อนุสาสนีปาฏิหาริย์ของผู้มีอภิภายตนะ 8.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์14 KB
วันที่แก้ไข6 พฤษภาคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

อนุสาสนีปาฏิหาริย์ของผู้มีอภิภายตนะ 8 _พ่อครูว่า... ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน นั่นแหละ เพราะฉะนั้นจึงทำให้อาตมาต้องเลี้ยงขันธ์ 5 ไป จนทุกวันนี้มันก็ ลากขันธ์กันไปอีก ก็เป็นการพิสูจน์ coefficients พยายามจะเติมพลังงานใหม่ให้มันสังขารเพิ่มใหม่ สังเคราะห์ ดินน้ำไฟลมกับจิตวิญญาณในร่างกายของเรานี้ มันจะหนุ่มขึ้นอีกได้ไหม จะให้เป็นเด็กและเป็นหนุ่มไปตามลำดับไม่ได้ แต่ว่าจะต้องดูว่าหนุ่มแน่นสดชื่นแข็งแรงขึ้น กว่าที่ควร ถ้าจะว่าไปจริงๆแล้ว อาตมา อายุจะเต็ม 88 ในวันที่ 5 มิถุนายน อีกไม่ถึง 1 เดือน ก็ครบ 88 ขึ้น 89 อาตมาก็ว่าอาตมาตอนนี้ใช้พลังงานที่จะเพิ่มสัมประสิทธิ์ อย่างมากเลย ดูซิว่าอีกปี 2 ปี ที่จริงเพิ่มมาตั้งแต่อายุ 72 แล้ว มาถึงตอนนี้จะเพิ่มพลัง x พลังยกกำลังขึ้นไป เป็นระดับเป็นคูณที่เป็นสัมประสิทธิ์ และยกกำลังขึ้นไป กำลัง 2 กำลัง 3 ดูซิว่าอายุ 89 90 อีกสัก 2 ปีจะเห็นสภาพที่มีอัตราการก้าวหน้าที่เป็นรูปธรรมที่พออยู่ได้ไหม พวกเราจะดูได้ลึกซึ้งมาก คำว่าราย ละเอียด มันลึกซึ้งอย่างไร ฟัง ณ บัดนี้ ผู้ที่มีรายละเอียดดีมาก พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่า อภิภู แปลว่า ผู้ยิ่งใหญ่ ยิ่งใหญ่เกินกว่า สยังอภิญญา คำว่า สยังอภิญญา คือผู้รู้ได้เองข้ามชาติมา อาตมาเองยืนยันตนเองเป็น สยังอภิญญา มาบัดนี้จะเพิ่มเป็นขั้นที่ 8 อาตมานี้กำลังจะขึ้นโพธิสัตว์ขั้นที่ 7 ขึ้น 8 จะเข้าไปหา อภิภู ก็เริ่มต้น ที่จะมีอภิภู ดีขึ้นๆ อภิภู ดีขึ้น คือ สามารถรู้จัก อภิภายตนะ ฟัง พยัญชนะด้วย สภาวะด้วยกันดีๆนะ คำว่า อภิภู คือ ผู้เจริญด้วยอภิภายตนะ 8 อภิภายตนะ 8 ไม่ใช่แค่ อายตนะธรรมดา แต่ก็คืออายตนะ อายตนะคือสภาวะเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างสิ่ง 2 สิ่ง รูปกับนาม เป็นต้น หรือ นามกับนามก็ตาม หรือแม้แต่รูปกับร

อ่านต่อ

ูป พลังงานทางฟิสิกส์บวกกับลบก็ตาม รู้สภาวะ 2 ที่มันปรุงแต่งกัน ทีนี้ มันปรุงแต่งกันอยู่มันจะเกิดการปรุงแต่งมันต้องมีอายตนะมีผัสสะ หรือ เกิดอายตนะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย มันผัสสะกันขึ้น จึงเกิดอายตนะ คำว่า อายตนะ คือ สภาพสภาพหนึ่งที่คุณต้องรู้ ในคนมี อายตนะได้ถึง 5 ถึง 6 อายตนะที่พูดทั้งหลายแหล่ ที่พูดอยู่นี้ยังไม่ใช่อภิภายตนะ 8 พวกสัตว์เดรัจฉานหรือว่าคน อเวไนยสัตว์ไม่สามารถรู้จักได้ คนที่เป็นเวไนยสัตว์หรืออริยะจึงสามารถรู้จักอายตนะที่เป็นสภาวะและพยัญชนะถูกต้องลงกัน เมื่อผู้ที่เป็น อภิภู รู้จักอายตนะ เมื่อรู้จักอายตนะแล้ว ก็เข้าใจ อายตนะได้ เป็นขั้น อภิ อภิ รวม อายตนะก็เป็น อภิภายตนะ เรียกว่า อายตนะที่ยิ่งขึ้น เจริญขึ้นยิ่งใหญ่ขึ้น ในคนก็มีความเจริญ รู้อายตนะ รู้อภิภายตนะได้ ส่วน อภิภายตนะ 8 นั้นเป็นนัยยะของสิ่ฟงที่ขยายให้รู้ว่า มันเหนือชั้นกว่าคำว่าอภิภายตนะ 3 อย่างไร อภิภายตนะก็คือรู้อายตนะได้ดียิ่ง ส่วน อภิภายตนะ 8 คือการมีความรู้ขั้น อภิภายตนะที่วิเศษ เกินกว่าสามัญที่จะรู้ได้ เช่น

พระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 100 อภิภายตนะ 8 ประการ [๑๐๐] ดูกรอานนท์ อภิภายตนะ ๘ ประการ เหล่านี้แล ๘ ประการเป็นไฉน คือ ผู้หนึ่งมีความสำคัญในรูปภายใน เห็นรูปภายนอกที่เล็กซึ่งมีผิวพรรณดีและมีผิวพรรณทราม ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้เราเห็น อันนี้ เป็นอภิภายตนะข้อที่หนึ่ง ฯ [๑๐๐] อฏฺฐ โข อิมานิ อานนฺท อภิภายตนานิฯ กตมานิอฏฺฐฯ อชฺฌตฺตํรูปสญฺญี เอโก พหิทฺธารูปานิ ปสฺสติ ปริตฺตานิสุวณฺณทุพฺพณฺณานิ ตานิ อภิภุยฺย ชานามิ ปสฺสามีติ เอวํสญฺญีโหติ อิทํ ปฐมํ อภิภายตนํ ฯ

พ่อครูว่า... ผู้ที่เป็น อภิภู คือผู้รู้จักอายตนะ 8 มันคือความพิเศษรู้อย่างละเอียด รู้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิภาพของ อภิภูคือ จะมีสัญญามีการกำหนดรู้เป็นอัตโนมัติในตัวผู้ที่มี อภิภูแล้ว สัมผัสปั๊บ จะรู้รูปภายในและรูปภายนอก พร้อมกันเลย เช่น ตาเห็นรูป จิตภายใน ก็รู้รูปนี้ และรู้ด้วยว่า อันนี้ ปริตตัง สุพรรณัง หรือทุพรรณัง ในข้อ 1 ข้อเดียวนี้รู้ไปพร้อมกันเลยนะ ละเอียดรู้พร้อมกันเลย คนที่ไม่ถึงอภิภู รู้ไม่ได้ละเอียดขนาดนี้หรอก ก็จะเป็นอัตโนมัติเอารูปพร้อมกันหมดทุกแง่มุมทุกมิติ นี่คือความสามารถความวิเศษของความรู้ อธิบายมุมไหนมิติไหนก็ติดต่อกันไปเพราะมันรู้ครบหมดแล้ว แต่คนยังไม่รู้หมดก็ค่อยๆนึกหรือยังนึกไม่ออก มันก็ไม่ใช่คนรู้ เพราะฉะนั้นคนที่รู้ได้เร็วรู้ได้สามารถอย่างที่ว่านี้ก็เป็นจริง มีจริง อาตมาพอรู้ กำลังเริ่ม อันดับ 8 นะนี่ อาตมากำลังเริ่มเข้าอันดับ 8 อันดับ 7 จะเต็มก็เหลื่อมไปหา 8 บอกความเป็นจริงที่อาตมาประมาณตนเองหรือรู้ตนเองไม่ได้เลอะเถอะเท่านี้ก็ว่าเท่านี้ แน่นอน มันมากกว่าคนสามัญที่จะรู้ ก็ใคร เป็นไก่ตัวพี่ ที่จะรู้อย่างนี้มาช่วยแสดงตัว ถ้าเป็นจริงรู้กว่าอาตมาก็มาช่วยอธิบายสิ ไปปิดตัวอยู่ทำไม ช่วยกันสิ เพราะว่าศาสนาไม่ใช่ของใคร ไม่ใช่ของอาตมา ไม่ใช่ของท่าน แต่เป็นของโลก ความรู้นี้เป็นของกลาง ใช่ไหม ก็มา สาธยายกระจายความรู้ให้คนอื่นรู้ เหมือนอย่างพระพุทธเจ้าท่านรู้ก็เอามาเปิดเผยให้คนได้รู้ตามและเอาไปปฏิบัติตามก็ได้บรรลุตาม แล้วพ้นทุกข์ตาม สุดท้ายก็ปรินิพพานเป็นปริโยสานไปด้วยกันได้หมด หรือยังไม่ยอม จะปรินิพพานเป็นปริโยสาน คุณจะอยู่เหมือนพระอวโลกิเตศวร จะสอนคน หรือ อย่างเจ้าแม่กวนอิม เป็นอวตาร มาเป็นเพศหญิงก็ได้ อันเดียวกันถ้าเข้าใจ เพราะฉะนั้นใครจะสามารถรู้อย่างที่อาตมาสาธยายก็เกิดจากความจริงที่ตนเองรู้ แล้วก็เอามาเปิดเผยมาชี้นำ แก่ผู้ยังไม่รู้ให้พยายามศึกษาตาม จนสามารถรู้บัญญัติพยัญชนะ รู้การปฏิบัติจนเกิดเป็นสภาวะจริง พอรู้ครบสองสภาพทั้งพยัญชนะหรือบัญญัติกับสภาวะจริง รวมตัวเป็นหนึ่งเดียวกัน ปุ๊บเลย สัจจะเป็นหนึ่งเดียวกันจาก 2 เพราะฉะนั้นอันที่ 1 อภิภายตนะ ข้อที่ 1 ฟังดีๆนะ ที่อาตมาบอกว่า มันไม่ใช่แค่อายตนะสามัญที่ทุกคนมีอยู่แล้วเป็นปกติ คุณมีแล้วเป็นแล้ว 2 สภาพ อายตนะคือ 2 ต่อกันสัมพันธ์กันเกิดสภาพรู้ขึ้นมา แล้วคุณก็มีอายตนะได้ ทางตากับรูป หูกับเสียง... ห้าคู่ภายนอกกับ 1 คู่ภายใน ก็มีก็ได้เป็นปกติทุกคน แต่อภิภายตนะมันรู้พิเศษถึงความมีประสิทธิภาพ รูปภายนอกภายในครบพร้อมกันและมันรู้ต่างๆมากกว่านั้นอีก เริ่มข้อแรกก็รู้ ความรู้ภายนอกภายใน รู้ทั้งปริตตัง ทุพรรณา สุพรรณา ผิวพรรณดีผิวพรรณทราม หรือขั้นดีขั้นไม่ดี ขั้นนิดหน่อย ปริตตา ถ้าข้อ 2 อัปปมาณา วรรณะคือขั้นทรามที่ดี กับขั้นชั้นที่เลวก็ต่างกัน คือสุพรรณะ ทุพรรณะท่านก็แปลว่า ผิวพรรณดีผิวพรรณทราม ซึ่งก็มีด้วย ขั้นชั้นสูงคือขั้นไปสู่ความเจริญ คุณก็มีความเจริญอย่างนี้ แล้วขั้นต่อมาท่านบอกว่า ....

ผู้หนึ่งมีความสำคัญในรูปภายใน เห็นรูปภายนอกที่ใหญ่ ซึ่งมีผิวพรรณดี และมีผิวพรรณทราม ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้วมีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้ เราเห็น อันนี้ เป็นอภิภายตนะข้อที่ 2 ฯ {๑๐๐.๑} อชฺฌตฺตํรูปสญฺญี เอโก พหิทฺธารูปานิ ปสฺสติ อปฺปมาณานิ สุวณฺณทุพฺพณฺณานิ ตานิ อภิภุยฺย ชานามิ ปสฺสามีติ เอวํสญฺญี โหติ(เอวังคือจบความรู้นี้) อิทํ ทุติยํ อภิภายตนํ ฯ พ่อครูว่า... อย่างที่เคยพูดไว้ว่าอาตมาพูดแต่ความจริง พูดความจริงไม่เป็น ซึ่งคนเขาก็อาจจะสงสัย เขาเอาตัวเขามาเทียบเพราะเขาเองก็พูดความไม่จริงหลายที ดีไม่ดีเจตนาพูดความจริงจะน่าโกหกด้วย เขาจะรู้สึกว่าคนที่พูดความไม่จริงไม่เป็น พูดเป็นแต่ความจริง เขาจะรู้สึกว่ามันมากไปไหม สู่แดนธรรม... ผมก็อยากช่วยให้ญาติธรรมเข้าใจข้อที่ 1 ก็หมายเอาที่การครอบงำรูปได้ ผู้ที่จะรู้รายละเอียด คุณภาพของจิตจะต้องได้ อภิภุยยะ คือครอบงำรูปอยู่ แม้แต่ว่ารูปนั้นเป็นรูปภายนอก เราต้องเปิดผัสสะมองเห็น แล้วเราก็กำหนดภายในก็ไม่มีกามราคะครอบงำเราได้ เราจึงรู้ความไม่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เพราะไม่มีอะไรเกิด พ่อครูว่า... ไม่ได้หลบหลับตาหรือเข้าป่า สู่แดนธรรม.. เห็นรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ส่วนข้อ 2 จึงเป็นขั้นที่ใหญ่ขึ้น พ่อครูว่า... พอไหวกันไหมนี่ ..ไหว ชั้นสูงจริงๆนะ อาตมาจะบอกว่าจำเป็นก็จำเป็นที่จะต้องนำสิ่งที่เป็นธรรมะพระพุทธเจ้าที่เป็นอภิธรรมที่ละเอียดสูงอย่างนี้ เอามาอธิบายสาธยายเปิดเผยขึ้น ขนาดเปิดเผยขึ้น ย้ำแล้วย้ำอีก ขยายความแล้วขยายความอีกมันยังไม่ง่ายใช่ไหม มันจำเป็นที่จะต้องต่อยอดธรรมะพระพุทธเจ้าโลกุตรธรรมเอาไว้ ยังไม่สูงสุดหรอกนะ รู้ไว้ด้วย ยังไม่สูงสุดหรอก แต่ผู้ที่พอใจเรียนก็เรียนไปเถอะ ผู้ที่ไม่พอใจเรียนก็เรียนไปเถอะ ผู้ไม่เอาเขาจะบอกว่าพูดอะไรนะ ซึ่งมันน่าเห็นใจเขาไม่รู้เรื่อง เขาจับไม่ติด เหมือนเด็กๆ เด็กๆที่ไม่เดียงสาเขาก็ฟัง เอ๊! ไม่รู้เรื่อง มันก็ไม่เอา ก็มันไม่รู้เรื่องจะไปรับเอาอย่างไร แต่ผู้ที่พากเพียร โตแล้ว มีวุฒิภาวะที่ควรศึกษานะอันนี้ แล้วอาตมาก็ขอย้ำเลยว่า มันไม่มีอะไรน่าศึกษาเท่าโลกุตรธรรม หรืออภิธรรมของพระพุทธเจ้า มันไม่มีความรู้อะไรที่ยอดเยี่ยมเท่าความรู้อันนี้ อธิบายไปไม่รู้กี่ทีแล้ว พระพุทธเจ้านี้มีความรู้ที่รู้กันในยุคของท่าน มี 18 คณะในอยู่ในตักสิลา ท่านเรียนจบหมดทุกคณะ ได้เกียรตินิยมหมดทุกคณะ 18 วิชานั้น ท่านไม่เอา ท่านมาเอาวิชาของท่าน คือวิชาโลกุตระ เพราะฉะนั้นวิชาในตักสิลาที่เรียนมาในยุคโน้น ถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยของยุคนั้น ในยุคนี้จะมีกี่ศาสตร์ มีเป็น100 ร้อยศาสตร์ คุณก็เรียนรู้ให้ครบ แต่ถ้าจะเรียนรู้ให้ครบหมดจะเกิดมาอีกกี่ชาติ พระพุทธเจ้านั้นกี่ 100 ชาติก็ตาม มันรวมอยู่ในชาตินี้ชาติเดียว ให้รู้ศาสตร์นี้เป็นโลกุตระศาสตร์ โลกยศาสตร์นั้น จะถูกครอบงำได้หมด อันนี้เป็นเรื่องที่อาตมาไม่ได้พูดเกินจริง แต่เป็นเรื่องจริงที่พิสูจน์ คุณพิสูจน์ก็แล้วกันแล้วคุณจะรู้ อย่างอาตมาพิสูจน์ อาตมาไม่ต้องไปเรียนในมหาวิทยาลัยที่เขาเรียนกัน ปริญญาคณะต่างๆไม่ต้อง อาตมาเรียนโลกุตรศาสตร์คณะเดียว จากมหาวิทยาลัยพระพุทธเจ้า เรียนมาแล้วตั้งแต่ชาติเก่าๆ มาชาตินี้ไม่มีโรงเรียนนี้เลย ไม่มีเลย ในโลกปัจจุบันนี้ยุคนี้ พ.ศ. 2500 มีการพูดถึงโลกุตรธรรมคือท่านพุทธทาสเป็นคนพูดภาษานี้ ทั้งๆที่มันมีอยู่ในตำราอยู่ แต่ไม่มีใครเห็นว่า โลกุตระนี้มันสำคัญ เขานึกว่าศาสนาพุทธก็เป็นศาสนาที่เขาเป็นอยู่ได้เท่านั้น ซึ่งมันเป็นโลกีย์อยู่เท่านั้น มันยังไม่เข้าข่ายของโลกุตระ ไม่เข้าข่าย คืออะไร ไม่เข้าข่ายคือ แยกภาวะ 2 เทวธัมมาไม่ออก แยกตัวแรก คือ กาย อาตมาอธิบายมาหลายทีแล้ว กายตัวแรกเป็น สังโยชน์ ข้อที่ 1 สักกายทิฏฐิ แล้วก็เรียนรู้ กายของตน ไม่ได้ไปเรียนรู้ของคนอื่น ต้องรู้รูปนามของตน วิญญาณของตน แยกให้ออก 2 สภาวะนี้ แล้วสภาวะกาย ต้องมีภายนอกกับภายใน ไม่ขาดจากภายนอก เพราะฉะนั้นที่ไปหลับตาทิ้งภายนอกนี้ เดียรถีย์ ทันที พวกหลับตาปฏิบัติ เดียรถีย์ ทันที ซึ่งมันไม่มีภายนอกมันผิดแล้ว โมฆะแล้ว แล้วเรียนรู้ภายนอกไม่ใช่ง่าย ที่จะรู้ภายนอกและภายใน อย่างที่ อภิภู ท่านมีพร้อม ทั้งรูปภายใน เห็นภายนอกอยู่ าไม่ได้ขาดกัน 2 สภาวะ ต้องทั้งเน้น ทั้งดัง ทั้งย้ำ สู่แดนธรรม... แสดงว่า ถ้าพระปฏิบัติหลับตาไม่สามารถ ครอบงำรูปได้ พ่อครูว่า... ไม่ได้ ไม่เข้าสัมมาทิฏฐิเลยแล้ว มันจะมีสิทธิ์ไปรู้อะไรได้ ยังห่างอภิภายตนะมาก นี่ข้อ 1 นะ อภิภายตนะ ข้อที่ 1 ซึ่งก็รวมอะไรเอาไว้เยอะซึ่งเป็นขั้นอภิภู บุคคลผู้อภิภูแล้ว ฟังแค่ อภิภายตนะ 8 มันไม่ใช่อายตนะสามัญและก็ มาใช้อธิบายลักษณะที่เป็นความรู้แค่อภิธรรมธรรมดา แต่ความรู้ที่ อภิ นี้ขึ้นไปอีก สูงขึ้นไปอีก เฉพาะ ความรู้ขั้น อภิภายตนะ 8 คือประสิทธิภาพของผู้ที่มีอภิภายตนะแบบนี้ มีตั้งไม่รู้กี่ประเด็นกี่มิติอยู่ด้วยกัน แล้วข้อต่อๆไปก็จะมีมิติอื่นอีกเพิ่มขึ้นๆๆ ไปถึง อภิภายตนะข้อที่ 8 เลย ซึ่งอธิบายยากขึ้นมาก แต่ว่าอาตมาตั้งใจจะอธิบายทิ้งไว้ เพราะว่าไม่รู้ว่าตัวเองจะอยู่ไปอีกกี่วันกี่เดือนกี่ปี พากเพียรอยู่นี่ ถ้าสัมประสิทธิ์นี้ไม่สามารถกลับฟื้นคืนขึ้นมาก็ต้องตายแน่นอน สู่แดนธรรม... แสดงว่าพ่อท่านจะเขียนหนังสืออีกเล่มนี้ อภิภายตนะอีกหรือไม่ พ่อครูว่า... ไม่ แต่แทรกอยู่ในหนังสือปัญญา 8 เล่ม1 กำลังจะออกมา เล่ม 2 น่าจะต้องแบ่งเป็นเล่ม 2 ก็จะกลายเป็น 3 เล่ม ซึ่งคิดว่าไม่น่าจะยาวไปถึง 4 เล่ม มันจะมากไปอย่างไร มันจะเกิน ซึ่งมันก็ไปได้ที่จริงทำได้แต่ก็จะซ้ำซ้อน คนไม่รู้ก็จะหาว่าพูดวน เพราะเขาตีหยาบไม่ออก พูดวนก็ตีให้ความหยาบเป็นความละเอียดเพิ่มขึ้น เพราะวนมีหลายชั้น วนข้างๆ วนเอียงองศาต่างๆ แล้วแทรกนอก ในอีก อาตมาเคยให้ สู่แดนธรรม... เขียนเป็นภาพ แต่ก็เขียนไม่ได้เพราะว่าไม่รู้ว่าจะแทรกซ้อนมุมไหนมากมาย นอกนั้นก็เป็นรังสีราศีหุ้มอยู่ คนที่จะเข้ามาก็จะยาก เป็น อจินไตย ที่พูดไปเหมือนท้าทาย แต่มันเหมือนปาฏิหาริย์ ที่ผู้มีก็ต้องมี เช่น ยกตัวอย่าง ยิงไม่ออก ฟันไม่เข้า ทาง อิทธิปาฏิหาริย์เขาไปฝึกกันได้ แต่ทางอนุสาสนีปาฏิหาริย์ ไม่ใช่ อาเทสนาปาฏิหาริย์ อนุสาสนีปาฏิหาริย์ ยิงไม่ออกฟันไม่เข้ายิ่งกว่า ซึ่งก็คือเขาไม่อาจจะยิง อาตมามีคนเคยมายิง แต่ยิงแล้ว แป๊ะๆ ลูกหนึ่งก็ได้ลูกที่ 2 ก็ด้าน พอลูกสองด้านก็วิ่งหนีเลย หรือ อาตมา อยู่บนเวทีในวันที่ชุลมุน Sniper ยิงก็โดนแล้ว แต่ไม่มีใครยิงอาตมา เพราะฉะนั้นมันเหลือเศษก็มีคนโยนระเบิด แก๊สน้ำตา เขาไม่ได้โยนใส่อาตมา อาตมาอยู่ในหมู่ก็พลอยรับแก๊สน้ำตานี้ไปด้วย ก็ได้รับกันถ้วนทั่ว คนหนักกว่าอาตมาก็มี อาตมาก็ไม่ได้หนักทีเดียว ก็แค่นั้นแหละคือเศษ สิ่งที่รับเป็นโทษเป็นภัยบ้าง หนักหนาสาหัสนั้นถือว่าหนักหนาสาหัส เพราะฉะนั้นถึงวาระ แก๊สน้ำตาและยังมายืนอยู่วันสุดท้ายอยู่ที่เวที โธ่ คนยิงโป้งๆ สไนเปอร์ไม่ต้องอะไรมากเลยมันก็ตายได้ แต่ก็ไม่มีใครได้มายิง คือใครก็ไม่คิดยิง คือ มันเป็น อจินไตย พูดไปแล้วเหมือนกับอวดดี แล้วไม่ใช่ท้าทาย แต่เป็นการพูดถึงสัจธรรมที่บางสิ่งคนทั่วไปคิดไม่ออก มันไม่น่าจะเป็นเช่นนั้นได้ มันเป็นปาฏิหาริย์ เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์มันเป็นเรื่องจริง 650506 อนุสาสนีปาฏิหาริย์ของผู้มีอภิภายตนะ 8 พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน