570308_พ่อครูที่ป้อมมหากาฬ เรื่อง ทาน ศีล ภาวนา นำพาปฏิวัติโดยประชาชน.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570308_ พ่อครู ที่ป้อมมหากาฬ เรื่อง ทาน ศีล ภาวนา นำพาปฏิวัติโดยประชาชน
พ่อครูว่า … วันนี้ วันที่ 8 มีนาคม 2557 ที่ป้อมมหากาฬ ใครรำคาญธรรมะบ้าง อาตมาไม่เห็นรำคาญธรรมะเลย อาตมาเห็นโลกเขาก็ไม่ได้รำคาญอะไร ก็เข้าใจเขา ว่ามีเหตุปัจจัยอะไร เขาทำไปตามประสาเขา เราก็ไม่ต้องไปมีพลังงานวูบวาบอะไร ก็สบาย เขาจะชั่วจะดีจะร้ายกับเรา แม้เขาจะดีกับเราก็ไม่ต้องวูบวาบ แต่เราก็รู้ตามสมมุติสัจจะว่านี่ดีหรือร้าย วันนี้ อาตมาตั้งใจจะมาอธิบายประเด็นที่มีเหตุการณ์ ปรากฏการณ์ และพฤติกรรมของแต่ละคน ที่แสดงออก เราก็จะไปกำหนดว่าเขาชั่วถาวรอย่างนี้ตลอด หรือดีไปตลอดก็ไม่ได้ ต้องดูไปนานๆ ดีไม่ดีตายไปเลย วาระใดวาระหนึ่งที่เขาจะเปลี่ยนได้ ถ้ามีบารมีก็เปลี่ยนได้เลย อย่างองคุลีมาล แล้วก็มีภาษาคำพูดจุดปฏิภาณปัญญา ก็สำเร็จ ทันทีทันใดเลย หรือแม้แต่อื่นๆ อีกหลายผู้หลายคน ที่ตอนแรกดูร้าย อย่างพระยสะ ก็เกเรตอนแรก ไม่เป็นธรรมะอะไร แต่พอจะถึงเวลาก็บอกว่าโลกนี้วุ่นวายหนอ แต่ว่าอยู่มานานก็ไม่พูด พอมาพบพระพุทธเจ้าก็ว่า ที่นี่ไม่วุ่นวายหนอ พอไปฟังเทศน์กัณฑ์เดียวก็บรรลุเลย วันนี้ขอพูดต่อว่า ผู้มีบารมี สิ่งดีๆ ก็เป็นไปได้ พอถึงเวลาก็มีเหตุปัจจัย พระพุทธเจ้าท่านเป็นสยัมภู มีบารมีอยู่แล้ว คือส ิ่ งที่มีจริง ถ้าไม่มีบารมีก็ไม่ได้ จะไปซื้อหาไม่ได้ ร้านใหญ่ขนาดไหนก็ไม่มี คนเรามีบารมีอย่างขณะนี้ อาตมาโยงให้ฟังว่า คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ นี่ พอถึงเวลาก็ปรากฎ ที่พูดต่อไปนี้ไม่ได้ระแวง แต่จะให้สติ คือประเด็นที่คนทั้งหลาย ยังระแวง ว่า คุณสุเทพ คือประชาธิปัตย์ เพราะอยู่ประชาธิปัตย์มานาน ทำงานให้ประชาธิปัตย์มานาน เหตุการณ์ก็มีสมคล้อยว่าอภิสิทธิ์ หรือคนอื่น ในประชาธิปัตย์ก็มีเชิงแสดงออกขานรับเตรียมปฏิรูป กับ กปปส. เหมือนรอร
อ่านต่อ
ับที่ คุณสุเทพ ทำตอนนี้ ทั้งที่ คุณสุเทพ สัญญากับประชาชนหลายที จบงานนี้ผมจะหยุดเลิก แม้ประชาธิปัตย์ก็ไม่กลับไปแล้ว เป็นสัญญาประชาคม ได้ยินกันทั่วเลย แต่ถ้า คุณสุเทพ กลับกลอก มวลมหาประชาชนไม่ยอมแน่ เพราะประชาชนไม่เอาการเมืองน้ำเน่าแบบเก่าแล้ว ตอนนี้เขาได้พัฒนาการ ซึ่งแบบเก่าเขาได้สร้างค่ายกลการเมือง จนถึงวินาทีนี้ เป็นเครื่องกลทางการเมือง เขาเรียกวิศวะการเมือง อบรมบรรยายเลย แต่ตอนนี้ประชาชนตื่นรู้ และรู้สัญญาณที่ คุณสุเทพ บอกมา เป็นประชาธิปไตยแบบที่ควรจะเป็น คุณสุเทพ ก็พยายาม ตนเองก็ลั่นปาก กับมหาประชาชนเลยว่า จะทำให้ได้ ก็เชื่อมั่นว่า กำนันสุเทพ จะทำได้ และมีธรรมะด้วย แม้ฝ่ายแดงเขาก็กล่าวธรรมะ แต่ว่ามันมีเทพกับอสูร ทำไมต้องมี สุเทพ เทวดาดีด้วยนะ คุณสุเทพ ผ่านงานการเมืองมานานแล้ว แต่ว่าไม่มีศึกไหนน่าภาคภูมิใจเท่าศึกนี้ ถ้าทำได้อย่างสำเร็จ เรียบร้อย คุณสุเทพ ได้เป็นรัฐบุรุษแน่ ตอนนี้เป็น เทวาสุรสงคราม ของสยามประเทศ การได้มาซึ่งอำนาจในการบริหารประเทศนั้น ของไทยมี 5 แบบ 1 . อำนาจเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 2 . อำนาจรัฐบาลที่ได้มาจากการเลือกตั้ง 3 . อำนาจคณะรัฐประหารที่ได้มาจากการเลือกตั้ง 4 . อำนาจประชาชนที่ปฏิวัติอย่างไม่สงบ มีอาวุธ รุนแรง 5 . อำนาจประชาชนที่ปฏิวัติอย่างสงบ ไม่มีอาวุธ ไม่รุนแรง อันนี้เป็นประชาชนปฏิวัติ โดยอำนาจที่มีมาใน รัฐธรรมนูญ แต่อีกประเด็นคือ ลึกๆ ประชาชนปฏิวัติโดยผิดบัญญัติจาก รัฐธรรมนูญ แล้วก็ทำได้สำเร็จ ถึงได้มันก็ยากกว่า เพราะไม่มีบัญญัติใน รัฐธรรมนูญ แม้จะสงบเรียบร้อยไม่มีอาวุธ แต่นี่ เรานี่ ประชาชนปฏิวัติโดยทำได้อย่างสงบเรียบร้อย ไม่มีอาวุธ และมีบัญญัติไว้ใน รัฐธรรมนูญ ด้วย ซึ่งข้อ 5 นี้อาจแบ่งได้สองอย่าง คือ ( 5 . 1 แบบมีบัญญัติใน รัฐธรรมนูญ และแบบ 5 . 2 มิได้มีบัญญัติใน รัฐธรรมนูญ )
มาตรา 68 (วรรคหนึ่ง) "บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ เพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการ ซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทาง ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ ... มิได้" มาตรา 68 (วรรคสอง) "ในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใด กระทําการตามวรรคหนึ่ง ผู้ทราบการกระทําดังกล่าว ย่อมมีสิทธิ เสนอเรื่องให้อัยการสูงสุด ตรวจสอบข้อเท็จจริง และยื่นคําร้องขอ ให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทํา ดังกล่าว แต่ ทั้งนี้ ไม่กระทบกระเทือนการดําเนินคดีอาญาต่อผูกระทําการดังกล่าว” มาตรา 69 (การต่อต้านโดยสันติวิธี) บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธี ซึ่งการกระทำใด ๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ ในการปกครองประเทศ โดยวิธีการ ซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญนี้ มาตรา 70 บุคคลมีหน้าที่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มาตรา 71 บุคคลมีหน้าที่ป้องกันประเทศและรักษาผลประโยชน์ชาติ และปฏิบัติตามกฎหมาย
โดยมวลมหาประชาชนที่ออกมาต่อต้านนี้ เป็นไปตาม มาตรา 69 เราประท้วงจนรัฐบาลยุบสภา และตาม รัฐธรรมนูญ นี้ การจะได้มาซึ่งอำนาจ บริหารประเทศก็มีระบุไว้ ใน รัฐธรรมนูญ ให้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง พยายามจัดการเลือกตั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้ง ก็พยายามให้ดี แต่ก็ปรากฎว่า ประชาชนไม่ยอมมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง มากกว่าที่ไปใช้สิทธิ์ และต่อมาก็ไม่สามารถเปิดสภาได้ เพราะไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้เสร็จ แต่นายกฯ ก็ยังบอกว่าตนต้องรักษาการณ์อยู่นะ จะตายคาสนามประชาธิปไตย ซึ่งเขามีอำนาจรัฐอยู่มากมาย แต่ก็ยังพ่ายแพ้เลย แม้มีอำนาจขี้โกงทุจริตก็แพ้ แต่ก็ไม่ยอม แล้วพวกเราก็สุภาพ เราทำอย่าประนีประนอม ผู้ดีที่สุด เขากลับไม่เห็นความเป็นผู้ดีสุภาพ กลับหยาบ หยามเย้นหยัน รีบทำอะไรออกมา รีบทิ ้ งไพ่ออกมาเป็นกบฏ เลย พวกเราได้ทำส ิ่ งดีประเสริฐแก่ประเทศไทยได้ขนาดนี้ สิ่งที่จะช่วยให้ทุกอย่างคลี่คลายคือ ตุลาการภิวัฒน์ ประชาภิวัฒน์ กรรมาภิวัฒน์ ซึ่งอยู่ที่การกระทำของตนเอง คนเราเมื่อมีเนื้อธรรมะอยู่ เมื่อถึงเวลาวาระก็แสดงออกมาได้ ขอทวน ศีล สมาธิ ปัญญา และ ทาน ศีล ภาวนา พุทธธรรมนั้น แม้ผู้ครองเรือนก็ปฏิบัติโลกุตรธรรมได้ ทุกเพศทุกวัย แม้เด็กที่เดียงสาเพียงพอก็ทำได้ หลักใหญ่ คือ ทาน ศีล ภาวนา และต้องมีสัมมาทิฏฐิ กำกับ และธรรมโลกุตระไม่ได้เป็นปฏิปักษ์กับโลกีย์ ไม่หนีโลกีย์ด้วย แต่อยู่เหนือมันไม่หลงกับโลกีย์ ล้างกิเลสได้ ก็ไม่ติดโลกีย์ แต่อยู่กับโลกีย์เขาได้ ทำงานกับสังคมไม่ย่อหย่อน ขยันกว่าเก่าด้วย ใน บุญกิริยาวัตถุ 3 หรือขยายเป็น 10 หรือใน อนุปุพพิกถา ทาน..ทานนี่เพื่อเอากิเลสออก ล้างกิเลสออก ไม่ใช่ว่าให้ของไปแต่ว่าใจกลับเอา เอาให้ได้มากกว่าเก่าอีกตะกละมาก ทานแบบนี้ไม่มีผล นัติถิ ทินนัง กิเลสหนาขึ้นๆ อาจได้ผลบ้างในสังคม เราออกกำลังแรงงานช่วยโลกก็เป็นผลดี ก็ได้แค่นี้ แต่ทางธรรมนั้น ไม่ได้เลย ทางปรมัตถ์ไม่ได้เลย นี่คือ นัตถิ ทินนัง หมายถึงไม่ได้ผลล้างกิเลส ในอนุปุพพิกถา ทาน ศีล สัคคะ (สวรรค์) กามาทีนวะ โทษของกาม เนกขัมมะ การออกจากกาม
คนจะเป็นโสดาบัน จิตต้องเข้ากระแส รู้สุขเท็จ ที่เป็นกามสุขขัลลิกะ เป็นการได้สุขจากการบำเรอกาม เรียกว่า กามคุณ แต่ว่า ในอนุปุพพิกถานั้นไม่เรียกกามคุณ จริงคุณบำเรอกาม บำเรอโลภ คุณสุขแต่เป็นสวรรค์เท็จ ซึ่ง พระยสะเป็นอุคติตัญญู ฟังธรรมกัณฑ์แรกเป็นโสดาบัน จะรู้ว่ากามนี้เป็นโทษไม่ใช่คุณ ยสะมานพ จึงเป็นโสดาบัน เพราะเนกขัมมะได้ ถ้าใครได้ฟังก็เปลี่ยนเลยทันที ก็เป็นโสดาบัน แต่ถ้าฟังเข้าใจ แต่ยังเปลี่ยนไม่ได้ ก็เอาไปทำใจในใจ อ่านจิตออก ว่าอาการอย่างนี้อาการกาม เป็นสวรรค์โลกีย์ สงบแบบได้ออกจากกิเลส เทวดาทั่วไปเป็นสมมุติเทพ คนปุถุชนทุกคนทั่วโลกรู้หมด เป็นอาริยะก็รู้ แต่ผู้อาริยะรู้ทั้งสองอย่าง ทั้งแบบโลก และแบบโลกุตระ ที่พยายามอธิบายละเลียดนี้ เพื่อให้รู้ทางออกจากโลกที่วนเวียนสุขทุกข์ อยู่อย่างเดิมหาทางออกไม่ได้ แต่โลกุตระนั้นหาทางออกได้ คือนิพพาน ที่เขาเรียนกันสารพัด แต่แตกไม่ออก แยกสวรรค์ไม่ได้ หรือแม้แต่ทานมีผลนี้ทำไม่ได้
ทาน ศีล ภาวนา นั้น ภาวนาคือการเกิดผล เป็นอาริยธรรม เมื่อปฏิบัติทานหรือศีลให้เกิดผลเป็นภาวนา ถ้าไม่สามารถเกิดผลในจิตได้ อย่างเก่งคุณก็สุจริตอยู่ในโลก มีลาภ ยศ สรรเสริญ ไปตามโลกเขา ที่ตั้งหลักเกณฑ์ไว้ เช่นเอาเปรียบกัน เขาตั้งราคาแล้วคนก็จำนน ยอมซื้อ ด้วยบังคับ หลอกล่อให้เขาอยากได้ แม้แพงก็ยอม ทั้งที่เอาเปรียบเขา แต่ของโลกุตระนั้น ปฏิบัติให้เกิดผลลดกิเลส ทาน นี่แหละ มีผลลดกิเลสไปหานิพพานได้ เป็นระดับไหนก็ทาน จนหมดก็ไม่มีอะไรจะทานแล้ว มีแต่ธรรมทาน อรหันต์นั้นกิเลสหมดแล้ว ก็มีแต่ธรรมทาน เหลือแรงงานกับธรรมะ ส่วนศีล นั้นเขาก็บอกกันว่า ปฏิบัติศีลไม่ใช่ฌาน ไม่ใช่สมาธิ ต้องไปนั่งหลับตาเป็นสมาธิ ทำไมทานจึงเกิดฌาน เพราะรู้จักจิตในจิต จิตรู้จักล้างกิเลส ฌานคือจิตว่างจากกิเลส ไม่ใช่จิตเข้าภวังค์ ถ้าไปกำหนดว่า ฌาน คือเข้าภวังค์ ไม่ใช่แบบพุทธแน่ ฌาน คือไฟเพ่งเผา เพ่งเผากิเลส ไม่ใช่เผาเลอะหมดเลย เหมือนจะจับโจรก็ไปเผาทั้งประเทศเลย แล้วโจรหนีไปไหนไม่รู้แล้ว ไม่ใช่ฌาน ฌาน คือเผากิเลส ฌาน นั้นมีเงื่อนไขที่ปราศจากนิวรณ์ 5 ก็ต้องรู้จัก อาการ กาม อย่างเช่นคุณทำทานไปก็ต้องอ่านจิตตนให้รู้ ประกอบด้วยญาณปัญญา ถ้าไม่มีญาณปัญญาก็เป็นการกดข่มไว้เฉยๆ ไม่เพ่งเผา หรือไปเพ่งกสิณ ไม่ใช่แบบนั้น แต่ว่าต้องรู้จิต แยกกุศล อกุศลในจิตออก แยกกายในกาย เวทนาในเวทน จิตในจิต ธรรมในธรรม อ่านเข้าไปตั้งแต่กายนอกกาย เข้าไปหากายในกาย เป็นอารมณ์สุขทุกข์ มันมีเหตุ ก็ค้นหาเหตุในอารมณ์สุขทุกข์ อย่างปัจจุบัน ตอนลืมตาตื่นเห็นๆ มองอะไรก็เกิดอาการจิต ว่าเป็นกาม อยากได้ หรืออยากเสพ มีอาการอารมณ์เกิด เราก็รู้และล้างมัน ว่ามันไม่เที่ยงหรอก ตอนสัมผัสเกิดอารมณ์สุข แต่พอไม่ได้สัมผัสอารมณ์สุข ก็หายไป เหลือแต่ความจำ หากติดมากก็เอาสัญญาเก่ามาปรุงอีก เหมือนขยำขี้ เอาสัญญามาระลึก ความรู้สึกดีๆ แล้วจำความรู้สึกดีๆ นี้ไว้แล้วหลงสุข ไม่เจอเธอก็เอาสัญญามาระลึกเพลิน สุขฉะนี้มีฤาจะลืมๆๆ เธอตายไปแล้วก็ยังไม่ลืม คุณตายไปก็หอบไปด้วย เป็นอนุสัย เป็นความไม่รู้ จองเวรภัย ติดไปเป็นของกู เป็นแค่ความจำยึดถือไว้ในอุปาทาน เป็นแค่จิตมันติดไปยึดว่าเป็นเราเป็นของเรา จะไม่พรากจากกัน สะสมไว้แน่นหนา ท่านจึงใช้คำว่า ปุถุ แปลว่าหนา ไม่รู้กี่ชั้นๆ ไม่เรียกกิเลสใหญ่ หรือโต แต่เรียกกิเลสหนา อนุสัยซับซ้อนทับซ้อนกันไป ศีล คือ องค์ที่เรากำหนดไว้ปฏิบัติ เช่น ศีล 5 และรู้จักขอบเขตของศีลแต่ละข้อๆ ศีลข้อ 1 ก็ไม่ฆ่า และชาวอโศกกินความไปถึงไม่กินเนื้อสัตว์ด้วย เพื่อให้ลดละความโกรธ ศีลข้อ 2 ไม่ลักทรัพย์ ก็ให้เกิดความเสียสละละความโลภ เห็นแก่ตัว ศีลข้อ 3 ไม่ประพฤติผิดในกาม แค่มีผัวเดียวเมียเดียว ต้องเอาใจกันนี่ก็ทุกข์มากแล้ว พิจารณาให้เป็นว่าไม่เที่ยงไม่จริง ทั้งกิเลสและอารมณ์ และลึกที่สุดจิตก็ไม่มีจริง แต่ต้องระดับพระอรหันต์เป็นต้นไป อรหันต์ท่านมีจิต แต่ก็ไม่ยึดเป็นเราเป็นของเรา ไม่มีเราซักนิดเดียว ในศีล 5 นี้ก็ไม่จัดจ้านมาก ลดละพอประมาณ ไม่ใช่ศีล 5 แต่อย่างไปหลงสรรเสริญมากเกินไป อยากให้คนยอย่องเชิดชูมากไปก็ลดละไปบ้าง จะไปติดทำไม ผ่านมันให้ได้ เรียกว่า ตามลำดับของกิเลส 3 ระดับ คือระดับแรก วิติกกมกิเลส (กิเลสหยาบๆ เห็นง่ายๆ ในสามัญสำนึก) ปริยุฏฐานกิเลส (กิเลสขั้นกลางผุดเกิดในจิตใต้สำนึก) อนุสัยกิเลส (กิเลสละเอียดแตกตัวลึกๆ อยู่ในจิตไร้สำนึก)
มันเป็นผู้มาเยือนเป็นแขกของเรา เราไปหลงว่ามันเป็นของเราเป็นใหญ่ในตัวเรา กิเลสมันสนิทเนียนมากเลย แต่เราต้องพิจารณาว่าไม่ใช่ตัวตนของเรา เราไปหลงนึกหวงแหนว่าเป็นเราเป็นโลภะ จองเวรกรรมเป็นโทสะ และหลงเสพรสว่าเป็นสุข ต้องได้ต้องเสพเป็นสุข นี่ คือราคะ แม้แต่ความอยากได้อารมณ์เฉยๆ นั่น คือราคะ หรือโลภะ มันอยู่กับเราตลอดเล ย ได้สัมผัสรสสงบสุขเย็นไม่มีอะไรเลยก็ คืออัตตา เราไปยึดก็เป็นเหตุแห่งทุกข์ มันไม่เที่ยง แม้หนีไปอยู่ป่าเขาถ ้ำ ก็ตาม ไม่มีผัสสะมาก ทำเป็นลืม ไม่ได้เกิดปัญญาญาณว่าไม่เที่ยงเป็นเหตุแห่งทุกข์ เราต้องรู้จักกิเลส ที่เราได้ล่วงพ้นมาแล้ว เรียกวิติกมากิเลส เราได้พ้นวิตกมะ หรือสัมมติกมะ เราได้ทำลาย หรือเข้าถึงล่วงพ้นแล้ว เรียก อุปสมะก็ได้ เข้ามาสู่ภูมิสูงขึ้น ออกจากภูมิต่ำได้ นี่คือการเข้าการออก ไม่ใช่ไปนั่งเข้าฌาน ไปอยู่ในอาการไม่มีกิเลส ในช่วงระยะหนึ่งสะกดไว้ โดยกสิณ แล้วออกจากภวังค์ คุณก็มีกิเลสเหมือนเดิม ถือว่าออกจากฌาน สมาธิ สมาบัติ ได้อธิบายอย่างนี้ทำอย่างนี้นานๆ ก็ชำนาญได้ แต่คุณไม่ได้รู้เหตุ ดับเหตุไม่ได้เกิดญาณปัญญา ไม่มีโสฬสญาณ แต่กดข่มด้วยวิธีนานาสารพัด วิปัสสนาวิธีของพุทธนั้น รู้จักวิธีลดละกิเลสให้หมดถาวร ไม่กดข่ม เราตัดรอบตามศีล เช่นเสียงเราก็เอาแค่นี้ไป เพราะแค่นี้ไม่ต้องเอาจัดจ้านมากๆ พิศดารมากๆ ไม่ใช่ คุณหยุดคุณพอ ลดลงๆ ให้น้อยลงๆ ศีล 5 ก็กำหนดให้กามคูณ 5 พอประมาณ สมมุติว่าคุณเอากิเลสออกได้ ล้างออกได้ ล่วงพ้นได้ วีติกมะ หรือสมติกมะ มีอุปสมะเข้าสู่ภูมิสูง ได้แล้วได้เลย ออกจากอบาย มาสู่ภพกาม เข้าสู่ความเป็นฌานสมาบัติ หรือหลุดพ้นสมติกมะมาได้ เป็นสภาพ วุฏฐานะ ออกจากอบายสัตว์เป็นสัตว์สูงขึ้น นี่คือการเข้าการออก ออกอย่างลืมตาเห็นเหตุปัจจัยแต่กิเลสนั้นดับไป โดยไม่ต้องเข้าต้องออกอีก ออกแล้วออกเลย เป็นโสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ ไม่ต้องวนเวียนเข้าๆ ออกๆ อีกเลย ฌานหรือสมาบัติ เป็นผล เรียกว่าฌานสมาบัติ สมาธิ เรียกว่านิโรธสมาบัติ ทำอย่างลืมตา ทำได้แล้วไม่ต้องไปเข้าๆ ออกๆ อีก สุดท้ายเป็นอรหันต์แล้ว ไม่ต้องเข้าต้องออกตรงไหน ถ้าเป็นโสดาฯ ก็ต้องออกจากโสดาฯ เข้าสู่สกิทาฯ...สูงขึ้นๆ ตามลำดับๆ สุดท้ายเป็นอรหันต์ไม่มีภพจะเ ข้ าอีกแล้ว มีแต่ โพธิสัตวภูมิ … อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ก็คือปฏิบัติ ให้จิตพ้นจากศีล แต่ละลำดับๆ เป็นกรอบเป็นลำดับ ศีลกับสมาธิไม่ได้แยกกันเลย ทุกวันนี้เขาให้ไปปฏิบัติแยกส่วนกันหมดเลย ทั้งศีล สมาธิ ปัญญา คนไปนั่งสมาธิหลับตาเหมือนพระพุทธเจ้า แล้วมีระลึกของเก่า หากมีปัญญา มีสยังอภิญญา ระลึกก็ได้ แต่ถ้าไม่มีบารมี คุณไม่ได้หรอก ได้แต่ฟุ้งซ่าน ได้แต่สร้างวิมาน ปรุงแต่งเอง สมมุติเอง เป็นมายาหลอกเยอะ ปั้นเอาเหมือนสำนักบางสำนัก ที่ปั้นสวรรค์หลอกกัน เป็นรูปร่างสีสัน มีเครื่องมือเนรมิต เขาก็ชอบรสนิยมแบบนั้น เหมือนหมาหลงขี้นึกว่าอร่อย สรุปแล้ว คำว่า ฌาน คือเพ่งเผากิเลส จิตก็สะอาด แล้วก็รักษาผล อนุรักขณาปธาน ที่ได้จาก ภาวนาปธาน เป็นจิตตั้งมั่น ซึ่ง สมาธิ นั้น ภาษาอังกฤษว่า Concentration เป็นการรวมจิต เป็นภาษาสามัญรู้กันทั่ว แต่ของพระพุทธเจ้า นั้น คือสมาธิ ที่เพ่งรู้จักส ิ่ งสัมผัส จากส ิ่ งที่เกียวข้อง ตั้งแต่ มหาภูตรูป เข้าไปสู่ อุปาทายรูป เป็นกายในกาย เราต้องใช้ สัญญา ในการกำหนดรู้ใน นามรูป นั้นๆ รูป คือส ิ่ งที่ถูกรู้ นามรูป คือรู้ส ิ่ งที่เป็นนาม นามที่ถูกรู้จึงกลายเป็นรูป อย่างนาฬิกาหรือขวดนี้เป็นรูป ไม่มีนาม แม้ต้นไม้มีชีวะ แต่เป็นชีวะ ที่ไม่มีนามธรรม เป็นชีวะระดับต้นไม่ครบธาตุของนามธรรม ซึ่งนามธรรมที่ครบคือ เวทนา สัญญา สังขาร รวมกันเป็น วิญญาณ ต้องมีผัสสะจึงเกิดวิญญาณ ผัสสะทางทวาร 5 มีองค์ประชุมเรียกว่า นามกาย อย่างรูปกายนั้นไม่ต้องพิจารณาอะไรมาก สัมผัสทางตา หู ก็เห็นได้รู้ได้ แต่ว่าต้องไปพิจารณาอารมณ์ ที่เกิดจากการปรุงแต่ง ตัวกิเลสเป็นตัวการ เราต้องวิจัยถึงเหตุ แล้วกำจัดมันด้วย ปหาน 5 ให้เกิด วิปัสสนาญาณ 16 นามรูป ปริจเฉทญาณ ญาณจำแนก รู้รูป รู้นาม และ นามธรรมก็เปลี่ยนเป็น " รูป " ให้ถูกจับมารู้อีกที ปัจจยปริคคหญาณ ญาณรู้ปัจจัยของการก่อเหตุ ให้เกิดเป็นปัจจัยของอะไรๆ ตามมา ให้เกิดเวทนาอีก สัมมสนญาณ ญาณรู้เห็น รูป นาม ของกิเลสตัณหา ซึ่งยังวนๆ อยู่อย่างเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ไม่เที่ยง
ศีล สมาธิ ปัญญา นั้นไม่ได้แยกกัน ศีลคุณก็ปฏิบัติมีกรอบ ให้เกิดฌานเพ่งเผาดับกิเลส ได้แล้วก็สั่งสมผล จนเที่ยงแท้ นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) จนมันเป็นเองอัตโนมัติ สัมผัสเกี่ยวข้องกันไม่มีการซึมซับปรุงแต่งไม่เกิดปฏิกิริยาแก่กันเลย เช่นหลายคนนั่งอยู่ตอนนี้ อะไรที่คุณเองเฉยๆ กับมัน เช่นผู้ชายเห็นลิปสติกก็ไม่ชอบหรือชัง จะราคาแพงอย่างไรก็เฉย จิตคุณไม่ได้ยินดียินร้ายอะไร จิตเป็นกลาง แต่รู้กับเขาได้ว่าเขาติดยึดกัน หรือผู้หญิงเห็นผู้ชายกินเหล้า เราไม่ติดเหล้า เห็นเขากินเราไม่รักไม่ชัง บางคนอาจเคยชิมรสมันอย่างนี้ หรือผู้ชายสูบบุหรี่ก็รู้ว่ากลิ่นมันเป็นอย่างไร มันไม่ได้ติดกันง่ายๆ นะ อย่างสูบใบยานี่นะรับรองไม่ไหว มันไม่น่าติดเลย สรุปแล้วคุณไม่ติด ก็ไม่ผลักไม่ดูด ไม่รักไม่ชัง ก็รู้ว่าเป็นภาระที่เขาไปติด เราไม่ติดเลย นี่คือลักษณะของสภาพธรรม