10 บทที่ 5 ทัศบูรณ์.docx

โฟลเดอร์word
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์70 KB
วันที่แก้ไข28 เมษายน 2562

เนื้อหาในไฟล์

บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงสำรวจ ( Survey Research ) มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษา ( 1 ) ระดับ การรับรู้ต่อรูปแบบการอบรมแพทย์วิถีธรรม ในสำนักวิปัสสนาเกษตรใหม่ อำเภอสันทรายจังหวัดเชียงใหม่ ( 2 ) ระดับการปฏิบัติตามหลักแพทย์วิถีธรรมของผู้ผ่านค่ายการอบรมแพทย์วิถีธรรม ในสำนักวิปัสสนาเกษตรใหม่ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ( 3 ) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง การรับรู้ต่อ รูปแบบการอบรมแพทย์วิถีธรรมกับการปฏิบัติตามหลักแพทย์วิถีธรรม ของผู้ผ่านการอบรมแพทย์วิถีธรรม ในสำนักวิปัสสนาเกษตรใหม่ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ( 4) ข้อเสนอแนะที่ดี เกี่ยวกับรูปแบบการอบรมแพทย์วิถีธรรม อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ประชากรที่ใช้ในการศึกษา ครั้งนี้ คือ ผู้เข้าอบรม แพทย์วิถีธรรม ในสำนักวิปัสสนาเกษตรใหม่ อำเภอสัน ทราย จังหวัดเชียงใหม่ ณ วันที่ 20 - 28 ตุลาคม 2560 จำนวน 500 คน กลุ่ม ตัวอย่าง คือ ผู้เข้าอบรม แพทย์วิถีธรรม ในสำนักวิปัสสนา เกษตรใหม่ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสำเร็จรูปของ Krejcie and Morgan (1970 : 607-610 , อ้างถึงใน ธีรวุฒิ เอกะกุล 2555 : 121 ) ได้จำนวน 217 คน ในการวิจัยครั้งนี้ได้เพิ่มขนาดตัวอย่างเป็น 240 คน คิดเป็น 10 % ของกลุ่มตัวอย่างที่คำนวณได้ เพื่อป้องการการถอนตัวออกจากโครงการก่อนสิ้นสุดการวิจัย ( Chaimongkol . 2005 ) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย แบบ สอบถามซึ่ง ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา ( IOC ) จากผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน ได้ความสอดคล้องของข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ ของแบบสอบถามชุดที่ 1 เท่ากับ 0 . 96 และแบบสอบถามชุดที่ 2 เท่ากับ 0 . 92 ผ่านการตรวจสอบความเที่ยง ของเครื่องมือวิจัย ( Re

อ่านต่อ

liability ) คำนวณโดยใช้สูตร สัมประสิทธ์ แอลฟาของครอนบาค ( Cronbach ’ s A lpha C oefficient ) แบบสอบถามชุดที่ 1 ได้ค่าความเที่ยง 0 . 8 7 และ แบบสอบถามชุดที่ 2 ได้ค่าความเที่ยง 0. 86 การวิเคราะห์ข้อมูลตามวิธีการทางสถิติโดยใช้คอมพิวเตอร์โปรแกรมสำเร็จรูป โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ สถิติพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติวิเคราะห์ โดยใช้สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ( Pearson Correlation Coefficient ) สรุปผลการวิจัย การวิจัย รูปแบบการอบรมแพทย์วิถีธรรมในสำนักวิปัสสนาเกษตรใหม่ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ สามารถสรุปผล การวิจัย ได้ ดังนี้ 1. ข้อมูล ส่วนบุคคลของ กลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่เพศหญิง ร้อยละ 81.67 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 97.50 มีภูมิลำเนาใ นภาคเหนือ ร้อยละ 78.33 มีอายุ 4 1 -60 ปี ร้อยละ 47.50 มีความเจ็บป่วย ได้แก่ โรคระดับทางเดินหายใจ เบาหวาน มะเร็ง ระบบทางเดินอาหาร กล้ามเนื้อและกระดูก และ อื่น ๆ ร้อยละ 82.50 2. การรับรู้ต่อรูปแบบการอบรมแพทย์วิถีธรรม ในสำนักวิปัสสนาเกษตรใหม่ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ หลังการอบรมแพทย์วิถีธรรม 9 วัน โดยภาพรวม มี การรับรู้ต่อการอบรม อยู่ในระดับ มากที่สุด ( =4 . 32 , S . D .= 0 . 39 ) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าคะแนนเฉลี่ย การรับรู้สูง ที่สุดคือ เนื้อหาสาระการเรียนรู้ มี การรับรู้อยู่ในระดับ มากที่สุด ( = 4 . 50 , S . D .= 0 . 43) รองลงมาคือ ด้าน การจัด การเรียนรู้ มี การรับรู้อยู่ในระดับ มากที่สุด ( = 4 . 44 , S . D .= 0 . 38 ) เช่นกัน ส่วนด้าน ที่มีค่าคะแนนเฉลี่ย การรับรู้ต่ำ ที่สุดคือ ด้าน การประเมินผลการเรียนรู้ การรับรู้อยู่ในระดับ มาก ( =4.11 , S . D .= 0.33 ) มีรายละเอียด ดังนี้ 2.1 ด้านเนื้อหาสาระการเรียนรู้ พบว่า โดยภาพรวมมี การรับรู้อยู่ในระดับ มากที่สุด ( =4 . 50 , S . D .= 0 . 43 ) เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า มี การรับรู้อยู่ในระดับ มากที่สุดทุกข้อ ข้อที่มีค่า คะแนนเฉลี่ยการรับรู้สูงที่สุดคือ เทคนิคข้อที่ 8 การใช้ธรรมะ ละบาป บำเพ็ญบุญ ทำใจไร้กังวล ( = 4 . 86 , S . D .= 0 . 31 ) รองลงมาคือ เทคนิค ข้อ ที่ 7 การรับประทานอาหารปรับสมดุล ( = 4 . 65 , S . D .= 0 . 59 ) ส่วนข้อที่มีค่าคะแนนเฉลี่ย การรับรู้ต่ำ ที่สุดคือเทคนิค ข้อ ที่ 5 การพอก ทา หยอด ประคบ อบอาบเช็ด ด้วยสมุนไพร ( =4.32 , S . D .= 0.36 ) 2.2 ด้าน การจัด การเรียนรู้ พบว่า โดยภาพรวมมีการรับรู้อยู่ในระดับมากที่สุด ( =4 . 44 , S . D .= 0 . 38 ) เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า ข้อที่มีค่าคะแนนเฉลี่ย การรับรู้สูง ที่สุดคือ เทคนิค ข้อ ที่ 8 การใช้ธรรมะ ละบาป บำเพ็ญบุญ ทำใจไร้กังวล การรับรู้อยู่ในระดับ มากที่สุด ( = 4 . 62 , S . D .= 0 . 42 ) รองลงมาคือ เทคนิคข้อที่ 7 การรับประทานอาหารปรับสมดุล การรับรู้อยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4 . 59 , S . D .= 0 . 35 ) ส่วนข้อที่มีค่าคะแนนเฉลี่ย การรับรู้ต่ำ ที่สุดคือเทคนิค ข้อ ที่ 9 การ รู้เพียรรู้พักให้พอดี การรับรู้อยู่ในระดับ มาก ( =4.01 , S . D .= 0.37 ) 2.3 ด้าน การส่งเสริม การเรียนรู้ พบว่า โดยภาพรวมมี การรับรู้อยู่ในระดับ มากที่สุด ( =4 . 35 , S . D .= 0 . 38 ) เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า ข้อที่มีค่าคะแนนเฉลี่ย การรับรู้สูง ที่สุดคือ เทคนิค ข้อ ที่ 4 การแช่มือแช่เท้าในน้ำสมุนไพร การรับรู้อยู่ในระดับ มากที่สุด ( = 4 . 84 , S . D .= 0 . 42 ) รองลงมาคือ เทคนิคข้อที่ 7 การรับประทานสมุนไพรปรับสมดุล การรับรู้อยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4 . 72 , S . D .= 0 . 47 ) ส่วนข้อที่มีค่าคะแนนเฉลี่ย การรับรู้ต่ำ ที่สุดคือเทคนิค ข้อ ที่ 6 การออกกำลังกาย โยคะกดจุดลมปราณ การรับรู้อยู่ในระดับ มาก ( =3.84 , S . D .= 0.29 ) 2.4 ด้าน การใช้สื่อประกอบการเรียนรู้ พบว่า โดยภาพรวมมี การรับรู้อยู่ในระดับ มากที่สุด ( =4 . 31 , S . D .= 0 . 45 ) เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า ข้อที่มีค่าคะแนนเฉลี่ย การรับรู้สูง ที่สุดคือ เทคนิคข้อที่ 8 การใช้ธรรมะ ละบาป บำเพ็ญบุญ ทำใจไร้กังวล การรับรู้อยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4 . 65 , S . D .= 0 . 34 ) รองลงมาคือ เทคนิค ข้อ ที่ 7 การรับประทานอาหารปรับสมดุล การรับรู้อยู่ในระดับ มากที่สุด ( = 4 . 61 , S . D .= 0 . 56 ) ส่วนข้อที่มีค่าคะแนนเฉลี่ย การรับรู้ต่ำ ที่สุดคือเทคนิค ข้อ ที่ 9 การ รู้เพียรรู้พักให้พอดี การรับรู้อยู่ในระดับ มาก ( =4.00 , S . D .= 0.35 ) 2.5 ด้าน การประเมินผลการเรียนรู้ พบว่า โดยภาพรวมมี การรับรู้อยู่ในระดับ มาก ( =4 . 11 , S . D .= 0 . 33 ) เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า ข้อที่มีค่าคะแนนเฉลี่ย การรับรู้สูง ที่สุดคือ เทคนิค ข้อ ที่ 8 การใช้ธรรมะ ละบาป บำเพ็ญบุญ ทำใจไร้กังวล การรับรู้อยู่ในระดับ มากที่สุด ( = 4 . 65 , S . D .= 0 . 34 ) รองลงมาคือ เทคนิค ข้อ ที่ 7 การรับประทานอาหารปรับสมดุล การรับรู้อยู่ในระดับ มากที่สุด ( = 4 . 45 , S . D .= 0 . 38 ) ส่วนข้อที่มีค่าคะแนนเฉลี่ย การรับรู้ต่ำ ที่สุดคือเทคนิค ข้อ ที่ 3 การ สวนล้างลำไส้ใหญ่หรือดีท้ อกซ์ มี การรับรู้อยู่ในระดับ มาก ( =3.45 , S . D .= 0.32 ) 3. การปฏิบัติ ตามหลักแพทย์วิถีธรรม (เทคนิค 9 ข้อ) ของผู้ผ่าน การอบรมแพทย์วิถีธรรมในสำนักวิปัสสนาเกษตรใหม่ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ หลังการอบรม 2 เดือน พบว่า ผู้เข้าอบรมการแพทย์วิถีธรรม มีการปฏิบัติตามหลักแพทย์วิถีธรรมโดย ภาพ รวม การปฏิบัติอยู่ในระดับ ปานกลาง ( = 3 . 23 , S . D .= 0 . 47 ) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ข้อที่มีค่าคะแนนเฉลี่ยการปฏิบัติสูงสุด 3 ข้อแรก คือ การใช้ธ รรมะ ละบาป บำเพ็ญบุญ เพิ่มพูนใจ ไร้กังวล มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก ( = 4 . 08 , S . D .= 0 . 25 ) รองลงมา คือ การรับประทานสมุนไพรปรับสมดุล มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก ( = 4 . 07 , S . D .= 0 . 67 ) และการรับประทานอาหารปรับสมดุล มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก ( = 4 . 04 , S . D .= 0 . 67 ) ข้อที่มีค่าคะแนนเฉลี่ยการปฏิบัติต่ำที่สุดคือ การแช่มือแช่เท้าด้วยน้ำสมุนไพร มีการปฏิบัติอยู่ในระดับน้อย ( = 2 . 18 , S . D .= 0 . 35 ) 4. ความสัมพันธ์ระหว่าง การรับรู้ และการ ปฏิบัติตามหลักแพทย์วิถีธรรม มี ความสัมพันธ์ระดับปานกลางในทางเดียวกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ( r =. 602 ) การรับรู้ต่อรูปแบบการอบรมแพทย์วิถีธรรม 5 ด้าน มี ความสัมพันธ์ระดับ สูง ในทางเดียวกัน กับ การ ปฏิบัติตามหลักแพทย์วิถีธรรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 คือ เทคนิคข้อที่ 1 การ รับประทาน สมุนไพรปรับสมดุล ( r =. 964 ) เทคนิคข้อที่ 7 การรับประทานอาหารปรับสมดุล ( r =. 919 ) เทคนิคข้อที่ 8 การใช้ธรรมะ ละบาป บำเพ็ญบุญ ทำใจไร้กังวล ( r =. 909 ) การรับรู้ต่อรูปแบบการอบรมแพทย์วิถีธรรม ทั้ง 5 ด้าน มี ความสัมพันธ์ระดับปานกลางในทางเดียวกัน กับ การ ปฏิบัติตาม หลักแพทย์วิถีธรรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 คือ ด้านเนื้อหาสาระการเรียนรู้ ( r =. 6 29 ) ด้านการจัดการเรียนรู้ ( r =. 52 6 ) ด้าน การส่งเสริม การเรียนรู้ ( r =. 581 ) ด้าน การใช้สื่อประกอบการเรียนรู้ ( r =. 596 ) และ ด้าน การประเมินผลการเรียนรู้ ( r =. 599 ) ส่วน การรับรู้ต่อรูปแบบการอบรมแพทย์วิถีธรรม 5 ด้าน มี ความสัมพันธ์ในทาง ตรงกันข้าม ในระดับ สูงกับ การ ปฏิบัติ เทคนิคข้อที่ 4 การแช่มือแช่เท้าในน้ำสมุนไพร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ( r = - . 705 ) อภิปราย ผลการวิจัย การศึกษารูปแบบการอบรมแพทย์วิถีธรรมในสำนักวิปัสสนาเกษตรใหม่ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ อภิปรายผลตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยได้ดังนี้ 1. การรับรู้ต่อรูปแบบการอบรมแพทย์วิถีธรรมในสำนักวิปัสสนาเกษตรใหม่ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ในภาพรวมอยู่ใน ระดับ มากที่สุด เมื่อพิจารณารายด้าน จาก 5 ด้าน พบว่าความคิดเห็น ในระดับมากที่สุด 4 ด้าน เรียงจากมากไปหาน้อยคือ ด้าน เนื้อหาสาระ การเรียนรู้ ด้าน การจัด การเรียนรู้ ด้าน การส่งเสริม การเรียนรู้ และ ด้าน การใช้สื่อประกอบการเรียนรู้ ส่วน ด้าน การประเมินผล การเรียนรู้ มี การรับรู้อยู่ในระดับ มาก อภิปรายได้ว่า 1 .1 ด้านเนื้อหาสาระการเรียนรู้ อภิปรายได้ว่า เนื้อหาการแพทย์วิถีธรรมที่ใช้ในการจัดอบรม เป็นเนื้อหาจากหลักสูตรการแพทย์ทางเลือกวิถีธรรมเพื่อการพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ของสำนักการแพทย์ทางเลือก กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวง สาธารณสุข ประกอบด้วย ความรู้หลักการแพทย์วิถีธรรม และเทคนิคปฏิบัติตามหลักการแพทย์วิถีธรรม 9 ข้อ คือ ( 1 ) การ รับประทาน สมุนไพรปรับสมดุล ( 2 ) การกัวซา หรือ ขูดพิษขูดล ม ( 3 ) การสวนล้างลำไส้ใหญ่หรือดีท ้ อกซ์ ( 4 ) การแช่มือแช่เท้า หรือส่วนที่ไม่สบายด้วย น้ำสมุนไพร ( 5 ) การพอก ทา หยอด ประคบ อบอา บ เช็ด ด้วย น้ำสมุนไพร ( 6 ) การออกกำลังกาย โยคะ กดจุดลมปราณ ( 7 ) การรับประทานอาหารปรับสมดุล ( 8 ) การใช้ธรรมะ ละบาป บำเพ็ญบุญ ทำใจไร้กังวล ( 9 ) รู้พักรู้เพียรให้พอ ดี ( กองการแพทย์ทางเลือก . 2549 : 40 - 42 ) ผู้ เข้าอบร มส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธ (ร้อยละ 97.50) มีความเชื่อและศรัทธาในพระพุทธศาสนา และมีภูมิลำเนาในภาคเหนือ (ร้อยละ 78.33) เคยใช้ชีวิตแบบวิถีธรรมชาติ และมีความเจ็บป่วย ร้อยละ 82.50 ต้องการแก้ไขปัญหาความเจ็บป่วย และทุกคนสมัครใจเข้าร่วมการอบรม จึงมีความตั้งใจและมีความพร้อมที่จะเรียนรู้ ส่งผลให้รับรู้เนื้อหาสาระได้ดี สอดคล้องกับลักขณา สริวัฒน์ (2549 : 50 ) ที่ กล่าวว่า องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ของบุคคล ไ ด้แก่ ( 1) ความตั้งใจ คือการเอาใจใส่ต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง การรับรู้จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ( 2) การเตรียมพร้อมที่จะรับ คือสภาพของจิตใจที่สงบและแน่วแน่ในสิ่งใด ( 3) ความต้องการ คือสภาวะจิตใจที่อยากได้สิ่งใดสิ่งหนึ่งเมื่อเป็นความอยากได้ การรับรู้ที่เกิดขึ้นก็จะมีประสิทธิผล 1 .2 ด้าน การจัด การเรียนรู้ อภิปรายได้ว่า การจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วยการบรรยายสาธิต ฝึกปฏิบัติ การเข้ากลุ่มเรียนรู้ร่วมกันเฉพาะกลุ่มโรค การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของต้นแบบที่ประสบความสำเร็จ การมอบคู่มือการอบรมซึ่งแนวทางปฏิบัติฉบับย่อและมีบทสวดมนต์ บททบทวนธรรมใช้ประกอบในช่วงสวดมนต์ในระหว่างอบรมสามารถปฏิบัติตามหลักแพทย์วิถีธรรมได้ทุกข้อ เช่น มีน้ำสมุนไพรปรับสมดุลให้ดื่มได้ตลอดวัน และมีอาหารปรับสมดุลวันละ 3 มื้อ ได้ฝึกการรับประทานอาหารตามลำดับและการเคี้ยวอาหารให้ละเอียด โดยจัดเวลารับประทานอาหารวันละ 2 ชั่ วโมง มีบริการให้แช่มือแช่เท้าด้วยน้ำสมุนไพรใต้ร่มไม้ใหญ่ตามความสมัครใจ ผู้เข้าร่วมอบรมมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรม มี บรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ให้ผู้เข้าอบรมได้อยู่ในกระบวนการเรียนรู้ตลอดเวลา สอดคล้องกับสมปอง จันทคง (2553 : 21 ) กล่าวว่า การสอนและการเรี ยนรู้มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน เป้าหมายของการสอนคือ การมุ่งให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี ดังนั้นเพื่อให้การสอนบรรลุตามเป้าหมาย ผู้สอนต้องจัดการสอนอย่างมีกระบวนการ และให้ครบองค์ประกอบการสอน อันได้แก่ การตั้งจุดประสงค์ การ สอน การก ำ หนดเนื้อหา การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน การใช้สื่อการสอน และการวัดผลประเ มินผล นอกจากนี้ผู้สอนควรได้ค ำ น ึ งถึงหลักพื้นฐานในการสอน ลักษณะการสอนที่ดี และปัจจัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดจนรู้จักใช้หลักการสอนให้สอดคล้องกับหลักการเรียนรู้ ก็จะช่วยให้การเรียน การสอนประสบผลส ำ เร็จได้ตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตร สอดคล้องกับสุมิตร คุณานุกร (25 4 3 : 23 ) กล่าวว่า การจัดการเรียนการสอนเป็นกระบวนการจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาไปตามเป้าหมายที่หลักสูตรต้องการ การจัดสภาพแวดล้อมด้านการเรียนการสอนเป็นการสร้างปฏิสัมพันธ์ บรรยากาศในการเรียนการสอน เพื่อให้ผู้เรียนได้ประสบการณ์ที่มีคุณภาพและสามารถนำความรู้ไป ปฏิบัติ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ สอดคล้องกับอาภรณ์ ใจเที่ยง (2546 : 2) อธิบายความหมาย ของการสอนไว้ว่า การสอนเป็นกระบวนการปฏิสัมพันธ ์ระหว่างผู้สอนกับผู้เรียนเพื่อท ำ ให้ผู้เรียนเกิดการเปลี ่ ยนแปลงพฤติกรรม ตามจุดประสงค์ที่ก ำ หนด ซึ่งต้องอาศัยทั้งศาสตร์และศิลป์ ของผู้สอน 1.3 ด้าน การส่งเสริมการ เรียนรู้ อภิปรายได้ว่า การอบรมมีกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ เน้นการฝึกปฏิบัติ เช่น การบำเพ็ญบุญตามฐานต่าง ๆ โดยหลังการให้ข้อมูลประโยชน์ของการบำเพ็ญกุศล ที่ จะช่วยให้ลดโรคและป้องกันเรื่องร้ายจากผลของกุศลที่ได้ทำ จากนั้นได้ให้โอกาสได้ทดลอง ปฏิบัติ เช่น เรียนรู้ ด้วยการปฏิบัติในฐาน การจัดการขยะ การทำน้ำสมุนไพร การทำกสิกรรมไร้สารพิษตามศาสตร์พระราชา การทำอาหารสุขภาพ การทำความสะอาดสถานที่อบรมและห้องน้ำ ให้ตนเองและผู้อื่นได้ใช้ประโยชน์ เป็นต้น แนวคิดการจัดกิจกรรมส่งเสริมเรียนรู้เน้นการปฏิบัติ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้จากการกระทำ สอดคล้องกับ อุไร จุ้ยกำจร (2557 : 28 ) กล่าวว่า การสอนเป็นวิธีการใด ๆ ก็ตามที่ ผู้สอน น ำ มาใช้โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ ผู้ เรียนเกิดการเรียนรู้ เรียกได้ว ่ าเป็นการสอนท ั้ง สิ้นและการสอนจะต้องอาศัยการปฏิสัมพันธ์ระหว ่ างผู้สอนและผู้เรีย นอย่างต่อเนื่องและเป็นลำดับขั้นตอนจน ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม การสอนต้องเกิดจากการมีส่วนร่วมในกิจกรรม การร่วมมือก ั น และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ก ัน 1.4 ด้าน การใช้สื่อประกอบการเรียนรู้ อภิปรายได้ว่า การจัดการอบรมแพทย์วิถีธรรม ใช้สื่อบุคคลเป็นหลักคือผู้บรรยายและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่สำเร็จของจิตอาสา มีทีมสื่อทำหน้าที่ ด้านสื่อโดยเฉพาะ ใช้เทคโนโลยีทันสมัย ถ่ายทอดสดการจัด อบรมออนไลน์ ผู้บรรยายหลักคือ ใจเพชร กล้าจน ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม มีทักษะในการเป็นผู้อธิบายธรรมะยาก ๆ ให้เข้าใจ ได้ง่ายรวมทั้งจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมเป็นสื่อบุคคลที่ดีและเป็นแรงบันดาลใจรวมทั้งการฝึกปฏิบัติกับสื่อที่เป็นของจริงและเหตุการณ์จริง ทำให้ผู้เข้าอบรมได้มั่นใจว่าสามารถทำด้วยตนเองได้ สอดคล้องกับข้อคิดเห็นของผู้เข้าอบรมว่า “ ได้ประสบการณ์จากชีวิตจริง ที่เป็นสื่อบุคคลมาเล่าประสบการณ์ มีเหตุมีผล น่าเชื่อถือ ประทับใจจิตอาสา ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เป็นแบบอย่างที่ดี ” ขณะเดียวกันการฟังการบรรยายธรรมะยังสามารถติดตามฟังได้ MP3, หรือเรียนรู้จากสื่ออื่น ๆ เช่น หนังสือ MP3 , ซีดี, อินเตอร์เน็ต จึงเป็นการใช้สื่อและอุปกรณ์การเรียนรู้ที่เหมาะสมและทันสมัย สอดคล้องกั บณรงค์ กาญจนะ (2553 : 24) กล่าวว่า สื่อและวัสดุอุปกรณ์การสอนเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้การเรียนการสอนดำเนินไปด้วยดี การสอนที่มีการใช้วัสดุ อุปกรณ์ประกอบการเรียนนอกจากจะทำให้นักเรียนเห็นความเป็นรูปธรรมของสิ่งที่ครูสอนและเพิ่มพูนความรู้ความเข้ าใจของนักเรียนให้เด่นชัดและง่ายขึ้น สอดคล้องกับบุญชม ศรีสะอาด (2541 : 20 ) ได้กล่าวว่า การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ เพื่อมุ่งให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ จากการใช้เนื้อหาเป็นสื่อมีหลายแบบ เช่นแบบใช้กิจกรรม เป็นแบบที่มุ่งให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติด้วยตนเอง เพื่อเอื้อให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล 1.5 ด้าน ประเมินผลการเรียนรู้ อภิปรายได้ว่า การอบรมแพทย์วิถีธรรม มีการประเมินผลระหว่างอบรมโดยการสอบถามหลังการบรรยาย การสังเกตการณ์ปฏิบัติของผู้เข้าอบรมระหว่างฝึกปฏิบัติ เช่น สังเกตการทำโยคะหรือการกดจุดว่าผู้เข้าอบรมส่วนใหญ่ปฏิบัติถูกต้องหรือไม่ เมื่อพบว่าไม่เข้าใจก็ช่วยปรับแก้ไขทันที หรือจัดเข้ากลุ่มเพื่อทบทวนความเข้าใจและเปิดโอกาสให้สอบถาม รวมทั้งบริการให้คำปรึกษาเพื่อช่วยตอบคำถามที่ผู้เข้าอบรมยังไม่เข้าใจชัดเจน ในระหว่างการอบรม ผู้เข้าอบรมจึงอาจไม่เห็นภาพการประเมินผลการเรียนรู้ที่ชัดเจน แต่หลังการอบรมมีการประเมินผลการปฏิบัติตามหลักแพทย์วิถีธรรมของผู ้เข้าอบรมในแบบสอบถามสอดคล้องกับ สุวิมล ว่องวานิช และนงลักษณ์ วิรัชชัย ( 2541 : 58 - 60 ) ได้กล่าวถึงแนวคิดเกี่ยวก ั บการประเมินว ่า แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ การประเมินเพื่อตัดสินคุณค่าของสิ่งที่มุ่งประเมิน ( Judgmental E valuation ) ซึ่งเป็นแนวคิดที่ได้รับการยอมรับก ั นในปัจจุบันอีกกลุ่มหนึ่ง คือ การประเมินเพื่อแสวงหาสารสนเทศที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจ ( Decision - B ased E valuation ) ด ำ เนินการต่าง ๆ ซึ่งเป็นประโยชน์ ส ำ คัญ ยิ่ง ของการประเมินที่ช ่วย ให้การตัดสินใจเกิดขึ้นอย ่ างมีเหตุผล สอดคล้องกับ ศิริชัย กาญจนวาสี ( 2545 : 10 - 11 ) ได้กล่าวถึงวิธีการประเมินแบ่งออกได้ 2 วิธีการใหญ่ ๆ ดังนี้ (1) วิธีเชิงระบบ ( Systematic A pproach ) จะใช้แนวทางปรนัยนิยม ( Objectivism ) ( 2 ) วิธีเชิงธรรมชาติการประเมิน ด้วยวิธีเชิงธรรมชาติ ( Naturalistic A pproach ) จะใช้แนวทางอัตนัยนิยม ( Subjectivism ) การประเมิน อยู่บนหลักการของวิธีการด ำ เนินงาน ที่ยืดหยุ่น นักประเมินจะก ำ หนดมาตรฐานหรือเกณฑ์ในการตัดสินคุณค่าขึ้นเองตาม เหตุผลของตน และรวบรวมข้อมูลสารสนเทศอย่างครอบคลุมตามสภาพธรรมชาติ และใช้ความรู้ ความเชี่ยวชาญของผู้ประเมินเป็นเกณฑ์ในการสรุปผล 2. การปฏิบัติตามหลักแพทย์วิถีธรรม ของผู้ผ่านการอบรมแพทย์วิถีธรรม ในสำนักวิปัสสนาเกษตรใหม่ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ประเมินผล หลังการอบรม 2 เดือน ผล การปฏิบัติตามหลักแพทย์วิถีธรรมของผู้ผ่านการอบรมแพทย์วิถีธรรม ในสำนักวิปัสสนาเกษตรใหม่ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ โดย ภาพ รวมอยู่ในระดับปานกลาง อภิปรายได้ดังนี้ 2.1 การรับประทานสมุนไพรปรับสมดุล พบว่า การปฏิบัติอยู่ในระดับมาก โดย ทำน้ำสมุนไพร ปรับสมดุลด้วยการคั้นหรือปั่นมากที่สุด ดื่มก่อนอาหารหรือเมื่อท้องว่างหรือเมื่อไม่สบายระดับมาก เนื่องจาก สมุนไพรที่นำมาใช้ทำน้ำสมุนไพรสำหรับดื่ม เป็นพืชที่หาได้ง่าย เช่น ย่านาง ใบเตย หยวกกล้วย เป็นต้น ผู้เข้าอบรมส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในภาคเหนือ (ร้อยละ 78.33) ในพื้นที่มีพืชสมุนไพรหลากหลายชนิดและหาได้ง่าย จะใช้ชนิดเดียวหรือหลายชนิดก็ได้ วิธีการทำน้ำสมุนไพรทำได้ง่ายโดยการคั้น ขยี้ ปั่นหรือโขลก มีประโยชน์ต่อร่างกาย ส่งผลให้อาการเจ็บป่วยทุเลาหรือดีขึ้น สอดคล้องกับการศึกษาของวนิดา นิเวศน์มรินทร์ ( 2556 : 275) เรื่อง ภาพลักษณ์ ของเครื่องดื่มสมุนไพรไทยกับ การตัดสินใจซื้อ ของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร พบว่ากลุ่มตัวอย่าง ให้ความส ำ คัญมากที่สุด คือ ความเชื่อมั่นว่าเครื่องดื่มสมุนไพรไทยท ำ ให้สุขภาพดีขึ้น และล ำ ดับรองลงมา คือ ความมั่นใจใน คุณภาพของเครื่องดื่มสมุนไพรไทย สอดคล้องกับพัชรี สุวรรณเก ิ ด ( 2556 : 3 ) ศึกษา พฤติกรรมการบริโภคน้ำสมุนไพรผสมว่านหางจระเข้ของนักศึกษา ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ดื่มน้ำสมุนไพรผสมว่านหางจระเข้ด้วยเหตุผลคือ เพื่อสุขภาพ และซื้อบริโภคด้วยความชอบส่วนตัว เฉลี่ยดื่ม 3 ครั้งต่อสัปดาห์ในปริมาณ 250 ซีซีต่อการดื่มแต่ละครั้ง 2.2 การกัวซาหรือขูดพิษขูดลม พบว่า การปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลาง เนื่องจาก การกัวซาเป็นการระบายพิษออกจากร่างกาย ในสภาพร่างกายปรกติหรือเมื่อมีอาการไม่สบาย มีการ เตรียม อุปกรณ์และสมุนไพรสำหรับการทำกัวซา และแปลผลหรือบอกอาการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย หลังการกัวซา ช่วยบรรเทาอาการไม่สบาย เช่น เจ็บปวดกล้ามเนื้อ สอดคล้องกับการศึกษาของ ใจเพชร กล้าจน ( 2553 : 65 ) พบว่า การกัวซามีประสิทธิภาพในการลดอาการปวดกล้ามเนื้อและลดปัญหาสุขภาพ สอดคล้องกับ ธีระศักดิ์ วัณนาวิบูล ( 2554 : 13 ) กล่าวว่า การกัวซา เป็นวิธีการรักษาโรคของชาวจีนที่สืบทอดจากบรรพบุรุษเป็นเวลาหลายพันปีมาแล้ว โดยนำอุปกรณ์ที่สามารถหาได้ทั่วไป เช่นก้อนหิน ถ้วยชาม เหรียญโลหะหรือช้อน มาจุ่มเหล้าหรือน้ำ แล้วขูดบริเวณผิวหนัง เพื่อกระตุ้นระบบหมุนเวียนโลหิตให้ดีขึ้น ทำให้อาการปวดบริเวณดังกล่าวหาย หรือมีสุขภาพแข็งขึ้น สอดคล้องกับวิไลวรรณ คงศักดิ์ ( 2555 : บทคัดย่อ ) กล่าวว่า การนวดบำบัดด้วยกัวซา คือการบำบัดแบบแผนโบราณของจีน กัวซาเป็นที่รู้จักแพร่หลายมานาน นับพันปี การน วดบำบัดแบบกัวซาทำได้ทุกที่ ทุกเวลา ตามที่ต้องการ และเกิดผลจริง เพียงใช้แผ่นกัวซา ขูดตั้งแต่ศีรษะถึงเท้า จะช่วยให้เลือดหมุนเวียนได้ดีขึ้น ทำให้สุขภาพแข็งแรง แก้ปัญหาอาการปวดเมื่อย ปวดหลัง ปวดเอว และปวดศีรษะได้ดี 2.3 การสวนล้างลำไส้ใหญ่ (ดีท ้ อกซ์) พบว่า การปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลาง โดยมี การเตรียมอุปกรณ์และสมุนไพรสำหรับสวนล้างลำไส้ใหญ่ ทำการสวนล้างลำไส้ใหญ่ในสภาพร่างกายปรกติหรือเมื่อมีอาการไม่สบาย และการประเมินผลร่างกายหลังการทำสวนล้างลำไส้ใหญ่ เนื่องจากการสวนล้างลำไส้ใหญ่เป็นการระบายพิษจากร่างกายอีกช่องทางหนึ่ง ผู้สอนแนะนำให้เลือกปฏิบัติ ตามสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล เช่นทำทุกวัน ทำวันเว้นวัน หรือทำเมื่อมีอาการไม่สบาย สอดคล้อง กับ เทวัญ ธานีรัตน์ และวีรพงศ์ ชัยภัค ( 2552 : 1 - 2 ) ศึกษาเรื่องการสวนล้างลำไส้ใหญ่ กล่าวว่า การสวนล้างลำไส้เป็นวิธีการหนึ่งในกระบวนการล้างพิษของการแพทย์ทางเลือก ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ เป็น กระบวนการขับสารพิษออกจากร่างกาย ได้แก่ ( 1 ) E xotoxins พิษที่ มาจากภายนอก เช่น อาหาร คลื่น รังสีต่าง ๆ และจากมลภาวะ ที่เราสัมผัสหรือ หายใจเข้าไป ( 2 ) E ndotoxin s เป็นของเสียเกิดจาก กระบวนการเมตาบอลิซึมของร่างกาย ภายในเอง หรือจากการขาดการออกกำลังกาย และ การมีความเครียด ของเสียดังกล่าวที่ออกมาทางท่อน้ำดี จะถูกขับออกทางลำไส้ใหญ ่ ซึ่งการสวนล้างลำไส้จะกระตุ้นตับให้ทำงานดีขึ้น และยังช่วยให้ของเสียดังกล่าวถูกขับออกไปอย่างรวดเร็ว ไม่ตกค้างแล้วถูกดูดกลับเป็นอันตรายต่อร่างกายอีกต่อไป ประกอบกับผู้เข้า อบรมส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 81.67) มีความเจ็บป่วย (ร้อยละ 82.50) จึงมีผลต่อการตัดสินใจในการปฏิบัติการสวนล้างลำไส้ใหญ่ 2 . 4 การแช่มือแช่เท้าหรือส่วนที่ไม่สบายด้วยน้ำสมุนไพร พบว่า การปฏิบัติอยู่ใน ระดับน้อย โดยมีการเตรียมอุปกรณ์และสมุนไพรสำหรับการแช่มือแช่เท้าหรือส่วนที่ไม่สบาย ใช้การแช่มือแช่เท้าด้วยสมุนไพรในสภาพร่างกายปรกติหรือเมื่อมีอาการไม่สบาย และประเมินสุขภาพหลังการแช่มือแช่เท้าหรือส่วนที่ไม่สบายด้วยสมุนไพร เนื่องจากการแช่มือแช่เท้าหรือส่วนที่ไม่สบายด้วยน้ำสมุนไพร ต้องมีการจัดเตรียมอุปกรณ์และสมุนไพรที่หลากหลาย จึงอาจเป็นอุปสรรคต่อการจัดหาและนำมาปฏิบัติ ในขณะที่อยู่ในค่า

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน

word1.ปก.docx
19 พฤษภาคม 2565
wordภาคผนวก.docx
6 กันยายน 2564
word01 ปก พริ้วลมบุญ.docx
15 พฤศจิกายน 2563