หมดสุขทุกข์เพราะหมดวิปลาส 4.docx
เนื้อหาในไฟล์
หมดสุขทุกข์เพราะหมดวิปลาส 4 พ่อครูว่า... มันน่าประหลาดใจอยู่อย่างหนึ่ง อาตมาเผชิญอยู่ ว่า อาตมาไม่ข้องติด คุณจะถามปัญหาอะไรก็ไม่ข้องติด ..ไม่ติด ตอบได้หมด จริงๆ สู่แดนธรรม... อันไหนที่ตอบไม่ได้ล่ะครับ พ่อครูว่า... ตอบไม่ได้ก็คือสิ่งที่อาตมาไม่รู้ ก็ยิ่งง่าย มาถามสิ่งที่เราไม่รู้ เช่น ไก่เกิดก่อนไข่ หรือไข่เกิดก่อนไก่ ไม่รู้ ก็ตอบไม่ได้จริงๆ ญาติธรรมว่า...ไก่เกิดก่อนค่ะ พ่อครูว่า... ก็พูดไปหรือมีอะไรอื่นๆที่งมงายก็พูดกันไป พระพุทธเจ้าถึงบอกว่าอย่าไปเที่ยวไปคิดอะไรๆที่เป็นประเด็นที่ท่านสรุปให้แล้ว มาศึกษาเรื่องสุขเรื่องทุกข์ ถ้าคุณเข้าใจเรื่องสุขเรื่องทุกข์ ซึ่งเป็นเรื่องที่มนุษยชาตินี้ติดยึด หลงใหลงมงาย ถ้ารู้ความจริงตามความเป็นจริง แล้วเลิกติดยึด ไม่สุขไม่ทุกข์ คำว่า ไม่สุขไม่ทุกข์นี้เป็นภาษา มันไม่ถึงซึ่งความจริงหรอกเพราะว่าสุขทุกข์มันเป็นมายา มันไม่ใช่ความจริง เพราะฉะนั้นคนไปหลงมายา คนไปหลงความสุขความทุกข์อยู่ จึงเป็นการหลงไปอยู่กับโลกเขา สุขทุกข์มันเป็นเรื่องโลกๆป็นเรื่องยึดติดตามอุปาทาน เพราะฉะนั้นต้องมาเรียนรู้ว่าที่มันเป็นเรื่องอุปาทานเป็นเรื่องหลอกๆลวงเป็นเรื่องเท็จคืออย่างไรและเรื่องจริงคืออย่างไร เรื่องจริงคือเรื่องตากระทบรูป ก็รู้จักรูปตามความเป็นจริง หูกระทบเสียงก็รู้เสียงตามความเป็นจริง ไม่มีดีหว่า ชอบหว่า ไม่ชอบหว่า ไม่มี ชอบหรือไม่ชอบ ดีหรือไม่ดี ยึดติดกัน ไปถามพวกดนตรีหูแตกสิ เล่นเบาๆ เขาก็บอกว่าไม่ได้เรื่องต้องตีให้ดังหูแตกถึงจะดี ส่วนไอ้คนที่ไม่ชอบก็ว่าจะบ้ารึ หูจะแตกมันดังเลอะเทอะเกินไปให้ไปที่อื่น ก็เท่านี้มันก็ทะเลาะกัน ยกตัวอย่างง่ายๆ หรือ ส้มโอต้องรสอันนี้ ถ้าไม่ใช่รสนี้ไม่ใช่ส้มโอ รสดี ต้องรสนี้ คุณก็ยึดของคุณเอง อย่างนี้ดีอย่างนี้ไม
อ่านต่อ
่ดี สีอย่างนี้ดีอย่างนี้ไม่ดี เสียงอย่างนี้ดีเสียงอย่างนี้ไม่ดี ยึดทั้งนั้น เพราะฉะนั้นอะไรมันเกิดเป็นอย่างนั้นๆ มันก็เป็นอย่างนั้นๆของอย่างนั้นๆ ต่างกันเท่านั้นเองก็จบ แล้วเราก็รู้ตามโลกที่เขารู้ว่า คนนี้เขายึดอย่างนี้ๆ เราเข้าใจเขาแล้ว ถ้าอยู่ด้วยกันก็พยายาม เราก็อยากให้เขาได้ตามชอบก็แบ่งแจกเฉลี่ย เพราะฉะนั้นจะบริหารประเทศ เพื่อให้คนแต่ละคนชอบแต่ละอย่างแตกต่างกันเพื่อจะไกล่เกลี่ยให้อย่าทะเลาะกันอย่าตีกันอย่าแย่งกัน มันก็อันเดียวกันกับการมาเรียนศาสนาพระพุทธเจ้าให้ไม่ติดยึดความสุขความทุกข์ ไม่ติดว่าจะต้องน่าได้น่ามีน่าเป็นอย่างโลก สุภะอสุภะ ไม่มีอะไรน่าได้น่ามีน่าเป็นหรอก มันเป็นสิ่งที่ไม่น่าได้ไม่น่ามีไม่น่าเป็นน่าจะปรินิพพานเป็นประโยชน์สารทั้งนั้นแหละ ถ้าคุณไม่ศึกษาจริงๆคุณก็จะต้องยึดติด น่าได้น่ามีน่าเป็นทั้งนั้น เป็นสุภะทั้งนั้น แต่แท้จริงมันอสุภะ คนที่หลงสุภะ ก็เป็นคนวิปลาสในวิปลาส 4 เป็นคนวิปลาส เป็นคนสำคัญผิดในวิปลาส 4 1. เห็นความไม่เที่ยงว่าเที่ยง 2. เห็นความทุกข์เป็นความสุข 3. เห็นความไม่ใช่ตัวตนว่าเป็นตัวตน 4. เห็น อสุภะเป็นสุภะ สิ่งที่ไม่น่าได้ไม่น่ามีไม่น่าเป็นเห็นว่าเป็นสิ่งที่น่าได้น่ามีน่าเป็น วิปลาสทั้งนั้น เพราะฉะนั้นผู้ที่จบแล้วเป็นพระอรหันต์ ทุกอย่างนั้นก็เป็นภาระ ที่ต้องอาศัยมัน มันไม่น่าได้น่ามีน่าเป็นอะไรเลย ถ้าไม่เข้าใจแล้วไม่ปล่อยวางมันอยากตายมากกว่า เพราะฉะนั้นพระอรหันต์รุ่นแรก ก็มีฆ่าตัวตายไปเยอะเลย ก็เพราะเห็นว่าไม่มีอะไรน่าได้น่ามีน่าเป็นเลยก็เลยฆ่าตัวตายไปเสียเยอะ มีในประวัติอยู่ มันเบื่อหน่าย กว่าจะเป็นผู้ที่มีความเข้าใจ มีปัญญาถ่องแท้ อย่างที่อาตมาพูด แล้วก็เห็นจริงรู้จริงว่ามันน่าเบื่อ ทุกวันนี้อาตมาไม่อยากพูดหรอก พูดแล้วพวกคุณก็จะว่าอาตมา ค่ำอีกแล้ว นอนอีกแหละ สว่างอีกและ แล้วเดี๋ยวก็มาทำนั่นทำนี่ไม่ได้เท่าไหร่ก็กินอีกแล้ว กินแล้วเดี๋ยวก็ให้นอน นอนอีกแล้ว ไม่ใช่นอนเย็นนะนอนกลางวันนี่แหละ เดี๋ยวก็ให้นอน ร่างกายมันก็อย่างนั้นต้องการ มันยิ่งเสื่อมไปเป็นธรรมดา สังขารต้องเสื่อมไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้นต้องให้มันพักผ่อนเพื่อจะให้มันฟื้น ถ้าไม่นอนแล้วมันก็ไม่ฟื้น มันก็ขัดแย้งกับสัจจะ จะใช้มันตะลุยแหลกมันตอนหนุ่มๆ มันจะขาดใจตายไปนั่นแหละ เขาเรียกว่า stroke ล้มช็อคตายไปเลย มันจะเป็นอย่างนั้น จึงต้องค่อยปรับชะลอ ที่อาตมาเคยพูดว่าอาตมาชะลอขันธ์ พยายามต่อขันธ์ ซึ่งมันหมดอายุขัยแล้วต่อมาได้ 1 นักษัตรจนอายุ 84 ปีแล้ว อายุขัยเดิมอาตมา 72 ปี แต่ตอนนี้ ย่างเข้า 88 ปีแล้ว ต่อขันธ์ไป เดี๋ยวก็เช้าแล้ว ทำงานไปต่อชีวิตไป เย็นๆก็นอน ยังนึกอยู่เลยว่า เรานี่ พยายามจะไม่เป็นไปอย่างเพื่อนๆหลายคน เหมือนทมยันตี เหมือนสุเทพ นอนหลับแล้ว รุ่งเช้ามาไปปลุกไม่ตื่นแล้วไปแล้ว อาตมาก็ว่าไม่อยากให้พวกเราเจออย่างนั้น แต่ก็ต้องเจอจนได้วันใดวันหนึ่ง อาจจะมีอาการเจ็บป่วยอย่างแรง ตื่นๆ สุดท้ายก็บอกว่าจะไปแล้วนะก็ไป เหมือนกับอย่างท่านถนอมคูณ พูดว่าจะไป ให้วางตรงไหน ท่านถนอมคูณ พระอรหันต์องค์หนึ่ง ก็บอกว่าให้ปล่อยเลยว่างเลย แป๊บเดียวก็ไป คือ มันไม่มีความสะทกสะท้านความสะดุดอะไร ตายก็ตายอย่างนี้เป็นต้น มันเป็นเรื่องสามัญๆ นี่พวกเราของจริง ยุคนี้นะ ไม่ใช่ยุคพระพุทธเจ้า สมณะถนอมคูณก็สมณะพวกเรา เป็นเรื่องจริงก็เอามาเล่าสู่กันฟัง ตายอย่างมีสติ ปล่อยวางก็ตาย ไม่มีปัญหาอะไร เป็นเรื่องสามัญ ฉะนั้นจึงบอกว่ายิ่งเข้าใจเลยว่าชีวิตจิตนิยามนี้ เป็นพระอรหันต์เป็นพระโพธิสัตว์แล้ว จึงพูดความจริงที่คนไม่รู้อย่างอาตมารู้หรอก ว่า ตายแล้วจะเกิดอีกก็ได้เป็นอมตะบุคคล ไม่เอาแล้ว เลิก หยุดตั้งปณิธานจะต่อภพภูมิเป็นพระอรหันต์ ตายแล้วก็เลิกเลย ไม่ตั้ง นิพพาน 3 ไปเลย สุญญตนิพพาน อปณิหิตนิพพาน อนิมิตนิพพาน ตายสูญสุดท้ายเลย แล้วก็รู้เลยว่าการทำจิตสูญ เป็นอย่างไร การทำจิตไม่ตั้งจิต ไม่ตั้งนิมิตอะไรเลยในการตาย ก็รู้ว่า เราไม่ตั้งนิมิต ไม่ตั้งจิตอะไรเลย จบที่ 0 ปล่อยว่าง ตายไปเลย ยางเหนียวทั้งหลายแหล่แห่งจิตนิยามก็สลายไปหมดเลย ธาตุจิตนิยามก็สลายเป็นดินน้ำไฟลม ไม่จับตัวกันอีกเพราะหมดยางเหนียว การอุปาทานคือยางเหนียว ยึด ยึดเห็นไหม เพราะฉะนั้นไอ้นี่มันไม่อยู่ เดี๋ยวไปขอยางเหนียว ขอตัณหาอุปาทานให้มันหน่อย ยางเหนียว ภาษาบาลีว่า อยะ คือยางเหนียว อยะยั่วก็พัวก็พัน ยึดไว้ อาตมาพูดส่วนมากนี้เอาพยัญชนะมาพูด หลายคนฟังแล้วก็ว่าพูดอะไรองค์นี้ ดีไม่ดีโดยเฉพาะพวกที่เรียนไวยากรณ์ อักขรวิธี บาลี มีสูตรมีวิธี อาตมาไม่ได้เรียน ที่จริงอาตมามีธรรมชาติของพยัญชนะ ภาษา สภาวะ อาตมาก็ไปกับสภาวะ แต่การมาเรียบเรียงเป็นไวยากรณ์มันมาทีหลัง อักขรวิธี วจีวิภาค วากยสัมพันธ์ มันมาเกิดทฤษฎีเรียบเรียงทีหลัง มันไม่ถึงแก่นของสภาวะที่จริงที่เกิดก่อน ภาษาเรียกสภาวะนี้มีเกิดก่อน แล้วคุณก็ค่อยเอาไปเรียบเรียงกันก็ค่อยไปตั้งพยัญชนะ ภาษา วิธี ไวยกรณ์ ก็เป็นอจินไตย พูดไปก็ยากที่จะเข้าใจ 640922_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ วันนี้พ่อครูบอกทางรอดของมนุษยชาติ