570312_พ่อครูที่ผ่านฟ้าฯ เรื่อง กติกาประชาธิปไตย ตอน ๒.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570312_ พ่อครู ที่สะพานผ่านฟ้าฯ เรื่อง กติกาประชาธิปไตย ตอน 2
พ่อครูว่า… วันนี้ วันที่ 12 มีนาคม 2557 ที่สะพานผ่านฟ้าฯ กติกาประชาธิปไตย อำนาจในการปกครองประเทศ ตามรัฐธรรมนูญนี้ ของประเทศไทย มาตรา 1 ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้ มาตรา 2 ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มาตรา 3 อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กร ตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐ ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม มาตรา 4 ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และ ความเสมอภาคของบุคคล ย่อมได้รับความคุ้มครอง มาตรา 5 ประชาชนชาวไทยไม่ว่าเหล่ากำเนิด เพศ หรือศาสนาใด ย่อมอยู่ในความคุ้มครองแห่งรัฐธรรมนูญนี้เสมอกัน มาตรา 6 รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันบังคับมิได้ มาตรา 7 ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หมวด 1 บททั่วไป ของรัฐธรรมนูญนี้ มีอยู่เท่านี้ ตามนี้ ดังนั้น ตามวิธีการ และวิถีทางในรัฐธรรมมนูญนี้ มีอยู่เช่นใดบ้าง เรามาวิเคราะห์ (define) วิจัย (research) กันให้ละเอียดๆ ซิ
ชัดเจนใน มาตรา 1 นะ ว่า หากมีใครแสดงอาการใดออกมา เพื่อแบ่งแยกราชอาณาจักรของประเทศไทย มิได้เด็ดขาด และมาตรา 2 ก็ชัดเจนนะ ว่า การปกครองบริหารประเทศไทย นั้น คือระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็
อ่านต่อ
นอย่างอื่นที่ต่างไปจาก ประชาธิปไตย 2 ขานี้ไม่ได้ เพราะฉะนั้น อาณาจักรไทยหรือแผ่นดินไทยนั้น เป็นของคนไทยทุกคน ยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะเป็นแหล่งแห่งที่ ที่ทุกคนต้องอาศัยอยู่ตั้งแต่เกิดจนตาย ทุกคนจึงมีสิทธิ และหน้าที่ต้องช่วยกันปกป้องคุ้มครองพิทักษ์รักษาไว้ด้วยชีวิตของทุกคน ไม่ละเว้น
อำนาจ แรกเริ่มต้นที่ได้มาปกครองบริหารประเทศในแผ่นดินไทย หรืออาณาจักรไทยนี้ คือ อำนาจของพระมหากษัตริย์ ตามระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งบรรพบุรุษแห่งพระมหากษัตริย์ทรงได้มาด้วยพระวิริยานุภาพ ทรงแลกด้วยพระโลหิตและพระวิญญาณ โดยแท้ และได้ทรงคุ้มครองปกป้องพิทักษ์รักษามาโดยธรรม สืบสันตติวงศ์ มาแต่ต้นที่เป็นประเทศไทย ตราบกระทั่งถึงพระมหากษัตริย์พระองค์นี้ จนกระทั่งได้เปลี่ยนระบอบเป็นประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่เหมือนการปกครองบางประเทศ เช่น ไม่เหมือนอเมริกา เป็นต้น
มาตรา 3 ก็ยิ่งชัดละเอียดเพิ่มมากขึ้น ว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญนี้ การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กร ตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐ ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม
และมาตรา 4 และมาตรา 5 ยิ่งเพิ่มสิ่งที่มนุษย์มีให้แก่มนุษย์ครบสิ่งที่ควรได้ ควรมี ควรเป็นยิ่งขึ้น โดยบทบัญญัติกฎ หลักเกณฑ์ คือ รัฐธรรมนูญ เช่น ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ก็ดี สิทธิ ก็ดี เสรีภาพ ก็ดี และความเสมอภาคของบุคคล ก็ดี ย่อมได้รับความคุ้มครองเสมอกัน ตามรัฐธรรมนูญนี้
ส่วน มาตรา 6 นั้น รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันบังคับมิได้ รัฐธรรมนูญกับกฎหมาย กับธรรม ของสังคมที่นับถือประชาธิปไตย จึงเป็นดั่งเดียวกัน กับศีล กับวินัย กับธรรม ของพุทธศาสนิกชนในศาสนาพุทธ ซึ่งรัฐธรรมนูญ กับกฎหมาย กับธรรม เป็นใหญ่กว่าบุคคล สำหรับบุคคลนั้นผู้จะเป็นใหญ่กว่า "รัฐธรรมนูญ กฎหมาย ธรรม หรือจะเป็นใหญ่กว่า ศีล วินัย ธรรม ของสังคมที่นับถือประชาธิปไตย หรือพุทธศาสนา" ก็อยู่ที่บทบัญญัติที่มีในรัฐธรรมนูญ กฎหมาย ธรรม หรือมีใน ศีล วินัย ธรรม ในบทบัญญัติที่กำหนด "อภิสิทธิ์" แก่พระมหากษัตริย์ ก็เช่น ในรัฐธรรมนูญมาตรา 8 เป็นต้น หรือแก่พระอรหันต์ ก็เช่น ในพระวินัย "อธิกรณสมถะ 7 " ข้อ 2 "สติวินัย" เป็นต้น ก็ทำนองเดียวกัน
ดังนั้น ในระบอบประชาธิปไตย จึงตรงกันกับศาสนาพุทธโดยแท้ คือ แม้แต่ผู้ที่เป็นประมุขของประเทศ หรือประมุขของศาสนา ก็ต้องมีอำนาจใหญ่กว่าศีล กว่าวินัย กว่าธรรม ไม่ได้ ซึ่งก็หมายความว่า ในระบอบประชาธิปไตย กฎเกณฑ์สำคัญที่สุดของประเทศ คือ รัฐธรรมนูญจึงเป็นใหญ่ที่สุด แม้แต่ในระบอบประชาธิปไตย 2 ขา คือ มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ก็ยังยกให้รัฐธรรมนูญเป็นใหญ่
ส่วนประเทศใดจะยก "อำนาจอภิสิทธิ์" หรือจะ "จำกัดก็ดี ลิดรอนก็ดี" ซึ่งสิทธิอำนาจพระมหากษัตริย์ของแต่ละประเทศ ก็แล้วแต่ประชาชนของประเทศนั้น จะตรากำหนดกฎเกณฑ์ไว้ในรัฐธรรมนูญ สำหรับประชาชนย่อมมีสิทธิส่วนตัวที่จะยกให้พระมหากษัตริย์ หรือจะยกให้พระอรหันต์ แม้จะไม่ยกให้ ก็ตามปัญญา และ ความศรัทธาของแต่ละบุคคล ซึ่งเป็นอิสระเสรีภาพส่วนตัวอยู่แล้ว ตามระบอบประชาธิปไตย หรือตามพุทธศาสนา
เพียงแต่ว่า หากผู้ใดไม่มีศรัทธา ไม่นับถือพอที่จะยกให้ก็ตาม ก็ละเมิดมิได้ ตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ กฎหมาย ของประเทศประชาธิปไตย หรือละเมิดมิได้ตามบทบัญญัติ ในศีล วินัย ของพุทธศาสนา ซึ่งในความเป็นจริงแห่งสัจธรรมนี้ สำหรับพระมหากษัตริย์ หรือพระอรหันต์ ภูมิธรรมจริง ที่มีจริงแท้ในแต่ละท่าน
ท่านจะสามารถอยู่กับกฎเกณฑ์ อันเป็นรัฐธรรมนูญ กฎหมาย หรืออันเป็น ศีล วินัย ได้อย่างดียิ่ง อย่างทนได้โดยไม่ยากโดยไม่ลำบาก ก็เป็นไปตามภูมิแห่งธรรมของท่านแต่ละท่านเอง ที่มีจริงเป็นจริง
ดังนั้น บุคคลใดจะอยากได้ "อำนาจ" มาให้แก่ตนนั้น จึงมีจริงสำหรับผู้มีกิเลสเห็นแก่ตัว จึงทุกข์อาจละเมิดตามแรงของกิเลสนั้นๆ ส่วนผู้ที่มีภูมิธรรมพอ หรือสูงจริง ก็จะไม่มีกิเลสอยากได้มาให้ตน ซึ่งไม่ต้องไปกำหนดมีบทบัญญัติไว้ให้ท่านก็ได้ จะกำหนดบทบัญญัติไว้ให้ท่านก็ได้ ไม่ว่าบทบัญญัตินั้น จะห้ามหรือจะอนุญาต ได้ทั้ง 2 สถาน ไม่มีปัญหาสำหรับท่านผู้มีภูมิธรรมที่ไม่มีตัวตน หรือไม่เห็นแก่ตัว อย่างแท้จริง แม้จะมีภูมิธรรมยังไม่สูงสุด ก็เป็นได้จริง ดีมาก ดีน้อย จริงไปตามภูมิที่สูงที่ต่ำนั้นๆ ของแต่ละฐานานุฐานะ ดังนั้น ความมี "อำนาจ" หรือมี "อธิปไตย" ในตนที่จะใช้ในสังคม ตามกิเลสของตนเองนั้น จึงจะถูกจำกัดด้วยบทบัญญัติ และด้วยภูมิธรรมของแต่ละคนจริง จะทุกข์จะสุข จะทำดีทำไม่ดี จะละเมิดกฎหรือไม่ละเมิดกฎ จึงขึ้นอยู่กับภูมิธรรมจริงของผู้มีจริง
คำว่า อธิปไตยหรืออำนาจ ที่เป็นของประชาชน ตามระบอบการปกครองของไทย จึงต้องมาวิเคราะห์ (define) วิจัย (research) กัน ให้เข้าถึงความจริงที่สำคัญ ที่ลึกซึ้ง ยิ่งขึ้น ดูซิ
"อำนาจ" หรือ"อธิปไตย" เป็นเป้าหมายสำคัญ ที่เรากำลังวิเคราะห์วิจัยกันอยู่นี้ ว่า การได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองบริหารประเทศประชาธิปไตย ตามที่เป็นไปได้ หรือเป็นอยู่จริงนั้น มี 5 แบบ 1 . อำนาจเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งเป็น "รัฐาธิปัตย์" ของระบอบประชาธิปไตย 2 ขา 2 . อำนาจรัฐบาลที่ได้มาจากการเลือกตั้ง ตามบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญนี้ 3 . อำนาจคณะทหารที่ได้มาจากการปฏิวัติ หรือรัฐประหาร อย่างไม่สงบ มีอาวุธ รุนแรง ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ 4 . อำนาจประชาชนที่ปฏิวัติ หรือรัฐประหาร อย่างไม่สงบ มีอาวุธ รุนแรง ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ 5 . อำนาจประชาชนที่ปฏิวัติ หรือรัฐประหาร อย่างสงบ ไม่มีอาวุธ ไม่รุนแรง เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้
อำนาจที่จะวินิจฉัย กรณีใด ไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 7 และเป็น "อำนาจ" ที่บริบูรณ์ด้วยสิทธิ โดยมีการกระทำใดๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มา ซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ ที่ชอบธรรมกว่า เพราะดีงามยิ่งกว่า เนื่องจากได้ใช้ วิธีการซึ่งเป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ยิ่งกว่า
บทบัญญัติ รัฐธรรมนูญ มาตรา 69 มีว่า " บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธี ซึ่งการกระทำใดๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการ ซึ่งมิได้ เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้" เราต้องพิจารณาดูว่า อำนาจที่ได้มา โดย "การกระทำของบุคคลหรือของกลุ่มหมู่บุคคล" ใด? ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มา ซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศนั้น ว่า ถูกต้องตามนิติรัฐ และหรือดีงาม ตามนิติธรรม ดีพร้อมด้วยคุณธรรมจริยธรรม ถูกสัจธรรม หรือไม่? ซึ่งจะมีได้ทั้งที่มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ หรือมิได้บัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญนี้ ว่า "การกระทำของบุคคลหรือของกลุ่มหมู่บุคคล" ที่จะสมควรต้องยกให้เป็นผู้ได้อำนาจในการปกครองปกครองประเทศ
การพิจารณา ก็พิจารณาและตัดสินได้จากประเด็นต่างๆ ดังนี้ ( 1 ) อำนาจฯ ที่ได้มาตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ ( 2 ) อำนาจฯ ที่ได้มาไม่ตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ ( 3 ) อำนาจฯ ที่ใช้วิธีการตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ และเป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ ( 4 ) อำนาจฯ ที่ใช้วิธีการตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ แต่ไม่เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ (5) อำนาจฯ ที่ไม่ใช้วิธีการตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ แต่เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ ( 6 ) อำนาจฯ ที่ไม่ใช้วิธีการตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ และไม่เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ ( 7 ) อำนาจฯ ที่ใช้วิธีการตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ แต่วิถีทางไม่เป็นไปตามสัจธรรม ไม่มีคุณธรรม ไม่ดีงาม ไม่สงบ ใช้อาวุธ รุนแรง ไม่สันติวิธี ( 8 ) อำนาจฯ ที่ไม่ใช้วิธีการตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ แต่วิถีทางเป็นไปตามสัจธรรม มีคุณธรรม ดีงาม สงบ ไม่ใช้อาวุธ ไม่รุนแรง สันติวิธี ( 9 ) อำนาจฯ ที่ใช้วิธีการตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ และ วิถีทาง เป็นไปตาม สัจธรรม มีคุณธรรม ดีงาม สงบ ไม่ใช้อาวุธ ไม่รุนแรง สันติวิธี ( 10 ) อำนาจฯ ที่ได้มา โดยการใช้วิธีการตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ แล้วแต่วิถีทางเป็นผู้กระทำไม่ซื่อสัตย์ ไม่เที่ยงตรง กระทำขัดกับรัฐธรรมนูญนี้ กระทำผิดรัฐธรรมนูญนี้ ผิดจริยธรรม กบฏ จึงไม่สมควรมีอำนาจแล้ว ( 11 ) อำนาจฯ ที่ได้มา โดยการใช้วิธีการไม่ตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ และวิถีทางเป็นผู้กระทำไม่ซื่อสัตย์ ไม่เที่ยงตรง กระทำขัดกับรัฐธรรมนูญนี้ กระทำผิดรัฐธรรมนูญนี้ ผิดจริยธรรม กบฏ จึงไม่สมควรมีอำนาจเลย ( 12 ) อำนาจฯ ที่ได้มาโดยวิธีการไม่มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ แต่วิถีทางเป็นผู้กระทำที่ซื่อสัตย์ ที่เที่ยงตรง กระทำไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญนี้ เป็นแต่เพียงรัฐธรรมนูญนี้ ไม่ได้บัญญัติไว้ แต่ผู้กระทำการใดๆ ไม่ผิดจริยธรรม ไม่กบฏ จึงสมควรมีอำนาจกว่าข้ออื่นๆ ที่ผ่านมา (ประเด็นนี้ คือประเด็นที่จะต้องวินิจฉัย ตามบทบัญญัติที่มีในรัฐธรรมนูญนี้ เช่น มาตรา 3 มาตรา 7 และ มาตรา 63 มาตรา 68 มาตรา 69 มาตรา 70 เป็นต้น และมาตราอื่นๆ อีก) ( 13 ) หากอำนาจฯ ที่ได้มาโดยวิธีการมีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ และวิถีทางเป็นผู้กระทำที่ซื่อสัตย์ ที่เที่ยงตรง กระทำไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญนี้ ไม่ผิดจริยธรรม ไม่กบฏ และเท่าที่รัฐธรรมนูญนี้ก็ได้บัญญัติไว้ ผู้นี้แลสมควรเป็นผู้มีสิทธิในอำนาจการปกครองประเทศได้แล้ว เพราะมีความถูกต้องดีงามสูงสุดยิ่งกว่าข้อใดๆ เท่าที่ประมวลความเป็นอยู่มีอยู่จริงทั้งหมดแล้ว ( 14 ) ที่สุดนั้นผู้ใดหรือกลุ่มบุคคลใดควรเป็นผู้มีสิทธิในอำนาจ การปกครองประเทศสัมบูรณ์สุด ก็ต้องตามวิธีการที่มี ในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนี้ เพราะผู้นั้นหรือกลุ่มบุคคลนั้นมีวิถีทาง ที่เป็นไปตามความถูกต้อง ดีงาม มีศีลธรรม และสัจธรรมสูงสุดกว่า ผู้ใดหรือคณะบุคคลอื่นใดอย่างบริบูรณ์สัมบูรณ์ นั่นคือ บุคคลนั้นหรือคณะบุคคลนั้น ใช้วิธีการก็ตามบทบัญญัติ ในรัฐธรรมนูญนี้ และวิถีทางก็เป็นไปตามบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้
อำนาจประชาชนที่ต่อต้าน และล้มล้าง จนกระทั่งได้พิทักษ์อำนาจนั้นไว้ได้ อย่างชอบธรรม หรือจะใช้ภาษาพูดกันตรงๆ ว่า อำนาจประชาชน ปฏิวัติโดยชอบธรรม ก็ไม่ผิดสัจธรรม เรามาแยก คำความดูชัดๆ ว่า มาตรา 7 นี้มีว่าอย่างไร 1. ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ 2. บังคับแก่กรณีใด 3. ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไป 4. ตามประเพณีการปกครอง 5. ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทีนี้ ใน มาตรา 2 ก็มีชัดๆ ว่า ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งแปลขยายความหมายจาก มาตรา 2 อีกที ยืนยันไว้ใน มาตรา 3 โดยแปลคำว่า "ประชาธิปไตย" ให้ชัดเจนขึ้น คือ อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อำนาจนั้น (ซึ่งเป็น "อธิปไตยที่เป็นของประชาชนชาวไทย") ทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ อย่าลืมว่า อำนาจ ที่รัฐสภา … ใช้ ก็ดี หรือคณะรัฐมนตรี … ใช้ ก็ดี และคณะศาล … ใช้ ก็ดี นั้น ล้วนเป็น "สิทธิ" ที่สามารถใช้ทำได้ เท่าที่ทำได้ตาม "หน้าที่" เท่านั้น ซึ่ง อำนาจ นัยนี้ ไม่ใช่ "อำนาจ" ที่หมายถึง อำนาจอันเป็นของประชาชนเต็มสภาพ ตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 2 และมาตรา 3 ที่กำหนดชัด ว่า หมายถึงความเป็น "อำนาจอธิปไตย" (sovereignties) ที่เป็นของประชาชนแต่ละคน ทุกคนไทยถ้วนหน้า ในรัฐธรรมนูญนี้ เพราะ "อำนาจ" (power) นี้ก็แค่เพียง "อำนาจ" ที่เป็น "อำนาจแทนผู้อื่น" เท่านั้น ที่สามารถใช้ "ทำงาน"รับใช้ประชาชน จึงไม่ใช่ "อำนาจ" ที่หมายถึง "อำนาจ" อันชื่อว่า "อำนาจอธิปไตย" (sovereignty) เพราะเป็นแค่ "อำนาจ" เท่าที่ได้รับมอบ "สิทธิ" ตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ หรือในกฎหมายอื่น ให้ทำงานได้เท่าที่ขอบเขตของ "หน้าที่" ซึ่งได้กำหนดบัญญัติไว้ให้เท่านั้น "อำนาจแทนผู้อื่น" นี้ สำหรับรัฐสภา กับคณะรัฐมนตรี นั้น เป็นอำนาจแทนประชาชน ส่วน ศาล นั้น เป็นอำนาจแทนพระมหากษัตริย์ ประชาชนจึงต้องช่วยกัน ทำหน้าที่ประชาชนอย่างยุติธรรมที่สุด ดีงามที่สุด ทุกหน้าที่ ที่แต่ละคนมี แม้แต่หน ้ าที่ของประชาชน ยิ่งหน้าที่ ที่แต่ละคนต้องรับผิดชอบ ทุกคนควรสำนึก และต้องเอาภาระให้มากเถิด ไม่ควรดูดาย อย่าเป็นคนตกอยู่ในภาวะแห่งความกลัว (ภยาคติ) จนเกินไปนัก อย่าให้อำนาจกิเลสที่มันหลงลาภ ยศ สรรเสริญ กดหัวมากเกินไปเลย ยิ่งใน กาละ สังคมวิกฤติหนักสุดๆ เดือดร้อนสาหัสสากรรจ์ อย่างขณะนี้ ขอให้ทุกคนระดมกำลังช่วยกันเต็มที่ ทำให้เสร็จเรียบร้อย บริบูรณ์เสียก่อน แล้วค่อยนำขึ้นกราบถวายบังคมทูล จึงจะไม่ระคายเบื้องพระยุคลบาท เพราะอำนาจของประชาชน บุคคลย่อมมีเสรีภาพ ทั้งในการชุมนุมประท้วง (protest,rally,demonstrate) ตามบทบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ เช่น มาตรา 63 และบุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธี ตามบทบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ คือ มาตรา 69 แม้กระทั่งมีสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ได้มา ซึ่ง อำนาจปกครองประเทศ ตามบทบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ คือ มาตรา 68 และ มาตรา 69 ประเด็นที่ว่า "บุคคลมีสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ" เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจปกครองปกครองประเทศ โดยวิธีการ ซึ่งเป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ ย่อมกระทำได้ ถ้าแม้นทำความเข้าใจในมาตรา 68 และมาตรา 69 นี้ ให้กระจ่างแจ้งชัดคมลึกแม่นตรงสัมบูรณ์จริง ปัญหาที่กำลังเกิดอยู่ในสังคมไทย ณ ลมหายใจเฮือกนี้ จะจบลงได้ทันที มาวิเคราะห์วิจัยกันให้ชัดเจนละเอียดๆ กันดูซิ บทบัญญัติ มาตรา 68 ในรัฐธรรมนูญนี้ มีชัดๆ ดังนี้ "บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ เพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือ เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการ ซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ มิได้" ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 นี้ มี 2 ประเด็นใหญ่ ได้แก่ ( 1 ) ในประเด็นที่ว่า "บุคคลจะใช้สิทธิ และเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ เพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้" นี่คือ ประเด็นสำคัญยิ่งใหญ่ประเด็นแรก บุคคลใดในประเทศไทยทุกคน ไม่ว่าใคร "ทำมิได้" ทั้งนั้น นั่นคือ ใครใดก็ไม่สามารถทำได้ ประเด็นนี้เท่านั้นที่แน่ยิ่งกว่าแน่ ว่า ทำไม่ได้เด็ดขาด ที่จะ "ล้มล้าง" การปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญนี้ และประเด็นต่อมา ประเด็นที่ ( 2 ) อย่าผิวเผินข้ามคำว่า "หรือ" ที่มีในมาตรานี้ ไปเป็นอันขาด เพราะ "หรือ" คำนี้นี่เอง ที่แบ่งประเด็นไว้ชัดเจนเป็นประเด็นที่ 2 ประเด็นที่ ( 2 ) นี้ก็จะมีเนื้อหาว่า "บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพ ตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการ ซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ ไม่ได้" แต่ถ้า บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ได้มาซึ่ง อำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งเป็นไปตามวิถีทาง ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ หากเป็นอย่างนี้ย่อมทำได้ ไม่ถูกห้ามตามรัฐธรรมนูญนี้ ใช่มั้ย? พิจารณาให้คมๆ ชัดๆ แม่นๆ ลึกๆ ตรงๆ กันเถิด ประเด็นนี้ นี่แหละ ถ้าไม่มี มาตรา 69 ก็จะแย้งกัน เถียงกันไม่ตกลงกันแน่ จะไม่สามารถตัดสินเด็ดขาดได้ แต่เมื่อมีมาตรา 69 ระบุไว้เป็นอีกมาตราหนึ่ง ที่มีเนื้อหาเกี่ยวพันกับความหมาย ในมาตรา 68 อย่างสำคัญยิ่ง จึงสามารถตัดสินได้ว่า บุคคลย่อมได้รับอนุญาต ให้ทำได้ มาตรา 69 มีว่า "บุคคลย่อมมีสิทธิ ต่อต้านโดยสันติวิธี ซึ่งการกระทำใดๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่ง อำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้" เห็นชัดเจนแจ่มแจ้งไหมว่า "บุคคลย่อมมีสิทธิ ต่อต้าน" โดยวิธีการ ที่สันติวิธี ย่อมทำได้ ในประเด็นเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ ซึ่ง..ไม่ใช่ประเด็น "เพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้" คนละประเด็นชัดเจน ใช่มั้ย? ดังนั้น "วิธีการ" ที่พวกเราบุคคลประชาชนชาวไทย ที่ได้ร่วมกันออกมา แสดงตัวชุมนุมร่วมกัน ในความเป็นมวลมหาชนที่มีฉายาว่า "กปปส." นี้ ก็ได้กระทำการต่อต้านมานานถึง 200 กว่าวัน แล้ว เราได้ทำด้วย "สันติวิธี" มาตลอด จนกระทั่งเราได้พิสูจน์ตนเอง ถึงขั้น ศาลตุลาการก็รับรองเราออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว ว่า เราประท้วงต่อต้านโดยสันติ ไม่มีอาวุธ ตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ ซึ่งอาตมาก็ได้พูด ได้ยืนยันเสมอว่า เรามีความจริงใจ ตั้งใจและมุ่งมั่น กระทำจริง ทำได้ดีขนาดนี้ อันเป็นการกระทำที่ใหม่มาก ไม่เคยมีการกระทำแบบนี้มาก่อนเลย ที่ได้มีใครต่อสู้ด้วย ความสงบ สันติ อหิงสา ไม่มีอาวุธกันจริงๆ อย่างนี้ ซึ่งแน่นอนว่า มันย่อมมีเหตุสุดวิสัย มีความเมตตากรุณาของผู้มีอัชฌาสัย ที่ทนไม่ได้ต่อความกรุณา ออกมาทำให้เกิดผลที่ดูเหมือนว่า ไม่สงบสันติ มีการป้องกันตัว ตามความจำเป็น จนมีคนบาดเจ็บ ถึงตายกันขึ้น ก็เป็นเรื่องที่เกินที่จะกำหนดควบคุมได้ ซึ่งมันก็ต้องเกิดตามธรรมชาติ ของหมู่มวลสังคมมนุษย์
สรุปแล้ว บุคคลย่อมมีสิทธิ ต่อต้าน แม้ที่สุดเมื่อได้ทำมาตามลำดับ จากเบาขึ้นไปหาหนัก คือ จากประท้วง เป็นต่อต้าน ที่สุดถึงขั้นหนัก "ล้มล้าง" อำนาจของรัฐบาล ซึ่งประชาชนได้ช่วยกันพิพากษาเอง ด้วยปัญญาที่อิสระเสรี ตามสิทธิมนุษยชนว่า ไม่ควรให้กระทำการปกครองต่อไป จึงได้ออกมาแสดงตัว ปรากฏเป็นมวลมหาชนขับไล่ ล้มล้าง ชี้บ่งคะแนนเสียงมืดฟ้ามัวดิน เกินกว่าเคยมีปรากฏการณ์ปานฉะนี้ ซึ่งเป็นไปโดยสันติวิธี ย่อมทำได้ ตามรัฐธรรมนูญนี้ และการกระทำ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มา ซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการ ที่เป็น "สันติวิธี" ที่นับได้ว่าชนิดที่ยังไม่เคยมีมาก่อน จึงวิเศษ วิสุทธิ์ วิ ศิ ษฏ ์ แท้ ดังนั้น เมื่อรัฐบาลได้กระทำการใดๆ ต่างกรรม ต่างวาระมากมาย กรณี หลากหลายคดี ที่มิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ หรือขัดกับรัฐธรรมนูญนี้ จนเป็นที่ชัดแจ้งแก่ปวงชน กระทั่งบุคคล ผู้มีสิทธิและเสรีภาพ รวมตัวกันออกมาเป็น มวลมหาประชาชน กระทำการประท้วง ต่อต้าน และสุดท้าย ล้มล้างรัฐบาล อย่างสันติวิธี ไม่มีอาวุธ อย่างถึงที่สุด แห่งที่สุดปานนี้ จึงควร "ได้อำนาจซึ่งก็เป็นของประชาชน ผู้เป็นรัฏฐาธิปัตย์แล้วอย่างยิ่ง" นี้แล้วสัมบูรณ์เสียที ดังที่ได้สาธยายมาพอสมควร