สื่อธรรมะพ่อครู(ญาณ 16) ตอน วรรณะ 9 กับ อวรรณะ 6.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.32 KB
วันที่แก้ไข20 มกราคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ญาณ 16) ตอน วรรณะ 9 กับ อวรรณะ 6 _น้ำมนต์...วรรณะ 9 กับ อวรรณะ 6 แตกต่างกันอย่างไรคะหลวงปู่ พ่อครูว่า...วรรณะ 9 เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ9 ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) ในหลวงร.9 เอาคำว่า ใจพอมาใช้ เป็นเศรษฐกิจพอเพียง คือเศรษฐกิจใจพอเศรษฐกิจมีความพอ ทุกวันนี้ใจคนพอไม่เป็นไม่มีความพอ มีแต่ความตรรกะได้มากเท่าไหร่ก็เอา ยิ่งจะหลงระเริงได้มากๆๆ ไม่เคยพอ เช่น เราหาเงินได้ ยังเหลืออีกเท่านี้พอแล้ว ถ้าเราทำได้มากกว่านี้ก็ทำ แต่สะพัดออกไป ถ้าคนทำเช่นนี้ได้เศรษฐกิจเจริญ ชาวอโศกเป็นคนพัฒนาเศรษฐกิจได้มาก แล้วทำตนช่วยประเทศชาติให้มีเศรษฐกิจดีที่สุดเพราะมาเป็นคนจนมาเป็นคนไม่สะสมเป็นคนใจพอ มีน้อยๆก็พอ จนกระทั่งในชาวอโศก 0 บาทก็พอทำงานฟรีไม่ต้องมีรายได้เลยอยู่สบาย มันเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งที่สูงส่ง ในสังคมในความเป็นมนุษย์โลกแล้วมันเป็นไปได้ไม่ได้พูด โก้ๆ พูดสัจธรรมพูดความจริงว่าคนมาทำเช่นนี้ได้ยาก สันโดษ เป็นคนใจพอแล้วเป็นคนขัดเกลาสัลเลขะขัดเกลา กายกรรมที่ไม่ดี มันบกพร่อง วจีกรรมตนเอง ปรับปรุง จิตตนเองไม่ดีก็ขัดเกลา ธูตะด้วยศีล ด้วยข้อกำหนดที่พระพุทธเจ้ากำหนดมาเป็นลำดับ ศีลที่ปฏิบัติได้แล้วไม่เคร่ง ศีลที่ยังปฏิบัติไม่ได้แล้วตั้งใจปฏิบัติให้เคร่ง ศีลข้อที่ 1 คนทำไม่ไหวก็เคร่ง ศีลข้อที่ 2 คนทำไม่ไหวก็จะเคร่ง แต่เมื่อปฏิบัติได้แล้วก็ไม่เคร่ง คือธูตะ ทำให้ศีลเป็นสามัญปกติทำตนเองบรรลุธรรม ปาสาทิกะคือ เป็นผู้ที่ปฏิบัติแล้วขัดเกลากายวาจาใจได้ด

อ่านต่อ

ีแล้วพัฒนาดีแล้ว มันถึงมีอาการที่น่าเลื่อมใส อาการทางกายวจี โดยเฉพาะที่ใจก็น่าเลื่อมใส อย่างเช่นอาตมา คนเลื่อมใสเพราะอาการทางใจอาตมาน่าเลื่อมใสมาก แต่คนไม่รู้ไม่เข้าใจก็ไม่ค่อยเลื่อมใสเพราะไม่เข้าใจอาตมาไม่รู้ใจอาตมา เข้าใจใจอาตมาไม่ได้ กายกรรมของอาตมาอาจจะบกพร่องมีข้อด้อยเยอะ แต่ใจสูงส่ง พูดเหมือนยกตน แต่ไม่ได้มีจิตอยากอวดโอ่สาเฐยจิตอยากอวดโอ่ ไม่มี นี่พูดความจริงเป็นสัจจะ อาตมารู้ว่ากิเลสนี้คืออะไรแล้วอาตมาไม่มีอย่างแข็งแรงด้วย คนที่ฟังอย่างมีปัญญาดีจะเข้าใจได้รับประโยชน์ เป็นคนมีธูตะ ปาสาทิกะ ไม่สะสมเงินทองกองกิเลสไม่สะสมอะไรอีกแล้ว ข้าวของข้างนอกไม่สะสมภายในก็ไม่สะสมกิเลสอีกแล้วหมด 0 เป็นอปจยะ และเป็นคนยอดขยันวิริยารัมภะ ปรารภความเพียร ใครเห็นก็เป็นคนที่ขยันหมั่นเพียรตลอดเวลาไม่เป็นคนเฉื่อยแฉะ ไม่เป็นคนที่ปล่อยเวลาเปล่าแต่เป็นคนที่ปรารภความเพียรขยันหมั่นเพียรทำงานเสมอ ไม่ทรมานตนด้วย รู้จักการเพียรรู้จักการพัก นี่เป็นวรรณะ 9

ส่วน อวรรณะ 6 มี 1. เลี้ยงยาก (ทุพภระ) 2. บำรุงยาก (ทุปโปสะ) 3. มักมาก (มหัปปิจฉะ) 4. ไม่รู้จักพอ (อสันตุฏฐิ) 5. เกียจคร้าน (โกสัชชะ) 6. คลุกคลีหมู่คณะ(คลุกกองกิเลส) (สังคณิกา) (พตปฎ. เล่ม 1 ข้อ 20) ตรงข้ามกับ วรรณะ 9 สังคนิกะคือคลุกคลีกับสวรรค์ พยัญชนะตรง แต่เขาไปแปลว่า ไปคลุกคลีกับคณะ สังสัคคะหรือสังคณิกะ คือแทนกันได้ไวยพจน์กัน คือไม่ปรุงแต่งสวรรค์ไม่ปรุงแต่งกับคณะคือกองกิเลส สัคคะคือสวรรค์ ผู้ที่ไม่มีสวรรค์ไม่เอาสวรรค์ ไม่ปรุงแต่งสวรรค์คืออะไร อรหันต์ไม่มีสวรรค์ไม่มีนรก ผู้ที่ยังมีสวรรค์ก็ต้องมีนรก เพราะสวรรค์กับนรกเป็น dualism สวรรค์นรกคือเหรียญสองด้านคือคู่หู สวรรค์นรกคือ เทวะ แยกกันไม่ได้ ชาวเทวนิยมคือผู้ที่ตีเทวไม่แตก แต่ศาสนาพุทธนั้นตีแตกสวรรค์นรก ตีแตกธรรมะ 2 ไม่ยึดติดธรรมะ 2 ทำให้เป็นธรรมะ 1 ธรรมะศูนย์ได้จึงมีนิพพาน แล้วก็อนุโลมอยู่กับธรรมะ 2 อยู่กับธรรมะ 1 อยู่กับธรรมะ 3 4 5 6 7 8 9 จนถึง Infinity ได้ เพราะยังจิตให้อยู่ในอำนาจได้ เป็นเรื่องสูงสุดทางด้านจิตวิญญาณ

แต่เขาไปแปลว่าไปคลุกคลีกับหมู่คน เขาก็ไม่ให้คลุกคลี ปลีกเดี่ยวไป แต่เขาเข้าใจเช่นนั้นไม่ถูกต้อง ของพุทธนั้น ไม่ว่าจะคลุกคลีอยู่กับหมู่ชนแต่จิตของคุณไม่มีกิเลสไม่มีเพื่อน 2 ศาสนาพุทธเป็นศาสนาสังคมเป็นศาสนาไม่ปลีกเดี่ยว การปลีกเดี่ยวนั้นไม่ทำให้เป็นอรหันต์ได้หรอก พยัญชนะกับสภาวะนี้เป็นสภาพสิริมหามายา ก็ยืนยัน ไม่มีอะไรดีเท่าเอาอย่างอาตมานี่แหละ เป็นพระอรหันต์เป็นโพธิสัตว์เป็นผู้ยืนยันสิ่งที่ถูกต้อง อยู่กับหมู่คณะนี้โดยไม่หนีจากคณะ แต่จิตอสังคณิกะ คือจิตอาตมาอิสระเสรีโดดเดี่ยวไม่มีอะไรมาปรุงแต่งให้เกิดกิเลสในจิตได้ ให้เกิดความเลอะเทอะในจิตได้ อย่างนิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) “นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปัง” 620114_รายการสำมะปี๋ซี่วิต บ้านราชฯ ครั้งที่ 34

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน