ล้างอวิชชาโง่งมงายด้วยวิชชา มี เวทนา 108 เจโตปริยญาณ 16.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข10 พฤษภาคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

ล้างอวิชชาโง่งมงายด้วยวิชชา มี เวทนา 108 เจโตปริยญาณ 16 _ผมได้ยินเสียงออกอากาศทางวิทยุ ออกอากาศจากวัดปากน้ำ อ.เมือง จ.อุบลฯ สิ่งที่ได้ฟังคือการสอนสมาธิแก่ญาติโยม สรุปได้ว่า ถ้าสมาธิเข้าหรือเข้าสมาธิ ได้ เป็นสมาธิแน่ๆแล้ว แขนขาจะไม่ตก อยู่ท่าไหนก็จะอยู่ท่านั้นเหมือนเดิม ถ้ายกตัวผู้นั้นขึ้นก็จะอยู่ท่านั้นเดิม เวรกรรมจริงๆ มิน่าพ่อครูถึงต้องอยู่ให้นานขึ้น น่าเวทนาสงสารชาวพุทธผู้ไม่รู้อีโหน่อีเหน่มากเลยค่ะ มีสมาธิแล้วทำให้คนแข็งทื่อราวกับท่อนไม้ ศาสนาพุทธจะมีความหมายอย่างไรคะ พ่อครูว่า... เป็นพรหมลูกฟัก แข็งทื่อ ยกขึ้นมาก็เป็นเท่านั้น กลิ้งไปกลิ้งมาก็อยู่ท่านั้นเรียกว่าพรหมลูกฟัก จริงเดี๋ยวจะพูดพาดพิงถึงบ้าง สมาธิ หลายคนเข้าสมาธิแน่วแน่ๆเหมือนท่อนไม้ แล้วมันจะมีความหมายไปทำอะไร เอาไปทำฟืนก็ไม่ได้ เอาไปทำโต๊ะทำตั่งนั่งก็ไม่ได้ เอาไปทำอะไร คือเป็นความอีเดียดเต็มที่เลย คิดที่ดีเถอะ ความเข้าใจของสายที่มิจฉาทิฏฐิ ฟังแล้วมันสุดสังเวชใจ สลดก็สลด สุดสังเวชใจ แล้วก็เป็นไปได้ด้วยนะเพราะเป็นอุปาทานยึดมั่นถือมั่นแล้วมันก็เป็น เหมือนข่าวกำลังออก พระบิดา ลัทธิพระบิดา กินเสลด กินขี้ กินเยี่ยว กินขี้ไคลของพระบิดา ก็แสดงให้เห็นถึงความมีอุปาทาน มีอุปาทาน ที่ยึดมั่นถือมั่นอย่างสนิท คนที่ยึดมั่นถือมั่นสายลับตาเขาก็ยึดมั่นถือมั่นอย่างนั้น เขาก็เชื่อว่าเป็นจริงอย่างนั้น คนที่ไปศรัทธาเลื่อมใสพระบิดาก็มี ซึ่งพระบิดาก็ยืนยันว่าเขาเป็นพระบิดาของทุกศาสนา นี่ ใหญ่ คนที่ฟังแล้วก็เคลิ้ม เชื่อถือก็มีอุปาทาน เราได้พบผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่ยิ่งใหญ่กว่าผู้ยิ่งใหญ่อีกนะ ศรัทธาจนไม่ลืมหูลืมตาอะไรเลย ให้กินขี้ก็กิน กินเยี่ยวก็กิน กินเสลดก็กิน เอาเสลดมาลูบหน้าลูบตา ไม่ต้องซื้อยาผิวเนียนตามตลาดมาเลย เป็นเรื่องขอ

อ่านต่อ

งอุปาทานความยึดมั่นถือมั่นทั้งนั้น แล้วมันก็เชื่อไปอย่างนั้นแล้วก็เกิดอาเทสนาปาฏิหาริย์ เป็นได้จริงอย่างนั้นเลย เช่น คนเล่นไสยศาสตร์ อยู่ยงคงกระพัน หนังเหนียวฟันแทงไม่เข้า มันก็ไม่เข้าเพราะเป็นอุปาทานได้ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ตั้งแต่ศรัทธาเลื่อมใสเข้าทรง แล้วดิ้น คนอยู่ดีๆไม่ได้ดิ้นหรอก นึกว่าการดิ้นคือการได้แล้ว การเข้าถึงวิชชาที่เขายึดถือแล้ว ที่จริงอวิชชาก็ต้องดิ้นร้องทำท่าทางอะไรต่างๆนานา แล้วแต่ใครจะมีอุปทานมีแง่แตกต่างกันไปสารพัด มากท่าหลายหลากท่ามากเลย เพราะฉะนั้น คนเข้าทรงไม่รู้กี่ท่าต่อกี่ท่า รุนแรงก็มีอ่อนช้อยก็มี สนุกสนานรื่นเริงก็มี สารพัด ซึ่งเป็นเรื่องอุปาทานทั้งสิ้น อาตมาผ่านสิ่งเหล่านี้ศึกษาสิ่งเหล่านี้มา ที่จริงผ่านมาหลายชาติแล้ว แม้ชาตินี้ ก็ยังไปลองอยู่บ้าง แล้วเราไปผ่านสิ่งเหล่านั้นมา อาตมาเล่นไสยศาสตร์ในชาตินี้อยู่ 8 ปีซึ่งไม่ใช่น้อยๆ เล่นก็ลองสารพัด อย่างที่เขาทำกัน เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่มานึกคิดตรรกะเอาไม่ใช่ อาตมาผ่านมาจริงๆทั้งนั้น จึงเข้าใจเรื่องอุปาทานว่ายิ่งใหญ่ที่สุด อุปาทานคือ Static ของตัณหา ตัณหาคือ Dynamic ตัณหาแสดงออกมาแล้วตกผลึกลงไปเป็นอุปาทาน ตกไปเป็นภพ เป็นชาติ ตาม ปฏิจจสมุปบาท อาตมาขยายความรายละเอียดของธรรมะ ต่างๆนานา อย่างในปฏิจจสมุปบาท 11-12 หลัก ความไม่รู้คืออวิชชา คุณไม่รู้คืออวิชชา คุณก็มีหมดทั้งนั้นแหละในอุปาทาน คนที่อวิชชาสมบูรณ์แบบ อุปาทานมีหมดทุกอย่าง ใครจะจูงไปไหนไปได้หมด คนไหนที่ฉลาดเหนือกว่าก็ครอบงำทางความคิดจูงกันไปเป็นบริวารเขาไปหมด เพราะฉะนั้นเมื่อเริ่มมีวิชชาหรือเริ่มมีความรู้ที่สัมมาทิฏฐิของพระพุทธเจ้าเข้ามา จะรู้จักสังขาร การปรุงแต่งหรือว่าการสังเคราะห์สังขารกัน ปรุงแต่งทำงานร่วมกันเป็นองค์ประกอบกันและกัน เป็นพลังงานผสมหรือวิญญาณผสม เจตสิกผสม ปรุงแต่งกันอยู่ เรียกว่า สังขาร ผู้ที่จะเข้าใจสังขารเป็นอภิสังขาร ซึ่งมีความหมายจำเพาะ ที่สัมมาทิฏฐิ อภิสังขาร หมายความว่าสังขารได้อย่างวิเศษ เป็นอุตตริมนุสสธรรมของพระพุทธเจ้า สังขารคือการจัดการ ปรุงแต่ง อภิสังขาร คือเป็นคนควบคุมการปรุงแต่งได้ ปรุงแต่งให้มันสะอาดจากกิเลส แยกแยะ จิตเจตสิกต่างๆ แล้วจับตัวปลอมตัวมายาที่มาหลอกลวงคือกิเลสให้ได้ แล้วก็เห็นด้วยปัญญาว่านี่ไม่ใช่ตัวจริง นี่ตัวเก๊ เฮ้ย! ไป เอ็งอย่ามาปลอมอยู่ตรงนี้ ตัวเก๊ แทรกแซง เป็นตัวกลิ เป็นเพทภัย ปัญญามันมีฤทธิ์แรงกิเลสมันเห็นแล้วก็วิ่งหนีเลย จิตก็สะอาดขึ้น วิญญาณก็เป็นวิญญาณที่เป็นวิญญาณก็เพราะ รู้นามรูป มีรูปนาม มีอายตนะ จิตวิญญาณมีนามรูปอยู่แล้ว จิตวิญญาณมีนามรูปอยู่แล้ว ผู้ที่รู้จักรูป รู้จักนามทำงานด้วยกันก็ต้องมีผัสสะ หากไม่มีผัสสะ รูปนามไม่ทำงาน อายตนะไม่เกิด ก็นิ่ง เป็นหนึ่งๆๆอยู่อย่างนั้นแหละ มีผัสสะ อยู่สองตัวเป็นเทวะ เป็นภาวะ 2 ที่ต้องสัมผัสกัน ถ้าต่างคนต่างนิ่งก็ไม่เกิดปฏิกิริยาอะไร มันต้องเกิดปฏิกิริยาด้วยการกระทบสัมผัสกัน จึงเกิดสภาพใหม่ขึ้นมา สภาพใหม่ก็คือวิญญาณสำหรับพวกอวิชชา แต่สำหรับพระพุทธเจ้าแจกแจงต่อไปอีก วิญญาณที่มีเวทนา คือ รายละเอียดของเจตสิกของวิญญาณคือเวทนา ผัสสะแล้วเกิดเป็นเวทนา เวทนา คือแหล่งกลางที่จะศึกษาด้วยเวทนา 108 โดยเรียนรู้มโนปวิจาร 18 ของโลกีย์ที่ยังมีอวิชชา แล้วเรียนรู้กิเลส เอากิเลสออกได้เรียกว่าเนกขัมมะ ก็มีเนกขัมมะ มโนปวิจาร เนกขัมมะ อีก 18 มันก็เกิดการปรุงแต่งเป็น สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ กับ ทวารทั้ง 6 ตากระทบรูป เกิดความสุขก็ได้ความทุกข์ก็ได้ ไม่ทุกข์ไม่สุขก็ได้ หูก็กระทบเสียง เกิดความสุขความทุกข์ไม่สุขไม่ทุกข์ก็ได้ ...จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกาย ใจ ก็เช่นกัน ทั้งหมดรวมเป็น 18 ก็รู้กิเลสตัวเหตุของมัน ดับเหตุได้ก็ออกจากมันได้ โดยใช้ ฌาน 1 2 3 4 ขั้นแรกต้องเรียนรู้อย่างมากทั้งวิตก ทั้งวิจาร วิตก แปลว่า ตัวดำริขึ้นมาแล้วแยกแยะออกมาที่ตัวกิเลสให้ได้ พอแยกแยะออกมาแล้วก็รู้ตัวพฤติกรรมของจิตที่มันสะอาดหรือกำลังทำให้สะอาด แล้วจนสะอาดหมด ก็เห็นอาการของมัน เรียกว่าจาระ คือ วิจาระ เห็นพฤติของมัน หรือจรณะ ก็เห็นมันจนกระทั่ง มันสะอาดหมดกิเลสแล้วก็จบ ทำให้กิเลสหมดก็จบ วิจาร ที่วิเศษแล้ว สั่งสมตกผลึก เป็นสมาธิ ซึ่งใช้ภาษาเรียกว่า สมาหิตะ ฐานแรกท่านก็เรียก อัปปนา ที่ไปใช้กับฌาน สายหลับตาก็เอาไปใช้ แต่เอาไปอธิบายไม่ได้ต่อจากนั้นไป พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา พวกหลับตาอธิบายไม่ได้ จะไม่กล่าวถึงเพราะไม่รู้รายละเอียด สมาหิตะ คือ ผู้ที่รู้ได้ต้องมี เจโตปริยญาณ 16 1. สราคจิต (จิตมีราคะ) 2. วีตราคจิต (จิตไม่มีราคะ) 3. สโทสจิต (จิตมีโทสะ) 4. วีตโทสจิต (จิตไม่มีโทสะ) 5. สโมหจิต (จิตมีโมหะ) 6. วีตโมหจิต (จิตไม่มีโมหะ) 7. สังขิตฺตํจิตตํ. (จิตเกร็ง-จับตัวแน่น หด คุมเคร่งอยู่) 8. วิกขิตฺตํจิตตํ . (จิตกระจาย-ดิ้นไป ฟุ้ง จับไม่ติด) 9. มหัคคตจิต (จิตเจริญยิ่งใหญ่ขึ้น) 10. อมหัคคตจิต (จิตไม่เจริญขึ้น) 11. สอุตตรจิต (จิตมีดีแต่ยังมีดียิ่งกว่านี้-ยังไม่จบ) 12. อนุตตรจิต (จิตไม่มีจิตอื่นสูงยิ่งกว่า) . 13. สมาหิตจิต (จิตตั้งมั่นเป็นประโยชน์ดีแล้ว) 14. อสมาหิตจิต (จิตยังไม่ตั้งมั่นไม่เป็นประโยชน์) 15. วิมุตตจิต (จิตหลุดพ้น) 16. อวิมุตตจิต (จิตยังไม่หลุดพ้นสิ้นเกลี้ยง) . (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 135) ลำดับแรก คู่แรกที่ได้ สายสัทธานุสารี เป็นสังจิตตังจิตตัง สายธัมมานุสารี เป็นวิกขิตตังจิตตัง มันไม่เกาะกันแน่น แต่สังขิตตังจิตตังจะเกาะกันแน่น ส่วนสายสัทธานุสารี สายธัมมานุสารี ก็จะกระจาย แต่ถ้าเป็นมิจฉาทิฐิทาง วิกขิตตัง กระจัดกระจายกันมากเลย ส่วนถ้าเป็นมิจฉาทิฐิทาง สังขิตตัง ว่าจะเกาะกันแน่นเหมือนผมเป็นสังกะตัง ส่วนวิกขิตตังก็จะกระจาย ต้องแก้ไข สายสัทธานุสารีก็แก้ ธัมมานุสารีก็แก้ เรียนรู้อย่าไปจมอยู่ตรงนั้นทำให้จิตมันเจริญขึ้นเรียกว่า สอุตระ จิตที่ดีขึ้น เจริญขึ้นแต่ดีกว่านั้นยังมีอีกยังไม่จบ ก็จะมีปฏิภาณรู้ว่ายังไม่จบยังไม่เป็น อนุตรังจิตตัง ยังเป็นแค่สอุตระ ยังไม่ใช่อนุตระ ยังไม่สมบูรณ์ ก็ทำให้ดีขึ้นไปอีกต่อจากนั้น จน หลักเกณฑ์ของการจบด้วย อนุตรังจิตตัง คือตั้งมั่นเป็นสมาหิโต สมาหิตัง สมาหิตัง นั่นคือสมาธิของพุทธ อสมาหิตังคือ ยังไม่ถึงขั้นตั้งมั่น เพราะฉะนั้นจิตตั้งมั่นของศาสนาพุทธที่เป็นฌานก็ดี สมาธิก็ดี จะเป็นวิมุตก็ดี ที่ตั้งมั่นนั้น เรียกว่า สมาหิตัง สมาหิโต เป็นคำที่ไม่ใช่ของทั่วไปที่เรียกว่า สมาธิหรือเจโตสมาธิเท่านั้น เพราะมีวิมุติจริงๆ ก็ตรวจดีๆ หลุดพ้นสิ้นกิเลสจริงๆ ไม่ใช่เหลือเศษธุลีเหลือเศษของ อวิมุติอีก หมดเลย วิมุติ อวิมุติ จึงเป็นคู่สุดท้าย นี่คือ เจโตปริยญาณ 16 อาตมามีสภาวะเหล่านี้สมบูรณ์จึงเอามาขยายความเป็นภาษาง่ายๆ ภาษาแม่ Mother tongue เปลี่ยนภาษาไทยสามัญให้พวกคุณฟัง เข้าใจชัดขึ้นไหม 650509 อภิภายตนสูตร ตอนที่ 1 รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 37

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน