อภิภายตนสูตร ตอนที่ 1.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์14 KB
วันที่แก้ไข10 พฤษภาคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

อภิภายตนสูตร ตอนที่ 1 _พ่อครูว่า... เข้าสู่ อภิภายตนะ 8 อายตนะ 8 มันเป็นขั้นแอดวานซ์ ขั้นเจริญเกินกว่าอายตนะ 1 อายตนะ 6 คนเราธรรมดามีอายตนะ 1 คือ มี 2 อย่างรูปนาม สัมผัสกัน กระทบกัน ทำไมต้องกำกับว่ารูปนาม ต้องมีนาม ถ้าพลังงานทางฟิสิกส์ พลังงาน 2 หน่วยซึ่งไม่ใช่นาม ไม่ใช่ชีวะด้านจิตนิยามกระทบกัน มันก็เป็นพลังงานทางฟิสิกส์ ความร้อนแสงเสียงแม่เหล็กไฟฟ้า ตามที่ไอน์สไตน์ได้สูตร E = MC 2 แต่ของอาตมานั้น E = C(mc 2 + A) ผู้ที่ติดตามศึกษาไปนานอีก จะถึงร้อยปีหรือเปล่ากว่าจะเข้าใจเรื่องนี้ ซึ่งแต่ก่อนนี้อาตมาเคยพูดแต่แค่ E = MC 2 + A พูดตั้งแต่ไปบรรยายธรรมะที่ หอประชุมคณะแพทย์ศาสตร์ โดยตั้งชื่อเรื่องว่า แพทย์ศาสตร์เป็นเดรัจฉานวิชา โอ้โห! มากันตรึม แน่นห้อง นักศึกษาแพทยศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ ไปฟังบรรยายเต็มห้อง ถ้าหากบรรยายแล้ว เขาไม่รู้เรื่องด้วย อาตมาตายเลย หาว่าของเขาเป็นเดรัจฉานวิชา เขาก็เข้าใจเดรัจฉานวิชาอย่างที่เขาเข้าใจ เข้าใจง่ายๆว่ามันเป็นวิชาของสัตว์เดรัจฉาน ซึ่งมันไม่ใช่ มันเป็นวิชาที่ไม่พาไปนิพพาน มันขวางทางนิพพาน จะว่าเป็นสัตว์ก็ไม่ผิด ถ้าขยายความ อาตมาก็ขยายความ สัตว์มันจะไปเรียนรู้ได้ยังไง มันเป็น อเวไนยสัตว์ ไม่ใช่เป็นเวไนยสัตว์ ที่เป็นสัตว์ที่สอนได้โดยเฉพาะโลกุตรธรรม เมื่อไม่รู้เรื่องโลกุตรธรรมก็ไม่มีนิพพาน มันจึงได้ขวางทางนิพพานหมด เรื่องที่ยังไม่ถึงขั้นโลกุตระ ยังไม่ถึงขั้นปัญญาที่แท้จริง เพราะฉะนั้นเรื่องของอายตนะ 1 แล้วก็มีอายตนะ 6 ก็เป็นธรรมดาของทุกคน เมื่อผู้ที่เป็นอภิภู มีภูมิธรรมครอบงำสิ่งเหล่านี้ได้หมด อภิภู หมายถึง ผู้ใดที่มีภูมิรู้ขั้นนี้ก็ผู้นั่นแหละคือผู้ยิ่งใหญ่อย่างเอกอุ มีความรู้อย่างเอกอุ อุ นี้ย่อมาจากอุดมหรืออุตระ หรืออุดร หรือ อุตตริมน

อ่านต่อ

ุสสธรรม มีความรู้ขั้นอุตตริมนุสสธรรม อุดม ผู้ที่มีภูมิรู้ถึงขั้นอุตริมนุสธรรมหรือขั้นโลกุตระ โลกุตระจึงมีขีดมีขั้นความสามารถของผู้ที่มีอภิภูหรือมีอภิภายตนะข้อที่ 1 เมื่อกระทบสัมผัสอะไรแล้วจะมีความพร้อมจะมีธาตุรู้ จะรู้ มีสัญญากำหนดหมายสำคัญหมาย รู้ ในรูป รูปคือ สิ่งที่ถูกรู้ รู้รูปในภายใน รูปที่เกิดในภายในจิต ถูกรู้อยู่ภายใน เห็นรูปในภายนอก รู้อยู่ภายในและเห็นรูปอยู่ภายนอกด้วย ไม่ได้หลับตา ไม่ได้ปิดหู ไม่ได้ปิดจมูก ลิ้นกายไม่ได้ปิดทวาร ทำงานปกติสามัญเต็มร้อย เห็นคู่เลย พร้อมกัน ถ้าหลับตาเสีย ไม่มี ตาหูจมูกลิ้นกาย ก็ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ได้รส ไม่ได้สัมผัส ยิ่งไปจมอยู่ข้างในอย่างเดียว มีแต่ในภายใน ก็ไม่รู้เรื่อง พวกหลับตาสมาธิจึงเป็นคนปิดประตูที่จะมีนิพพาน ก็มันไม่บริบูรณ์ มันเป็นจิตอยู่ในภวังค์ เป็นสัมภเวสีอยู่ที่ตัวเอง จะนึกจะคิด นึกถึงอดีต นึกถึงอนาคต จะฟุ้งซ่านจะเป็นนิรมาณกายอย่างไรๆๆๆ ก็เพ้อพกไปได้เองสารพัด ฟุ้งซ่านไปได้เต็มที่ เพราะคุณตัวคนเดียวและก็ไม่มีใครรับรอง เพราะฉะนั้น คนที่นอนหลับ จิตอยู่ในภวังค์ มันก็เป็นสัมภเวสีไปคนเดียว ไปเดี่ยวๆ แม้ คุณออกจากร่างแล้ว ตายไปแล้วเป็นจิตสัมภเวสี ยังหาร่างเกิดไม่ได้ คุณก็อยู่ในภพของคุณเป็นอย่างนั้นแหละ เพราะฉะนั้น ถ้าจิตของคุณไม่ดี คุณก็มีนรก ถ้าจิตคุณดี หลงไม่ดี เป็นนรกชั่ว หลงดีก็เป็นสวรรค์ ศาสนาพุทธ รู้ว่าดีทำดีได้ เหมือนโลกียะทำดีที่สุด โลกุตระก็ทำดีที่สุดได้เหมือนกันเพราะมันเป็นโลกีย์ ส่วนโลกุตระนั้นไม่ใช่แค่ดีชั่ว เป็นเรื่องของสุขทุกข์ แต่มันเป็นความสุขความทุกข์ แค่นี้ก็ไม่ใช่เข้าใจได้ง่ายในเรื่องโลกุตระ โลกียะยังบื้อ สุขทุกข์ดีชั่ว เขาบอกว่าสุขก็ดี ทุกข์มันก็ชั่ว ดึงเอาความสุขความทุกข์มาเป็นอันเดียวกับดีความชั่ว ซึ่งไม่ใช่ สุขทุกข์เป็นเรื่องของโลกุตระ ดีชั่วเป็นเรื่องของโลกียะ แค่นี้ก็ไม่ใช่ง่าย เพราะเขาไม่รู้ เขาหลงสนิทติดอุปาทานอยู่ในสุข เป็นสุขนิยม เป็นเทวนิยมทั้งหลายทั้งหลายทั้งปวงเป็นพวกสุขนิยม เป็นความสุขเที่ยง แต่มันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ แต่เขาไม่รู้ว่าทุกข์คืออะไร ผู้ที่รู้ทุกข์คือผู้ที่เป็นอาริยะ จึงเรียกว่าทุกข์อริยสัจ เป็นสัจจะขั้นอริยะ อริยบุคคลเท่านั้นที่จะรู้ทุกข์ ไม่ใช่อาริยะชนรู้ทุกข์ไม่ได้ ถูกครอบงำและหลงอยู่กับความสุข สุขัลลิกะ อัลลิกะ คือ เป็นความเก้เป็นความปลอมซึ่งคุณก็ไปหลงอยู่ในสุข ความสุขก็เป็นมายาความทุกข์ก็เป็นมายา สุขก็มายา มันเป็นอนัตตาทั้งคู่ พระพุทธเจ้าทำให้มันหมดตัวตนได้ในความสุขความทุกข์ ทำได้ตั้งแต่เป็นๆ เป็นพระอรหันต์ ผู้หมดสุขหมดทุกข์ มีปัญญาเข้าใจ ทำได้ ไม่ใช่ไปกดข่มแล้วนึกว่าตัวเองได้ เป็นสมถะ มันอทุกขมสุขแบบสมถะได้ก็มี เขาก็ทำกันพวกนั่งหลับตา โดยไม่ได้ล้างเหตุคือไม่รู้จักกิเลสไม่ได้ทำกิเลสให้ดับสนิทจนถาวร ดับจนกระทั่งกิเลสไม่ฟื้น ขึ้นมาอีกเขาทำได้ เพราะฉะนั้นอายตนะนี่คือ ผู้ที่นอกจากจะรู้แล้วก็ทำได้แล้ว เจริญแล้ว จึงรู้จักการปรุงแต่ง หรือการเป็นจิตขั้นที่จะเกิดอายตนะต่างๆที่เจริญขึ้นไปเรื่อยๆ ตั้งแต่อายตนะ 1 จนถึงอายตนะ 8 อายตนะข้อแรกขยายความสรุปว่า อย่างน้อยมันมี 1. รู้จากภายในและเห็นภายนอกด้วยกันทั้ง 2 อย่าง 2. รู้รายละเอียดของสิ่งที่เรียกว่า ปริตตัง เล็ก นิด น้อย ขั้น บริวาร เรียกว่า ปริตตัง แล้วก็ยังแยกออกอีกว่า มันเป็นขั้นชั้นของความสูงหรือความต่ำ ความต่ำเรียกว่า ทุพรรณะ ความสูงเรียกว่า สุพรรณะ พรรณะ เขาแปลว่า ผิว ก็ได้ ผิวสะอาด ผิวผ่อง ถ้าในเข้าไปขั้นเป็นนามธรรมเรียกว่า ขั้น ชั้น วรรณะ อย่างเช่น วรรณะ 9 ทุวรรณะ 6 เป็นต้น จะรู้พร้อมกันไปหมดเลยทั้งภายนอก เห็นรูปภายในแล้วก็เห็นภายนอก มีรูปภายในและก็เห็นรูปภายนอก แล้วก็เห็นสิ่งที่ เล็กละเอียด ปริตตัง จะใช้ว่าละเอียดหรือหยาบก็แล้วแต่ เรียกว่า ขั้นต้น แล้วก็มีขั้นชั้นดีกว่านี้อีกหรือไม่ดี พร้อมกันอยู่ แล้วก็มีการครอบงำหรือมีอิทธิพลอยู่เหนือสิ่งเหล่านั้นด้วย อยู่ในมือ เป็นพระเจ้าเป็นพลังงานจัดการให้เป็นอย่างนี้ได้ด้วยตนเอง ทำเองหมด (นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ) สู่แดนธรรม... อภิภายตนสูตร หลักเกณฑ์ พ่อครูว่า... จะเอาที่ไหนมาพูด จะเอาที่ไหนมาสอน จะเอาที่ไหนมาอธิบาย ก็พระพุทธเจ้ามีพระสัพพัญญุตญาณรู้จริงอันนี้หมดก็เอามาขยาย อาตมาเป็นพระสาวก เป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 อาตมามีภูมิอันนี้จริง โดยไม่ได้เอามาจากใคร ไม่ได้ท้าทายไม่ได้อวดเบ่ง ก็มีใครจะพูดอย่างอาตมาได้ แล้วอาตมายืนยันว่าอาตมาเป็นไก่ตัวพี่อยู่ในยุคนี้ ยังไม่มีคนที่สอง เท่าอาตมา หรือสูงกว่าอาตมา ก็ยังบอกเลยว่าใครเป็นโพธิสัตว์ที่เป็นพี่อาตมามาพบกันหน่อย มาช่วยกันหน่อย ไปอยู่ไหน คนที่เป็นพี่จริงๆ ให้น้องพูดอยู่คนเดียวได้อย่างไร พูดไปอยู่ ถ้าโพธิสัตว์จะมี อัชฌาสัยทนไม่ได้ต่อความกรุณา เห็นอาตมาทำงานเหน็ดเหนื่อย ไอแล้วไออีก สักวันไอเป็นเลือดเป็นจิวยี่ไปเลย ถ้าจะไอเป็นเลือดก็คนละอย่างกับจิวยี่ จิวยี่ช้ำอกช้ำใจตาย อาตมาชื่นอกชื่นใจ มันคนละเรื่อง อาตมาว่าอาตมาเกิดมาชาตินี้เป็นไก่ตัวพี่ ที่อธิบายถึงขั้น รูปธรรม นามธรรม ถึงขั้นนี้ ไม่มีใครหรอกที่จะอธิบายได้อย่างอาตมา ขออภัย คนฟังแล้วจะหาว่าอาตมายกตนข่มใครอีก ก็ใช่ อาตมาเป็นไก่ตัวพี่ในยุคกึ่งพุทธกาล 2,500 ปีกว่ามานี่แหละ สู่แดนธรรม... คำพูดพ่อท่านวลีนี้สุดยอด ของคำพูดของคนที่มีคุณภาพ ถ้าพ่อครูพูดไม่จริง ป่านนี้ก็คงจะหาคนอื่นมาข่ม แต่ก็ไม่มีใครเสนอคนอื่นมาเทียบ ผมว่า เขาไม่กล้านะครับ เผลอๆอาจติดตามอยู่ พ่อครูว่า... ยังไม่เกิดหิริ ไม่เกิดความละอายที่แท้จริง ทำไมต้องละอาย ที่ละอายเพราะว่าตัวเองผิด ขี้ตู่กลางนาขี้ตาตุ๊กแก มาขี้ตู่ว่า อาตมาเป็นคนต่ำ จนสุดท้ายมาเข้าใจว่าที่จริงท่านสูงเราเป็นคนต่ำ นั่นคือรู้ความจริง พอคนที่รู้ความจริงอย่างนี้แหละ ก็จะเกิดศรัทธา เกิดรู้ความจริง เกิดเป็นศรัทธาแปลว่ารู้ แปลว่าเจริญ แปลว่าเข้าใจ ว่ามีความเป็นปัญญาเข้ามาช่วยศรัทธาตัวนี้ มันรู้ความจริงขึ้นมาเลยว่า โอ้โห.. สัจจะที่ไปรู้ความจริงอันนี้ มันไม่มีอะไรกั้นว่า จะไม่รู้หรือโง่ แต่มันถล่มทลายความโง่นี่ออกไปได้จริงๆมันเป็นสัจจะ ผู้ที่เกิดความจริงนั้นที่เกิดรู้ความโง่ของตนเอง รู้ความผิดที่ตัวเองไปดูถูกดูแคลน ไปถล่มทลาย จะเอาอาตมาตาย ดูถูกกันชนิดที่ ที่แท้ตัวเองแท้ๆเป็นคนโง่ รู้ว่าตัวโง่นี้ จะละอายอย่างแรงกล้าเลย อาตมาเคยพูด ละอายอย่างแรงกล้าจนละอายไม่กล้าสารภาพต่อมนุษยชาติ ก็คงจะติดไปจนตายในชาตินี้หรือเปล่า ติดไปจนตายไปในชาตินี้ ก็คงไม่ได้ปลงอาบัติ อาบัติก็ค้างต่อไปในชาติหน้าๆๆๆ มันก็หมักหมม เสร็จแล้วตัวเองก็จะมีกรรมวิบากทำให้ตัวเอง ขออภัยอาตมาไม่ได้พยากรณ์ จะตกต่ำ ความดีกุศลที่ได้ทำในชาตินี้ ไม่คุ้มต่อการทำการไปลบหลู่ อาริยะ แล้วอาริยะระดับอาตมาระดับโพธิสัตว์ด้วย แค่อาริยะไปลบหลู่พระอรหันต์ พระอาริยะ มีโทษ 11 ประการที่พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ซับซ้อนหมุนรอบเชิงซ้อนไม่รู้กลับไปกลับมากี่ชั้น เป็นสิริมหามายา เดี๋ยวเอาหน้านี้มาใช้ เดี๋ยวเอาหน้านั้นมาใช้ กลับไปกลับมาไม่รู้กี่ชั้น แต่ตัวเองไม่เลื่อนฐานะในชาตินี้ เรียกว่าไม่บรรลุธรรมในชาตินี้ มันก็ได้แต่มักหมมซ้ำวนไปข้างล่างอยู่ตรงนั้น เหมือนก้นหอย ก้นหอยส่วนกลาง คนที่วนก็จะวนลงต่ำ ยิ่งโง่หนักไปใหญ่ แต่คนที่วนขึ้นเจริญก็คือวนขึ้นสูง และมีจบ สุด เป็นหนึ่ง เป็นนัยยะอย่างนี้ เขาวน แต่วนลงต่ำยิ่งหนายิ่งหนักยิ่งซับซ้อน ไม่รู้กี่ชั้น แล้วก็ยิ่งกว้าง ยิ่งกว้างไปอีก ผู้ที่ ปทปรมะ เรียนรู้ก็มากทรงจำก็มากสอนคนอยู่ก็มากแต่ตัวเองไม่ได้บรรลุธรรม ไม่บรรลุทำแม้แต่คำว่า กาย สักกายทิฏฐิ ความรู้ความเข้าใจ ทิฏฐิในความเป็นกายของตน ก็ยังไม่ผ่านสังโยชน์ข้ออที่ 1 เพราะยังเข้าใจคำว่ากายไม่สัมมาทิฏฐิ ไม่รู้ว่า กายนี้คือ จิตมโนวิญญาณ อย่าไปหมายถึงเฉพาะแค่วัตถุภายนอกอย่างเดียว ต้องมี นอกด้วยมีวัตถุด้วยและเป็นคู่ จิตนิยามเป็นประธานของสิ่งที่รู้นั้น ถ้าแค่นี้ไม่ผ่านสังโยชน์ข้อที่ 1 ก็เกมแล้ว ติดกระดุมเม็ดแรกผิดแล้ว สังโยชน์ข้อใดๆจะไปหวังได้อย่างไร แล้วยิ่งถ้า สังโยชน์ข้อที่ 1 ไม่ผ่าน อุปัฌาย์สอนมูลกรรมฐาน 5 แยกกายแยกจิตให้รู้ว่าเมื่อไหร่เป็นกาย เมื่อไหร่เป็นจิต เมื่อไหร่เป็นอุตุ เมื่อไหร่เป็นพีชะ เมื่อไหร่เป็นจิต เกิดเมื่อไหร่แล้วก็เข้าใจทำกรรมให้เกิดธรรมะ เกิดเป็นอุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม ทำจิตหรือเจตสิกตนเองให้เป็นพืชได้ ไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่บาปไม่บุญ ไม่มีอะไรสะสม ปลอดภัยแล้วเป็นฐานกลางที่ปลอดภัย ทำจิตมีพลังงานลักษณะพืช มีชีวะ ทำเป็นอุตุได้ด้วย แต่เรายังไม่แยกธาตุให้เป็นอุตุ อาศัยฐานจิตกับพีชะอยู่เท่านั้น เพราะฉะนั้น การแยกกายแยกจิต มูลกรรมฐาน 5 ที่พระพุทธเจ้าท่านมีพระวินัยเลยว่า ให้อุปัชฌาย์ต้องรู้ ต้องสอนให้ลูกศิษย์รู้และปฏิบัติแยกกายแยกจิตอย่างนี้ได้ เดี๋ยวนี้ก็ไม่ได้สอนกัน สอนกันผิดด้วยไปแยกกายแยกจิต หลับตาแล้วลอยออกไปจากร่างอย่างนี้เละเทะ เข้าฌานแยกกายแยกจิต จิตออกไปจากร่างกาย แล้วกลับมามองเห็นตัวเองนั่งอยู่ซึ่งเป็นอุปทานทั้งนั้น อุปาทานมันทำได้ ให้คน มากินขี้กินเยี่ยวกินขี้ไคลของพระบิดายังได้เลย ไอ้นั่นมันก็ฝันเพ้อพกปั้นเป็นนิรมานกาย แล้วก็รู้ร่วมกันเรียกว่า อุปาทานหมู่ เรียกว่าสัมโภคกาย ต่างคนต่างตาบอดทั้งนั้น อาทิสมานกาย ต่างคนยังมีอวิชชาอยู่หมด ไม่เห็นของใครหรอก อุปาทานไปกันหมด ผู้ที่ไปทำอย่างนั้น อาตมาก็ไม่รู้จะทำยังไง มันเมื่อยก็เมื่อย แต่มันเลี่ยงไม่ออกที่จะต้องตี สักวันหนึ่งน่ะ หอกเล่มที่ล้านๆๆ แทงเข้าไปคงเข้าบ้างหรอก คงตื่นขึ้นมาบ้างหรอก แทงไม่ใช่แทงให้ตาย ที่จริงฆ่าให้ตายคือปิดไปเลย แต่อาตมาแทงให้ตื่น มาช่วยกันหน่อย ตื่นขึ้นมาศึกษา ไม่ต้องไปแยกกับอาตมาหรอก มาร่วมกับอาตมาเถอะ

มันมีว่า เมื่อรู้สิ่งเหล่านี้เป็นความสามารถที่จะรู้อะไรต่ออะไรต่างๆนานา เห็นรูปภายในเห็นรูปภายนอก รู้จักปริตตัง ซึ่งมันเป็นเรื่อง หยาบ เบื้องต้นยังไม่ใช่เรื่องละเอียด แล้วก็รู้ทุพรรณะสุพรรณะ ขั้นชั้น รู้แค่นี้แหละก่อน เป็นข้อที่ 1 อภิภายตนะ แล้วมีอิทธิพลเรียกว่ามี อภิภุยยะ ครอบงำมีอิทธิพลอยู่เหนือสิ่งเหล่านี้แล้ว ผู้ที่รู้ตัวเองเห็นภูมิธรรมตัวเองเป็นอย่างนี้ได้ แล้วก็เห็นว่าอย่างนี้แหละๆ กำหนดหมายอย่างนี้ สำคัญมั่นหมายอย่างนี้ว่า อย่างนี้แหละคือเรารู้เราเห็น ชานามิ ปัสสามีติ อย่างนี้ที่จะปฏิญาณตัวเองได้ว่า เราเป็นผู้รู้และเห็นอยู่ นี่ มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้-ชานามิ เราเห็น-ปัสสามีติ อันนี้เป็นอภิภายตนะข้อที่ 1 สู่แดนธรรม... อันที่บอกว่าเรารู้อยู่เราเห็นนี่ มันแปลว่าคนอื่นเขาก็ต้องรู้ด้วยเห็นด้วยกับเราใช่ไหมครับ พ่อครูว่า... ด้วย คือ จะไม่ใช่รู้อย่างสัมภเวสีอยู่ในภพของตัวเองล่องลอยไป แต่จะรู้จะเห็นอยู่ภายนอก ภายนอกคนอื่นมายืนยันได้ เอหิปัสสิโกเรียกมาดูได้ร่วมกันว่าอย่างนี้ไง ร่วมรู้ร่วมเห็นด้วยกันได้ มีคนอื่นยืนยันยิ่งมากคนหลายคนถือว่าเป็นสัจจะมากเท่านั้น 2 คน 3 คน 4 คนไม่ใช่รู้อยู่คนเดียว 2 คนก็ยืนยัน 2 คนได้แต่มันน้อยไป 3 คน 4 คน 5 คน นี่เป็นร้อยกว่า มีทั้งนั่งหน้าจอยืนยันอีกเป็นพันเป็นหมื่น เมื่อไหร่จะขึ้นเป็นล้านๆๆ

นี่คือข้อที่ 1 ขึ้นข้อที่ 2 บ้าง ท่านก็เลื่อนละเอียดไปนิดเดียว มีความสำคัญในรูปภายใน เห็นรูปภายนอกที่ใหญ่ ตอนนี้เป็นอัปปมาณา คือ ใหญ่ ประกอบที่ใหญ่ มีผิวพรรณดีและผิวพรรณทราม ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่าเรารู้เราเห็น อันนี้เป็นอภิภายตนะข้อที่ 2 ต่างกันเพียงคำว่า ปริตตัง กับ อัปปมาณา ปริตตังที่เล็ก หยาบ อัปปมาณา ใหญ่ ละเอียดขึ้น เห็นไหม ภาษา บางทีไปใช้เอาความละเอียด เอาความหยาบไปใช้ บางทีชั้นสูง บางทีชั้นต่ำ ข้อที่ 2 ต่างกันตรงนี้แหละ

ข้อที่ 3 ผู้นี้ มีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอก เล็ก (ปริตตัง) ผิวพรรณดี ผิวพรรณทราม ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้วมีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้ เราเห็น อันนี้เป็นอภิภายตนะข้อที่ 3 ต่างกันที่ตัว อรูป ซึ่ง ข้อ 2 เป็นรูป อรูป มันเล็กกว่า ละเอียดกว่า อรูป ละเอียดเล็กกว่ารูป รู้อยากสัมผัสยากกว่า คนไม่มีภูมิ เข้าถึงอรูปไม่ได้ คนได้สัมผัสแต่ภายนอก เปลือกทุเรียนยังไม่เห็นเนื้อในหรอก แล้วยิ่งจะไปเห็นเมล็ดของทุเรียนนั้น ยัง คุณต้องผ่าออกหรือกินเข้าไปให้หมด แต่คนไม่กินเปลือกทุเรียนหรอก แต่ถ้าไม่ผ่าก็คือคิดเอาเอง คุณต้องผ่านจริงๆมีสภาวะ เพราะฉะนั้นข้อที่ 2 ข้อที่ 3 ขั้น ผ่าน อรูป ต่างกันที่ อัปปมาณา

ข้อที่ 4 ผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกที่ใหญ่ ซึ่งมีผิวพรรณ ดีและมีผิวพรรณทราม ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้ เราเห็น อันนี้ เป็นอภิภายตนะข้อที่สี่ ฯ

ข้อที่ 5 ผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอก อันเขียว มีวรรณะเขียว เขียวล้วน มีรัศมีเขียว ดอกผักตบอันเขียว มีวรรณะเขียว เขียวล้วนมีรัศมีเขียว หรือว่าผ้าที่กำเนิดในเมืองพาราณสี มีส่วนทั้งสองเกลี้ยงเขียว มีวรรณะเขียว เขียวล้วน มีรัศมีเขียว แม้ฉันใด ผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายในเห็นรูปภายนอกอันเขียว มีวรรณะเขียว เขียวล้วน มีรัศมีเขียว ฉันนั้น เหมือนกัน ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญว่า เรารู้ เราเห็น อันนี้เป็นอภิภายตนะข้อที่ห้า ฯ พ่อครูว่า...เหมือนกัมมันตภาพ ตัวมันก็แรงอยู่แล้วมีรังสีของมันอีก 650509 อภิภายตนสูตร ตอนที่ 1 รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 37

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน