บทพิสูจน์สัจจะของโลกุตรธรรม ที่ครบครันทั้งรูปทั้งนาม.docx
เนื้อหาในไฟล์
บทพิสูจน์สัจจะของโลกุตรธรรม ที่ครบครันทั้งรูปทั้งนาม อาตมาไม่ได้เรียนตรงโดยไปเรียนความชัดเจนของพยัญชนะ อย่างที่ท่านได้เรียนกัน ถ้าท่านเรียนพยัญชนะเก่งแต่ท่านไม่มีสภาวะมันก็รู้มากกลายเป็นจะเสียเวลาหลายชาติ รู้มากในพยัญชนะจะเสียเวลาหลายชาติ แต่ถ้าเรียนรู้สภาวะแล้วมันสรุปง่าย แล้วมันก็จะจบกิจได้ แต่ไปเรียนแต่พยัญชนะนี้จบกิจยาก แล้วมันเพลินนะและหลงด้วยหลงยิ่งใหญ่ว่าเรารู้มากไปอีกเยอะ ยิ่งในโลกได้รับการรับรองว่าเป็นผู้รู้ได้รับการสรรเสริญยกย่องอีก มันไม่รู้ตัวง่ายๆหรอก กิเลสมันทำให้หลง หลงสรรเสริญยกย่องไปนี่ พระเจ้าถึงบอกว่าลาภสักการะสรรเสริญเป็นอันตรายอันแสนเผ็ดแม้แต่พระขีนาสพ ฟัง อาตมาก็ยังงงๆจนไปตามดู อันตรายอันแสบเผ็ดตรงไหน พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นอันตรายอันแสนเผ็ดต่อความสงบปัจจุบัน สรุปง่ายๆ เป็นอันตรายอันแสบเผ็ดของพระขีณาสพ พูดถึงอันนี้ก็เอาสูตรนี้มาก็ดี คนเราต้องการแก่นธรรม แก่นก็คือวิมุติ ต้องการแก่นธรรม แต่เสร็จแล้วไม่รู้จักแก่นธรรม ไปแสวงหา เห็นต้นไม้ไปแสวงหาแก่น ไม่ได้เข้าไปหาแม้กระทั่งต้นไปติดอยู่ที่ผิวนอกเลย กิ่งใบ ได้แต่กิ่งใบ เถรสมาคมเป็นต้น เขาแสวงหาวิมุตกัน แสวงหาแก่นแม้แต่พวกสายหลับตาแสวงหาแก่น แสวงหาวิมุต แต่เขาก็ได้ลาภ ยศ สรรเสริญไป แต่ก็ยังดีเขายังไม่หลงระเริงเท่ากับทางเถรสมาคมพวกนี้ ได้แต่ลาภสักการะแล้วก็แบกกัน เทิ่งๆ ตีกันตาย พระพุทธเจ้าท่านหลุดออกมา ท่านไม่เอาเลยลาภสักการะสรรเสริญอะไรก็แล้วแต่ แต่นี่แค่นี้ ทำไม่เท่าของพระพุทธเจ้าเลย เขาก็ตีกันอยู่อย่างนี้ แม้แต่เริ่มต้นสะเก็ดของต้นไม้ท่านเปรียบเป็นศีล ก็ไม่ได้ ไม่ได้ศีล คืออะไร มีความหมายชัดเจน ศีล สิ่งที่เป็นข้อปฏิบัติแล้วก็ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องเรียกว่า อปัณณกปฏิปทา 3 ถ้าไม่ถูกตรงจะไม่เกิดป
อ่านต่อ
ระโยชน์อะไรเลยในการปฏิบัติศีล เพราะฉะนั้นการปฏิบัติศีลที่ไม่มี อปัณณกปฏิปทา 3 มันก็ไม่เกิดมรรคผลแน่นอน ศีล ก็ถือกันไปตามจารีตประเพณี บอกว่าไปไหน ไปถือศีล วันพระวันเจ้าไปถือศีลอุโบสถ ศีล 8 ว่างั้นนะ แล้วก็ไปนั่งๆนอนๆหลับๆ อย่างเก่งก็นั่งสมาธิ หรือไม่ก็ไปสนุกสนานกันไปกิน ไปเที่ยวอะไรอยู่ในวัดนั่นแหละ ตื่นเช้าก็หาบบริขารกลับบ้าน นี่คือจารีตประเพณีทำกันได้แค่นั้นแหละ ศีลที่มี อปัณณกปฏิปทา 3 แล้วปฏิบัติแล้วก็เกิดสัจธรรม 7 เป็นลำดับเป็นฌาน 1 2 3 4 เขาไม่เข้าใจแล้วในภาษาพระพุทธเจ้าตรัสจรณะ 15 เขาไม่เข้าใจเลย ไม่เกิดสัมพัทธ์ ปฏิสัมพันธ์กันเป็นอิทัปปัจจยตา เขาไม่รู้เรื่อง เพราะฉะนั้นสะเก็ดก็ไม่ได้ ศีลก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นป่วยการกล่าวไปไยถึง กระพี้ ที่ไปคิดว่าได้สมาธิ ไม่เข้าท่าเลย สมาธิก็เป็นสมาธิเปลือกไม้ ทั้งๆที่เขาจะเอาแก่น แต่เขาก็ไม่ได้แม้กระทั่งเปลือก สมาธินั่งหลับตากันไปเป็นสมาธิ เป็นฌาน อธิบายกันไปทั้งสมาธิทั้งฌาน ซึ่งเป็นเรื่อง อจินไตย พระพุทธเจ้าถึงบอกว่า ฌาน เป็น อจินไตย เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปพูดถึงเรื่องปัญญาคือญาณทัศนะที่เป็น กระพี้ แล้วมีญาณมีปัญญาจึงจะมีวิมุตเป็นแก่น เป็นเจโตวิมุต เป็นปัญญาวิมุต มีญาณมีปัญญาควบคู่ในจิต จิตมันถึงจะสะอาดจริง เป็นวิมุตหลุดพ้นสมบูรณ์แบบ เป็นญาณทัศนะแล้วก็มาได้เจโตวิมุตก็เป็น อุภโตภาควิมุติ มีทั้งปัญญาญาณมีทั้งจิต แล้วไม่กลับกำเริบด้วยก็ได้แก่นที่สมบูรณ์แบบ เขาไกลมาก พวกเราชาวอโศกนี่ เข้าใจแล้วเชื่อว่าเราเองมีแก่นไหม ... มี เชื่อว่ามีแก่นไหม..มี มีความหลุดพ้นวิมุต หลุดพ้นจากอบายมุข เราก็เข้าใจเรื่องอบายมุขของโลก เขาก็ไม่รู้ว่าอบายมุขคืออะไร ฆ่ากันอยู่ เป็นยิ่งกว่าอบายมุข เพราะฉะนั้นพวกนี้ที่สร้างสงคราม สร้างอาวุธไม่มีทางที่จะได้เป็นอาริยะบุคคล จะเป็นคนเถื่อนอยู่อย่างนั้นนี่แหละฆ่าแกงกันอย่างไม่รู้จบสิ้น เขาไม่มีหลักเกณฑ์ในการเลิก ในการละ ในการไม่ทำ ศาสนาพระพุทธเจ้าแม้ที่สุดมันเสื่อมจนกระทั่ง เช่น อินเดียไม่มีพุทธศาสนาที่เป็นโลกุตระแล้ว แต่อินเดียก็เป็นศาสนาที่ไม่รุนแรงถึงขั้นที่จะไปสร้างอาวุธมาฆ่ากัน อินเดีย เขาไม่สร้างอาวุธมาฆ่าใคร แต่เขาสร้างจรวดเหมือนกันนะ นี่ เขาเอาจรวดไปลงดวงจันทร์ได้แล้วอินเดีย ไม่ใช่ว่าเขาไม่มีความรู้ทางเทคโนโลยีนะ แต่เขาไม่เอาไปสร้างอาวุธฆ่าใคร เขาทะเลาะกันกลางถนนก็ทะเลาะกันไป มันไม่รุนแรง มันไม่จัดจ้านอะไรเหมือนกับชาติอื่นๆเลยอินเดีย มันลึกถึงขั้นอนุสัยอาสวะ เป็นจิตลึก ผลจากโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าที่สอนตามหลัก มีศีล รู้จักชีวะ รู้จักภูตะ ปาณะ สัตตะ จนกระทั่งอย่าไปทำให้เสียหาย แม้แต่ชีวะ แล้วเขาก็ไปนับถือวัว ให้วัวเพ่นพ่านเป็นพระเจ้าเลย ยกมือไหว้วัวมาขี้รดถนนเดินเพ่นพ่าน ก็หลบให้วัวไปก่อนแล้วยกมือไหว้ปล่อยให้ไป วัว ชีวะอันหนึ่งถือว่าเป็นพาหนะของพระเจ้าอะไรอย่างนี้ มันลึกซึ้ง มันซับซ้อนเพราะมันเข้าใจเรื่องชีวะ เพราะฉะนั้นคนที่ไม่มีศาสนาที่จะสอนอย่างศาสนาพุทธนี่ จะไม่เข้าใจในเรื่องฆ่าแกงชีวิตเพราะฉะนั้นเขาจะฆ่ากันอยู่ตลอด เขาจะฆ่ากันไม่รู้จักหยุดจักหย่อน เพราะฉะนั้นประเทศใดที่ไม่ทำสงครามกับประเทศใดแล้ว หยุดได้ นอกจากจะหยุดได้แล้ว ต้องประกาศความเป็นกลาง เป็นประเทศที่จะไม่เป็นศัตรู จะไม่เป็นประเทศที่ทำสงครามกับประเทศใด อาตมาว่าเมืองไทยนี่น่าจะได้ทำ เราสร้างพืชพันธุ์ธัญญาหาร และขายให้ถูก เท่าที่เราจะทำได้ตามหลักเศรษฐศาสตร์ พอหมุนเวียนมาใช้ อย่างเรานี่มันเกินสมบูรณ์แล้ว พืชพันธุ์ธัญญาหารเราสร้างขึ้นมานี่ สามารถที่จะกินเหลือเฟือแจกจ่าย ขายก็ขายไปถูกๆ เหลือกินเหลือใช้จริงๆ ปัจจัย 4 ของพวกเรานี่คืออาหารเป็นหนึ่งในโลกที่เราสมบูรณ์แบบแล้ว อันอื่นๆมันไม่มีปัญหาอะไร เสื้อผ้าที่อยู่ ที่อยู่ก็โอ้โห มีคนบอกว่าจะมาอยู่บ้านราชมีที่ให้พักไม่ขาด จริง เรืออยู่ที่เฟส 1 ยังทำเป็นก้อนหินตัวหนอนอยู่ เปียกับหม่องเขาทำปั้นภูเขาเป็นรูปก้อนหิน เขาเอาเป็น Stone House แต่มันเป็น Worm House เป็นตัวหนอน มันมีแต่บ้านตัวหนอน ไม่ใช่บ้าน Stone ก็ทำเป็นรูปอื่นใดเป็นรูปก้อนหิน Abstract นี่มันได้แต่ทรงรูปตัวหนอน อยู่อีกกลุ่มหนึ่งก็เป็นบ้านสีฟ้า สีเขียว สีม่วงอย่างสวย แต่ตัวบ้านเห็นนั้นเป็นตัวนอนทั้งนั้นเลย มีตาด้วยนะเจาะรู นี่ก็ติงๆกันไปเท่านั้นแหละ แต่เขาทำเยอะนะ หม่องกับเปีย โอ้โห..ไม่รู้อะไรทั้งหินทั้งหินปลอม หินจริงไม่รู้เลยนะ อยู่ในบ้านราชฯหินปลอม หินจริงเต็มไปหมด โดยเฉพาะลานน้ำพวกนี้หินปลอม หินจริงกลายเป็นหินจริงหมด ท่านหินจริงก็ไปขนขยะ ก็ว่ากันไป เพราะฉะนั้นถ้าพูดก็พูดอีกทีหนึ่งว่า ธรรมะพระพุทธเจ้าที่อาตมานำมา แล้วก็มาให้พวกเราศึกษารู้เข้าใจเอามาปฏิบัติ อาตมาขอยืนยันว่ามันเกิดมรรคผลจริง เกิดได้ขัดเกลากิเลส เพราะฉะนั้นอาตมาถึงกล้าพูด กล้ายืนยันว่าพวกเราจะเป็นสังคมของสมณะ 4 เหล่า เป็นสังคมที่มี โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ที่พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสไว้ว่ามีผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบอยู่ตราบใด โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์ ไม่ใช่คำตรัสที่มันไม่เป็นจริง จริง พิสูจน์ได้ แต่คนที่เขาไม่มีปัญญาพอจะรู้ว่าโสดาบันเป็นอย่างไร สกิทาฯอย่างไร อนาคาฯเป็นอย่างไร อรหันต์เป็นอย่างไรกับเขาไม่รู้แล้วเขาไปหลงผิดว่าอรหันต์เป็นแบบของเก๊ มันก็เลยเป็นจริงตามที่เขาเข้าใจเชื่อถืออย่างนั้นจริงๆ มันเสื่อมจริงๆมันก็เลยเป็น เหมือนเอาความจริงเข้ามาให้ยืนยันและเอามาให้พวกเราพิสูจน์ พวกเราศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าทำได้จนกระทั่งเกิดจริงเหมือนกัน แต่แน่นอนมันไม่ง่ายแล้วมันก็คนที่มีดวงตาที่จะมีธุลีในดวงตาน้อยมาเห็น โลกุตรธรรมหรืออารยธรรมของพระพุทธเจ้ามันก็น้อย มันก็ได้จริงๆก็ได้แค่น้อย มันไม่ได้ผิดอะไรจากสัจธรรม ของจริงที่มันจะต้องเป็นอย่างนี้ อาตมาไม่ได้ไปแปลกใจ ไม่ได้ไปงง ไม่ได้ไปสงสัยอะไรหรอก คนเขาไม่เข้าใจ เขาด่าเรา ก็เห็นใจเขาสงสารเขา ก็ไม่รู้จะไปทำยังไง ก็ได้แต่สงสารไป แต่อาตมาก็มั่นใจในตัวความถูกต้องความจริง ก็ทำงานนี่แหละ พยายามที่จะสืบสานธรรมะพระพุทธเจ้า อาตมามีอะไรจะได้เปิดเผย จนกระทั่งไป ไม่ค่อยอ่าน หนังสือเกิดมาชาตินี้ อาตมาพูดอะไรหลายอย่างที่มันน่าอาเจียนเป็นโลหิตพุ่งออกจากปาก หรือง่ายๆน่าอ้วกแตก มันพูดเหมือนกับว่า เป็นผู้รู้ เป็นผู้มีความจริง เป็นผู้สูงส่งอะไรต่ออะไรคล้ายๆอย่างนั้น แล้วก็ยืนยันตัวเองเป็นอีกว่ามันไม่น่าพูด ธรรมะโลกุตระมันไม่มีในยุคนี้ อาตมาก็ยืนยันว่าอาตมาเป็นอย่างนี้อย่างนี้ เป็นอรหันต์ เป็นโพธิสัตว์ เป็นธรรมิกราช มันทำไมมันหลงใหลตัวเองถึงขนาดนั้น อาตมาก็เข้าใจและเห็นใจเขาอยู่ แต่อาตมาขอยืนยันว่าอาตมาไม่ได้พูดผิดไม่ได้พูดบาป ไม่ได้ปาราชิก อวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีในตนเป็นปาราชิก ขอยืนยันว่าอาตมาไม่เป็น มันเป็นสัจจะที่แท้จริง เพราะฉะนั้นพวกเรามีแค่นี้พิสูจน์ พิสูจน์ว่าอาตมาเป็นจริง จนกระทั่งพวกเรานี้ยกย่องยกยออาตมา อาตมาไม่เคยไปบอกให้พวกเรายกย่องยกยออาตมา คารวะอย่างสูงสุดสุดเศียรสุดเกล้าอะไรอาตมาไม่เคยไปบอก ถ้าจะว่าจริงๆแล้วมันน่าจะเหนียมด้วยซ้ำไป แต่อาตมาไม่เหนียม เพราะรู้อยู่ว่าความจริง รู้ความจริงที่ว่า อาตมาต้องเกิดมาชาตินี้ มันเป็นคนที่นำธรรมะพระพุทธเจ้า อันสูงส่ง เพราะฉะนั้นอาตมาก็คือตัวสูงส่ง อีกแหละ คนเขาไม่ศรัทธาจะอ้วกแตกตาย ว่ามันหลงตัว ยกตัวเองเหลือเกินเนี่ย อาตมาอธิบายสัจธรรมอาตมาไม่ได้ยกตัวเอง ไม่ได้มาหลงตัวเองอะไร _สู่แดนธรรม... พ่อท่านต้องบอกเขาว่าอาตมามีธรรมดาของสิ่งนี้ พ่อครูว่า... พวกเราเข้าใจพูดยังไงก็ถูก อาตมามีธรรมดาของสิ่งนี้ เป็นธรรมดาของอาตมา อาตมาไม่ได้เก้อเขิน จริงใจ สนิทสนมกับสัจธรรมอันสูงส่งนี้ เป็นตัวจริงเป็นของจริง จริงจนกระทั่งหมดเวลาแล้ว อาตมาก็จำเป็นต้องหยุด ให้ท่านฟ้าไทสรุป 660901 บทพิสูจน์สัจจะของโลกุตรธรรม ที่ครบครันทั้งรูปทั้งนาม พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก