570518_พ่อครูที่เวทีผ่านฟ้าฯ เรื่อง เส้นตายที่เราไม่รอไม่หวัง แต่...เราทำ.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์341 KB
วันที่แก้ไข20 เมษายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

570518_พ่อครู ที่เวทีผ่านฟ้าฯ เรื่อง เส้นตายที่เราไม่รอไม่หวัง แต่...เราทำ

พ่อครู … วันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 อาตมาไม่ใช่คนที่เอาแต่มโน จินตนาการเอาเอง แต่ อาตมาเอาเนื้อ เอาตามเหตุปัจจัยต่างๆที่ละเอียด อ่านถึงน้ำเสียง สำเนียง คำพูด การแสดงออก ที่แตกต่างกัน แม้ในกาละต่างๆ เป็นองค์ประกอบที่ ถ้าได้ศึกษาฝึกฝน หัดพิจารณาอ่าน เพื่อให้รู้ อ่านตั้งแต่ของหยาบ จนถึงของละเอียด สามารถรู้เข้าไปข้างใน ถึงใจ มโนปุพพังคมาธัมมา มโนเสฏฐา มโนมยา เป็นพลังงานใหญ่ตัวจริง ซ้อนเข้าไปในใจจริง ที่ผสมด้วยกิเลส หรือใจไม่มีกิเลส พุทธเรียนรู้ถึงพลังงานจิตวิญญาณ เรียนรู้อย่างวิทยาศาสตร์ ตั้งแต่หยาบภายนอก จนถึงละเอียดภายใน ทุกอย่างมาแต่เหตุ อย่างในมูลสูตร มี ฉันทะเป็นมูล เป็นต้นเค้าเลย คือความยินดีพอใจ ถ้าไม่มีตัวนี้ ไม่มีทางเดินสู่การบรรลุธรรมได้เลย หากไม่มีฉันทะเป็นตัวตั้ง และมีสิ่งที่จะเป็นที่ๆ จะเป็นฐานสนามรบ คือ มนสิการ เป็นแดนเกิด เป็นกรรมกิริยาที่ใจ เป็นสัมภวะ(แดนเกิด) มีแหล่งแห่งที่ ไม่ใช่ว่าไม่มีหลัก ไม่มีฐาน ไม่มีที่ ว่าต้องกระทำตรงนี้เลย ถูกที่ถูกทาง หากไม่มีที่ทาง ไม่มีฐาน ก็ไม่มีทางเข้าถึงได้ และใจต้องยินดี ที่จะทำตั้งใจศึกษา และต้องรู้แหล่ง เป็นแหล่งตาย ที่จะทำให้เกิดให้ดับ ต้อง รู้อาการของ การทำใจในใจ ถ้าทำไม่ได้ ก็หาที่เกิดไม่ได้ เป็นสัมภเวสี หาที่เกิด ที่ตาย ที่รบไม่ได้ เป็นแหล่งแห่งที่ๆสำคัญ หากไม่เป็นสัมภวะ ก็เป็นสัมภเวสี ล่องลอยไป ไม่มีปัญญารู้ว่า มนสิการเป็นอย่างไร อยู่ที่ไหน มันเป็นามธรรม แต่ก็รู้ได้ ว่าต้องอ่านจิตได้ รู้ว่านี่คือ เวทนา นี่คือ กาย ที่เป็น ก้อนของใจ ไม่ใช่ว่ากายคือ ก้อนร่างดินน้ำไฟลมแต่อย่างใด ถ้าไม่รู้กายอย่างนี้ ก็ไม่รู้แดนเกิดไม่รู้แหล่งที่ทาง ที่จะทำ

อ่านต่อ

ใจในใจ ก็ล่องลอยไปไม่รู้กี่ปีแสง กี่กัปป์กัลป์ จิตต้องแม่นตรงนี้ ต้อง มีญาณปัญญา จับสนามรบ ที่ทำการ เป็นOffice เป็นโรงงาน เป็นแหล่งประพฤติเลย หาก หาไม่เจอ ก็เป็นสัมภเวสีตลอดกาล นาน หาที่เกิดไป ไม่สามารถทำความเกิด ดับให้แก่ใจได้ อาตมาฟังพวกแดงเขาจะซ้ำซาก ไม่เข้าเป้า อยู่ตรงนั้นแคบๆ หน้าตาก็คนเก่าๆ ไม่มีใครกล้าเข้าไปเสริมหรอก มีตัวหลักอยู่ไม่กี่คน ก็น่าสงสาร มีตู่ เต้น นกแสก แล้วก็ไม่กี่คน ไม่หลากหลายมากมาย เปลี่ยนหน้าตามาเหมือน กปปส. เป็นความหลากหลาย diversity เป็นความแตกต่าง แต่เป็นหนึ่งเดียว unity of diversity และแม้หลายหลาย ก็เข้าสู่เป้าหมายเดียวกัน ฝ่ายแดงไม่หลากหลายหรอก แข็งทื่อ เขาจะต้องตีเข้าหาเป้านั้นแหละ ของเรามาทุกศาสนา ทุกสี มาอยู่กันได้อย่างมี เอกภาพแห่งความแตกต่าง และจะกลมกลืนนำพากันไปได้ ถ้าฝ่ายแดงมีหลากหลายอย่างเรา เขาตีกันตายแล้ว เขาจะต้องบังคับให้เป็นอย่างเดียวกัน ไม่ให้ตีกัน แต่ของเรามีจิตเมตตา ไม่ยึดมั่น ไม่เพ่งโทส ก็แก้ไขช่วยกันไป อลุ่มอล่วยกันไป คำว่าอลุ่มอล่วยของในหลวง นี่ยิ่งใหญ่นะ มีคำนี้ ลึกซึ้งวิเศษมาก ไม่ใช่เลอะเทอะงมงายนะ ที่อาตมาเข้าใจนี้ ประเทศไทยเรามีผู้มีภูมิปัญญาสุดยอด สุดประเสริฐคือในหลวง เราต้องพยายามฝึกฝนให้ทำตามประมุขของประเทศ เราเป็นลูกต้องเข้าที่เข้าทางตามพ่อที่พาเป็นพาไป แบบคนจน ( ที่ในหลวงตรัส) “แบบที่เรียกว่า ทำ “แบบคนจน” คือทำวิธีการแบบคนจน ไม่ได้มีการลงทุนมากหลายอย่างของเขาเราก็ทำไป ก็เลยบอกว่า ถ้าจะแนะนำ ก็แนะนำได้ “ทำแบบคนจน” เพราะเราไม่ได้เป็นประเทศที่รวย เราก็รวยพอสมควร อยู่ได้ แต่ไม่ใช่เป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก เราไม่อยากจะเป็นประเทศอย่างก้าวหน้าอย่างมาก เพราะว่าถ้าเราเป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก มีแต่.. มีแต่ถอยหลัง ประเทศเหล่านั้นที่เขามีอุตสาหกรรมสูงมีแต่ถอยหลัง และถอยหลังอย่างน่ากลัว แต่ถ้าเรามีการปกครองแบบ แบบว่า แบบคนจน แบบที่ไม่ติดกับตำรามากเกินไป ทำอย่างมีสามัคคีนี่แหละ มีเมตตากัน ก็จะอยู่ได้ตลอดไป ไม่เหมือนคนที่ทำตามวิชาการ แล้วก็วิชาการนั้นก็เราดูตำราแล้วพลิกไปถึงหน้าสุดท้าย หนึ่งหน้าสุดท้ายนั้นเขาบอกว่า “ อนาคตยังมี” แต่ไม่บอกว่าเป็นอย่างไร เวลาปิดเล่มแล้ว มันก็ปิดตำรา ปิดตำราแล้วไม่รู้จะทำอะไร ลงท้ายก็ต้องเปิดหน้าแรกใหม่ เปิดหน้าแรกก็เริ่มต้นใหม่ “ถอยหลังเข้าคลอง” แต่ถ้ า เราใช้ตำราแบบที่ เราอะลุ่มอล่วยกัน “ ตำรานั้นไม่จบ” อาตมาถือเป็นคัมภีร์เลย แบบคนจนที่ในหลวงตรัสนี่ ถ้าสังคมเป็นแบบที่ว่านี้ไปรอดแน่ ไม่ว่าเศรษฐกิจพอเพียง หรือขาดทุนคือกำไร หรือแบบคนจนนี่แหละ พวกเรานี่เป็นพวก “ คนจนแจกจ่าย ” ส่วนอีกพวก เป็นพวก “ คนรวยขูดรีด ” ทำให้คนหลงรวย เสพติดความรวยความสุขฟุ้งเฟ้อ ส่วนคนจนหากปฏิบัติธรรม เป็นคนปล่อยวาง ละล้าง ไม่ต้องหาอะไรไปสนองตนเองมากมาย ขยันหมั่นเพียร ทำงานรับใช้ สร้างสรร เป็นความเจริญงอกงาม สร้างสรร เกิดส ิ่ งที่ให้คนอาศัยใช้สอย เราก็เป็นคนมักน้อย กล้าจน ไม่สะสมมาก มีเท่าไหร่ก็สะพัดแจกจ่ายออก นี่คือนักเศรษฐกิจยอดเยี่ยม แบบคนจนแจกจ่าย แล้วทำได้จริงๆด้วย ใจจะต้องเข้าใจจริง เห็นดีเห็นงาม เราจนอย่างไม่ต้องอดทน ไม่ต้องเอาของใครอย่างเบิกบานร่าเริง มีทั้งนิสัยพฤติกรรมที่ทำได้จริง เป็นคนจนที่สำเร็จแล้ว เราจะทำให้เป็นสังคมแบบเราที่ไม่เป็นผู้เอาเปรียบสังคม แต่เป็นผู้ให้ผู้เกื้อกูลสังคม ชาวอโศกที่มาจนนี่ คนอาจหาว่ามาหลอก ทำทีจน แล้วมีเล่เหลี่ยมซับซ้อนอยู่เบื้องหลัง แต่ที่จรงไม่ใช่ เป็นคนจริงทั้งนอกและใน ทั้งกายและใจ เราออกมาทำงานกับสังคม จนสังคมเห็นได้ว่าเราจริงใจอย่างไร แล้วทำอย่างนี้จะช่วยสังคมได้อย่างไร เรามั่นใจว่าทำได้ แล้วจะพิสูจน์ต่อไปว่าทำได้จริง แต่ละคนไม่รวยไม่ใหญ่โต แต่ส่วนกลางจะอุดมสมบูรณ์ แม้ส่วนกลางมีมาก ก็ไม่กักตุนสะสม เอาแต่พอเหมาะ ถ้าเรามีคนมากต้องทำงานใหญ่ขึ้น ก็ต้องมีใหญ่ขึ้น เช่น เต็นท์แต่ก่อนทำงานไม่ใหญ่ไม่กว้าง ก็เต็นท์เล็ก แต่ตอนนี้ทำงานใหญ่ ก็เต็นท์ใหญ่ขึ้น เป็นต้น เป็นคนมี วรรณะ 9 1 . เลี้ยงง่าย ( สุภระ ) 2 . บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย ( สุโปสะ ) 3 . มักน้อย, กล้าจน ( อัปปิจฉะ ) 4 . ใจพอ สันโดษ ( สันตุฏฐิ ) 5 . ขัดเกลากิเลส ( สัลเลขะ ) 6 . เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ ( ธูตะ , ธุดงค์) 7 . มีอาการน่าเลื่อมใส ( ปาสาทิกะ ) 8 . ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม ( อปจยะ ) ตรงข้าม อวรรณะ 9 9 . ขยันเสมอ, ระดมความเพียร ( วิริยารัมภะ )

เราอยู่กันอย่างอลุ่มอล่วยกัน นี่แหละสุดยอดจริง เราไม่ก้าวหน้าอย่างมาก เช่นประเทศจีน ที่จะต้องรวย หรูหรา ได้เปรียบ เอาชนะ ใช้กลเม็ดของถูกเหมือนญี่ปุ่น ใช้เศรษฐกิจแบบโลกีย์ ตอนแรกก็ออกของถูกมาให้ซื้อ แต่ตอนหลังก็เริ่มแพงขึ้นๆ ไม่เหมือนผู้ที่มีจิตวิญญาณแห่งการให้ แม้จนก็จะช่วยเหลือคน เอาไปเอามากลายเป็นคนจนช่วยคนรวยเสียอีก ส่วนคนรวย ไม่รู้จักพอ รวยไม่เสร็จ ไม่จบ ขีดเส้นความรวยให้แก่ตนเองไม่ได้ แต่เรามาน้อยลง เราก็อยู่ได้ก็เจริญขึ้นๆ สรุปว่าแบบคนจนนี่ ในหลวงไม่ได้ตรัสเล่น ตรัสเอาโก้ๆ หรือไม่เป็นจริง แต่ขอยืนยันว่าพระราชดำรัสของพระองค์เป็นความจริงอันสูงสุด ต้องทำความเข้าใจ และปฏิบัติให้ได้ ยิ่งโลกทุกวันนี้เขาแย่งอำนาจบาทใหญ่กันทั่วโลก มีแนวคิดอย่างนี้เท่านั้น แบบโลกีย์ เราก็ออกมาอย่าไปเข้าไปอยู่สนามรบโลกีย์เลย เราปลีกมาอยู่อย่างพอเพียงรวมตัวกันสร้างสรร จนมีมากพอแล้ว เอาไปแจกคนที่แย่งชิงอยู่นี่ แบบขาดทุนของเราคือ กำไรของเรา หรือ เศรษฐกิจพอเพียง หรือ แบบคนจน นี่แหละเป็นแบบอย่างประเสริฐสุดแล้ว เรามาทำให้เป็นประเทศแบบนี้ให้ได้ ตรงกับที่พระพุทธเจ้าตรัส 100 % ล้ำสมัยก้าวหน้า เกินกว่าเขาเข้าใจได้ ถ้าใครเข้าใจยิ่งเอาไปปฏิบัติได้ คนนั้นคือคนก้าวหน้า ลำ้สมัย ชาวอโศกนี่ คือผู้ล้ำสมัย (ไม่อยากพูดเดี๋ยวเขาว่า อวดตัวอวดตน) ล้ำสมัยอย่างไร? ..ก็เพราะว่าอโศกนี่ทุกข์น้อย สุขมาก แม้จนก็เป็นสุข แม้ไม่สวยงามหรูหราก็เป็นสุข แม้เขาเห็นว่าเป็นคนรับใช้ก็เป็นสุข ได้รับใช้คนก็เป็นสุข ส่วนคนอยากได้ไม่รู้จบนี่ทุกข์ ส่วน คนพอได้เมื่อไหร่ก็สุข ณ ลมหายใจเฮือกนี้ เป็นอย่างไร? เอาหัวข่าวของนสพ.แต่ละฉบับมาอ่าน แล้วที่พวกเราออกมาประท้วงผู้บริหารประเทศ ที่บริหารให้ประเทศฉิบหาย เราก็มาขับไล่ แต่เพราะคุณหวงแหนโลกียสุข ก็แสวงหาคนมาร่วมกับคุณ ก็มีเยอะได้เพราะคนอยากได้โลกีย์มีมาก แต่คนมีปัญญาที่รู้ แม้อยากได้ แต่เป็นสิ่งไม่ดีงาม ก็มาลดเถอะ คนเข้าใจได้อย่างนี้ มามักน้อยสันโดษ เกื้อกูลคนอื่น อย่างนี้มันดีแท้ ลึกซ้อนในคนไทย เราเข้าใจได้เพ ิ่ มขึ้นๆ จึงออกมารวมกัน เมื่อร ัฐบาล มักใหญ่เหลิงคะนอง ผิดกฎหมาย ดูถูกสถาบัน ก็ไม่กลัว เป็นต้น คนไทยพอรู้ พอเข้าใจ แต่ก่อนนี้สังเกตฝ่ายแดง นปช. ตั้งแต่ทักษิณ สร้างลัทธิทักษิโณมิกส์ คนที่ไปทำแบบทักษิณ คนไทยก็เห็นรู้ว่ามีผลเสีย เลวชั่ว ชัดขึ้นๆ ก็มีคนออกมาล้มล้างลัทธิทักษิณนี้ มีผู้รู้ออกมาตีแผ่ความชั่วร้ายของระบอบทักษิณแก่สังคม มีคนออกมาได้มากขึ้นๆ มีอัตราการก้าวหน้าเรื่อยๆ มาถึงวันนี้ คนรับได้ ทำตามได้ เปลี่ยนแปลงความเชื่อถือ ความเห็นมาทางสัจธรรมมากขึ้น พวกเราที่รู้มาก ก็อาจใจร้อน อยากให้จบเร็ว อย่าไปทำใจเช่นนั้น ต้องพยายามยาวให้เป็น เย็นเรื่อยไป ไขความจริงออกมาให้มากๆหมดๆ จนพวกแดงก็ว่าสุเทพไม่มีทางชนะหรอก แล้วคำพูดของกำนันก็ว่า ขีดเส้นตายวันสุดท้ายวันที่ 26 ไทยเรามีคนมีปัญญามีดวงตาธรรมะ ตื่นรู้ มาช่วยกันยับยั้งคณะรัฐบาลเลวร้ายนี้ เรียกว่าเป็น คณะกลุ่ม “ผีผลาญ” หากเราตื่นรู้ไม่ทัน ก็ทรัพยากรในประเทศเราหมดจริงๆ สมมุติว่าเราแพ้ เมื่อเราแพ้ อำนาจของเราตกไปอีกฝ่าย แม้ไปตัดสินคดีความในศาล แต่ผู้ที่เป็นคนควบคุมกลไกประเทศ ข้าราชการต่างๆที่จะบริหารประเทศ ก็ตกอยู่ใต้อำนาจผู้บริหาร คุณสุเทพก็ยากจะหลุด ใช่ไหม …? ถ้าเราจะแพ้ ต้องให้สุเทพถูกตัดสิน พิจารณาตามกระบวนการยุติธรรม จะมีกระบวนการยุติธรรมบ้างไหม? สงสารสุเทพบ้างไหม?...แล้วทำไม ไม่ยอม ไม่ยอมแล้วจะนอนตีพุงได้ไหม...ไม่ยอมต้องออกมาช่วยกัน อาตมายอมรับนับถือคุณสุเทพว่า ไปกินดีหมีหัวใจเสือที่ไหน ที่กล้าทำอย่างนี้ ตอนนี้เราก็ทำอย่างดี ไม่รุกรานรุนแรง อย่างในทำเนียบตอนนี้ เราก็เป็นประชาชนเข้าไปใช้ทำเนียบ เป็นนักบริหารเหมือนรัฐบาลเลย เป็นทำเนียบของประชาชน ไม่ได้ใช้อำนาจบาทใหญ่ เป็นจิตวิญญาณของเจ้าหน้าที่ที่ช่วยเหลือให้เราทำได้ กำนันสุเทพจึงได้พาพวกเราไปทำงานในทำเนียบ เป็นชัยชนะถูกต้องดีงาม แต่รัฐบาลต้องวิ่งหนี หลบไปที่ไหนไม่รู้ เป็นพฤติภาวะที่ชี้บ่งให้เห็นว่าอะไร คือความพ่ายแพ้ อะไรคือชัยชนะ ไม่ได้ชนะอย่างข่มเบ่งนะ แต่เป็นการให้ความรู้สติปัญญา จนสุดท้ายเขาก็ต้องให้ จนเราไปทำการในทำเนียบได้ ทำให้เห็นว่าประชาชนมีการชนะก้าวหน้าไปเรื่อยๆ ตรงกันข้ามกับฝ่ายแดงที่ตะโกนโหวกเหวก ว่าตอนนี้สุเทพ กำลังจะเป็นจะตายห่อเหี่ยวแล้ว มันตรงกันข้ามแล้วสุเทพไปไกลแล้ว เขาโง่อยู่อย่างนั้น ตีกินหลอกลวงคนอื่น ให้คนหลงตาม ทั้งที่มีสิ่งแสดงออกเห็นโต้งๆ เขาก็อ่านไม่ออก เขามีอำนาจ แต่หลบหนีหัวซุกหัวซุน เราไม่ได้ไปข่มขู่ ใช้กำลังอาวุธแต่อย่างใด แต่เขาหนีเพราะว่าตัวเองทำไม่ถูก ตัวเองทำผิด ตัวเองไม่มีทางสู้ สู้อย่างสัจธรรมเลยนะ สู้กันอย่างผู้ดี อาริยชน เขาไม่มีทางสู้ เขาก็หนี (หางจุกตูด) ตอนนี้การปฏิบัติการของประชาชน ใช้ความชอบธรรม แม้ตุลาการก็รับรองว่าเราทำถูกร ัฐธรรมนูญ เราทำมีผลก้าวหน้าด้วย ตอนนี้เหลือใยสุดท้ายแล้ว เราจำเป็นต้องเอามวลมาให้มากอีก ซึ่งตอนนี้ก็ไม่พอ แล้วเราทั้งหลักฐานเหตุผลหลักการยืนยัน กันให้ได้ เราไม่เอาแบบเลวร้าย อาวุธมาทำเลว ตอนนี้ทางโน้นเขาก็ว่า จะเอาความถูกต้อง สันติ อหิงสา มาต่อสู้กันก็ขออนุโมทนา ถ้าทำได้อย่างนั้นจริงๆ อยากให้มวลประชาชนทั้งหลายเข้าใจว่า เมื่อกำนันขีดเส้นตาย ขอให้กัดฟันอดทนรวมพลังกันให้มาก เท่าที่จะทำได้ ต้องการทุกคนในประเทศไทย ใครเห็นด้วยก็ออกมาไม่ได้บังคับนะ ใครเห็นด้วยกับฝั่งโน้นก็ไปช่วยกัน แต่ถ้าใครเห็นด้วยกับ กปปส.ก็โปรดออกมา ณ ลมหายใจเฮือกนี้ เส้นตายอยู่วันที่ 26 แต่วันนี้วันที่ 18 เหลืออีก 8 วัน ในช่วงนี้ มาแสดงเต็มที่ ช่วยกันเต็มที่ได้ไหม ออกมารวมกัน ไม่ว่าข้าราชการ ประชาชน ก็ออกมาเสียสละกัน แม้แต่แค่มวล ก็ออกมากันให้มากให้ทำลายสถิติโลกกันหน่อย และใครมีความรู้ความจริงหลักฐาน บอกกัน ขึ้นเวทีบอกกัน สื่อสารสู่สาธารณะ ยืนยันความจริง ใครผิดใครถูกแจงให้ชัดเจน เราต้องมีทั้งปริมาณและเนื้อหาให้ครบ ยืนยันเต็มที่ให้สมบูรณ์ให้มากพอ ภายในวันนี้ถึง 26 ขอแรงขอร้องประชาชน กัดฟัน อดทน เต็มที่ ให้รู้กันเลยว่า ม้วนนี้เป็นม้วนสุดท้ายที่เราจะเผด็จศึกให้ได้ ที่เราจะเอาความถูกต้องในประชาธิปไตยและปริมาณมาตัดสิน อาตมาไม่รอไม่หวังแต่เราทำ อาตมาเอาตัวออกมาแล้ว พวกเราก็มาช่วยกันให้มากเถิดเทอญ …จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน