ๋ยน้ำทางใบ ใช้เวลา 1 ชั่วโมง ในที่นี้จะแนะนำการทำน้ำหมักเป็นหลัก ซึ่งเป็นปุ๋ยที่ให้ทางใบเป็น หลักตามสูตร ของอาจารย์บุญรุ้ง สีดำ IOM กับ OM จุลินทรีย์จากดินป่า ( IOM ) ส่วนผสมคือ ดินป่า 1 ส่วน รำ 1 ส่วน ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน (น้ำเปล่า 100 ลิตร + กากน้ำตาล 2 ก.ก. +น้ำหมักชนิดใดก็ได้ 1 ลิตร ผสมให้เข้ากันไว้สำหรับรด กองปุ๋ย) วิธีทำ ไปหาดินจากป่าที่มีใบไม้หลากหลายชนิดโดยเฉพาะใบไผ่ร่วงหล่นทับถมกัน ขุดเอาเฉพาะหน้าดิน 1 ส่วน ผสมกับรำอ่อน 1 ส่วน คุลกเคล้าให้เข้ากัน จากนั้นรดด้วยน้ำที่เตรียมไว้ ให้มีความชื้น 60 เปอร์เซ็นต์ วิธีสังเกต คือ กำแล้วแบมือออกดินคงรูปนิ้วมือ ถ้าดินแตกออกจากกันแสดงว่าความชื้นไม่พอ วิธีการแก้ไขคือเติมดินหรือรำเข้าไปอีก จากนั้นกองให้เป็นร ูปภูเขา เอารำโรยแต่งหน้าจากยอดลงไปหาฐานและโรยรอบกว้างออกไปประมาณ 1 คืบ รดน้ำให้พอเปียก น้ำผสมกับรำจะทำให้เกิดความหอมเป็นการล่อจุลินทรีย์รอบทิศทางเข้ามา คลุมด้วยใบไม้รดน้ำอีกรอบหนึ่ง แล้วหาผ้าพลาสติคมาปิดไว้ ทิ้งไว้ 3 วัน ช่วงนี้กอง IOM จะร้อนขึ้นเรื่อย ๆ เพราะจุลินทรีย์จะเริ่มใช้อาหารและเกิดการแบ่งตัว ร้อนจนถึงอุณหภูมิ 62.5 องศาเซลเซียส จุลินทรีย์จะเริ่มกินอาหารจากรอบนอกฐานล่างแต่ยังไม่ถึงข้างในกอง เพราะไม่มีออกซิเจน จะเห็นเป็นเชื้อราสีขาวชื่อว่าไมคอร์ไรซ่า ขาวโพลนเต็มไปหมด เชื้อราจะเข้ามากินอาหาร คือรำกับกากน้ำตาลเพื่อการเจริญเติบโตและการแบ่งตัว 3 วันผ่านไปค่อยมากลับกองคลุกเคล้าให้เข้ากัน แบออกทำเป็นกองเตี้ยความสูงไม่เกิน 1 คืบ ไม่ต้องรดน้ำ ไม่ต้องโรยรำ ไม่ต้องคลุมด้วยใบไม้ คลุมพลาสติคเพียงอย่างเดียว คลุมไปอีก 4 วัน เชื้อจุลินทรีย์นับหมื่นชนิดจะเจริญเติบโตเต็มไปหมด พอครบ 7 วันจะได้จะได้หัวเชื้อปุ๋ยเข้มข้นไปขยายทำปุ๋ยหมักต่อไป การทำปุ๋ยหมัก OM คือการนำ IMO มาขยายเชื้อต่อ ส่วนผสม แกลบดิบ 1 ส่วน แกลบดำ 1 ส่วน ใบไม้ 1 ส่วน มูลสัตว์ 1 ส่วน รำอ่อน 1 ส่วน (น้ำเปล่า 100 ลิตร + กากน้ำตาล 2 ก.ก. +น้ำหมักชนิดใดก็ได้ 1 ลิตร ผสมให้เข้ากันไว้สำหรับรดกองปุ๋ย) วิธีทำ ขั้นตอนเหมือนกันกับการทำ IMO ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันจากนั้นนำหัวเชื้อ IMO 100 กรัม หรือตามชอบมาผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันจะได้ปุ๋ยหมักสำหรับนำไปห่มดินเพื่อปลูกพืชต่อไป วิธีการใช้ในนาข้าว อย่างน้อย 2-4 ตันต่อไร่ ในขั้นตอนของการเตรียมดินก่อนปลูกหมักดินไว้อย่างน้อย 1 เดือน ราดรดด้วยน้ำหมัก ความชื้นไม่เกิน 60 เปอร์เซ็นต์ วิธีการทำจุลินทรีย์จาวปลวก ส่วนผสม จาวปลวก 1 ก.ก. ข้าวสวย 2 ก.ก. วิธีทำ นำส่วนผสมทั้งสองคลุกเคล้าให้เข้ากัน ไม่ต้องขยำ เสร็จแล้วหมักไว้ในถัง ปิดปากถังด้วยกระดาษมัดด้วยเชือก ทิ้งไว้ในที่ร่ม หมักไว้ 15 วัน ผ่านไป 2-3 วันจะเห็นเชื้อราสีขาวแทงขึ้นมา นั่นคือเชื้อราไมคอร์ไรซ่า และยังมีเชื้อเห็ดแทงขึ้นมาเชื้อเห็ดที่ว่านี้คือเชื้อเห็ดโคน และมีเชื้อราอีกหลากหลายชนิดที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า พอครบ 15 วัน เอาไปตากไว้ให้แห้งเก็บไว้ใช้ได้นาน หรือ เติมน้ำ 10 ลิตรลงไปปิดปากถังด้วยกระดาษ หมักต่ออีก 7 วัน ครบ 7 วันสีจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล กลิ่นเหมือนแอลกอฮอร์ลนั่นแสดงว่ายีสเริ่มทำงาน ใช้ราดรดบนกองวัสดุ ใบไม้ เศษฟาง มีคุณสมบัติช่วยในกระบวนการย่อยสลาย น้ำหมักกรดอะมิโน เป็นน้ำหมักจุลินทรีย์ที่ได้จากการนำเอาโปรตีน เช่น กากถั่วเหลือง เนื้อปลา หรือหอยเชอรี่มาหมักให้ได้กรดอะมิโนและแร่ธาตุอื่น ๆ ซึ่งอุดมไปด้วยธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริมพร้อมบริบูรณ์ ช่วยพืชทนต่อความเครียด ทนแล้ง ทนร้อนและทนแมลงได้ดี วิธีทำ น้ำกากถั่วเหลืองหรือเศษปลาหรือหอยเชอรี่ 2 กิโลกรัม คลุก ผสมกับน้ำตาลทรายแดง 1 กิโลกรัม ( อาจใช้กากน้ำตาลแทนได้ ) เกลือ 200 กรัม ใส่ถังหมักแห้งไว้ 15 วัน หลังจากนั้นเติมน้ำ 10 ลิตรปิดฝาถัง ตั้งทิ้งไว้ 3 เดือน เพื่อให้จุลินทรีย์ย่อยสลาย หลังจากนั้นให้กรองเอาน้ำสีน้ำตาลมา ใช้งาน วิธีใช้ ใช้น้ำหมักกรดอะมิโน 50-100 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร สารจับใบหรือสารดูดซึม 2-3 ซีซี แช่เมล็ดพันธุ์หรือท่อนพันธุ์ก่อนปลูก หรือใช้ฉีดพ่นบนใบพืชให้เปียก โดยฉีดพ่นทุกๆ 7-15 วัน แต่ถ้าหากเป็นแตงกวาถั่วฝักยาวหรือผักกินใบควรจะฉีดพ่นทุก ๆ 1-3 วันร่วมกับน้ำหมักนมจะทำให้แตงและผักหวานกรอบอร่อย น้ำหมักผักหรือน้ำหมักแม่ เป็นน้ำหมักจุลินทรีย์ที่ได้จากการนำเอายอดผักชนิด ที่แตกยอดอ่อนได้เร็ว เช่น หน่อกล้วยผักบุ้ง ผักโขม มาหมักเพื่อสกัดเอาเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาในเซลล์พืชและฮอร์โมนจากยอดผักเช่น ออกซิ น เจนจิบเบอเรลลินออกมา เพื่อช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืช ทั้งยังมีแร่ธาตุต่าง ๆด้วย วิธีทํา น้ำหน่อกล้วย ผักบุ้งผัก โขม 3 กิโลกรัม ( อย่างละ 1 กิโลกรัม ) หรืออาจจะเป็นยอดผักอย่างอื่นก็ได้ มาหั่นเป็นแว่น ๆ แล้วคลุกผสมกับน้ำตาลทรายแดง 1 กิโลกรัม ( อาจใช้กากน้ำตาลแทนได้ ) ใส่ถังหมักแห้งไว้ 15 วัน เพื่อให้เกิดการออสโมซิสของน้ำเอนไซม์หรือฮอร์โมนที่ละลายในน้ำออกมานอกเซลล์ หลังจากนั้นเติมน้ำ 10 ลิตรปิดฝาตั้งทิ้งไว้ 3 เดือน เพื่อให้จุลินทรีย์ย่อยสลายส่วนประกอบของเนื้อเยื่อพืช เป็นธาตุอาหารที่พืชจะดูดไปใช้ได้ วิธีใช้ ใช้น้ำหมักผัก 50 ถึง 100 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร สารจับใบหรือสารดูดซึม 2 - 3 ซีซี ฉีดพ่นบนใบพืชให้เปียกโดยฉีดพ่นทุก ๆ 7 - 15 วัน น้ำหมักผักผสมผลไม้ เป็นน้ำหมักจุลินทรีย์ที่ได้จากการผสมระหว่างน้ำหมักผักและน้ำหมักผลไม้ในอัตรา 1 ต่อ 1 เพื่อช่วยกระตุ้นการออกดอกของพืช ช่วยให้ช่อดอกยา ว สมบูรณ์ การผสม เกสร ติดมีสูง วิธีทำ น้ำหมัก ผัก และน้ำหมักผลไม้อย่างละ 1 ลิตร ผสมกันก็จะเป็นน้ำหมักผักผสมผลไม้ตามที่ต้องการ วิธีใช้ ใช้น้ำหมักผักตัดสม ผลไม้ 50 ถึง 100 ซีซีผสมน้ำ 20 ลิตร สารจับใบหรือสารดูดซึม 2-3 ซีซีฉีดพ่นบนใบพืชให้เปียกโดยฉีดพ่นทุก ๆ 7 ถึง 15 วันเพื่อกระตุ้นการออกดอก น้ำหมักผลไม้หรือน้ำพ่อ เป็นน้ำหมักจุลินทรีย์ที่ได้จากการหมักผลไม้ที่สุกงอม เช่น กล้วย มะละกอ ฟักทอง เพื่อ สกัดเอา ฮอร์โมน เอนไซม์และแร่ธาตุต่าง ๆ ที่จะไปช่วยกระตุ้นการลำเลียงน้ำตาลไปเก็บไว้ที่ผลหรือหัวในรูปของแป้ง ซึ่งจะทำให้ผลหรือหัวมีขนาดใหญ่เปอร์เซ็นต์แป้งสูง ขั้วเหนียวไม่หลุดร่วงง่าย วิธีทำ นำกล้วยสุก มะละกอสุก ฟักทอง 3 กิโลกรัม ( อย่างละ 1 กิโลกรัม ) หรืออาจจะเป็นผลไม้สุกอย่างอื่นก็ได้ มาหั่นเป็นแว่นแล้วคลุกผสมกับน้ำตาลทรายแดง 1 กิโลกรัม ( อาจใช้กากน้ำตาลแทนได้ ) หมักแห้งไว้ 15 วันเพื่อให้เกิดการออสโมซิสของน้ำเอนไซม์ หรือฮอร์โมน ที่ละลายในน้ำออกมานอกเซลล์ หลังจากนั้นเติมน้ำ 10 ลิตร ปิดฝาตั้งทิ้งไว้ 3 เดือน เพื่อให้จุลินทรีย์ย่อยสลายส่วนประกอบของเนื้อเยื่อพืช เป็นธาตุอาหารที่พืชจะดูดไปใช้ได้ วิธีใช้ ใช้น้ำหมักผลไม้ 50-100 ซีซีผสมน้ำ 20 ลิตร สารจับใบหรือสารดูดซึม 2-3 ซีซี ฉีดพ่นบนใบพืชให้เปียก โดย ฉีดพ่นทุก ๆ 7-15 วัน หลังติดผล ถ้าเป็นข้าวให้ฉีดพ่นหลังเกสรร่วง 10 วัน และฉีดพ่นหลังจากนั้นอีก 10 วัน น้ำหมักนม เป็นน้ำหมักจุลินทรีย์ที่ได้จากการหมักนม เพื่อสกัดกรดอะมิโน กรดแลคติก ฮอร์โมนเอนไซม์ และแร่ธาตุต่าง ๆ ที่จะไปช่วยกระตุ้นการลำเลียงน้ำตาลทำให้ผลไม้มีรสชาดหวาน กรอบอร่อยรวมถึงพืชผักใบเขียว เช่น ผักกาดขาว กะหล่ำปลี แตงกวา ถั่วฝักยาว ก็จะกรอบอร่อยเช่นกัน วิธีทำ ใช้นมผงที่หมดอายุแล้ว 750 กรัมละลายในน้ำเย็น 20 ลิตร เติมน้ำตาลทรายแดง 2 กิโลกรัมและนมเปรี้ยว 1 ขวด คนให้เข้ากัน หลังจากนั้นนำไปบรรจุในถังสีขาว เพื่อดูการแยกชั้น ปิดฝาตั้งทิ้งไว้ 3 เดือนครบ 3 เดือนแล้วใช้วิธีกา ลัก น้ำ ดูดเอาน้ำซีรั่มเหลืองใส่ที่อยู่ตรงกลางมาใช้งาน ส่วนไขมันที่อยู่ด้านบนและแป้งที่อยู่ด้านล่าง เอาไปทำปุ๋ยหมัก ถ้าเป็นนมข้นหวานจะใช้นม 6 กระป๋องต่อน้ำ 20 ลิตรน้ำตาลทรายแดง 1 กิโลกรัม แต่ถ้าเป็นนมกล่องพร้อมดื่มฉีกกกล่อง เทใส่ภาชนะให้ได้ 20 ลิตร จะใช้น้ำตาลทรายแดง 2 กิโลกรัม แล้วหลังจากนั้นผสมนมเปรี้ยว 1 ขวด แล้วพักไว้ตามวิธีข้างต้น วิธีใช้ ใช้น้ำหมักนม 50-100 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร สารจับใบหรือสารดูดซึม 2-3 ซีซี ฉีดพ่นบนใบพืชให้เปียก โดยถ้าเป็นแตงกวา แตงโม ถั่วฝักยาวและผักกินใบอื่น ๆ ควรจะฉีดพ่นทุกวัน ถ้าเป็นมาให้ผลให้ฉีดพ่นทุก ๆ 7-15 วั น แบคทีเรียสังเคราะห์แสง เป็นน้ำหมักจุลินทรีย์ที่ ได้จากการเพาะเลี้ยงแบคทีเรียที่มีสีแดง ที่ ใช้ แสง ในการเปลี่ยน H 2 S ให้กลายเป็น S 2 ซึ่งจะมีผลให้ระบบรากของพืชเจริญเติบโตดี ( H 2 S ทำให้รากพืชก ุ ดสั้น / ชงัก) ส่วน S 2 เป็นธาตุอาหารรองของพืชที่ช่วยให้ พืช ใบเขียวเข้ม ถ้าใช้กับนาข้าวจะทำให้ต้นข้าวแตกกอดี ใบแข็งเขียว ทนทาน วิธีทำ ตีไข่หนึ่งใบผสมน้ำ 10 ลิตรแล้วเทหัวเชื้อแบคทีเรียสังเคราะห์แสง 1 กรัม ลงผสม ถ้า เป็นหัวเชื้อแบบน้ําให้ใช้ 5-10 ลิตร หลังจากนั้นแบ่งใส่ขวดพลาสติกใสปิดฝา นำไปตั้งไว้ในที่ที่มีแสงแดดตลอดทั้งวัน แต่โดนแดดไม่เกิน 3 ชั่วโมง และอย่าให้อุณหภูมิเกิน 42.5 องศาเซลเซียส ตั้งไว้จนกว่าจะมีสีแดง ซึ่งอาจใช้เวลา 10-30 วัน แล้วแต่ปัจจัยที่เหมาะสม คือ แสง PH อุณหภูมิและบางครั้งตั้งทิ้งไว้เกิน 1-3 เดือน สีจะจางลงจนเป็นสีเขียว ก็เอามาขยายใหม่ได้ แต่ไม่ควรเกิน 4-5 รอบ วิธีใช้ นำแบคทีเรียสังเคราะห์แสงที่ขยายในน้ำจนเป็นสีแดงแล้ว ผสมน้ำอัตราส่วน 1 ต่อ 20 และสารจับใบหรือสารดูดซึม 2-3 ซีซี ไปฉีดพ่นบนใบพืชหรือราดรดลงดินก็ได้หรือจะปล่อยไปกับระบบน้ำหยดสปริงเกอร์หรือแม้แต่การสูบน้ำเข้านาก็ได้ ควรฉีดพ่นหรือปล่อยไปกับน้ำทุก ๆ 20-30 วัน นอกจากนี้ ยังสามารถนำไปใช้ในการบำบัดน้ำเสีย การเลี้ยงสัตว์ ผสมในอาหารและให้สัตว์กินช่วยให้สัตโตเร็ว ท้องไม่อืดเฟ้อ ใช้บำบัดกลิ่นเหม็นในคอกสัตว์ ใช้ในบ่อกุ้งบ่อปลาได้เป็นอย่างดี การผลิตข้าวอินทรีย์ เป็นระบบการผลิตทางการเกษตรที่เน้นเรื่องของธรรมชาติเป็นสำคัญ ได้แก่ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ การรักษาสมดุลธรรมชาติและการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติเพื่อการผลิตอย่างยั่งยืน เช่น การปรับปรุงความอุดม สมบูรณ์ของดินโดยการปลูกพืชหมุนเวียน การใช้ปุ๋ยอินทรีย์และวัสดุอินทรีย์ในไร่นา หรือจากแหล่งอื่น ควบคุมโรคแมลงและศัตรูข้าวโดยวิธีผสมผสานที่ไม่ใช้สารเคมี การเลือกใช้พันธุ์ข้าวที่เหมาะสม มีความต้านทานโดยธรรมชาติ รักษาสมดุลของศัตรูธรรมชาติ การจัดการพืชดินและนํ้าให้ถูกต้องเหมาะสมกับความต้องการของต้นข้าว เพื่อทำให้ต้นข้าวเจริญเติบโตได้ดี มีความสมบูรณ์แข็งแรงตามธรรมชาติการผลิตข้าวอินทรีย์ซึ่งจะมีขั้นตอนการปฏิบัติเช่นเดียวกับการผลิตข้าวโดยทั่วไปจะแตกต่างกันตรงที่ต้องหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีสังเคราะห์ในทุกขั้นตอนการผลิต จึงมีข้อควรปฏิบัติ (กลุ่มงานส่งเสริมและพัฒนาเกษตรอินทรีย์. 2559 : 1 - 11 ) ดังนี้ 1. การเลือกพื้นที่ปลูก เลือกพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่ติดต่อกัน และมีความอุดมสมบูรณ์ของดินโดยธรรมชาติ ค่อนข้างสูง ประกอบด้วยธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของข้าวอย่าง เพียงพอมีแหล่งนํ้าสำหรับ เพาะปลู ก 2 . การเลือกใช้พันธุ์ข้าว พันธุ์ข้าวที่ใช้ปลูกควรมีคุณสมบัติด้านการเจริญเติบโตเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในพื้นที่ปลูก และให้ผลผลิตได้ดีแม้ในสภาพดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ค่อนข้างตํ่า ต้านทานโรคแมลงที่สำ คัญ และมีคุณภาพเมล็ดตรงกับความต้องการของผู้บริโภคข้าวอินทรีย์ การผลิตข้าวอินทรีย์ การผลิต ข้าวอินทรีย์ในปัจจุบันส่วนใหญ่ใช้พันธุ์ข้าวดอกมะลิ 105 และ กข 15 ซึ่งทั้งสองพันธุ์เป็นข้าวที่มีคุณภาพเมล็ดดีเป็นพิเศษ 3. การเตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าว เลือกใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ได้มาตรฐาน ผลิตจากแปลงผลิตพันธุ์ข้าวที่ได้รับการดูแลอย่างดี มีอัตราการงอกสูง ผ่านการเก็บรักษาโดยไม่ใช้สารเคมีสังเคราะห์ ปราศจากโรคแมลงและเมล็ดวัชพืช 4 . การเตรียมดิน การเตรียมดินมีวัตถุประสงค์เพื่อทำลายวัชพืชและทำให้ดินร่วมขึ้น การเตรียมดินมีความแตกต่างกันบ้างในการปลูกข้าวโดยวิธีที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปแล้วการเตรียมดินประกอบด้วย 4 . 1 การไถดะ เป็นการไถครั้งแรกตามแนวยาวของพื้นที่ การไถดะจะพลิกกลับดินเพื่อทำให้ดินชั้นล่างได้สัมผัสกับออกซิเจนในอากาศ และเป็นการตากดินเพื่อทำลายวัชพืช โรคพืชบางชนิด ตลอดจนไข่และตัวอ่อนของแมลงบางชนิด การไถดะมักเริ่มทำเมื่อฝนตกครั้งแรกในปีการเพาะปลูกใหม่ซึ่งมักจะเป็นช่วงเดือนเมษายนหรือพฤษภาคม และจะตากดินเอาไว้หนึ่งหรือสองสัปดาห์ 4 . 2 การไถแปร เป็นการไถหลังจากที่ไถดะและตากดินไว้แล้วระยะหนึ่ง การไถครั้งนี้จะไถตัดรอยเดิมที่มีอยู่และพลิกดินกลับขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง การไถแปรมีจุดประสงค์เพื่อทำลายวัชพืชที่ขึ้นใหม่หลังจากการไถดะและเพื่อย่อยดินให้มีขนาดเล็กลง จำนวนครั้งของการไถแปรขึ้นอยู่กับชนิดและปริมาณของวัชพืช ลักษณะของดินและระดับนํ้าในพื้นที่ 4 . 3 การคราด มีจุดประสงค์เพื่อเอาเศษพืชและวัชพืชออกจากผืนนา และย่อยดินให้มีขนาดเล็กลงอีก เพื่อให้เหมาะสมแก่การเจริญเติบโตของต้นข้าวและเป็นการปรับระดับพื้นที่ให้สมํ่าเสมอ เพื่อสะดวกในการควบคุมดูแลการให้นํ้า 5. วิธีการปลูก วิธีการปลูกข้าวสามารถแบ่งออกเป็น 3 วิธีใหญ่ ๆ ได้แก่ การทำนาหยอด การทำนาหว่าน และการทำนาดำ 5.1 การทำนาหยอด มักทำในการปลูกข้าวไร่ตามเชิงเขาหรือในที่สูงโดยอาจปลูกเดี่ยว ๆ หรือปลูกสลับกับพืชไร่อื่น ๆ ซึ่งมีวิธีคล้ายกับการปลูกพืชทั่วๆ ไป กล่าวคือ หลังจากการเตรียมดินแล้วก็จะขุดหลุมหรือใช้ไม้ปักดินให้เป็นหลุม ลึกประมาณ 1-2 นิ้ว หรือทำร่องลึกประมาณ 1-2 นิ้ว แล้วจึงหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าวในหลุมหรือร่อง แล้วกลบหลุมหรือร่อง 5.2 การทำนาหว่าน มักทำในพื้นที่ซึ่งควบคุมระดับนํ้าลำบาก เช่น มีนํ้าท่วมในฤดูฝน หรือ ในพื้นที่ทีมีนํ้าไม่แน่นอนหรือไม่สมํ่าเสมอ หรือฝนตกช้ากว่าปกติ ตลอดจนกรณีที่ขาดแคลนแรงงานในช่วงต้นฤดูทำนา 5.3 การทำนาดำ เป็นการปลูกข้าวโดยเฉพาะเมล็ดให้งอกและเจริญเติบโตในที่หนึ่งก่อนแล้วจึงย้ายไปปลูกอีกที่หนึ่ง ทำให้สามารถกำหนดระยะห่างของการปลูกข้าวได้อย่างเหมาะและสะดวกในการควบคุมวัชพืช พื้นที่การทำนาดำควรมีคันนาที่แข็งแรงในการควบคุมระดับนํ้าได้แลต้องมีฝนตกในปริมาณมากและในช่วงเวลาที่นานพอ นอกจากนี้ดินจะต้องเป็นดินที่สามารถเก็บนํ้าได้ดีพอสมควร ขั้นตอนในการทำนาดำแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ 5 . 3 . 1 การตกกล้า หลังจากที่เตรียมดินในแปลงกล้าเรียบร้อยแล้ว ชาวนามักจะยกแปลงกล้าให้สูงกว่าระดับนํ้าในผืนนา 3 - 5 เซนติเมตร เพื่อไม่ให้เมล็ดที่หว่านจมนํ้าและเป็นการรักษาความชื้นอยู่ตลอด เวลา จากนั้นนำเมล็ดพันธุ์ที่เตรียมไว้มาหว่านในแปลงกล้า เมื่อต้นกล้ามีอายุประมาณ 25 - 30 วัน ก็จะทำการถอนเพื่อนำไปแยกปลูก 5 . 3 . 2 การปักดำ หลังจากถอนกล้าออกมาจากแปลงกล้าแล้ว ชาวนามักจะมัดกล้ารวมไว้เป็นกองเพื่อนำไปปักดำในแปลงปักดำ ซึ่งเตรียมดินไว้เรียบร้อยแล้ว วิธีการปักดำมักจะใช้วิธีเดินถอยหลังซึ่งช่วยให้มองเห็นแถวที่ดำไปแล้วด้วย การปลูกข้าวแบบปักดำจะเหมาะสมที่สุดสำหรับการผลิตข้าวอินทรีย์ เพราะการเตรียมดินทำเทือก การรักษาระดับนํ้าขังในนาจะช่วยควบคุมวัชพืชได้และการปลูกกล้าข้าวลงดินจะช่วยให้ข้าวสามารถแข่งขันกับวัชพืชได้ ต้นกล้าที่ใช้ปักดำควรมีอายุประมาณ 30 วัน เลือกต้นกล้าที่เจริญเติบโตแข็งแรงดี ปราศ จากโรคและแมลงทำลาย เนื่องจากในการผลิตข้าวอินทรีย์ต้องหลีกเลี่ยงการใช้สารสังเคราะห์ทุกชนิดโดย เฉพาะปุ๋ยเคมี จึงแนะนำให้ใช้ระยะปลูกที่แนะนำสำหรับการปลูกข้าวโดยทั่วไปเล็กน้อย คือประมาณ 20 x 20 เซนติเมตร จำนวนต้นกล้า 5 ต้นต่อกอและใช้ระยะปลูกแคบกว่านี้ 6 . การจัดการความอุดมสมบูรณ์ของดิน เนื่องจากการปลูกข้าวอินทรีย์ต้องหลีกเลี่ยงการใช้ปุ๋ยเคมี ดังนั้นการเลือกพื้นที่ปลูกควรหาที่ดินที่มีความอุดมสมบูรณ์สูงตามธรรมชาติ 8 . ระบบการปลูกพืช ปลูกข้าวอินทรีย์เพียงปีละครั้งโดยเลือกช่วงเวลาปลูกที่เหมาะสมกับข้าวแต่ละพันธุ์ และปลูกพืชหมุนเวียนโดยเฉพาะพืชตระกูลถั่ว ก่อนและหลังการปลูกข้าว 9 . การควบคุมวัชพืช หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีสังเคราะห์ทุกชนิดในการควบคุมวัชพืช แนะนำให้ควบคุมวัชพืชโดยวิธีกล เช่น การเตรียมดินที่เหมาะสมวิธีการทำนาที่ลดปัญหาวัชพืช การใช้ระดับนํ้าควบคุมวัชพืช การใช้วัสดุคลุมดิน การถอนด้วยมือ วิธีเขตกรรมต่างๆ การใช้เครื่องมือรวมทั้งการปลูกพืชหมุนเวียน เป็นต้น 10 . การป้องกันกำจัดโรคแมลงและสัตว์ศัตรูพืช ใช้ข้าวพันธุ์ต้านทาน ต่อโรคและศัตรูข้าว 10 . 1 การปฏิบัติด้านเขตกรรม เช่น การเตรียมแปลงกำหนดช่วงเวลาปลูกที่เหมาะสม ใช้อัตราเมล็ดและระยะปลูกที่เหมาะสม 10.2 การปลูกพืชหมุนเวียนเพื่อตัดวงจรการระบาดของโรคแมลงและศัตรูข้าว การรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดินและสมดุลของธาตุอาหารพืช การจัดการนํ้าเพื่อให้ต้นข้าวเจริญเติบโตดีสมบูรณ์และแข็งแรง สามารถลดการทำลายของโรคแมลงและศัตรูข้าวได้ส่วนหนึ่ง 10.3 การรักษาความสมดุลทางธรรมชาติโดยส่งเสริมการเผยแพร่ขยายปริมาณของแมลงที่มีประโยชน์ เช่น ตัวหํ้า ตัวเบียน และศัตรูธรรมชาติเพื่อช่วยควบคุมแมลงและศัตรูข้าว ใช้สารสกัดจากพืช เช่นสะเดา ข่าตะไคร้ หอม เป็นต้น 11. การจัดการนํ้า ระดับนํ้ามีความสัมพันธ์กับการเจริญเติบโตทางลำต้น และการใช้ผลผลิตของข้าวโดยตรงในระยะปักดำจนถึงแตกกอ ถ้าระดับนํ้าสูงมากจะทำให้ต้นข้าวสูงเพื่อหนีนํ้าทำให้ต้นอ่อนแอและล้มง่าย ในระยะนี้ควรรักษาระดับนํ้าให้อยู่ที่ประมาณ 5 เซนติเมตร แต่ถ้าต้นขาดนํ้าจะทำให้วัชพืชเติบโตแข่งกับต้นข้าวได้ ดังนั้นระดับนํ้าที่เหมาะสมต่อการปลูกข้าวอินทรีย์ตลอดฤดูปลูก ควรเก็บรักษาไว้ที่ประมาณ 5-15 เซนติเมตร จนถึงระยะก่อนเก็บเกี่ยวประมาณ 7-10 วัน จึงระบายนํ้าออกเพื่อให้ข้าวสุกแก่พร้อมกันและพื้นนาแห้งพอเหมาะต่อการเก็บเกี่ยว 12. การจัดการก่อนและหลังการเก็บเกี่ยว เก็บเกี่ยวหลังข้าวออกดอกประมาณ 30 วัน สังเกตจากเมล็ดในรวงข้าวส่วนใหญ่เปลี่ยนเป็นสีฟาง เรียกว่าระยะข้าวพลับพลึง การตากขณะเก็บเกี่ยวเมล็ดข้าวมีความชื้นประมาณร้อยละ 18-24 จำเป็นต้องลดความชื้นลงให้เหลือร้อยละ 14 หรือตํ่ากว่า เพื่อให้เหมาะสมต่อการนำไปแปรสภาพหรือเก็บรักษา และมีคุณภาพการสีดี การตากข้าวแบ่งออกเป็น 2 วิธี วิธีที่ 1 ตากเมล็ดข้าวเปลือกที่นวดจากเครื่องเกี่ยวนวดโดยเกลี่ยให้มีความหนาประมาณ 5 เซนติเ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน

word1.ปก.docx
19 พฤษภาคม 2565
wordภาคผนวก.docx
6 กันยายน 2564
word01 ปก พริ้วลมบุญ.docx
15 พฤศจิกายน 2563