ปฏิจสมุปบาทและเจโตปริยญาณ 16.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข14 พฤษภาคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

ปฏิจสมุปบาทและเจโตปริยญาณ 16 _พ่อครูว่า... ขอเอาปฏิจจสมุปบาทมาเป็นหลักในการอธิบาย ผู้ที่มีวิชชาจะรู้สังขาร เมื่อรู้สังขาร ก็จะรู้จักวิญญาณ รู้วิญญาณแล้วก็จะ อ้อ วิญญาณจะรู้ได้ด้วยนามรูป ด้วยสภาวะ 2 เมื่อมีสภาวะ 2 ผัสสะกัน เป็นความซับซ้อนของปฏิจจสมุปบาท สังขาร วิญญาณ นามรูป 3 เส้า พอนามรูปทำงานปั๊บ มีอายตนะต่อกัน ก็เพราะมันเป็นผัสสะ จึงเกิดการพัฒนาเกิดสภาพ 2 นามรูป เมื่อไม่สัมผัสกัน ก็ไม่มีอะไรเกิดให้รับรู้ แต่เมื่อสัมผัสกันก็เกิดสภาพ 2 สภาพ 2 เกิดปัญญาโดยสังขาร แต่เกิดภายในเรียกว่าเวทนา สภาพเดียวกับสังขาร สภาพเดียวกันกับวิญญาณนี้แหละ เมื่อเกิดผัสสะเกิดอายตนะ มันก็เกิดสภาพลึกเข้าไปภายในอีก เรียกว่าเวทนา ก็คือ สังขาร ก็คือวิญญาณ แต่มันเป็นตัวลึกตัวในเป็นเวทนา จึงไปศึกษาที่เวทนา เพราะฉะนั้นตัวศึกษาหลักของศาสนาพุทธคือศึกษาที่เวทนา ถ้าไม่มีเวทนาเป็นที่ตั้งไม่มีเวทนาเป็นฐานในการปฏิบัติ ไม่มีทางบรรลุ นี่ก็ในพระไตรปิฎก พรหมชาลสูตร ท่านยืนยันไว้ตั้งไม่รู้กี่ข้อ ต้องมีผัสสะๆ มีเวทนาเป็นที่ตั้ง ทีนี้ เวทนาจะเกิด ต้องมีตาหูจมูกลิ้นกายกระทบสัมผัสภายนอก เกิดอายตนะแล้วจึงเกิดวิญญาณ แล้วจึงเกิดเวทนา เวทนาเป็นเจตสิกของวิญญาณ เป็นรายละเอียดย่อยลงไปของวิญญาณ แล้วก็พิจารณา เวทนา เป็นอาการอย่างไร อาการสุขหรืออาการทุกข์หรืออาการไม่สุขไม่ทุกข์ นี่เป็น 3 อาการ ของเวทนา แล้วก็ขยายเป็น 5 เวทนาในเวทนา 108 กายิกเวทนา กับเจตสิกเวทนา กายิกเวทนาคือ เวทนาที่มีกายพร้อม เจตสิกเวทนาคือ เวทนาที่มีแต่จิต ผู้ศึกษาแต่จิตเป็นพวกหลับตาปฏิบัติ เป็นพวกโมฆะ หากกายไม่มีจิตก็ไม่ได้ เมื่อมีกาย ต้องมีเจตสิก ต้องมีจิต ต้องมีธาตุรู้ เพราะคนไม่ใช่วัตถุ คนต้องมีจิต ต้องมีเจตสิก ต้องมีวิญญาณ คนไม่ใช่ศพตาย ถ้าศ

อ่านต่อ

พตาย มีแต่ดินน้ำไฟลม ก็ไม่มีจิตวิญญาณ แต่คนที่เป็นๆมีธาตุรู้เต็มๆเรียกว่าจิตนิยาม ไม่ใช่มีแค่ พีชะ พีชะสัมผัสไม่มีกาย ขนาดยังไม่ตายก็ยังไม่รู้เรื่องเลย สัมผัสแล้วก็ไม่รู้เรื่อง เพราะว่าไม่มี กาย นี่ก็วนเวียนย้อนไปอธิบายที่เคยอธิบาย สับสนไหม คนที่แม่นๆ จะไม่สับสน เมื่อมีเวทนา เวทนา เป็นตัวฐานที่จะปฏิบัติที่จะเรียนรู้ เพราะฉะนั้นไม่มีผัสสะไม่มีเวทนาไปหลับตาเสีย ปิดประตู สายหลับตาเอ๋ย จะให้ง้องอนเว้าวอน ให้ขอร้องก็ขอร้อง แต่จะให้ซื้อไม่มีตังค์ซื้อ หมดปัญญาตรงนี้ เพราะอาตมาไม่ได้สะสมเงินไปซื้ออะไร เมื่อศึกษาเวทนาในเวทนา เข้าใจสภาพนี้ให้ได้ เวทนาต้องมีกาย ถ้าไม่มีกาย เวทนาไม่มี วิญญาณไม่มี มีแต่สัญญากับสังขารก็เป็นพีช ถ้าไม่มีสัญญา มีแต่สังขาร ก็เป็นวัตถุเป็นอุตุนิยาม ถ้าเริ่มมีสัญญา สังขารมันปรุงแต่งเป็นอุตุนิยาม พลังงาน ความร้อน แสง เสียง แม่เหล็ก ไฟฟ้า มันก็ปรุงแต่งกัน เป็น E=MC 2 ของไอสไตน์ ซึ่งเขาก็ใช้กันอยู่ทุกวันนี้เป็นพลังงานของสสาร ไม่ใช่ชีวะ ไม่ใช่ไบโอโลจี เพราะฉะนั้นเมื่อมีเวทนา สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ ซึ่งเป็นอาการ 3 อย่าง แบ่งแยกได้ ก็แยกภายนอก ภายใน แรงกับเบา ใช้พยัญชนะเรียกว่า ทุกข์ สุข แล้วก็อุเบกขา กับ โสมนัส โทมนัส แล้วก็ อุเบกขาตัวเดียวกัน ก็เป็น 5 สุข ทุกข์ หยาบ รวมเอาภายนอกด้วย มาอธิบายทั้งหมด ถ้าผู้ที่บรรลุภายนอกแล้ว เหลือแต่ภายในก็เรียกว่าเหลือแต่โสมนัสหรือโทมนัส แต่ไม่ได้หมายความว่าภายนอกไม่รู้ รู้แต่ว่าอยู่เหนือแล้วบรรลุแล้ว ลืมตาอยู่สัมผัสมี ไม่ได้หมายความว่าหลับตาจากข้างนอก แล้วค่อยมาเรียนโทมนัสโสมนัส ก็ไม่ใช่ ผู้ที่บรรลุขั้นใน กามภพ ตาหูจมูกลิ้นกายนั้นบรรลุแล้ว แต่ก็มีตาลืม จมูกรับกลิ่น รับทุกอย่างแต่อยู่เหนือแล้ว ไม่มีเรื่องอะไรแล้วสบายๆลอยตัว ก็มาเหลือแต่ข้างในโสมนัสโทมนัส ก็มาล้างตัวนี้อีก หมดโสมนัสโทมนัส ก็มายึดติดเหลือภายในอีกก็มาล้างกิเลสให้เกลี้ยงให้จิตสะอาดบริสุทธิ์จากกิเลส สะอาดบริสุทธิ์จากกิเลส สะอาดตอนแรกมีภูมิธรรมที่มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ไม่เก่ง ก็ไม่ชัด ก็ทำอีก ปฏิบัติอีกก็จะรู้ว่ายังมีสะอาดกว่านี้อีกหรือ สอุตรจิต ไปได้เรื่อยๆ ดี ดียิ่งกว่านี้ยังมีอีกหรือ ดียิ่งกว่านี้ยังมีอีกเหรอ จนกว่าถึงขั้นอนุตตระ ไม่มีดีกว่านี้อีกแล้ว ดีที่สุดแล้ว อนุตตระก็คือจะต้องตรวจสมาธิกับวิมุติ อีก 2 คู่ ของ เจโตปริยญาณ ต้องรู้ สราคะ สโทสะ สโมหะ ต้องรู้ว่าอันนี้มี จนกระทั่งมันเริ่มไม่มี วีตะราคะ วีตโทสะ วีตโมหะ นี่คือกิเลส 3 คู่ 6 ตัว พอเริ่มต้นปฏิบัติและคุณก็จะเริ่มเกิดผล สายเจโตก็สังขิตตังจิตตัง สายปัญญาก็จะวิกขิตตังจิตตัง แบ่งเป็น 2 ตระกูลเท่านั้นนะ ก็รู้ตัวเองว่าเริ่มทำได้แล้วนะ แต่ว่ายังแตกไม่ออก ได้แล้ว สรุปลงมาเป็นตัวผลที่ได้ ยังไม่ได้ขยายความ ยังตีไม่แตก ก็ต้องพยายามขยายออกให้ได้ ขยายรายละเอียดยังมีอีก ยังมีอีกขั้นหนึ่งแล้วยังมีอีก ยังไม่ใช่ สอุตรัง ต้องให้ดีกว่านี้อีกก็เริ่มดีกว่านี้อีก ละเอียดลออกว่านี้ยังมีอีกขยายขึ้นได้ก็จะเป็น มหัคตะ ทั้งมหะและอัคคะ มันมีความดำเนินไป ทั้งความดีและความยิ่งใหญ่ (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สมณะเดินดิน... สายวัดป่า จะรู้ใจว่า คนอื่นคิดอย่างไร แต่ที่พ่อครูอธิบายคือเจโตปริยญาณของพุทธ พ่อครูว่า... ที่เขารู้นั้นเป็นอาเทศนาปาฏิหาริย์ ไม่ใช่อนุสาสนีปาฏิหาริย์ ที่อาตมาอธิบายเป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์ สมณะเดินดิน... แล้ว เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าอธิบายว่า เจโตปริยญาณของพุทธคืออะไร คือ รู้จิตใจตัวเอง พ่อครูว่า... ก็อย่างที่ผมอธิบายเจโตปริยญาณ 16 กำลังอธิบายถึงคู่ สังขิตตังจิตตังกับวิขิตตังจิตตัง กับมหัคตะ กับอมหัคตะ ถ้าไม่เจริญเป็น สอุตรังจิตตัง ดีกว่านี้ยังมีอีกยังไม่จบนะ ถ้าคุณรู้ว่ายังไม่จบ คุณก็เป็นจิตที่ มหัคตะ แต่ถ้าคุณบอกว่ายังไม่ได้ ก็เป็น อมหัคตะ หรือไปหลงผิดว่าจบแล้ว คนนี้ก็ตาย คนนี้ก็ไปไม่ออก คุณไม่มีทางเพราะหลงผิด ซึ่งเป็นได้ไม่น้อยด้วย คนที่คิดว่าจบแล้วได้แค่ สังขิตตัจติตังหรือวิขิตตังจิตตัง แค่นี้ก็มีเยอะนึกว่าหมดแล้ว แต่ที่จริงยังมีดีกว่านี้ สอุตรังจิตตัง แต่คนนี้หลงผิดว่าจบแล้ว คนที่ไม่ได้ถึงขั้นนี้แล้วคิดว่าจบก็มีอีกตั้งเยอะแยะ ขณะนี้ก็ยังดีนะถึงเป็น สังขิตตังจิตตังและวิขกิตตังจิตตัง ทำลายสราคะ สโทสะ สโมหะ มาได้ถึงขั้นนี้ก็ดีระดับหนึ่งแล้ว แต่ที่จริง สอุตรังดีกว่านี้ยังมีอีก จิตที่มีตัวนี้จึงเป็น มหัคตะ แล้วก็รู้ว่า ตัวไหนที่มันยังเหลือยังไม่สูงจริง มันยังไม่จบจริง แต่รู้ดีแล้วว่ามันเจริญ ปัญญา ปฏิภาณ ภูมิธรรม มันสูงขึ้น มันรู้ ก็จัดการเหตุที่มันยังไม่จบ เหตุที่มันยังไม่สมบูรณ์ ก็จัดการเรียนรู้อีก ก็คือจัดการกิเลสตัณหาอุปาทานที่ละเอียดขึ้นนั่นแหละ สราคะ สโมหะ ใครติด ราคะ โทสะ โมหะ ก็แล้วแต่ แต่ที่จริง โมหะคือยังไม่รู้ ยังงง ปนๆ กระจ่างแล้วอยากจะได้ก็เป็น โทสะหรือราคะ พ้นโมหะก็ชัดเจนในราคะหรือโทสะ ที่จริงโทสะต้องดับก่อนราคะ ตามลำดับที่ ถูกต้องที่สุด พอดับได้แล้ว ราคะดับได้ โทสะดับได้ ก็มาได้ สังขิตตังจิตตัง วิกขิตตังจิตตัง พอได้แล้วมหัคตะ พอสูงได้สำเร็จจบ หมดเป็นอนุตรังจิตตัง จนไม่มีอีกแล้วที่จะจัดการล้างอีกไม่มีเหลือความสกปรกที่เป็นเศษธุลีของกิเลส ไม่มีแล้วหมดจริงๆก็ เป็นวิมุติ แล้วก็สั่งสมวิมุตินี่แหละ หลุดพ้น ดับกิเลส ให้เป็นสมาหิโต เป็นจิตที่ตั้งมั่นใช้คำว่า สมาหิโต ไม่ได้ใช้คำว่า เจโตสมาธิ แต่ใช้สมาหิตะ เป็นเอกพจน์นะไม่ได้เป็นพหูพจน์ เฉพาะตน เป็นความตั้งมั่นของจิตที่เอาเจโตปริยญาณมาอธิบาย ได้ ความละเอียดละออสมบูรณ์แบบ เจโตปริยญาณ 16 จึงเป็นมาตรวัดของนักปฏิบัติธรรม ไม่ต้องท่องจำ แต่สภาวะมันจะชัดเจนเป็นลำดับของมันมาเองเลย เข้าใจพยัญชนะตัวบาลีบ้าง ก็จับป้ายถูกกับสภาวะนั้นให้ได้เท่านั้นเอง ไม่ต้องท่องหรอก มันจะเรียงลำดับของมันชัดเจนอย่างที่อธิบายให้ฟัง มันเป็นลำดับที่น่าอัศจรรย์ มันจะไม่สับสน ถ้าสับสนก็คือไม่แจ้งจริง ไม่มีปัญญา ไม่มีความรู้ที่เรียงลำดับอย่างน่าอัศจรรย์ที่ถูกต้องตามลำดับ ฉะนั้นผู้ที่สามารถสูงสุดได้ สมาหิโต เป็นวิมุติสุดยอด แม้ว่าตั้งมั่นแล้ว ทำให้วิมุติ อวิมุติ เป็น 2 ตัวสุดท้ายอีก ก็ต้องตรวจแล้วตรวจอีกว่าแน่แล้วหรือไม่นะ เหลืออีกเสร็จแล้วเสร็จน้อยหรือเปล่า ที่เอามาตั้งมั่นสะสม เพราะฉะนั้นจิตที่เป็นสมาธิของพระพุทธเจ้าคือจิตที่หมดอาสวะ สิ้นอาสวะ จิตตัวที่จะมาตกผลึกสะสมลงเป็นสมาหิตัง เป็นจิตตั้งมั่น เป็นจิตที่สิ้นอาสวะ ไม่ใช่ไปนั่งกดข่ม จิตจะมีกิเลสหรือไม่มีกิเลสก็ไม่รู้ กดไว้ให้แน่นเข้าๆ อย่างที่สายเจโต สายศรัทธา สายที่เขาปฏิบัติกันอยู่ หรือสายพระป่าที่ มิจฉาทิฏฐิ เป็นเดียรถีย์เขาทำกันอยู่ จึงใช้ไม่ได้ เขาใช้อยู่ เขาใช้ของเขาได้ แต่มันไม่สมบูรณ์แบบ มันจะสมบูรณ์แบบจะต้องไล่ละเอียดมาอย่างที่อาตมาอธิบาย โดยเอาหลักวิชาเจโตปริยญาณ 16 มาไล่ สู่ฟัง เพราะฉะนั้นจิตในจิต ถ้าดูตำราแล้ว กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม จิตในจิตก็คือเจโตปริยญาณ 16 ส่วนเวทนาในเวทนาก็คือเวทนา 108 ส่วนกายในกายนั้นก็คือ กายนอกกายตั้งแต่ 2 ไม่รู้ตั้งกี่คู่ คุณจะกระทบสัมผัสในฐานศีลของคุณที่เกี่ยวกับสัตว์ เกี่ยวกับของ เกี่ยวกับพืช เกี่ยวกับรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส อันเป็น 3 ข้อหลักของศีล เป็นขั้นๆๆไป เป็นระดับๆ ตั้งแต่ สุรา เมรยะ มัชชะ ก็เป็น 3 เส้า ทีคุณยัง ท่านเรียกเป็นภาษาว่าเมา สุราก็แรงจัดจ้าน เมรยะก็กลาง มัชชะขั้นปลาย จนกระทั่งไม่เมาแล้วเป็นขั้นปลายมัชชะ ก็ไม่เมา ก็จบหมด อาตมาขยายความพยัญชนะบาลีต่างๆที่พูดเขาเรียนรู้มาทั้งนั้นแหละ อาตมาไม่ได้มาตั้งเอง แต่อาตมารู้สภาวะทั้งนั้น เอามาขยายสู่ฟัง ฟังให้ดีๆ พูดไปแล้วจะหาว่าอวดตัว มันมีของดีจริงก็เอามาพูดให้ฟังมันก็เลยดี ไม่ได้อวดอะไร ไม่มีสาเฐยจิต มันจะพูดความจริงด้วยความจริงใจอย่างใสสะอาด ไม่มีแม้แต่ สาเฐยจิต จิตที่คิดอยากอวดโอ่ ไม่ได้อยากอวด แต่พูดแต่สิ่งที่ดีสิ่งที่เป็นของจริง อาตมาพูดสิ่งที่ไม่จริงไม่เป็น แล้วก็พูดสิ่งที่อวด ก็ไม่เป็นอีก เอาความไม่ถูกต้องมาพูดก็ไม่เป็นอีก พูดแล้วก็ทำให้เขาคันเขี้ยว เขาหมั่นไส้ อาตมาพูดภาษาที่จริงที่สุด แล้วมาหมั่นไส้อาตมา ก็ไม่รู้จะทำยังไง 650513 อรหันต์แม้เป็นอัลไซเมอร์ก็ไม่มีพฤติกรรมกามเมถุน พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน